ตอนที่ 11 : เข้าเมือง
เช้าวันรุ่งขึ้น เนื่องจากว่าปลาและเห็ดที่จับมาได้เมื่อวานมีปริมาณมากเกินไป หลังจากแบ่งส่วนที่จะเก็บไว้กินเองแล้วก็ยังเหลืออยู่อีกมาก ครอบครัวหลิวจึงตกลงกันว่าวันนี้จะให้หลิวหย่งเฉินและหลิวเหมยลี่นำปลาไปขายที่ตลาดในเมืองซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านไปราวครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง)
เส้นทางจากหมู่บ้านไปยังตลาดที่อยู่ห่างออกไปนั้นเป็เส้นทางสายหลัก มีผู้คนเดินทางอยู่เป็ประจำ บ้างก็เดินเท้า บ้างก็แบกสัมภาระขึ้นบนหลังลาแล้วลากจูงไป หากผู้ใดมีฐานะดีหน่อยก็อาจจะมีเกวียนลาเป็พาหนะนั่งไป ซึ่งโดยมากมักจะเป็พวกพ่อค้าที่บรรทุกสินค้าไปขาย เดินทางไปๆมาๆระหว่างแต่ละหมู่บ้านหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป
กระนั้นก็ยังมีบริการ ‘เกวียนขนส่ง’ สำหรับผู้ที่ไม่มีเงินมากพอจะซื้อเกวียนลาเป็ของตัวเอง หากแต่ก็ไม่สะดวกจะเดินเท้าเป็ระยะทางไกลๆ หรืออาจมีสัมภาระหนักๆที่ต้องนำไปด้วย ก็จะใช้บริการเกวียนขนส่งของท่านลุงหม่า “หม่าเชอฮ่าว” ซึ่งผูกขาดกิจการเกวียนลาขนส่งในหมู่บ้านนี้มาหลายปีแล้ว
ถึงแม้รายได้จากกิจการเกวียนลานี้จะไม่ได้อู้ฟู่จนถึงขั้นเป็เศรษฐี แต่ก็เรียกได้ว่าไม่ขัดสน สามารถอยู่ได้โดยที่ไม่เดือดร้อนอะไร เพราะนอกจากจะมีรายได้ประจำจากค่าขนส่งผู้คนที่เดินทางเป็ประจำแล้ว ลุงหม่ายังสามารถรับจ้างบรรทุกสิ่งของ หรือกระทั่งซื้อของจากตลาดในเมืองกลับมาขายในหมู่บ้านได้
วันนี้หลิวหย่งเฉินกับหลิวเจินจูเป็ผู้รับผิดชอบนำปลาที่เหลือจากเมื่อวานไปขายในเมือง เด็กทั้งสองเตรียมสะพายตะกร้าแบกขึ้นหลัง โดยตะกร้าของหลิวเหมยลี่จะเป็พวกเห็ดซึ่งมีน้ำหนักเบา ส่วนพวกปลาที่มีน้ำหนักมากกว่านั้นหลิวหย่งเฉินอาสาเป็คนแบกเองทั้งหมด เพื่อที่น้องสาวของเขาจะได้ไม่ต้องรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป
หลังจากร่ำลาบิดามารดาแล้วทั้งสองคนก็เดินออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าไปยังเส้นทางที่จะเข้าเมือง ตรงหน้าทางเข้าหมู่บ้านมีซุ้มประตูใหญ่บานหนึ่งซึ่งมีเสาขนาดใหญ่เช่นเดียวกันตั้งอยู่สองข้างถนน ซึ่งซุ้มประตูนี้เองที่ถือเป็สัญลักษณ์ทางเข้าของหมู่บ้าน
ด้านข้างเสาขนาดใหญ่นั้นมีเกวียนคันหนึ่งจอดอยู่ เกวียนคันนี้มีขนาดใหญ่กว่าเกวียนลาปกติเล็กน้อย พอจะดูออกว่าถูกดัดแปลงมาให้เหมาะสมกับการบรรทุกคนมากกว่าสิ่งของ กะคร่าวๆจากขนาดน่าจะมีพื้นที่ให้คนนั่งได้ราวๆ 10 คน ซึ่งในตอนนี้มีคนนั่งอยู่เพียงแค่ 3-4 คนเท่านั้น
ไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะจ่ายเงินเพื่อความสะดวกสบาย หากไม่รีบร้อนหรือไม่ได้แบกของหนักมากเท่าไหร่นัก ประหยัดได้ก็ประหยัดเสียดีกว่า คนส่วนใหญ่จึงมักจะเดินเท้ากันมากกว่า
เมื่อสองพี่น้องเดินมาถึงประตูทางเข้าหมู่บ้าน ก็มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างเกวียนะโร้องเรียก
“ว่าไงเสี่ยวเฉิน เสี่ยวลี่ วันนี้พวกเ้าสองคนจะเข้าเมืองเหรอ ขึ้นมาสิ” เสียงชายวัยกลางคนผู้นั้นก็คือหม่าเชอฮ่าว เ้าของเกวียนคันนี้นี่เอง
เดิมทีหลิวหย่งเฉินตั้งใจจะเดินเท้าไป แต่เมื่อหันมาเห็นสีหน้าน้องสาวที่แววตาเป็ประกาย พลันคิดได้ว่านี่ก็นับเป็ครั้งแรกที่ตนจะได้พาน้องเข้าเมืองไป อีกทั้งก็จำได้ว่าหลิวเหมยลี่ยังไม่เคยนั่งเกวียนลามาก่อนเลย จึงล้มเลิกความคิดที่จะเดินทิ้งไป แล้วหันมาสอบถามราคากับลุงหม่า
“สวัสดีท่านลุงหม่า วันนี้ข้าว่าจะพาน้องสาวเข้าเมืองไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย ค่าโดยสารเท่าไหร่หรือขอรับ?”
“คนละ 2 อีแปะ ถ้าสัมภาระใหญ่มากคิดเพิ่มอีก 1 อีแปะ”
“แล้วตะกร้าของพวกข้าถือว่าใหญ่หรือไม่” หลิวหย่งเฉินคิดว่าคนละ 2 อีแปะก็ไม่แพง แต่พอได้ยินว่าต้องจ่ายค่าวางสัมภาระด้วยก็มีสีหน้าเหยเกไปเล็กน้อย
“ตะกร้าของพวกเ้าถือว่าไม่ใหญ่ ดังนั้นไม่คิดเงิน” ได้ยินลุงหม่าตอบมาดังนี้ หลิวหย่งเฉินก็มีสีหน้าสบายใจขึ้น
“แล้วพวกเ้าจะนั่งขากลับด้วยหรือไม่ ค่าโดยสารต่อคนเที่ยวละ 2 อีแปะ แต่ถ้านั่งทั้งไปและกลับ ข้าคิดเหมาที่ 3 อีแปะเท่านั้น” หม่าเชอฮ่าวยังคงถามต่อเนื่อง ถือว่ากลยุทธ์นี้ของเขาไม่เลวเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าราคาจะลดลงไป 1 อีแปะ แต่ก็ถือเป็การรับประกันให้กับตัวเองอย่างหนึ่ง ว่าที่นั่งเที่ยวขากลับของเขาจะไม่ว่างเปล่า จะได้มาเพิ่ม 1 รึ 2 อีแปะก็ถือว่าดีกว่ากลับมาทั้งๆที่รถว่างเปล่า
หลิวหย่งเฉินครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบรับไปทันที “ตกลง พวกข้านั่งทั้งไปและกลับ”
เขาอยากให้น้องสาวของตนรู้สึกสบาย มีความประทับใจดีๆในการเดินทางเข้าเมืองครั้งแรก อีกอย่างหลังจากขายปลาและเห็ดได้เงินมาแล้ว เขาคุยกับอาจารย์มาก่อนแล้วว่าอาจจะหาซื้อวัตถุดิบบางอย่างกลับไปเพื่อทดลองทำอาหารใหม่ๆด้วย
อาจารย์ของเขาถูกขังอยู่ในรูปปั้นหินเสียนานเพิ่งจะได้ออกมา อย่างไรก็ต้องเริ่มจากสำรวจตลาดเสียหน่อย จะได้รู้ว่าบ้านเมืองปัจจุบันเป็อย่างไรบ้าง
หลิวหย่งเฉินนำเงินที่มารดาให้ติดตัวไว้ออกมาจ่าย หลังจากจ่ายเงินไปสองคนรวมทั้งหมด 6 อีแปะแล้ว เด็กทั้งสองคนก็ขึ้นมานั่งบนเกวียนลา หลังจากรอสักระยะและเห็นว่าไม่น่าจะมีใครมานั่งเกวียนเพิ่มแล้ว หม่าเชอฮ่าวจึงได้บังคับให้ลาที่อยู่ด้านหน้าออกลากทันที โดยมีเขานั่งบังคับอยู่ตรงด้านหน้าสุด
ระหว่างทางหยางซวนก็สำรวจทิวทัศน์รอบด้านไปด้วย สองข้างทางส่วนใหญ่เป็พื้นที่ว่างเปล่า ไม่ได้มีสิ่งปลูกสร้างใดๆมากนัก ส่วนใหญ่เป็พื้นทีรกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์อันใด
เกวียนลาวิ่งมาได้ราวๆ 1 ชั่วยามก็ถึงที่หมาย เด็กทั้งสองคนก็ะโลงจากเกวียนและเงยหน้ามองไปยังภาพที่เห็นตรงหน้า
หลิวหย่งเฉินเคยเข้าเมืองมากับบิดาสามสี่ครั้งก่อนหน้านี้ แต่สำหรับหลิวเหมยลี่นางเพิ่งจะได้มาที่นี่เป็ครั้งแรก ภาพที่นางเห็นตรงหน้าคือมีตึกรามบ้านช่องเต็มไปหมด แต่ละหลังมีขนาดใหญ่โตกว่าบ้านในละแวกหมู่บ้านของนางทั้งนั้น ตึกส่วนใหญ่จะเปิดเป็ร้านค้า มีคนขายของกันอยู่ทั่วไปสองข้างทาง
“อย่ามัวยืนเหม่ออยู่ตรงนั้นสิเสี่ยวลี่ เดี๋ยวก็โดนคนอื่นชนเข้าหรอก” หลิวหย่งเฉินกล่าวเตือนน้องสาว หลังจากเห็นว่านางมัวแต่ยืนหันมองซ้ายมองขวาอยู่
“คนเยอะจังเลย” หลิวเหมยลี่กล่าวออกมา
“เ้าเพิ่งเคยมาเป็ครั้งแรก ก็คงจะรู้สึกว่าคนเยอะนั่นแหละ แต่ถ้าเป็เมืองที่ใหญ่กว่านี้ก็จะยิ่งมีคนเยอะกว่านี้อีกนา”
“พี่ใหญ่เคยไปเห็นคนในเมืองใหญ่ๆด้วยเหรอ เคยไปมาตอนไหนทำไมข้าไม่เคยรู้”
“จะไปเคยได้ยังไงเล่า พี่ก็แค่ได้ยินมาเท่านั้น”
“ปัดโธ่ แล้วก็เอามาโม้ให้ข้าฟังซะดิบดี”
“ฮ่าๆๆ เอาน่า รู้ไว้ก็ไม่เสียหายอะไรนี่นา”
“แล้วเราจะไปทางไหนกันดี พี่ใหญ่” หลิวเหมยลี่เอ่ยถาม
“พี่เคยเอาปลามาขายกับท่านพ่ออยู่สองสามครั้ง จำได้ว่ามีร้านนึงอยู่ตรงทางข้างหน้านั่น เลี้ยวซ้ายไปทีนึงก็ถึง” หลิวหย่งเฉินมือชี้ไปพลางขาก็เดินนำไป
ไม่นานสองพี่น้องก็เดินมาถึงร้านที่เป็เป้าหมาย คราแรกหยางซวนคิดว่าเขาจะมองเห็นแผงขายปลา แต่พอเดินเข้ามาใกล้เขาถึงมองออกว่าร้านที่หลิวหย่งเฉินพามานี้....เป็เหลาอาหาร
เหลาอาหารนี้มีขนาดไม่ได้ใหญ่โตมากนัก บริเวณด้านหน้ามองเห็นได้ว่ามีคนเดินเข้าออกอยู่เป็ระยะ อาจจะไม่ได้ขายดีที่สุดในละแวกนี้ แต่ก็ถือได้ว่ามีลูกค้าประจำอยู่มากพอสมควร เหลาอาหารนี้มีชื่อว่า ‘เหลาซานไช่’
ด้านหน้ามีเสี่ยวเอ้อคนหนึ่งที่เพิ่งจะกล่าวขอบคุณลูกค้าที่เพิ่งจะเดินออกจากร้านไป พอเห็นพวกหลิวหย่งเฉินเดินเข้ามาก็รีบปรี่เข้ามากล่าวทักทาย
“สวัสดี ข้าจำได้ว่าเคยเห็นหน้าเ้ามาก่อน คราวก่อนเ้ามาพร้อมกับชายผู้มีนามว่าหลิวซานเหอ ใช่หรือไม่” เสี่ยวเอ้อกล่าวทักทายอย่างมีมารยาท
“ใช่แล้วขอรับ ข้าชื่อหลิวหย่งเฉิน เป็ลูกชายของหลิวซานเหอ วันนี้ข้านำปลามาขายแทนท่านพ่อ” หลิวหย่งเฉินกล่าวอย่างมั่นใจ
“แล้วเหตุใดวันนี้พ่อเ้าไม่มาด้วยละ?”
“พอดีท่านพ่อของข้าเจ็บขา เดินเหินไม่สะดวก จึงใช้ให้ข้ามาแทน”
“ถ้าอย่างนั้นเอาปลาของเ้าไปข้างในเลย เดี๋ยวให้เหลาป่าน(เถ้าแก่ร้าน)ประเมินราคาให้นะ” เสี่ยวเอ้อตอบพร้อมกับนำทางเข้าไปข้างใน
ด้านในมีชายสูงวัยคนหนึ่ง อายุน่าจะมากกว่าบิดาของหลิวหย่งเฉินอยู่พอสมควร มองเห็นเสี่ยวเอ้อเดินนำเด็กสองคนเข้ามาบนบ่ามีตะกร้าพาดอยู่ก็พอจะเดาจุดประสงค์ได้ หลังจากพูดจากับเสี่ยวเอ้ออยู่สองสามคำ จึงหันไปกล่าวกับเด็กๆ
“พวกเ้านำปลามาขายแทนหลิวซานเหอรึ ไหนเอามาให้ข้าดูซิ”
เห็นได้ชัดว่าเหลาป่านจำบิดาของเด็กๆได้ น่าจะเป็เพราะหลิวซานเหอนำของที่จับได้มาขายที่นี่อยู่เป็ประจำ หลังจากนำปลาออกมาแล้วทำการนับและชั่งประเมิน จากนั้นจึงตีราคาให้เด็กๆ
“ปลาพวกนี้ยังสดดีอยู่ ร้านของพวกเรา่นี้ก็ขายดีเลยมีเหลืออยู่น้อย เอาเป็ว่าพวกเรารับซื้อหมด ดูจากขนาดแล้วเนื่องจากเป็ปลาตัวไม่ใหญ่นัก ข้าให้ราคาตัวละ 4 อีแปะ ทั้งหมด 14 ตัวรวมกันก็ 56 อีแปะ” เหลาป่านดีดลูกคิดคำนวนเสร็จแล้วก็หันมาพูดกับหลิวหย่งเฉิน
หลิวหย่งเฉินฟังดูแล้วก็ถือว่าราคาใกล้เคียงกับที่คุยกับบิดามาเมื่อวาน กำลังจะตอบตกลงกลับไป พลันได้ยินเสียงเรียกของหยางซวนอาจารย์ของเขาเสียก่อน
“ราคานี้ก็ถือว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก แต่เ้าอย่าเพิ่งรีบตกลง พูดตามที่ข้าบอก”
หยางซวนรีบส่งเสียงบอกหลิวหย่งเฉินอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าเสียงของเขานอกจากเด็กสองคนนี้แล้ว คนอื่นล้วนไม่มีใครได้ยิน
หลิวหย่งเฉินแม้นไม่เข้าใจว่าอาจารย์ของเขาคิดจะทำอะไร แต่ก็เชื่อใจว่าอาจารย์ของเขาน่าจะหวังดี จึงลอบพยักหน้าเบาๆเล็กน้อยเป็สัญญาณให้อาจารย์ของเขารู้
“บอกเขาไปว่า ทางเราขอตัวละ 8 อีแปะ” หยางซวนกล่าวออกมา หลิวหย่งเฉินได้ยินยังใแต่ก็กลั้นใจพูดออกไปตามที่อาจารย์บอก
“8 อีแปะไม่ไหวหรอก ดูจากสีตาของปลามีสีขุ่นเล็กน้อย ข้าเดาว่าพวกเ้าน่าจะจับปลามาได้ั้แ่เมื่อวานมิใช่วันนี้ ดังนั้นตัวละ 4 อีแปะที่ข้าให้นี่ถือว่าราคาดีแล้วนา”
มิเสียแรงที่เป็ถึงเหลาป่าน ความสามารถในการประเมินวัตถุดิบของเขาถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
หลังจากนั้นหยางซวนก็กล่าวบทพูดต่อไป ซึ่งหลังจากหลิวหย่งเฉินเริ่มตั้งสติได้ก็พูดตามออกไปได้เร็วขึ้น
“แต่ปลาที่ข้านำมาขายนี้มีจำนวนมาก และข้าก็มิได้นำไปขายที่อื่นยกเว้นที่นี่เพียงแห่งเดียว เห็นแก่เื่นี้ ข้าขอตัวละ 7 อีแปะ” หลิวหย่งเฉินเริ่มกล่าวต่อรอง
“ถึงอย่างนั้นข้าก็ให้ได้แค่ 5 อีแปะเท่านั้น”
เมื่อเห็นว่าเหลาป่านสามารถขยับราคาให้ได้ แววตาของหยางซวนก็เปล่งประกาย จิตใจเริ่มฮึกเหิม สั่งความกับหลิวหย่งเฉินให้รุกต่อไปอีก
“คนละครึ่งทาง 6 อีแปะก็แล้วกัน” หลิวหย่งเฉินกล่าวออกไป
“ไม่ได้แล้ว ตัวละ 5 อีแปะ 14 ตัวทั้งหมด 70 อิแปะ ให้เพิ่มอีก 7 อีแปะเป็ 77 อีแปะ ข้าให้ได้แค่นี้แหละ” เหลาป่านพูดแล้วพลางโบกมือเป็เชิงปฏิเสธ
หยางซวนเห็นท่าทีว่าไม่น่าจะขึ้นราคาได้อีกแล้ว จึงหันไปกล่าวกับหลิวเหมยลี่ผู้ซึ่งยืนฟังเงียบๆอยู่ด้านข้างมาโดยตลอด
“ได้เวลาใช้ท่าไม้ตายแล้ว ถึงเวลาเ้าออกโรงแล้วละ เสี่ยวลี่ พูดตามข้า”
หยางซวนกล่าวอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งหันไปนัดแนะอะไรกับหลิวเหมยลี่อีกเล็กน้อย
หลิวเหมยลี่ได้ยินสิ่งที่ท่านอาจารย์หยางซวนบอกมาก็อึ้งตะลึงไปเล็กน้อย แม้นางจะมีความเชื่อมั่นในตัวท่านอาจารย์เพิ่มขึ้นจากการสั่งสอนทำอาหารเมื่อวาน แต่ก็ยังบังเกิดความไม่แน่ใจอยู่ดี แต่เมื่อคิดว่าก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย คงต้องลองดูสักตั้ง
หลิวเหมยลี่จึงกำหมัดแน่น สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที ก่อนจะคลายมือออกแล้วยกมือประกบเข้าหากันไว้ตรงระหว่างหน้าอก ทำแววตาวิงวอนพร้อมตีหน้าใสซื่อ มองหน้าเหลาป่านแล้วเอ่ยออกไป
“ท่านเหลาป่านผู้น่าเลื่อมใส พวกเราเป็เพียงเด็กน้อยผู้ยากไร้ เดินทางกันเพียงลำพังสองพี่น้อง แม้ไม่ถึงขั้นใช้ความสามารถระดับะเิูเาเผากระท่อม แต่ก็ต้องดั้นด้นอดทนขึ้นเขาบุกป่าฝ่าลำธาร ไม่ได้กินอาหาร แถมยังใช้เวลาทั้งวันกว่าจะจับปลาได้จำนวนเพียงเท่านี้ หวังเพียงเพื่อจะเอาเงินไปใช้รักษาขาของบิดาให้หายจากอาการาเ็ หากรักษาช้าไปมิทันกาล มิรู้ว่าอีกหน่อยขาของบิดาข้าจะยังเดินได้ปกติอีกหรือไม่ หากเหลาป่านให้ราคาตัวละ 6 เหรียญ ข้ารับปากว่าคราวหน้าถ้ามีปลามาอีกพวกข้าจะเอามาขายที่นี่ก่อนเหมือนเดิมเ้าค่ะ”
เหลาป่านมีอายุอยู่มาถึงปูนนี้ ใช่ว่าจะมองการพูดที่เกินจริงนี้ไม่ออก ทว่าเมื่อสบสายตากับหลิวเหมยลี่ที่ทำหน้าวิงวอนกะพริบตาปริบๆ บวกกับใบหน้าเป็เด็กใสซื่อของนางนั้น ทำให้อดใจอ่อนไม่ได้แม้จะรู้ว่านี่เป็การแสดงของนางก็ตาม
เหลาป่านทำสีหน้าปั้นยากก่อนตัดใจพูดออกไป “เอาละๆ ข้าให้พวกเ้าตัวละ 6 อีแปะ ทั้งหมดก็ 84 อีแปะ พวกเ้าไปได้แล้ว” เหลาป่านกล่าวพร้อมกับนำเงินออกมาวางบนโต๊ะแล้วโบกมือปัดทันที
“ขอบคุณเหลาป่านขอรับ” เด็กทั้งสองคนเห็นดังนั้นก็ไม่มัวชักช้า รีบหยิบเงิน กล่าวขอบคุณแล้วเดินออกจากร้านทันที