ผู้กล้าหญิงสุดแกร่งกับการเริ่มต้นใหม่ในโลกใบใหม่

    บทที่ 14 การเฝ้ามองของชายปริศนาสองคน

                    หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วแต่ล่ะวันที่ผ่านไปอเล็กซานดร้าก็ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นนอกจากตั้งใจเดินทางไปเรื่อยๆตามความทรงจำของเส้นทางจนกระทั่งถึงยังนรกขุมที่หนึ่ง เอเลน่าเองก็ฝึกฝนรับแรงกดดันจนจิตใจของนางแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่าจากก่อนหน้าทำให้อเล็กซานดร้าวางใจมากยิ่งขึ้น
                     “ข้ายังไม่รู้เลยว่าเวลาของที่นี่มันจะนับใกล้เคียงกับโลกแห่งความจริงหรือไม่” 
                    เอเลน่ากล่าว 
                    “ข้าว่ามันก็น่าจะใกล้เคียงกันมากแต่ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันนับช้าหรือเร็วกว่า ถ้าเกิดว่ามันนับช้ากว่าโลกความเป็นจริงคงผ่านไปหลายเดือนแล้วและถ้าเกิดว่านับเร็วบางทีอาจผ่านไปไม่กี่วันหรือไม่กี่ชั่วโมง ช่างเรื่องนี้ไปเถอะจะช้าจะเร็วไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าพวกเราจะรอดออกไปหรือไม่” 
                    อเล็กซานดร้ากล่าว 
                    “ก็จริงของเจ้าตอนนี้พวกเราควรคิดเรื่องรอดออกไปจากที่นี่เสียก่อน” 
                    “ส่วนในเรื่องการเรียนเวทมนตร์เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไปข้าที่ยืนอยู่ข้างเจ้าคือผู้เชี่ยวชาญเวทมนตร์คนหนึ่งเลยนะ ถ้าออกไปไม่ได้จริงๆก็หาสถานที่ปลอดภัยในที่แห่งนี้อยู่อาศัยชั่วคราวถึงคราวที่อายุบรรลุถึงสิบขวบปีเจ้าค่อยมาฝึกฝนเวทมนตร์กับข้าไปเรื่อยๆก็พอ พอถึงเวลาที่พวกเราออกไปจากที่นี่ได้ก็ค่อยไปสร้างหายนะกัน” 
                    “ข้าเชื่อเจ้า” 
                    ในเรื่องของการเรียนเวทมนตร์ที่อเล็กซานดร้าบอกว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญ ความจริงแล้วเอเลน่านางก็สังเกตอเล็กซานดร้ามานานมากแล้วเพราะทุกครั้งที่อเล็กซานดร้าทำอะไรแค่มองครั้งเดียวก็บอกได้เลยว่ามันคือเวทมนตร์อะไรมีจุดแข็งอะไรบ้าง มีจุดอ่อนที่ไหนบ้าง การจะฝึกฝนมันต้องทำอย่างไร นางจะรู้มันทั้งหมดราวกับว่านางพกหนังสือตำราของเวทมนตร์ติดตัวของนางมาด้วยและก็เรื่องที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ที่นางได้ใช้พลังของดาบทั้งสองเล่มกวาดค้นหาตรวจสอบเนื้อหาทั้งหมดของหอคอยแห่งปัญญามาทั้งหมดแล้วแต่นางก็ยังบอกว่ามันไม่มีอะไรน่าสนใจนั่นแสดงว่านางรู้มันทั้งหมดมาตั้งนานแล้ว 
                    ความจริงเอเลน่าแทบจะไม่กังวลเกี่ยวกับเวทมนตร์เลยด้วยซ้ำไป นางเองก็ไม่รู้จะกังวลมันทำไมต่อให้ไม่ได้ร่ำเรียนก็ไม่เป็นไรสุดท้ายแล้วนางก็ยังจะยืนเคียงข้างอเล็กซานดร้าไปตลอดอยู่แล้ว 
                    ทันใดนั้นเองที่พวกนางก้าวเข้ามาในเขตนรกขุมที่หนึ่งภาพของโลกด้านหลังของพวกนางที่ผ่านมาที่เคยเป็นโลกขนาดใหญ่โลกหนึ่งมีอสูรร้ายคำรามด้วยความโกรธกริ้วออกมาไม่หยุดก็ค่อยๆเลือนหายไปแทนที่ด้วยความมืดมิด ตัวอักษรประหลาดก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง 
                    ‘บททดสอบที่หนึ่งสิ้นสุดลงแล้ว บททดสอบที่สองเริ่มต้นหลังจากที่กล่าวคำว่าพร้อม ภารกิจต่อไป ผ่านขุมนรกขุมที่หนึ่งไปให้ได้โดยที่ไม่ตาย และสังหารผู้ดูแลขุมนรกที่หนึ่ง’ 
                    “ดูเหมือนจะง่ายขึ้นนะซานดร้า” 
                    “ข้าว่าไม่นะเอเลน่าดูนั่นสิ” 
                    อเล็กซานดร้าชี้ไปยังด้านหลังของพวกนางที่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมติดกับโลกใหญ่แห่งนั้นที่พวกนางอยู่ก่อนหน้า เส้นกั้นที่เคยเหมือนกับเป็นเส้นแบ่งขอบเขต การพังทลายมันค่อยๆรุกล้ำเข้ามาอย่างช้าๆทุกๆหนึ่งเมตรจะหายไปในเวลาไม่ถึงห้าวินาทีและก็เหมือนเวลาที่ใช้ในการหายไปทุกๆหนึ่งเมตรจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆยังดีที่พวกนางก้าวล้ำมากว่ายี่สิบเมตรจึงไม่ค่อยเห็นความแตกต่างจนกระทั่งอเล็กซานดร้าได้มองไปรอบๆขณะที่ก่อนตัวอักษรประหลาดนั้นจะปรากฏขึ้นมาจึงพบเห็นความผิดปกติที่ว่ามานี้ 
                    “นี่…..พวกเรายังไม่บอกพร้อมทำไมการพังทลายแบบนี้ถึงเกิดขึ้น” 
                    “ถ้าข้าคิดไม่ผิดนะเอเลน่า ความจริงแล้วมันน่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ที่พวกเราก้าวเข้ามาที่นี่ยิ่งอยู่นานเท่าไหร่ที่นี่ก็จะเริ่มพังทลายเร็วมากขึ้น บททดสอบเรียกว่าได้เป็นนรกของแท้เลยจริงๆ” 
                    อเล็กซานดร้าและเอเลน่าพวกนางไม่รอช้าอีกก็กล่าวคำว่าพร้อมออกมาพร้อมกัน พวกนางเร่งรุดเข้าไปในขุมนรกขุมที่หนึ่งทันที การพังทลายเองก็รวดเร็วขึ้นตามที่พวกนางเร่งรุดเช่นกันโดยที่แม้แต่อเล็กซานดร้ายังไม่อาจรับรู้ได้ 
                    ..... 
                    ณ ที่ไหนสักแห่งในภายในโลกของหอสมุดต้องห้ามชั้นสุดท้าย 
                    ก็ปรากฏมีชายหนุ่มรูปงามสองคนกำลังนั่งดื่มน้ำชากันอยู่อย่างสบายใจพวกเขาไม่มีทีท่าว่าจะทุกข์ร้อนอะไรเลย กลับกันพวกเขาเหมือนไม่ได้ใส่ใจเวลาที่ผ่านพ้นไปเท่าไหร่นัก ราวกับว่าเป็นคนชราภาพที่รอวันที่จะจากไปได้ทุกเมื่อ ไม่มีความอยากอะไรเป็นพิเศษ มีเพียงร่างกายที่เคลื่อนไหวหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่มไม่เช่นนั้นถ้าใครเข้ามาเห็นคงบอกได้ว่าพวกเขาทั้งสองเป็นเพียงหุ่นที่ตั้งไว้ประดับ 
                    ความจริงแล้วที่หอสมุดต้องห้ามชั้นสุดท้ายจะไม่มีผู้ใดอยู่เลยแต่ว่าเมื่อมีผู้ทดสอบเข้ามาในบททดสอบ ชายหนุ่มรูปงามทั้งสองนั้นพวกเขาจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลที่แสนยาวนานเพื่อคอยรอการชี้นำผู้เข้าทดสอบที่สามารถฝ่าเข้ามาจนถึงหอสมุดต้องห้ามได้ผ่านบททดสอบทั้งหมด 
                    ชายหนุ่มรูปงามทั้งสอง คนหนึ่งมีชื่อว่าโคลตัน และอีกคนมีชื่อว่าเกรย์สัน พวกเขาได้รับหน้าที่อีกหน้าที่นอกจากการเฝ้ารอคอยการชี้นำผู้เข้ามาทดสอบก็คือคนที่คอยเฝ้าคุ้มครองสมบัติลับที่อยู่ในที่สถานที่แห่งนี้ 
                    “…..ร้อยกว่าปีผ่านไปแล้วทำไมแม่นางน้อยยังไม่กลับมาเยี่ยมเยือนข้าเลยนะ” 
                    โคลตันที่กำลังนั่งอยู่เขาที่ท่าทีดูสุขุมเยือกเย็นก็กล่าวขึ้น เขาที่อยู่มาเนิ่นนานก็ไม่ควรที่จะคิดถึงใครบางคนโดยเฉพาะถึงขนาดนี้แต่ทุกครั้งที่หลับตาลงเขามักจะเห็นคนสำคัญของเขาในความทรงจำของเขาเสมอ 
                    “เจ้าก็เถอะโคลตัน ตื่นขึ้นมาได้ไม่นานก็เพ้ออีกแล้ว ให้เวลาแม่นางน้อยบ้างเถอะร้อยกว่าปีสำหรับพวกเรามันนับเป็นเวลาที่ไหนกัน มันก็แค่ชั่วพริบตาเท่านั้น รอให้แม่นางน้อยนางได้สะสางเรื่องที่นั่นเสร็จ สุดท้ายพวกเจ้าก็จะได้อยู่ด้วยกันอยู่ดีจะไปกังวลทำไม” 
                    เกรย์สันที่นั่งอยู่ข้างโคลตันที่ให้ความรู้สึกลึกลับกล่าวพร้อมกับท่าทางกอดอกแล้วหลับตาข้างหนึ่งมองไปยังโคลตัน 
                    “เกรย์สันที่ข้าคิดถึงนางเพราะอยากจะเจอนางมาก นางเองก็จากไปกว่าหนึ่งร้อยปีเข้าให้แล้วจนตอนนี้ก็ยังไม่มาหาข้า แต่พอข้าตื่นขึ้นมาครั้งนี้ข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมแต่หัวใจของข้ามันบีบรัดแปลกๆรู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก ลางสังหรณ์มันกำลังบอกว่าข้าจะได้รับรู้เรื่องราวที่ไม่อยากได้ยินในไม่ช้านี้และมันก็อาจเป็นเรื่องที่ทำให้ข้าปวดใจมาก มันก็เลยทำให้ข้าคิดถึงนางมากกว่าเดิมกลัวว่านางจะกำลังลำบากอยู่” 
                    “ข้าว่านะโคลตัน ถ้าเจ้าจะเป็นห่วงนางถึงขนาดนั้น ออกไปจากที่นี่ไปตามหาก็ได้นี่ ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” 
                    “ไม่ได้หรอกเกรย์สัน สมบัติของที่นี่ยังไม่เลือกนายเหนือของมันพวกเราที่เฝ้าสมบัติกันมาตั้งแต่สมัยกาลก่อนมาต้องเฝ้าต่อไป บททดสอบที่นับเป็นหายนะพวกนั้นก็มีตั้งสามบททดสอบหลักและสองบททดสอบฝันร้ายสู่นรกถึงแม้จะมีผู้ทดสอบมากมายแต่ก็ไม่มีใครผ่านบททดสอบหลักที่หนึ่งได้เลย แม้ว่าข้าจะแทบจะลบความตั้งใจในการออกไปจากที่นี่แต่มันก็จำเป็นที่จะต้องเฝ้าสมบัติรอให้ผู้ที่มีโชควาสนาต่อมันมานำมันออกไปจากที่นี่” 
                    “เช่นนั้นเจ้าก็อย่าพึ่งไปคิดถึงมันเลยโคลตัน เจ้าไม่มาดูอะไรที่น่าสนใจกับข้าหน่อยรึ” 
                    “หืม! มีแขกมาที่นี่เช่นนั้นรึ น่าแปลกมากทางเข้าที่นี่น่าจะถูกแม่นางน้อยนั่นปิดไปแล้วมิใช่รึ ถึงว่าทำไมข้ากับเจ้าถึงถูกปลุกขึ้นมาได้” 
                    “ใช่มีแขก คราวนี้มีมาจริงๆเป็นลูกแกะน้อยสองตัวที่ยังไม่แม้แต่จะร่ำเรียนเวทมนตร์” 
                    “…..เจ้าว่าอย่างไรนะ! ไม่แม้แต่จะร่ำเรียนเวทมนตร์ เฮ้อ...ขนาดผู้ที่ฝึกฝนเวทมนตร์จนจะบรรลุสู่เทพที่แท้จริงยังตกตายเมื่อเข้ามาที่นี่แล้วลูกแกะน้อยพวกนั้นจะยังเอาชีวิตรอดได้หรือ” 
                   ถ้าไม่ใช่เพราะโคลตันรู้จักกับเกรย์สันมานานอยู่แล้วเขาไม่มีทางเชื่อแน่นอนในสิ่งที่เกรย์สันพูดออกมาเพราะบททดสอบของที่นี่มันคือหายนะและเงื่อนไขที่ผ่านมันยากอย่างสุดแสน ขนาดเขาที่คิดว่ามีทั้งสติปัญญาที่เฉียบแหลมและความแข็งแกร่ง ยังไม่แม้แต่จะมั่นใจตนเองเลยว่าจะผ่านไปได้ แต่ท่าทีของเกรย์สันที่แปลกๆไปตั้งแต่เริ่มพูดคุยกันมาเขาก็แน่ใจเลยว่าเกรย์สันไม่ได้พูดหยอกล้อเล่นกับเขา 
                    “เจ้านี่นะในใจเจ้าคิดถึงแต่เรื่องของแม่นางน้อยนั่นตลอดเวลาหรืออย่างไร จนไม่คิดจะแม้แต่จะเปิดสัมผัสไปรับรู้สิ่งที่ลูกแกะน้อยพวกนั้นทำอยู่เลยสินะ ข้าขอบอกเลยนะว่าสิ่งที่ลูกแกะน้อยพวกนี้ทำน่าสนใจมาก” 
                    เกรย์สันถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้เขาเข้าใจที่โคลตันคิดถึงคนสำคัญของเขาแต่ก็ไม่ควรมากเกินไปขนาดนี้เมื่อก่อนโคลตันไม่ใช่คนที่จะคิดถึงใครได้เลยและกลายเป็นคนที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขารู้จักกันมาตั้งแต่เกิดบางทีโคลตันอาจไม่มีแม้แต่เพื่อนที่เข้าใจเขา ต้นเหตุเป็นเพราะหญิงสาวผู้หนึ่งที่เข้ามาที่นี่เมื่อร้อยกว่าปีก่อนนางได้เข้ามาอยู่อาศัยกับพวกเขา  
                    และก็มีวันหนึ่งที่ความสัมพันธ์ของโคลตันและหญิงสาวคนนั้นพัฒนาไปจนถึงขั้นกลายเป็นความรักไปแต่ความสุขมันก็ช่างเป็นเวลาที่ผ่านไปเร็วและมีน้อย วันหนึ่งหญิงสาวคนนั้นก็ถูกเรียกตัวกลับไปยังโลกของนางทิ้งไว้เพียงข้อความที่ว่า ‘รอข้ากลับมา เมื่อถึงตอนนั้นพวกเราจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง’  
                    ตั้งแต่นั้นมาโคลตันก็กลายเป็นคนเหม่อลอยไปโดยปริยายและเฝ้าทำเหมือนกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่างเกรย์สันเขาจึงตัดสินใจลากโคลตันกลับไปเข้าสู่การหลับใหลเพราะเขาเองก็ไม่อยากเห็นเพื่อนที่ร่วมตายมาด้วยกันเป็นแบบนั้นไป ตอนนี้เองความรู้สึกของโคลตันก็เริ่มถูกเรียกกลับมาอีกครั้งแต่ก็ยังดีที่ไม่ได้รุนแรงเหมือนเช่นช่วงแรก 
                    “ก็จริงที่เจ้าว่าที่ข้าคิดถึงแม่นางน้อยแทบจะตลอดเวลา แต่ลูกแกะที่ไม่แม้แต่จะร่ำเรียนเวทมนตร์จะมีอะไรให้ข้าสนใจอยู่อีกหรือ บางทีอาจตกตายตั้งแต่ยังก้าวไม่ถึงบททดสอบที่หนึ่งอยู่ดี” 
                    “ความจริงข้าก็กะจะรอดูลูกแกะน้อยสองตัวที่เข้ามาด้วยความเพลิดเพลินเสียหน่อยก็เลยไม่คิดที่จะบอกกล่าวให้เจ้ารับรู้เพราะเจ้าแทบไม่สนใจอะไรนอกจากแม่นางน้อยนั่นเลยข้าถึงไม่อยากบอกให้เจ้ารู้ถึงการมาของลูกแกะน้อยสองตัวนี้ แต่ว่านะตอนนี้พวกนางก้าวเข้าสู่บททดสอบที่หนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” 
                    “นี่เจ้าพูดจริงรึที่พวกนางเข้าสู่บททดสอบที่หนึ่งแล้ว” 
                    “ดูเองเลยสิจะได้รู้ว่าพวกนางเข้ามาได้อย่างไร” 
                    โคลตันเปิดสัมผัสของเขาจนไปถึงจุดที่อเล็กซานดร้าและเอเลน่าอยู่และยังย้อนกลับไปดูเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อีกรอบว่าอเล็กซานดร้าและเอเลน่าผ่านบททดสอบก่อนเข้าบททดสอบที่หนึ่งได้อย่างไร 
                    “อืม.....เป็นความจริงที่เข้ามาได้ ถึงความสามารถของพวกนางจะไม่ค่อยมีมากนักแต่ยังมีสุดยอดดาบนำพาให้ผ่านบททดสอบ” 
                    “ใช่เป็นเพราะดาบในมือของพวกนาง ว่าแต่ดาบสองเล่มนี้ทำไมข้าถึงได้คุ้นเคยนักนะ” 
                    “ข้าเองก็ด้วยเหมือนกับว่าเคยเห็นมาก่อนจากที่ไหนสักแห่ง” 
                    “เอาเถอะอย่าพึ่งพูดอะไรเลย รอดูต่อไปเถอะว่าพวกนางจะผ่านไปได้หรือไม่” 
                    “อืม เอาตามนั้น” 
                    โคลตันและเกรย์สันพวกเขาทั้งสองราวกับมองเห็นความหวังในตัวของอเล็กซานดร้าและเอเลน่าขึ้นมาทันที 
                    …….....