สุดท้าย..
ฮารุก็พยักหน้าตอบตกลง ถือซะว่าหากลุ่มเพื่อนสักกลุ่ม เพื่อให้พ่อของเธอสบายใจ
“เยสสส! ขอบคุณมากลูกพี่ ลูกน้องคนนี้จะทำตามคำบัญชาของลูกพี่ทุกอย่างให้ดีที่สุด” ไป๋จิ่นห้าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงล้อเล่นปน จากนั้นก็หัวเราะเฮฮาตามประสาคนอารมณ์ดี
ส่วนเพื่อนร่วมโต๊ะของไป๋จิ่นห้าว ได้ยินเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งของเขา ก็รีบดีดผึงลุกขึ้นนั่งตรงราวกับไม้บรรทัด “ถึงเวลาพักแล้วหรอ” ได้ยินสิ่งที่เฉียวปินปินพูดออกมา
ไป๋จิ่นห้าวก็หมดคำจะพูดทันทีเลยตอบกลับไปคำนึงด้วยน้ำเสียงระอา “ยัง”
อะไรคือการตื่นมาแล้วจะพักอีก
เพื่อนร่วมโต๊ะของเขาเหมาะแก่คำพูดที่เอาไว้หยอกล้อกับแมวที่ว่า ‘ตื่นขึ้นมาพักผ่อนบ้างก็ได้นะ’
ส่วนเพื่อนร่วมโต๊ะของฮารุก็จ้องมาที่เธอเขม็งเหมือนครุ่นคิดพิจารณาซื้ออาหารอะไรสักอย่าง
ฮารุรู้สึกว่ามีคนมองเลยหันตามสัญชาตญาณมองไปทางเพื่อนร่วมโต๊ะก็พบว่า เป็อันเล่อเล่อเพื่อนร่วมโต๊ะมองมาที่เธอจริง ๆ
ฮารุเลยหรี่ตาน้อย ๆ จ้องกลับอีกฝ่ายกลับไปอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าใดนัก
อันเล่อเล่อเพื่อนร่วมโต๊ะของเธอสะดุ้งเฮือกลุกลี้ลุกลนเหมือนถูกจับได้ว่าทำความผิดอะไรสักอย่าง ก่อนจะกลับไปนั่งก้มหน้าก้มตาเช่นเดิม
“เป็บ้าอะไรนักหนา จะมองก็มองสิ ทำไมต้องแอบมอง แล้วทำไมต้องกลัวฉันขนาดนี้ ฉันไปทำอะไรเธอหรือยัง เห็นฉันเป็ั์เป็มารหรือไง น่ารำคาญจริง ๆ เลย”
เป็ประโยคที่ฮารุพูดยาวที่สุดั้แ่เข้ามาในห้องเรียน เธอรำคาญจริง ๆ รำคาญท่าทางของอีกฝ่ายขัดหูขัดตา จะกลัวอะไรขนาดนี้ เธอก็ไม่ได้แกล้งอีกฝ่ายสักหน่อย
อันเล่อเล่อเห็นอีกฝ่ายตะคอกใส่ ก็เริ่มกลัวแล้วพูดอธิบายด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“ระ…เราขอโทษ เราจะไม่จ้องเธออีก”
“ขอโทษทำไม เธอทำอะไรผิดหรือไง เป็บ้าเป็บอจริง ๆ”
ไป๋จิ่นห้าวจะหันมาพูดไกล่เกลี่ย แต่ไม่ทันไรคุณครูวิชาภาษาอังกฤษก็เดินเข้ามาก่อน ทำเอาเขาหุบปากฉับแล้วหันหน้ากลับไป
กิตติศัพท์ของครูวิชาภาษาฯหน้ายิ้มดูไม่มีพิษไม่มีภัยต่อนักเรียนเป็เพียงหน้ากากเท่านั้น
เห็นหน้ายิ้ม ๆ อารมณ์ดีแบบนี้ เวลาโหดขึ้นมา พวกเขาแทบจะไม่เอาตัวไม่รอด แม้แต่เทพเซียนก็ไม่สามารถช่วยพวกเขาให้รอดจากคุณครูตรงหน้านี้ได้
พวกเขาเลยต้องทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวเป็พิเศษ
เพราะในห้องเคยเจอฤทธิ์แล้วตอนเข้ามาเรียนใหม่ ๆ
เอ๋ นี่มันคุณครูที่ถามคนแรกในห้องวิชาการนี่ ดูใจดีใช้ได้เลย
เข้ามาก็ยิ้มแย้มให้นักเรียน คงจะเรียนกันแบบเป็กันเอง? ฮารุคิด
ทั้งห้องพร้อมลุกขึ้นทักทายสวัสดีคุณครูภาษาอังกฤษคนนี้ด้วยความพร้อมเพรียง “good morning miss Huang how r u today (สวัสดีตอนเช้าค่ะ/ครับ คุณครูหวง วันนี้เป็ยังไงบ้างครับ) ”
คุณครูสาวเ้าเนื้อแซ่หวงทำท่าทางโบกไม้โบกมือยิ้มแย้มแล้วทักทาย “I’ m good today thanks how about you (ฉันสบายดี ขอบคุณ แล้วพวกเธอล่ะ เป็ยังไงกันบ้าง) ”
จากนั้นคุณครูกับนักเรียนก็ทักทายกันตามปกติ ทักทายกันเสร็จนักเรียนก็นั่งลง
แล้วเริ่มบทเรียนบทสอนกันต่อไป
จนถึง่ถาม-ตอบ ระหว่างนักเรียนกับคุณครู
ก็มีปัญหามาหาฮารุอีกครั้ง โดยคนที่หาเื่ก็คือนักเรียนหญิงเว่ยหยาที่นั่งหน้าห้องคนเดิมคนดียกมือขึ้นขออนุญาตคุณครูสาวแซ่หวง
คุณครูสาวแซ่หวงพยักหน้าเป็เชิงอนุญาตให้อีกฝ่ายพูดขึ้นได้
แต่เป็กติกาเดิมต้องพูดภาษาอังกฤษเท่านั้น
“มิสหวง ฉันอยากสอบถามประวัติความชอบส่วนตัวของเพื่อนนักเรียนคนใหม่ พวกเราในที่นี้จะได้รู้จักเพื่อนใหม่กันมากขึ้น เพราะตอนทีเธอแนะนำตัวคาบแรก เธอเพียงแนะนำชื่อตัวเองเท่านั้น พวกเราเลยอยากรู้ประวัติอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นสักเล็กน้อยได้หรือเปล่าคะ”
คุณครูสาวเ้าเนื้อแซ่หวงครุ่นคิด เห็นว่าคำขอของนักเรียนไม่ได้เป็คำขอที่มากเกินไป จากนั้นก็ผงกศีรษะตอบตกลงนักเรียน “อืม เว่ยหยา เธอไม่ต้องถาม เดี๋ยวครูสอบถามคร่าว ๆ แล้วให้กัน หลังจากจบคาบครูพวกเธอก็ไปทำความรู้จักกันให้มากขึ้นเองก็แล้วกัน”
คุณครูสาวเ้าเนื้อแซ่หวง ไม่รอให้เว่ยหยาเอ่ยขึ้นมาได้อีก
“คนไหนคือนักเรียนคนใหม่ กรุณาลุกขึ้นยืนหน่อยค่ะ”
ฮารุลุกขึ้นยืนช้า ๆ “ฉันเองค่ะ”
“คือแบบนี้นะนักเรียน เธอก็ได้ยินที่เพื่อนของเธอพูดแล้วใช่มั้ยว่า เพื่อน ๆ เขาอยากรู้ประวัติเพื่อที่จะได้ทำความรู้จักกับเธอมากขึ้น เธอยินดีจะให้พวกนักเรียนในห้องนี้รู้จักมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่” คุณครูสาวเ้าเนื้อแซ่หวงถามหาความยินยอมฮารุเป็ภาษาอังกฤษก่อน
หนึ่งก็เพื่อจะดูปฏิกิริยาว่า นักเรียนคนใหม่เข้าใจมากน้อยแค่ไหน แต่เธอก็ต้องผิดหวังเพื่อไม่พบความผิดปกติหรือความตื่นตัวของอีกฝ่ายเลยสักนิด
ฮารุพยักหน้าแล้วตอบด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ว่า “ได้” คำเดียวเท่านั้น
“โอเค งั้นครูจะเริ่มถามแล้วนะ” ฮารุพยักหน้าแบบขอไปที นี่มันเื่บ้าบออะไรกัน น่าเบื่อจะตายอยู่แล้ว
และการตอบโต้ของครูกับนักเรียนก็เริ่มต้นขึ้น
ส่วนมากก็ถาม ชื่อ อายุ ความชอบ ทำไมถึงย้ายมาที่นี่ อยากเข้ามหาวิทยาลัย ทำอาชีพอะไร บลาบลา
ตอนคำถามว่า เธออยากเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ไหน
ฮารุก็อยากตอบกลับไปซะจริง ๆ ว่า ‘ฉันจบปริญญาเอกแล้วโว้ยยยย’ ถามคำถามที่มันมีสาระกว่านี้ได้หรือไม่
จะถามประวัติของเธอเอาไปสมัครงานที่ไหนหรือไง
มีแต่คำถามอะไรก็ไม่รู้ ฮารุแทบจะอยากเขวี้ยงกระเป๋าลงพื้น แล้วสะบัดก้นกลับบ้านซะจริง ๆ
ไม่รู้ว่า การตอบรับคำขอของพ่ออันนี้ จะเป็ผลดีต่อตัวเธอจริง ๆ หรือเปล่า
เพราะแค่วันแรก เธอก็แทบจะทนไม่ไหวกับคนพวกนี้อยู่แล้ว
ส่วนครูสาวเ้าเนื้อแซ่หวง เห็นการตอบคำถามด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ กับหน้าเอือม ๆ แถมสบถภาษาอื่นๆ ออกมาอีกมากมาย
ภาษาที่เธอเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ก็รู้แล้วว่านักเรียนคนนี้ไม่ใช่นักเรียนธรรมดา ๆ ทั่วไป
เห็นแบบนั้น คุณครูสาวเ้าเนื้อแซ่หวงก็รีบจบการตอบโต้กับนักเรียนใหม่ทันที แล้วเอ่ยอนุญาตให้อีกฝ่ายนั่งลงได้
ส่วนนักเรียนในห้องคนอื่น ๆ ที่อยากจะเห็นเื่สนุก ๆ และหวังให้ครั้งนี้ฮารุเสียหน้าจริง ๆ สักครั้งเพื่อเป็การเอาคืนอีกฝ่ายในคาบแรก
ที่ทำให้พวกเขาเสียหน้าแทนเธอ ก็ต้องเบื้อใบ้อีกครั้ง และเหมือนโดนตบซ้ำ ๆ อีกหน
พวกเขานี่ไม่เข็ดไม่หราบจริง ๆ! บางคนก็เริ่มเสียใจที่ในคาบแรกทำตัวเป็ปรปักษ์กับเธอ
บางคนก็เริ่มคิดหาวางแผนแกล้งต่อไป….
ส่วนฮารุ ผู้ที่ทำให้ห้องปั่นป่วนนั้น
ยังคงไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่าตนเองนั้นทำให้ผู้คนเสียดายที่ไม่เข้าไปทำความรู้จักั้แ่แรก
บ้างก็อิจฉาในความเก่งกาจของเธอ ทั้งบางคนคงไม่สำนึกรู้ตัวทำตัวเป็ปรปักษ์วางแผนแกล้งเธอต่อไป
ฮารุในเวลานี้ไม่สบอารมณ์เป็อย่างมาก เธอฟุบลงกับโต๊ะแล้วถอนหายใจเสียงดังฟึดฟัดอย่างคนหงุดหงิดขั้นสุด
นี่เหรอ ที่บอกวัยรุ่นชีวิตวัยรุ่นเป็่ที่สนุกที่สุด
สนุกตรงไหนกัน มีแต่พวกปัญญาอ่อนเต็มไปหมด
ไหนจะพวกริษยาอิจฉาออกนอกหน้านั่นอีก มันทำให้เธอรู้สึกขยะแขยงจริง ๆ!
เซ็งโว้ยยยย
อยากกลับบ้าน!
ไม่!
อยากกลับองค์กรใหญ่ที่ประเทศ J!
และจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว
ไม่เห็นมีอะไรน่าสนุกตรงไหนเลย!!!!
ไป๋จิ่นห้าวได้ยินเสียงถอนหายใจระคนหงุดหงิดของฮารุ ก็เอนเก้าอี้มาพิงโต๊ะของฮารุพลางกระซิบถามเสียงเบา ๆ ว่า “ลูกพี่เป็อะไร ทำไมถึงถอนหายใจแรงขนาดนั้นเล่า”