ตอนที่ 1
เสียงย่ำพื้นจากรองเท้าผ้าดังเป็จังหวะในความมืด มีเพียงแสงจันทร์กระจ่างเต็มฟ้าคล้ายโคมไฟนำทางขนาดใหญ่ เ้าของร่างหอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางอย่างเร่งรีบตลอดทั้งวัน แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังมาช้าไป
“หยุดอยู่กับที่ หากไม่เราจะยิงธนูแล้ว” เสียงร้องเตือนดังมาจากบนกำแพงเมืองเป็สัญญาณให้อีกฝ่ายหยุดเท้า
“เ้าเป็ใคร แจ้งชื่อแซ่ให้เราทราบ” เสียงนั้นออกคำสั่งต่อ
ผู้มาได้ยินดังนั้นจึงะโฝ่าความมืดกลับ “เราซิ่วไฉ (บัณฑิตระดับต้น) แซ่เมิ่ง นามเมิ่งสือ”
“ท่านนายทหาร โปรดเปิดประตูเมืองให้เราได้หรือไม่” คำวิงวอนของชายหนุ่มอายุราวยี่สิบเศษในชุดยาวของนักศึกษาด้านล่าง เื้ัมันสะพายแคร่หนังสือขนาดเล็กใส่ม้วนตำราไว้เกือบเต็มกำลังยืนขอความเห็นใจจากอีกฝ่ายบนกำแพงเมือง
ด้านนายทหารเฝ้าประตูเมืองเห็นอีกฝ่ายเป็บัณฑิตท่าทางอ่อนแอจึงเอ่ยปากขับไล่ “มิใช่ว่าเราไม่อยากเปิดให้เ้า แต่กฎหมายการงดราตรีหากผู้ใดฝ่าฝืนเปิดประตูเมืองมีโทษฐานฏ ดังนั้นแล้วอย่าหาเื่ให้เรา” ผู้คุมประตูเมืองเล่าถึงข้อกฎหมายและพลิกย่างเนื้อแพะบนเชิงเทินกำแพงส่งกลิ่นหอมอบอวลลอยตามลมจนคนเบื้องล่างต้องท้องลั่นโครกครากจากความหิว
ในสมัยราชวงศ์ิมีการประกาศงดราตรีซึ่งห้ามออกนอกเคหสถานในยามวิกาลจนกว่าจะถึงรุ่งเช้าของวันใหม่วันมิเช่นนั่นจะถูกดำเนินคดี นั่นรวมไปถึงประตูเมืองที่มิสามารถเปิดให้ผู้คนเข้าออกได้หากไม่มีคำสั่งจากนายอำเภอผู้ควบคุมเมือง
บัณฑิตหนุ่มได้ยินดังนั้นจึงกัดฟันล้วงเข้าไปยังอกเสื้อดึงถุงแพรออกมาและหยิบเหรียญเงินที่ถูกร้อยเป็พวงโบกสะบัดให้อีกฝ่าย “โปรดช่วยเราสักครั้งเถอะ รับเงินจำนวนนี้ไปซื้อสุราอาหารมาแบ่งปันพี่น้องทหารของท่าน”
ทหารเฝ้าประตูเห็นดังนั้นรู้สึกโกรธเคืองพูดว่า “เก็บเงินของเ้าเอาไว้ จำนวนนี้เรามิอาจแลกกับศีรษะบนบ่า ไสหัวไป”
ชายหนุ่มที่ได้ยินเสียงขับไล่จึงกล่าวขึ้นอย่างร้อนรน “โปรดเห็นใจเรา หากไม่มีที่พักคืนนี้เราคงต้องตากน้ำค้างตายแล้ว”
ทหารบนกำแพงเมืองะโตอบกลับ “นั่นเป็ปัญหาของเ้า จะตากหมอกหรือโดนเสือคาบไปกินก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรา ฮา ฮา” เสียงหัวร่อคึกครื้นบนกำแพงเมืองสร้างความรู้สึกโกรธเคืองให้คนที่อยู่เบื้องล่าง
บัณฑิตหนุ่มรับฟังถึงตอนนี้รู้ว่าไม่มีโอกาสจะเข้าไปในตัวเมืองจึงได้แต่ก้มหน้ายอมรับความเป็จริง มันเดินเท้าออกจากบ้านเพื่อหวังไปสอบเซี่ยงชื่อ (การสอบระดับภูมิภาค) ที่จินหลิงเมืองหลวงของมลฑล แต่มิคาดการเดินทางกลับล่าช้ากว่ากำหนดเนื่องด้วยครั้งนี้เป็หนแรกที่มันต้องเดินทางไกลเพียงลำพัง
เป็ที่แน่ชัดแล้วว่าคืนนี้จำต้องหาที่หลับนอนด้านนอก
เมื่อทำใจยอมรับชะตากรรมได้เมิ่งสือจึงพูดกับทหารบนประตูเมือง “เช่นนี้แล้วนอกเมืองมีที่พอให้พักหรือไม่ เพียงพักราตรีเดียวเท่านั้น”
กลุ่มทหาร้าที่เริ่มตั้งวงดื่มสุราพูดขึ้น “ไม่มีแล้ว ประตูเมืองด้านนี้ล้วนมีแต่ที่นา หากเ้าสามารถพักในเพิงกันแดดของชาวนาได้ก็ลองดู”
หลังได้ยินเช่นนั้นเมิ่งสือจึงหันหลังกลับย้อนไปในทางที่เพิ่งจากมาด้วยความเงียบงันโดยมีเสียงของกลุ่มทหารเฝ้ากำแพงเมืองกำลังกินดื่มกันอย่างคึกคักราวกับกำลังยินดีในคราเคราะห์ของมัน
เมื่อไร้เงาร่างของบัณฑิตหนุ่มเหล่าทหารบนประตูเมืองจึงเริ่มจับกลุ่มสนทนาคลายเหงา
“เหล่าหวัง มิใช่ว่าด้านนอกใกล้ที่นามีศาลเ้าแห่งหนึ่งอยู่หรือ” ทหารนายหนึ่งกล่าวกับเหล่าหวังที่ชี้แนะให้เมิ่งสือไปพักเพิงของชาวนา
เหล่าหวังเพิ่งสาดสุราชั้นเลวเข้าปากหันหน้ามาคุยกับทหารที่พูดกับมัน “ที่แห่งนั้นแม้เป็เวลากลางวันเราก็มิกล้าเฉียดกรายไปใกล้ ท่านลืมเสี่ยวจูแล้วหรือว่ามันพบกับสิ่งใด” คนพูดพร้อมก้มหน้ารินสุราต่อจนคนรอบข้างต้องเงียบเสียงไปชั่วขณะ
หลังเทสุราลงจอกเสร็จเหล่าหวังจึงพูดขึ้นต่อ “เราภาวนาว่ามันจะไม่เข้าไปสถานที่อัปมงคลนั่น”
ทางหลวงสายน้อยจากตัวเมืองชักนำเมิ่งสือลัดเลาะมาจนถึงทุ่งนาด้านนอก สายลมพัดเฉื่อยฉิวปะทะใบหน้าเรียกความสดชื่นให้มันคลายความเมื่อยล้าเล็กน้อย ความเงียบงันของยามรัติกาลบัดนี้มีเพียงเสียงรองเท้าผ้ากำลังก้าวย่ำบนคันนาดังสวบสาบทั่วบริเวณ บัณฑิตหนุ่มใช้สายตาเพ่งผ่านความมืดสังเกตพบเพิ่งกันแดดแห่งหนึ่งที่ถูกปลูกสร้างอย่างหยาบคาดว่าคงใช้เป็ที่พักชั่วคราวของเกษตรกร
เมิ่งสือเร่งความเร็วเข้าไปยังเพิ่งแห่งนั้น เมื่อมาถึงจึงพบว่าแคร่ไม้ไผ่เต็มไปด้วยฝุ่นหนาเกรอะ คล้ายกับผ่านการใช้งานครั้งสุดท้ายเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่นั่นก็เพียงพอสำหรับการพักเพียงค่ำคืนเดียว มันจึงจุดชุดไฟกับตะเกียงขนาดเล็กที่พกพามาด้วยห้อยไว้ไว้กับเชิงหลังคาเพื่อให้ความสว่าง
“ยังดีกว่านอนใต้ต้นไม้ คงต้องทำความสะอาดหน่อย” เมิ่งสือบ่นและวางแค่หนังสือที่สะพายบนหลังลงกับพื้น จากนั้นเริ่มใช้ผ้าปัดฝุ่นคละคลุ้งจนส่งเสียงไอออกมา
หลังเช็ดเรียบร้อยบัณฑิตหนุ่มตรวจสอบความแข็งแรงโดยใช้มือกด พบว่ายังคงสามารถรับน้ำหนักตัวเอาไว้ได้จึงเอนกายลงนอนพร้อมเสียงลั่นเอียดอาดของไม้เก่า ความเมื่อยล้าจากการเดินเท้าตลอดทั้งวันส่งผลให้เมิ่งสือเริ่มหาว ลมในท้องทุ่งพัดโกรกเข้าปะทะไฟในตะเกียงสั่นไหวไปมาคล้ายเต้นระบำในความมืด ทั้งยังฝากไอเย็นปลดเปลื้องความหนักอึ้งของร่างกายมันออกไปจนเปลือกตาเริ่มปิดลงอย่างไม่รู้ตัว
ขณะที่กำลังดำดิ่งลงสู่ห้วงนิทรานั้นเมิ่งสือพลันััได้ถึงการเคลื่อนไหวบางอย่างที่ลื่นและเย็นเฉียบบนอก เมื่อลืมตาขึ้นจึงพบงูตัวขนาดข้อแขนเกล็ดสีดำเมื่อมสะท้อนแสงไฟกำลังเลื้อยจากทรวงอกผ่านลำคอของมัน หัวใจที่เต้นตูมตามจากความแตกตื่นคล้ายจะหลุดกระเด็นยังด้านนอกแต่กระนั้นมันยังคงมิกล้าเคลื่อนไหว พริบตาที่งูกำลังจะเลื้อยเข้าปกเสื้อในที่สุดมันก็มิอาจทานทนอีกต่อไป บัณฑิตหนุ่มพลันดึงหางงูสะบัดเหวี่ยงออกไกลตัวพร้อมะโโลดเต้นลงแคร่ไม้ด้วยความตระหนกสุดขีด
“โอย เกือบทิ้งชีวิตแล้ว นโม อมิตตาภพุทธ” เมิ่งสืออุทานพร้อมพนมมือสวดมนต์เพื่อระงับอาการสติไม่อยู่กับเนื้อตัว เหงื่อกาฬที่ไหลพรากอาบหน้าคล้ายคนเป็ไข้ทำให้ใบหน้าของมันเปียกชุ่ม
เมิ่งสือเก็บแคร่หนังสือสะพายขึ้นหลังพร้อมดึงตะเกียงลงมาจากชายหลังคากล่าว “คงไม่สามารถนอนที่นี่ได้ หากงูมาขณะหลับเราคงต้องตายอย่าได้คาดหวังเป็ขุนนางแล้ว”
บัณฑิตหนุ่มเดินออกจากเพิงเก่าอย่างเร่งรีบเนื่องจากยังคงหวาดกลัวงูจะกลับมาทักทายมันอีกครั้งพลางส่งสายตาฝ่าความมืดออกไปเพื่อมองหาที่พักผ่อนแห่งใหม่สำหรับคืนนี้ พลันประสาทััของมันรับรู้ได้ถึงบางอย่างผิดปกติ สายลมพัดเอื่อยเมื่อหัวค่ำขณะนี้เริ่มพัดแรงจนหมวกที่มันสวมใส่แทบหลุดลอยจากศีรษะ ทั้งยังมีไอเย็นมากกว่าเดิม ระหว่างกำลังคิดหาที่พักแห่งใหม่นั้นเมิ่งสือได้แหงนมองยังบนท้องฟ้าพบว่าจากที่เคยใสกระจ่างบัดนี้เริ่มถูกเมฆดำครึ้มปกคลุมจนมิอาจเห็นแสงจันทราได้อีก
หยาดละอองน้ำเริ่มโปรยปรายอย่างมิทันตั้งตัวตามด้วยฝนเม็ดโตกระเซ็นลงพื้นเปรอะเปื้อนรองเท้าผ้าของบัณฑิตหนุ่มจนเปลี่ยนเป็สีดำคล้ำของโคลน เมิ่งสือรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจต่อชะตากรรมของตนในวันนี้ มิคิดว่าเพิ่งออกจากบ้านแต่กลับต้องเผชิญเคราะห์หลายชั้นั้แ่มาไม่ทันเวลาประตูเมืองปิด ซ้ำสองแม้หาที่พักได้แต่กลับถูกงูขึ้นซุกร่างหาไออุ่นมิอาจหลับนอนต้องแสวงหาแหล่งพักพิงแห่งใหม่ สุดท้ายโดนฝนกระหน่ำไม่มีที่ให้หลบเร้นกาย
เมิ่งสือยืนส่งเสียงหัวร่อทั้งร่ำไห้กลางสายฝน หากมีผู้คนผ่านมาพบจะคิดว่าชายหนุ่มผู้นี้เสียสติก็มิเกินจริงแต่อย่างใด
ขณะกำลังปล่อยฝนชะล้างคราบน้ำตาอยู่นั้นมันพลันนึกขึ้นได้ว่าในแคร่ด้านหลังคือหนังสือที่มิอาจให้น้ำฝนถูกต้องให้เสียหายได้ หากเป็เช่นนั้นการเพียรท่องตำราตลอดสองปีกว่าจะต้องเกิดความสูญเปล่าเพราะตำราเหล่านี้จำเป็กับมันอย่างมากเนื่องต้องใช้อ่านทบทวนก่อนเข้าสอบ
เมิ่งสือปลดแคร่หนังสือลงจากหลังและรีบเร่งห่อตำราด้วยกระดาษไขยัดใส่ในอกเสื้อ อย่างน้อยการออกจากบ้านครั้งนี้มันพกกระดาษไขมาด้วยจึงยังพอมีโชดดีหลงเหลืออยู่บ้าง ขณะกำลังวิ่งวุ่นท่ามกลางหยาดน้ำอยู่นั้นสายตามันพบกับแสงไฟเล็ดลอดออกมาจากม่านสายฝนห่างออกไปราวสองลี้
ร่างงองุ้มจากการปกป้องตำราล้ำค่าของเมิ่งสือเดินฝ่าสายฝนทางกลางความมืดอย่างทุลักทุเล เมื่อมันเข้าใกล้แหล่งกำเนิดแสงพบว่าที่แห่งนั้นคือสิ่งปลูกสร้าง ความหวังจะหลับนอนอย่างเต็มอิ่มได้ฟื้นขึ้นอีกครั้งจนต้องเพิ่มความเร็วในการวิ่งด้วยความยินดีโดยไม่รู้ตัว
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามายังที่ตั้งของแสงไฟ บัณฑิตหนุ่มสำรวจด้วยสายตาคร่าว ๆ จึงรู้ว่าเป็ศาลเ้ารกร้าง ทางเข้ามีหญ้าเกิดแซมขึ้นสูงครึ่งกำแพง โคมไฟสองดวงถูกแขวนไว้หน้าประตูไม้ที่บัดนี้เหลือเพียงบานเดียวทั้งยังเก่าชำรุดจนสิ้นสภาพ ขณะที่มันสำลังเดินสำรวจเข้าไปยังตึกหลักจึงฉุกคิดขึ้น
“ศาลเ้านี้ดูเก่าแต่กลับมีโคมไฟถูกจุด มีคนอยู่อย่างนั้นหรือ” มันเดินรำพึงพร้อมสำรวจพื้นที่ในตึกหลักพบว่ามีเศษฟางปูเต็มพื้นทว่ากลับไร้ซึ่งเงาของผู้คน กึ่งกลางของห้องโถงมีเทวรูปใหญ่ทะมึนใต้เงามืดที่เศียรหักหายจนมิอาจจำแนกว่าเป็เทพเ้าองค์ใด
เมื่อเห็นดังนั้นเมิ่งสือจึงส่งเสียงทักทายพร้อมประสานมือคารวะรอบทิศ “ขออภัยผู้มาก่อน ผู้น้อยคือเมิ่งสือ คิดหลบฝนที่นี่ชั่วคราว มิทราบมีผู้ใดอยู่หรือไม่”
เมื่อไร้เสียงตอบกลับเมิ่งสือจึงออกเดินสำรวจต่อ มันเดินตามทางน้อยไปยังดึกด้านข้างที่มีประตูถูกเปิดอ้าไว้ ทันทีที่เดินเข้าไปใกล้จมูกของมันััได้ถึงกลิ่นควันไฟที่โชยออกมาจากด้านในและพูดขึ้น “มีผู้อยู่ในนี้หรือไม่ เราคือเมิ่งสือเดินทางผ่านมา คิดขออาศัยที่นี่หลบฝน”
กล่าวจบเมิ่งสือพลันสาวเท้าเข้าไปในห้อง ทันใดนั้นมันต้องตื่นตะลึงจนมิอาจก้าวขาไปต่อ
เรือนร่างของสตรีเปลือยเปล่ากำลังนั่งหันหน้าเข้ากองไฟ ผิวกายที่ขาวปานเย้ยหิมะตัดกับเส้นผมดำขลับสะกดให้เมิ่งสือสิ้นเรี่ยวแรงอ่อนระทวยจนหนังสือในอ้อมอกต้องร่วงหล่น ทันทีที่เสียงตำราตกพื้นเ้าของร่างนั้นค่อย ๆ หันมาจับจ้องยังชายหนุ่มอย่างช้า ๆ ด้วยดวงตาหยาดเยิ้มจนเวลาของมันต้องหยุดเดิน ใบหน้าของนางเป็วงรีได้รูปประดับด้วยดวงตาโฉบเฉี่ยวทรงเสน่ห์จนเมิ่งสือมิอาจละสายตาจากไปได้
“ท่านคิดหลบฝนหรือ เชิญตามสบาย” หญิงสาวปริศนาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลราวดนตรี์
เมิ่งสือที่คิดตอบแต่รู้สึกลำคอแห้งผาก มันพยายามเค้นคำพูดอย่างยากลำบาก “ขอ... ขออภัยกูเหนียง (แม่นาง) ข้านึกว่าที่นี้ไม่มีผู้ใดอยู่” กล่าวเสร็จพลางยกมือเช็ดหยาดน้ำบนใบหน้าที่มิทราบว่าเป็ฝนหรือเหงื่อ
เ้าของร่างนั้นค่อย ๆ เบี่ยงกายจนเมิ่งสือได้เห็นเนินูเาไท่ซานสองลูกตั้งตระหง่าน
“ที่แห่งนี้ไม่มีผู้ใด มีเพียงเราและท่านอยู่เพียงลำพัง” นางพูดพลางค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอวดร่างกายต่อชายหนุ่ม ทรวงอกใหญ่โตของนางพลันปรากฏเต็มสองตาเมิ่งสือ เอวคอดกิ่วเพียงหยิบมือเดียวมิทราบว่าสามารถแบกรับภาระหนักเช่นนี้ได้อย่างไร
“ท่านเพิ่งฝ่าพายุฝนท่าจะหนาวไม่น้อย ้าทำให้ร่างกายอบอุ่นหรือไม่” กล่าวจบนางจับจ้องมายังบัณฑิตหนุ่มที่บัดนี้ร่างแข็งทื่อกลายเป็หินไปแล้ว