จุติเทพกระบี่

    ตอนที่ 79 หลิวอี้ VS ตงหยาง


            กระบี่ที่แสนจะธรรมดาปะทะเข้ากับฝ่ามือที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณ


            หลิวอี้ถอยหลังไปสิบกว่าก้าว มือของเขารู้สึกด้านชาเล็กน้อยจากแรงปะทะ


            “เจ้าดูถูกข้ามากเกินไปหรือไม่"


            ตงหยางพูดขึ้นมาพร้อมกับพุ่งเข้าไปหาหลิวอี้ เขาใช้วิชาฝ่ามือไม่ได้ใช้อาวุทธอื่น ตงหยางใช้พลังของเขาจนถึงขั้นสุดในการปะทะครั้งนี้


            หลิวอี้เห็นว่าตงหยางเอาจริง เขาจึงใช้พลังสายเลือดครึ่งเทพที่เขาได้รับมาจากจือเหยา ระดับพลังของหลิวอี้เลื่อนมาอยู่ในระดับจอมยุทธ์ขั้นต่ำ จากนั้นหลิวอี้พุ่งเข้าไปปะทะกับตงหยางทันที


            “นี่เขามีสายเลือดครึ่งเทพหรือไง เขาถึงสามารถเลื่อนระดับได้ถึง 3 ขั้น”เสียงพูดของผู้คนดังขึ้นมา


            “นี่คือสิ่งที่เจ้าบอกกับข้าว่าเขาน่าสนใจ”จักรพรรดิพูดกับคนสนิทของเขา


            “ไม่ใช่ขอรับ”


            กระบี่และฝ่ามีปะทะกันรอบที่สอง แรงจากการปะทะทำให้ม่านพลังปราณสั่นสะเทือนเล็กน้อย หลิวอี้เป็นฝ่ายที่ได้เปรียบจากการปะทะในครั้งที่สอง จากนั้นหลิวอี้เป็นฝ่ายโจมตีตงหยาง เขาใช้วิชากระบี่ของสำนักกระบี่และความเร็วของเขาโจมตีตงหยาง


            ตงหยางตกตลึงที่หลิวอี้เป็นฝ่ายที่โจมตีเขาอยู่ฝั่งเดียว เป็นเขาที่ต้องตั้งรับกระบี่ของหลิวอี้ เพราะมันมาจากทุกทิศทาง


            ในระหว่างใช้วิชากระบี่ หลิวอี้ทำการพลิกแพลงกระบวนท่าต่อสู้กับตงหยาง


            ผู้อาวุโสของสำนักป่ากระบี่ถึงกับตกตลึง เขาไม่รู้ว่าหลิวอี้แอบไปฝึกฝนวิชากระบี่ของสำนักป่ากระบี่ตั้งแต่ตอนไหน แถมหลิวอี้ยังใช้วิชากระบี่ได้ดีเยี่ยม


            จักรพรรดิเริ่มที่จะเห็นความสามารถของหลิวอี้มากขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกเขายังเฉยๆแต่ตอนนี้เขาเริ่มที่จะสนใจมากขึ้น


            องค์หญิงยังคงไม่สนใจนางยังคงนั่งมองดูด้วยใบหน้าเรียบเฉย


            ตงหยางเริ่มที่จะเหนื่อย เพราะหลิวอี้เร็วมากหากว่าเขาเสียสมาธิแม้แต่นิดเดียวเขาจะต้องถูกคมกระบี่ของหลิวอี้แน่นอน


            หลิวอี้เขาก็ไม่ต่างจากตงหยางเท่ารัยเพราะเขาก็ใช้พลังปราณไปมากเช่นกัน


            หลังจากที่ปะทะกันไปหลายรอบทั้งสองต่างก็ถอยออกจากกัน


            “เจ้าเป็นคนแรกที่ทำให้ข้ารู้สึกถึงการต่อสู้ที่แท้จริง”ตงหยางพูดขึ้นมา


            จากนั้นเขาเป็นฝ่ายพุ่งเข้าไปหาหลิวอี้ด้วยความรวดเร็ว คราวนี้เป็นหลิวอี้ที่เป็นฝ่ายตั้งรับ


            “เป็นไปได้ยังไง”ผู้อาวุโสสำนักป่ากระบี่พูดขึ้นมา


            “เกิดอะไรขึ้นผู้อาวุโส”องค์ชายลำดับที่หนึ่งถามขึ้น


            “องค์ชายไม่สังเกตุบ้างหรือ กระบวนท่าที่หลิวอี้ใช้มันมีกระบวนท่าป้องกันด้วย แถมกระบวนท่าการโจมตีของเขายังมีพลังมากกว่าวิชากระบี่ของสำนักพวกเราอีก”


            องค์ชายลำดับที่หนึ่งจึงได้เข้าใจว่ามันมีอะไรแตกต่าง


            “เราจะต้องจับตัวเขามาเพื่อถามหาความจริง”องค์ชายเสนอความคิด


            “ไม่ต้องรีบร้อนเอาไว้ให้เขาไปที่สำนักป่ากระบี่เสียก่อนพวกเราค่อยลงมือจัดการ”ผู้อาวุโสพูดพร้อมกับยิ้มออกมา รอยยิ้มของเขาเหมือนกับรอยยิ้มของผู้ชนะ


            ในช่วงเวลาที่หลิวอี้ปะทะกับตงหยาง เขาจะไม่เข้าใกล้ตงหยางมากจนเกินไป ไม่งั้นหลิวอี้จะถูกดูดซับพลังปราณ


            ตงหยางรู้สึกหงุดหงิดไม่ว่าเขาจะพยายามแค่ไหนก็ไม่สามารถทำอะไรหลิวอี้ได้ เขาจึงหยิบโอสถเม็ดสีดำออกมาหนึ่งเม็ดจากนั้นจึงกลืนลงไป พลังปราณของตงหยางกลับมาเต็มเปี่ยมเหมือนเดิม


            หลิวอี้เป็นคนที่เห็นทุกอย่าง เขายังตกตลึงกับสิ่งที่เห็นและเขายังรู้ว่าเม็ดโอสถที่ตงหยางกลืนลงไปคืออะไร มันคือโอสถที่ช่วยให้พลังปราณกลับมาเต็มเปี่ยมเหมือนเดิมในเวลาไม่กี่ลมหายใจนี่คือข้อดีของมัน แต่ข้อเสียของมันก็คือจะทำให้อายุขัยของคนที่ใช้มันลดลง 1 ปี โอสถชนิดนี้จัดเป็นโอสถต้องห้าม หลิวอี้เริ่มที่จะสงสัยว่าใครอยู่เบื้องหลังชายคนนี้กันแน่


            ตงหยางพุ่งเข้าไปหาหลิวอี้อีกหนึ่งรอบ คราวนี้เขามีพลังเต็มเปี่ยม


            หลิวอี้ได้แต่หลบหลีกเขาไม่กล้าที่จะเข้าปะทะอีกต่อไป เพราะพลังปราณของเขาเหลือน้อยลงทุกที


            “เจ้าเอาแต่หนี มันจะเรียกว่าการต่อสู้ได้ยังไง”ตงหยางพูดขึ้นมา


            ผู้ชมที่อยู่รอบๆ แม้แต่องค์จักรพรรดิยังแปลกใจที่อยู่ๆพลังปราณของตงหยางกลับมาเหมือนเดิม มากกว่าตอนที่เขาต่อสู้กับจางหยวนเสียอีก


            หลิวอี้เริ่มที่จะทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเก็บกระบี่ของเขาเข้าไปในฝักจากนั้นโยนมันออกไปจากสนามประลอง


            “เจ้าบังคับให้ข้าลงมือเอง”


            ผู้ชมในสนามไม่รู้ว่าหลิวอี้กำลังทำอะไร


            “สุดท้ายเจ้าก็ยอมเอาจริง”เยี่ยนฟางพูดเบาๆ มีเพียงนางที่รู้ว่าหลิวอี้กำลังจะทำอะไร

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพกระบี่ ที่คุณอ่าน