ขณะกำลังมาดหมายตอบเสียงบุรุษเย็นเยือกพลันดังขึ้นด้านหลัง “ท่านภิกษุผู้นี้มิทราบว่าเชิญคุณหนูเฉินไปมีเรื่องอันใดขอรับ?”
เผยฉางชิงผ่านทางนี้พอดีดูท่าเฉินจิ้งเจียมิได้อยากพูดคุยด้วยแต่กลับเห็นภิกษุท่านนั้นเอาแต่ยืนขวางทางไว้ ก็อดที่จะรู้สึกระแวงแทนเสียมิได้
ครั้นเดินเข้ามาก็ได้ยินภิกษุน้อยเพิ่งพูดประโยคนั้นพอดี
เมื่อได้ยินเสียงบุรุษแทรกเข้าภิกษุผู้นั้นจึงเงยหน้าขึ้น เห็นเผยฉางชิงอยู่ตรงหน้าแล้วจึงมองเฉินจิ้งเจียอีกทีจากนั้นทำท่าประหนึ่งเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงเผยรอยยิ้มแฝงนัยล้ำลึกขึ้น
“พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้โยมทั้งสองต้องเคยได้ยินแน่นอน” ภิกษุน้อยผู้นั้นเอ่ยตอบ
เฉินจิ้งเจียมองเผยฉางชิงข้างกายอย่างประหลาดใจเผยฉางชิงเองก็ไม่คาดคิดว่าพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้จะเรียกตัวเฉินจิ้งเจียด้วยตนเองจริงๆ
“ในเมื่อเป็นพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้เช่นนั้นท่านภิกษุช่วยนำทางให้ทีเจ้าค่ะ” เฉินจิ้งเจียเก็บสีหน้าท่าทางพลางเอ่ยเสียงอ่อนโยน
ภิกษุผู้นั้นมองเผยฉางชิงอีกรอบ“โยมผู้นี้ก็ไปด้วยใช่หรือไม่ ท่านพระอาจารย์ใหญ่เองคงอยากเจอโยมด้วยเช่นกัน”
เผยฉางชิงชะงักงันครู่หนึ่งไม่ช้าก็ได้สติ จากนั้นมองไปยังหนานจือด้านข้าง “เจ้ากลับไปหาแม่ทัพเฉินทีบอกสถานที่ที่ข้ากับคุณหนูจะไปให้เขาฟัง ประเดี๋ยวเราจะกลับมารับประทานมื้อเย็นอย่าให้อาหารขาดเหลือล่ะ”
เฉินจิ้งเจียมองเผยฉางชิงอย่างเหนือความคาดหมายนับว่าเขาคิดได้รอบคอบยิ่งนัก ช่วยประหยัดคำสั่งนางไปได้
ดูท่าการแต่งงานกับเขาถือว่าเป็นเรื่องดีทีเดียว มุมปากนางยกยิ้มก่อนมองหนานจือ“เจ้าทำตามที่คุณชายเผยบอกก็แล้วกัน ท่านพี่ย่อมเข้าใจแน่”
ทั้งสองเดินตามภิกษุผู้นั้นมาถึงส่วนลึกของป่าไผ่ท่ามกลางป่าไผ่เขียวขจีมองเห็นเรือนพักหลังหนึ่งอยู่เลือนรางครั้นมองให้ละเอียดก็พบว่าเรือนหลังนี้สร้างด้วยไม้ไผ่เช่นกัน
เมื่อเดินเข้าใกล้เฉินจิ้งเจียพบว่าไม้ไผ่บางส่วนมิได้ถูกตัดก่อนสร้างเป็นเรือนพักแต่ยังคงมีรากฝังอยู่ในดิน นั่นทำเอานางประหลาดใจไม่น้อย
“โยมทั้งสองมาถึงแล้วพระอาจารย์อยู่ข้างใน เชิญ” ภิกษุผู้นั้นบอก แล้วยืนรอหน้าประตู
ทั้งสองสบตากันก่อนตัดสินใจผลักประตูเข้าไป
ภายในเรือนไม่มีข้าวของมากมายนักมีเพียงเตียงหลังหนึ่ง ด้านหน้ามีโต๊ะหนึ่งตัวพร้อมเก้าอี้สองตัว
ภิกษุชราหนวดเคราสีดอกเลากำลังนั่งสมาธิบนเบาะฟางทรงกลมเหนือตั่งตัวเตี้ยได้ยินเสียงทั้งสองเข้ามา จึงค่อยๆ ลืมตา
เขามองฉินจิ้งเจียก่อนตามด้วยเผยฉางชิง มือข้างหนึ่งลูบเคราไปพลาง “ใช่แล้ว ใช่แล้ว”
คำพูดของเขาทำเอาทั้งสองงงงวยฉงนจิตเฉินจิ้งเจียอดที่จะถามขึ้นเสียมิได้ “ท่านพระอาจารย์ใหญ่ท่านว่าอะไรใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
เขาพึมพำพลางหยิบเครื่องรางชิ้นหนึ่งออกจากถุงในแขนเสื้อวางเบื้องหน้าเฉินจิ้งเจีย ไม่คอยให้หญิงสาวทันเอ่ยปากก็ขยับเครื่องรางไปไว้เบื้องหน้าเผยฉางชิงแทน
“ในเมื่อโยมหญิงอยากขอให้เขาเช่นนั้นเอาให้โยมโดยตรงก็แล้วกัน”
เผยฉางชิงมองพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ครู่หนึ่งพลันหันขวับมองเฉินจิ้งเจีย หรือว่าเฉินจิ้งเจียเคยเข้าพบพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้และขอเครื่องรางมาก่อนแล้ว?
ดังนั้นที่มาวันนี้ก็เพื่อมอบเครื่องรางให้เขา?
ครั้นคิดถึงตรงนี้เขาพลันส่ายหน้า เห็นสภาพการณ์ที่เฉินจิ้งเจียคุยกับภิกษุน้อยผู้นั้นเมื่อครู่แล้วเหมือนว่าเฉินจิ้งเจียจะไม่รู้จักภิกษุน้อยผู้นั้น แล้วเครื่องรางชิ้นนี้...
“อาตมามีเรื่องต้องคุยกับโยมหญิงดังนั้นรบกวนโยมผู้นี้ออกไปรอข้างนอกสักครู่” เจี้ยอู้กล่าวน้ำเสียงอ่อนโยนแกมขอร้อง
เผยฉางชิงมองเฉินจิ้งเจียเห็นนางพยักหน้า จึงตัดสินใจออกเรือนพักไป
เดิมทีเฉินจิ้งเจียหาได้มีความคิดอะไรกับพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ผู้นี้ทว่าเขากลับล่วงรู้ถึงเรื่องที่นางคิดจะขอเครื่องรางให้เผยฉางชิงเช่นนั้นเขาเองก็รู้ความลับของนางอย่างนั้นหรือ?
“ท่านพระอาจารย์ใหญ่มีเรื่องอันใดอยากคุยกับข้าหรือเจ้าคะ?” เฉินจิ้งเจียถาม
พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ยังคงยิ้มตาหยีเขาหยิบถ้วยบนโต๊ะเทชาใส่ จากนั้นดันไปตรงหน้าเฉินจิ้งเจีย“ชะตาของโยมมิมีผู้ใดเทียบเทียมได้จากนี้ต้องกลายเป็นผู้มั่งคั่งมากอำนาจบารมีอย่างแน่นอน”
มั่งคั่งมากอำนาจบารมีหรือ?
เฉินจิ้งเจียแสยะยิ้ม“หากพระอาจารย์ใหญ่มีความสามารถจริงย่อมรู้ว่าสิ่งที่ข้าต้องการหาใช่ความมั่งคั่งมากอำนาจบารมี”
เมื่อได้ยินเฉินจิ้งเจียพูดพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้พลันหัวเราะทันใด “สิ่งที่โยมหญิงต้องการมิใช่เรื่องดีเหตุใดจึงไม่ปล่อยวางความหมกมุ่นนั้นไปเสีย?”
ปล่อยวาง?
ชาติก่อนมารดาของนางตายอย่างอนาถพี่ชายสิ้นลมในสนามรบ บิดาล้มป่วยไม่ฟื้นส่วนตนก็ถูกใส่ร้ายว่าตั้งครรภ์ตัวอัปมงคล ถูกคว้านท้องทั้งยังหายใจ...
ในเมื่อได้เกิดใหม่อีกคราจ้าวอี๋เหนียงยังคงทำร้าย พรากลมหายใจมารดาของนางทั้งยังจดจ้องตำแหน่งฮูหยินแห่งจวนโหวอีกด้วย
ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นแค่หนี้แค้นที่ฆ่ามารดา นางก็มิอาจปล่อยวางได้!
“พระอาจารย์ใหญ่หากมีคนทำร้ายท่าน ท่านจะปล่อยวางได้หรือเจ้าคะ?”
“หากมีคนฆ่ามารดาท่านทำร้ายคนในครอบครัวทั้งหมด ท่านจะปล่อยวางได้หรือ?”
“หากท่านปล่อยวางก็ถูกพวกมันเหยียบย่ำ เช่นนั้นท่านจะยังปล่อยวางได้อีกหรือ?”
คำพูดเหล่านี้เจี้ยอู้มิอาจตอบได้ เขาหลับตานึกถึงคำสอนของพระอมิตาภพุทธะจากนั้นจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่
“คำถามของโยมหญิงนั้นขออภัยที่เจี้ยอู้มิอาจตอบได้ เพียงแค่อยากเตือนสติโยมเอาไว้ทุกสรรพสิ่งล้วนมีเหตุและผลเวียนว่ายเป็นวัฏจักร ไม่ว่าโยมกระทำสิ่งใดย่อมส่งผลต่อดวงชะตาโยมในอนาคตทั้งสิ้น” เขาลูบเคราอีกครั้งก่อนเอ่ย
หมายถึงชดใช้กรรมอย่างนั้นหรือ?
เฉินจิ้งเจียยกยิ้มล้ำลึกยิ่งกว่าที่เคยหากต้องชดใช้กรรมจริงก็ไม่เป็นไร นางขอรับไว้คนเดียวก็พอแล้ว!
“ในเมื่อพระอาจารย์ใหญ่บรรลุธรรมขั้นสูงในใจข้าคิดเช่นไรท่านย่อมกระจ่างยิ่ง ท่านโน้มน้าวข้าไม่ได้อีกทั้งคงอยู่ในการคาดเดาของท่านตั้งแต่แรกแล้วแล้วเหตุใดถึงยังต้องเอ่ยให้มากความไปด้วย?”
เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินจิ้งเจียพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ยกยิ้มขึ้นเช่นกัน “อาตมามิได้เอ่ยให้มากความอาตมาเพียงแค่กำลังฉุดช่วย ในเมื่อฉุดช่วยโยมหญิงได้ ก็ฉุดช่วยตัวอาตมาได้เช่นกัน”
พูดจบเขาถอดกำไลลูกประคำเส้นหนึ่งบนข้อมือตนออก ก่อนส่งให้เฉินจิ้งเจีย“ลูกประคำเส้นนี้ขอมอบให้โยมหญิงช่วงเวลาสำคัญสามารถช่วยโยมหญิงพ้นเคราะห์หามยามร้ายได้”
เฉินจิ้งเจียรับลูกประคำเส้นนั้นมาลูกปัดทรงกลมส่งกลิ่นหอมอ่อนของไม้จันทน์ ทำเอาคนได้กลิ่นจิตใจสงบลง
“ประคำเส้นนี้เกรงว่าคงอยู่กับท่านมามากแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?” เฉินจิ้งเจียถามเพียงมือสัมผัสก็รับรู้ได้ว่าต้องถูกคนหยิบมาเล่นอยู่บ่อยครั้งแน่
พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้เองมิได้คิดปิดบัง“ไม่นานนัก สักสิบห้าปีได้ เท่าอายุของโยมหญิงพอดี”
เฉินจิ้งเจียยิ้มพลางสวมกำไลลูกประคำไว้บนข้อมือดูไม่ได้หลวมขนาดนั้น เมื่อสวมบนข้อมือบางของนางแล้วนับว่าดูงดงามมีเอกลักษณ์ทีเดียว
“ในเมื่อเป็นของที่พระอาจารย์ใหญ่มอบให้เช่นนั้นข้าย่อมเคารพบูชาเจ้าค่ะ” เฉินจิ้งเจียกล่าวจากนั้นจึงคารวะให้พระอาจารย์เจี้ยอู้“เพียงแต่มิทราบว่าที่พระอาจารย์ใหญ่กล่าวไว้ว่าช่วยผู้อื่นช่วยตนเองนั้นจะช่วยไหวหรือเจ้าคะ?”
เดิมทีนางไม่เคยคิดว่าจะถูกคนช่วยทว่าหนี้แค้นเลือด มิใช่สิ่งที่บอกให้ปล่อยวางแล้วจะปล่อยได้ง่ายๆ
พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้มองเฉินจิ้งเจีย“ช่วยได้หรือไม่ ล้วนอยู่ที่ชะตานำพา อาตมายังไม่บรรลุสันนิวาสความลับสวรรค์ย่อมมิอาจตอบคำถามโยมหญิงได้แล้ว”
เฉินจิ้งเจียเองมิได้ไถ่ถามต่อขอตัวถอยกลับไปพร้อมกำไลประคำภิกษุน้อยตรงหน้าประตูผู้นั้นเห็นข้อมือเฉินจิ้งเจียแล้ว ก็ขมวดคิ้วทันใดไฉนพระอาจารย์ใหญ่ถึงมอบกำไลลูกประคำให้กัน?