“เส้นทางนี้เป็นทางลัดน่ะท่านเจ้าเมือง ประหยัดเวลากว่าเส้นทางหลักหลายสิบนาทีเลยทีเดียว” ฮันเตอร์งัดตำรา ‘นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว’ มาใช้แทบทุกกระบวนท่าเพื่อเอาตัวรอด
“โฮ่ ได้ฟังเช่นนี้แล้วตัวข้ารู้สึกไม่ดีเอาเสีย ในฐานะเจ้าเมืองไคชุน แต่กลับปล่อยให้ผู้ชนะเลิศศึกประลองหมัดมวยต้องเดินเท้ากลับบ้านอย่างยากลำบาก ช่างน่าละอายยิ่งนัก เช่นนั้นแล้วข้าขอเรียนเชิญเจ้าทั้งสองมากับข้า รับประกันได้ว่าจะมีเกวียนเทียมอาชาฝีเท้าดีไปส่งพวกเจ้าถึงหน้าประตูบ้านแน่นอน” แววตาหรี่ลงเล็กน้อย เข่อซิงกล่าวเสียงเป็นมิตร ทว่ากลับฟังดูปราศจากความจริงใจโดยสิ้นเชิง
“รบกวนท่านเจ้าเมืองเกินไปแล้ว ตัวข้ากับพ่อบุญธรรมเดินท่องราตรีกันเป็นประจำอยู่แล้ว ยิ่งตอนสร่างเมาเช่นนี้ยิ่งอยากได้สายลมเย็นพัดผ่านใบหน้า” ฮันเตอร์ฉีกยิ้มกว้าง พลางกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามปั้นให้ปกติที่สุด
“อย่าปฏิเสธน้ำใจของข้าเลย เชิญเถอะพวกเจ้าทั้งสอง”
“ข้าซึ้งใจท่านมาก แต่อย่าเป็นธุระให้ลำบากเลย”
เมื่อโดนปฏิเสธถึงสองครั้งสองครา เข่อซิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไมตรีจอมปลอมในแววตาพลันจางหาย เหลือไว้เพียงความเจ้าเล่ห์และเหี้ยมเกรียม เช่นเดียวกับน้ำเสียงที่เยียบเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
“ตอนแรกที่เจ้ามาสมัครเข้าร่วมศึกประลองหมัดมวย หน้าตาและสีผิวของเจ้าก็โดดเด่นสะดุดตาข้าไม่น้อย ทว่าในจักรวรรดิเหลียนหยางแห่งนี้ แม้จะมีจำนวนเพียงน้อยนิด แต่ชาวจักรวรรดิอื่นหรือทายาทที่มีเชื้อสายต่างจักรวรรดิ ซึ่งรูปร่างหน้าตาแตกต่างจากชาวจักรวรรดิเหลียนหยางทั่วไปก็พอมีให้เห็นอยู่บ้าง ข้าจึงยังไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่คาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าเจ้าจะกลายเป็นผู้ชนะศึกประลองหมัดมวย ยิ่งไปกว่านั้นทหารลาดตระเวนก็เห็นว่าเจ้าทำลับ ๆ ล่อ ๆ แอบซ่อนวัตถุประหลาดไว้ในป่า เช่นนั้นแล้วข้าจึงอยากเชิญตัวพวกเจ้าไปสอบถามความจริงอย่างมีมารยาท แต่ในเมื่อพวกเจ้าไม่รับไว้ ก็จงไปด้วยสภาพสะบักสะบอมก็แล้วกัน!”
เข่อซิงเผยโฉมหน้าและเจตนาที่แท้จริงผ่านวาจานี้ เมื่อจบคำ พลังปราณสีฟ้าพลันหลั่งไหลออกมา โคจรห่อหุ้มร่างกายเจ้าเมืองไคชุนประหนึ่งวารีเกรี้ยวกราดสายหนึ่ง เช่นเดียวกับทหารคนอื่น ๆ ที่รายล้อม พลังปราณหลากสีหลายธาตุพลันพลุ่งพล่าน ไล่เรียงเป็นเฉดสวยงามท่ามกลางแสงจันทร์ แต่สำหรับฮันเตอร์และลี่กัน นี่คือสัญญาณแห่งความมรณะ
‘ถ้ามีพลังปราณเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตัวเราก็เป็นเพียงคนอ่อนแอ เข้าตาจนแล้ว’ ฮันเตอร์หัวเราะขื่น สบถก้องในใจ สิ่งเดียวที่เขาทำได้ตอนนี้คือสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้าที่เขาคิดว่าไม่มีอยู่จริง
อย่างไรก็ตาม ขณะที่เข่อซิงพร้อมพรรคพวกกำลังโรมรันเข้าหาฮันเตอร์และลี่กัน ราวกับเทพพระเจ้ารับรู้ถึงการอ้อนวอน และประทานพรลงมาให้
พรประการดังกล่าวมาในรูปแบบของเงาสองสาย สายแรกขนาดมหึมา สูงไม่ต่ำกว่าสี่เมตรครึ่งอีกทั้งในมือยังถือดาบยักษ์ที่ใหญ่ไม่แพ้กันไว้ด้วย ส่วนอีกสายรูปร่างเฉกเช่นมนุษย์ปกติ เคลื่อนไหวกลางอากาศอย่างพลิ้วไหวประหนึ่งไผ่ลู่ลม ทว่าจุดโดดเด่นสะดุดตาคือในเงาดำของบุรุษผู้นี้ กลับปรากฏสายอสนีส่องประกายสีทองอยู่โดยรอบ
เงาสองสายกระโดดลอยละล่องกลางเวหา จากบริเวณเบื้องหลังที่กลุ่มเข่อซิงยืนประจำการอยู่ ข้ามศีรษะนายทหารนับยี่สิบ รวมถึงผู้เป็นเจ้าเมือง สุดท้ายพลิ้วตัวร่อนลงสู่พื้นอย่างสวยงาม ประจันหน้ากับกลุ่มเข่อซิงในระยะห่างไม่กี่ฝีก้าว โดยมีฮันเตอร์และลี่กันอยู่เบื้องหลัง
ท่ามกลางความตกตะลึง บางคนดวงตาเบิกโพลง บางคนอ้าปากค้าง และยังไม่ทันที่ผู้ใดจะเอื้อนเอ่ยคำถามออกมา ชายหนุ่มผู้มีอัสนีโคจรรอบกายก็เป็นฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหวก่อน มือซ้ายชักกระบี่ออกจากฝัก พลันกระบี่รูปร่างประหลาดคล้ายเสี้ยวจันทราปรากฏแก่สายตาทุกคนในบริเวณ เขายกกระบี่ขึ้น ชี้ตรงไปที่ใบหน้าเข่อซิง จากนั้นเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอารมณ์ดีไม่เข้ากับสถานการณ์แม้แต่น้อย
“ขออภัยนะท่านเจ้าเมือง ทว่านักหมัดมวยผู้นี้ พวกข้าก็อยากสนทนาด้วยเหมือนกัน คงปล่อยให้ไปกับท่านไม่ได้”
ในห้วงราตรีอันสงบเงียบ บรรยากาศบริเวณชายหาดทมิฬ มีเพียงเกลียวคลื่นและสายลมเท่านั้นที่บรรเลงสุ้มเสียง ทว่าห่างจากผืนทรายสีดำไม่กี่ร้อยเมตร ลึกเข้าไปในชายป่าเหตุการณ์พิสดารปนอัศจรรย์ฉากหนึ่งกำลังอุบัติขึ้น
เหตุการณ์ดังกล่าวคือการประจันกันซึ่งหน้าของกลุ่มคนสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมีจำนวนหลายสิบชีวิต นำทัพโดยเข่อซิง เจ้าเมืองไคชุน ซึ่งสำหรับจักรวรรดิเหลียนหยางแห่งนี้ เจ้าเมืองถือเป็นตำแหน่งทางราชการระดับสูงที่ไม่อาจมองข้ามได้ กล่าวได้ว่ารองจาก ‘สี่แขนขาเทพเจ้า’ ‘สิบแม่ทัพประตูสวรรค์’ ‘ปรมาจารย์ธาตุทั้งเจ็ด’ และขุนนางอาวุโสในราชสำนักบางคนแล้ว ก็เป็นเจ้าเมืองทั้งยี่สิบเมืองของจักรวรรดิเหลียนหยางนี่แหละที่เป็นหมากสำคัญในการกุมอำนาจปกครองของจักรพรรดิเฟยหลง
เดิมทีในรัชสมัยจักรพรรดิองค์ก่อน เจ้าเมืองเหล่าเป็นเพียงนายทหารฝีมือดีที่สังกัดกองทัพหลวง ทว่าไม่รู้เพราะโดนบังคับขู่เข็ญ หรือเดิมทีพวกเขาเหล่านี้ก็หิวกระหายอำนาจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สุดท้ายจึงทรยศองค์จักรพรรดิ เข้าร่วมกับเฟยหลงที่ขณะนั้นยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบสี่ โค่นล้มราชบัลลังก์ กำจัดทุกคนที่ขัดขวาง ส่งเฟยหลงขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและซากศพ
เมื่อภารกิจสำเร็จลุล่วง นายทหารฝีมือดีเหล่านี้จึงได้รับเศษชิ้นเนื้อที่จักรพรรดิองค์ใหม่ประทานให้เป็นการตอบแทน ด้วยการเลื่อนยศขึ้นเป็นเจ้าเมือง แทนที่เจ้าเมืองคนเก่าที่บางส่วนก็โดนสังหารทิ้ง ไม่ก็โดนปลดจากตำแหน่ง พร้อมบรรจุเข้าสู่ตำแหน่งใหม่อย่างที่ ‘ปรึกษาอาวุโสประจำเมือง’ ที่ชื่อฟังดูสวยหรู ทว่าแท้จริงกลับกลวงเปล่า ไร้ซึ่งอำนาจใด ๆ
การกระทำที่ไม่ต่างจากโยนเศษอาหารให้สัตว์เลี้ยงรับประทานประการนี้ของจักรพรรดิเฟยหลง แท้จริงแล้วถือเป็นการสมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายผู้รับได้ลาภยศที่สูงขึ้น ขณะที่ฝ่ายผู้ให้เป็นการสร้างความแข็งแกร่งไร้จุดอ่อนให้กับระบบปกครองของตน เพราะเพียงเท่านี้ทั่วทุกตารางนิ้วของจักรวรรดิเหลียนหยางก็อยู่ภายใต้ฝ่ามือจักรพรรดิเฟยหลงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผ่านหุ่นเชิดทั้งยี่สิบคนที่เขาแต่งตั้ง
แน่นอนว่าเข่อซิงคือหนึ่งในหุ่นเชิดเหล่านั้น และการที่เขาอยู่ในตำแหน่งที่สูงศักดิ์เช่นนี้ พลังปราณจึงนับว่าแกร่งกล้าไม่น้อย ด้วยระดับมหาเซียนยุทธ์ขั้นห้า ที่ทั่วแผ่นดินจักรวรรดิเหลียนหยางเกรงว่าจะมีผู้ที่ฝึกฝนพลังปราณจึงถึงระดับนี้ไม่เกินหลักร้อยคน
ดังนั้น การที่บุคคลระดับเข่อซิงปรากฏกายท่ามกลางความสงบเงียบยามวิกาล ทั้งยังมีนายทหารระดับสูงของเมืองไคชุนอีกหลายสิบชีวิตเสริมทัพอยู่เบื้องหลัง ย่อมชัดเจนว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ
ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง แม้มีจำนวนน้อยกว่า แต่กลับสร้างความตื่นตะลึงได้มากมายยิ่งกว่าฝ่ายแรกหลายเท่า บุรุษทั้งสี่ชีวิตแบ่งการยืนออกเป็นสองแนว แนวด้านหลังปรากฏเป็นชายหนุ่มผิวดำร่างใหญ่ ที่สถานะล่าสุดคือผู้ชนะเลิศศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุน และอีกคนคือชายชราร่างเล็ก ที่มองปราดเดียวก็ทราบได้ว่าเขาคือผู้อ่อนแอที่สุดในการประจันหน้าครั้งนี้
ผู้สร้างความตะลึงลานที่แท้จริงคือสองบุรุษที่จังก้าอยู่ที่แนวด้านหน้า คนแรกยังไม่เท่าไร แลดูเป็นชายหนุ่มธรรมดา แม้พลังปราณผสมผสานสายฟ้าที่ไหลเวียนอยู่รอบกายจะบ่งบอกชัดว่าเป็นผู้แกร่งกล้าผู้หนึ่ง แต่ก็เทียบไม่ได้กับบุรุษอีกคนหนึ่งที่นั่งประจำการอยู่ในหุ่นยนต์ขนาดสูงเกินกว่าสี่เมตร พร้อมดาบยักษ์กระชับแน่นในมือโลหะ ราวกับเป็นยักษาท่ามกลางหมู่มนุษย์
หุ่นยนต์ตัวนี้แลดูไม่เข้ากับบรรยากาศโดยรอบแม้แต่น้อย และนอกจากจางเหว่ย ทุกคนในที่แห่งนี้ เพิ่งเคยประจักษ์สิ่งประหลาดเช่นนี้เป็นครั้งแรก ความตื่นตะลึงราวกับไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็นฉายชัดผ่านแววตาทุกคู่
นี่คือเหตุการณ์พิสดารปนอัศจรรย์ที่กำลังดำเนินอยู่ในป่าริมชายหาดทมิฬ สถานที่อันเงียบสงบ โดยเฉพาะยามราตรีเช่นนี้ ที่ปกติมีเพียงสุ้มเสียงเกลียวคลื่น สายลม และสรรพสัตว์เท่านั้น ทว่าตอนนี้ บรรยากาศบอกชัดว่าในอีกไม่กี่นาทีจากนี้ การสัประยุทธ์อันดุเดือดที่จะทำลายความเงียบสงบของราตรีริมหาดทรายผืนนี้จนป่นปี้เตรียมอุบัติขึ้น!
“เจ้าเป็นใครกัน? มะ..ไม่สิ เจ้าตัวประหลาดนี้คือสิ่งใดกันแน่!” ล่วงผ่านหลายวินาที ในที่สุดเข่อซิงก็เรียกคืนสติบางส่วนกลับมาได้ แผดเสียงถามกึกก้อง สายตาจ้องเขม็งไปยังอเล็กซ์ที่ห่อหุ้มกายด้วยหุ่นรบ
“ฮ่า ๆ ท่านเจ้าเมืองถึงกับอึ้งรับประทานไปเลย แต่ก็ไม่แปลกหรอก เพราะตอนที่ข้าเห็นเจ้านี่ครั้งแรก ก็ไม่ต่างจากท่านตอนนี้เท่าใดนัก แต่ตอนนี้เจ้านั่นจะเป็นตัวประหลาดประเภทใดคงไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจนัก ท่านตอบคำถามข้ามาเพียงสั้น ๆ ก็พอ ข้าขอนำตัวนักหมัดมวยผู้นี้ไป แล้วข้าจะไว้ชีวิตท่าน ต่างฝ่ายต่างแยกย้าย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และลืมค่ำคืนนี้ไป ท่านเจ้าเมืองจะตอบรับข้อเสนอนี้ของข้าหรือไม่?” ไร้ซึ่งคำตอบจากหุ่นเหล็ก เป็นจางเหว่ยที่รับหน้าที่แทน ชายหนุ่มที่ร่างกายห่อหุ้มด้วยประกายอสนีโพล่งเสียงหัวเราะยียวนกวนโทสะขึ้นมาก่อนคำรบหนึ่ง จากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แม้จะฟังดูเป็นมิตร แต่ก็ฉายแววทะนงตนระคนเหี้ยมเกรียมอยู่ไม่น้อย
สดับเช่นนี้ เข่อซิงที่อาการสะท้านขวัญยังไม่หายสนิท ก็ราวกับโดนฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าเต็มแรง ความตะลึงพลันแปรเปลี่ยนเป็นเพลิงโทสะลุกโหมในใจ
นับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองไคชุน นอกจากผู้มีอำนาจเหนือกว่าอย่างสิบแม่ทัพสวรรค์ สี่แขนขาเทพเจ้า และจักรพรรดิเฟยหลงแล้ว ก็ไม่เคยมีผู้ใดหาญกล้ากล่าววาจาสามหาวกับตน ทว่าประโยคเมื่อครู่ กลับยิ่งกว่าการสามหาวใด ๆ ที่เคยได้ยินมาตลอดชั่วชีวิต เป็นการหยามเกียรติของเขาอย่างรุนแรง และที่สำคัญ ผู้พูดกลับเป็นเพียงชายหนุ่มไม่ทราบหัวนอนปลายเท้าผู้หนึ่ง ที่ชัดเจนว่าอ่อนวัยกว่าเขาหลายสิบปี ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งนี้เกิดขึ้นบนแผ่นดินเมืองไคชุนที่ตัวเขาเปรียบเสมือนราชา
“เฮอะ เมื่อสักครู่ข้าได้ยินไม่ถนัด ไหนลองพูดอีกสักครั้ง เจ้าคงไม่ได้กำลังออกคำสั่งกับข้าผู้เป็นเจ้าเมืองไคชุนอยู่หรอกนะ” เป้าหมายสายตาย้ายจากหุ่นรบประหลาด มาที่บุรุษหนุ่มผู้ปากคอเราะรายที่ยืนอยู่ไม่ห่าง เข่อซิงแค่นหัวเราะเยียบเย็น ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงความอำมหิตไว้เต็มอัตรา
“ท่านเจ้าเมือง ท่านได้ยินถูกต้องทุกประการ อยู่ที่ท่านแล้วว่าจะตัดสินใจอย่างไร” ไม่แสดงทีท่าหวั่นเกรงการคุกคามของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย จางเหว่ยยังคงสุมไฟโทสะเข่อซิงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ท่าทีทีเล่นทีจริงที่แสดงออกมา สมองของชายหนุ่มก็ทำหน้าที่ประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรอบคอบ ตัดผู้ชนะเลิศศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุนซึ่งปราศจากพลังปราณ กับชายชรานักเก็บสมุนไพรที่พลังปราณอ่อนแอออกไป แล้วเปรียบเทียบขุมกำลังของทั้งสองฝ่ายในขณะนี้ จางเหว่ยไม่แน่ชัดในคำตอบเท่าไรว่าฝ่ายใดเหนือกว่ากัน แม้ผู้แกร่งกล้าที่สุดของอีกฝ่ายอย่างเข่อซิง พลังปราณจะอยู่ที่ระดับมหาเซียนยุทธ์ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับตัวเขา ที่ล่าสุดทะลุขึ้นสู่ระดับขุนพลยุทธ์ได้สำเร็จแล้ว นับว่าอ่อนด้อยกว่าพอสมควร แต่ถ้าผนวกรวมกับนายทหารฝีมือฉกาจระดับปราชญ์ยุทธ์และเซียนยุทธ์อีกยี่สิบชีวิต หากต้องการชัยชนะ ย่อมแลกมาด้วยความตึงมือไม่น้อย
เปรียบการต่อสู้กับหน่วยลาดตระเวนย่อยด้วยตัวคนเดียวเมื่อสามวันก่อนคือการปอกเปลือกผลไม้เข้าปาก ศึกครานี้ก็คงเป็นการเข็นครกยักษ์ขึ้นภูเขา!
เหตุผลอีกประการที่ทำให้การประเมินสถานการณ์ของจางเหว่ยไม่มีคำตอบที่แน่ชัดคืออเล็กซ์ แม้สหายใหม่ของเขาผู้นี้จะปราศจากพลังปราณ ซึ่งหากมีเพียงสองมือสองเท้า นับว่าอ่อนแอเสียยิ่งกว่ามดปลวกทว่ายามที่เขานั่งประจำการอยู่ในหุ่นรบ อุปกรณ์สุดพิสดารที่ชายหนุ่มนำติดตัวมาด้วยจากดินแดนแสนไกล ประหนึ่งสุดยอดชุดเกราะกับสุดยอดอาวุธผนึกรวมเป็นหนึ่งเดียว ความร้ายกาจยากที่จะประเมิน แต่จากที่เคยเห็นว่าอเล็กซ์สามารถจัดการสามโจรภูเขาได้ภายในพริบตา ย่อมดูหมิ่นไม่ได้
“เจ้าหนุ่มบัดซบ! ข้าไม่รู้หรอกนะว่าหัวนอนปลายเท้าเจ้าเป็นมาเยี่ยงไร แต่การที่เจ้ากล้ากล่าวสามหาวกับข้าเช่นนี้ คงเตรียมตัวรับความตายมาแล้วสินะ เช่นนั้นแล้ว เข่อซิงผู้นี้จะทำให้เจ้าสมความปรารถนาเอง ทุกคน ฆ่าเจ้าพวกนี้ให้หมด แล้วจับตัวเจ้านักหมัดมวยกลับไปเป็น ๆ”
สิ้นคำประกาศกร้าว เหล่าทหารหลายสิบชีวิตที่อยู่เบื้องหลังเข่อซิง ต่างคนต่างพกพาพลังปราณสีสันแตกต่าง โรมรันเข้าประจันหน้ากับหนึ่งบุรุษพลังปราณอสนี และอีกหนึ่งมนุษย์ในวัตถุยักษ์ ที่ถึงแม้ความประหลาดแกมมหัศจรรย์ของมันจะทำให้รู้สึกครั่นคร้ามอยู่ไม่น้อย ทว่าในเมื่อเป็นประกาศิตจากผู้บังคับบัญชา ทางเลือกเดียวคือก้มหน้าแล้วปฏิบัติตามเท่านั้น
หลังออกคำสั่ง เข่อซิงในฐานะแม่ทัพศึกย่อยสมรภูมินี้ก็เตรียมตัวเข้าต่อสู้ด้วยเช่นกัน สองมือสอดประสานตีลัญจกร จากนั้นตวาดก้องในใจ
‘เคล็ดวิชาธาตุน้ำ ระดับพยัคฆ์ขาว ชั้นนภา วารีพายุคะนอง!’