ข้าคือสาวใช้ค่ะ ท่านแม่ทัพ

    บทที่ 6 // ตอนที่ 1-1 สังคมสองหน้า

            แม้จะบอกว่าเป็นการทดสอบ แต่เอาตามจริงก็เป็นตำแหน่งที่มีเส้นสายของชนชั้นสูงแนะนำมา

            ทว่าถ้าความสามารถต่ำทรามนัก  มิได้มีความรู้จริงจัง  ก็จะไม่เป็นที่พอพระทัยของฝ่าบาท  จนโดนตำหนิทั้งคนที่ทำการทดสอบและคนที่แนะนำ

            โคลง  กลอน บทกวีมหาบัณฑิตและละคนทั้งเขียน ขับกล่อมร่ายออกมาได้บรรเจิดนัก

            องค์หญิงฮุ่ยเหมยเองก็ศึกษามาไม่น้อย

            หนิงเอ๋อค่อนข้างเหนียมอายการขับกลอนร่ายบนกวีจึงติดขัดจนคนพากันหัวเราะ

            แย่ยามเขียนออกมาตวัดพู่กันลงผืนผ้า  จนฮ่องเต้ยังกล่าวมชม

            “ลายมือเยี่ยม”

            “ขอบพระทัยเพคะ”

            เซี่ยชุนกล่าวขึ้นทันที

            “อันลายมือสวยสดงดงามวิจิตรนัก  เซี่ยชุนผู้นี้นับถือ  หากแต่ลายมือเป็นของเฉพาะตนไหนเลยจะถ่ายทอดให้ผู้อื่นที่เป็นศิษย์ได้ หนิงฮูหยิน  ท่านเหมาะแก่การขายผืนผ้าบรรจงอักษรยิ่งนัก”

            นี่คล้ายคำชม  แต่แท้จริงคือคำดูถูก

            ฮ่องเต่สีหน้าเปลี่ยนเป็นไม่สบายใจหันมามองฮองเฮา  ฮองเฮากลับยิ้มกล่าวออกไป

            “เซี่ยวเอ๋อ  หากเจ้าทำพี่ขายหน้า  พี่จะเอาเรื่องแม่ทัพเซียวนื้องเขยพี่”

            หนิงเอ๋อคล้ายได้กำลังใจจากพี่สาว  เป็นเชิงบอกว่าอย่าเกรงใจศัตรู

            “เรียนท่านเซี่ย  ฝ่าบาทเพิ่งกล่าวชมข้าท่านก็ชิงติติงข้าทั้งที่คำชมยังลอยไม่พ้นลม  แต่ถ้าท่านจะแก้ตัวว่าท่านชื่นชมข้าว่าข้าเหมาะออกไปขายภาพอักษร ก็เท่ากับดูแคลนว่าฝ่าบาทมองไม่ออกว่าท่านติติงข้า”

            เซี่ยชุนชี้นิ้วขึ้น

            “นี่..เจ้า...”

            ฮ้องเต้ยิ้มออกมา แล้วหันมามองหน้าฮองเฮาที่ยิ้มอยู่

            ลู่เอินยังอดยิ้มมุมปากไม่ได้  ส่วนฮุ่ยซิ่วก็ยิ้มชอบใจเช่นกัน

            นางกล่าวต่อ

            “เอาเถอะ ... ฝ่าบาทน้ำพระทัยกว้างดุจมหาสมุทร  ไหนเลยติดใจเอาผิดท่าน  ยังไม่รีบยขอบพระทัย”

            เซี่ยชุนลนลาน มองฝ่าบาทที่เลิกคิ้วมองลงมา  รีบคุกเข่า

            “กระหม่อมผิดไปแล้ว  โปรดทรงอภัย กระหม่อมมิได้มีเจตนาลบหลู่วิสัยทัศน์พระราชวินิฉัยฝ่าบาท”

            ฮ่องเต้หัวเราะ ผายมือออก

            “ลุกขึ้นเถอะ  ข้าไม่ถือสาท่านหรอก  ท่านเสียท่านางแล้วล่ะ ฮ่าๆ”

            จากนั้นในงานก็พากันหัวเราะ

            หนิงเอ๋อรอคนหัวเราะจบประสานมือขึ้นกล่าวโดยรอบ

            “ทุกท่าน  จริงอยุ่ลายมือเป็นของที่ลอกกันได้ยาก  แต่วิธีสตวัดห้สวย ลากพู่กันให้เยี่ยม ข้าไดมันมาจากการเรียนวาดาภาพ  ดังนั้น ข้ายินดีนำนาวทางการสอนนี้หัดนักเรียนในโรงเรียนให้เขียนอักษรได้สวยงาม  แม้ไม่เลอเลิศ แต่อย่างน้อยต้องไม่ขี้ริ้ว”

            ผู้คนพากันปรบมือกล่าวขึ้น

            “ดี ..ดี”

            นางกล่าวต่อ

            “แต่ละคนชำนาญต่างกัน  นั่นคือสิ่งที่บัณฑิตจะได้รับจากอาจารย์หากแต่ชำนาญเหมือนกันหมด เรียนกับใครก็เหมือนกัน เช่นนั้นสู้รับอาจารย์แค่คนเดียวก็เพียงพอ”

            ขุนนาง  เหล่าอาจารย์  ราชครูเชื้อพระวงศืต่างพากันพยักหน้าและเริ่มพูดคุยกัน

            จากนั้นการทดสอบวาดภาพจึงเริ่ม

            หนิงเอ๋อตวัดพู่กันอย่างชำนิชำนาญ สลับสับเปลี่ยนแตะแต้มสีบรรจงลงผืนผ้าอย่างพิถีพิถันแต่กลับรวดเร็วยิ่ง

            เซี่ยชุน จวงเฟยหย่า และ องค์หญิงฮุ่ยเหมยเองก็หาได้ลนลานที่เห็นนางวาดได้รวดเร็ว ยังคงตั้งใจวาดภาพของตนต่อไป

            เซี่ยชุนวาดกระเรียนกลางหุบเขา สวยงามร่มรื่นนักนำเสนอความร่มเย็นภายใต้การปกครองของราชวงศ์ ฮ่องเต้ชมดูลูบเคราอย่างพอใจ

            จวงเฟยหย่าวาดมังกรพันหงสา สีสันสดใสชวนดึงดูดนำเสนอความรักที่ฮ่องเต้มีต่อฮองเฮา  ฮ่องเต้ถึงกับปรบมือหัวเราะยิ้มร่าออกมาโอบกอดฮองเฮา

            องค์หญิงฮุ่ยเหมย วาดขุนศึกห้าวหาญขี่ม้ากรำศึก  ดูดุดันองอาจ นำเสนอว่าราชวงศ์มีขุนศึกมากฝีมือมารับใช้ นำชัยปกป้องแผ่นดิน ฮ่องเต้พยักหน้ายิ้ม

            หนิงเอ๋อ วาดไวกว่าใครแต่เสร็จพร้อมคนอื่น เพราะวาดแผนที่ภาพรวม  มีสัตว์เทพทั้งสี่มังกร  หงส์   กิเลน  เต่ามังกร รายล้อม  นำเสนอว่าสวรรค์ประทานสัตว์เทพทั้งสี่ปกปักษ์แผ่นดินและรางวงศ์  ฮ่องเต้ถึงกับเดินลงมาชมดู

            เหล่าผู้มากความรู้ต่างเดินเข้ามา  ภาพนี้พวกเขานั้น  ถ้าจะให้วาดก็วาดได้  แต่ไม่มีทางวาดทันการแข่งขันระยะสั้นกระชั้นแบบนี้แน่หรืองานนี้จะวาดหกลอกตา

            แต่เมื่อเข้ามาชมดู งานกลีบไม่ได้วาดแบบขอไปทีหรือสักแต่เอาเสร็จ

            ต่างภากันวิพากษ์วิจารณ์ชมดูภาพกันอย่างคึกคัก  ไม่เว้นแม้แต่มหาบัณฑิตทั้งสามก็เข้ามาชมดู

            หนิงเอ๋อถาม

            “ฝ่าบาทโปรดภาพนี้เหรอเพคะ?”

            “ใช่ๆ เราชอบ ไม่ทราบว่า.....”

            “หนิงเอ๋อถวายแก่ฝ่าบาทเพคะ”

            “อา..ดี ขอบใจเจ้ามาก  มงคลนัก..มงคลนัก”

            ฉางกงกง มารับภาพนี้ไป

            จากนั้นทดสอบการเล่นดนตรี  ทุกคนทำได้ดี

            ฮ่องเต้แต่งตั้งทั้งสี่คนเป็นอาจารย์สอนในโรงเรียน

            หนิงเอ๋อทราบดีว่า  ถ้าเด่นเกินจะเป็นภัย  แต่นางมาถึงขั้นนี้  หากฝั่งที่สนับสนุนองค์ชายห้ามีผู้มากความสามารถมุมมองของฮ่องเต้ที่มององค์ชายห้าย่อมเปลี่ยนไป

            “ทูลฝ่าบาทหนิงเอ๋อขอพระเมตตาประทานอนุญาตสักเรื่องได้หรือไม่เพคะ”

            “อาจารย์หนิงเชิญว่า..”

            “หม่อมฉันพอมีวรยุทธ์ติดตัวอยู่บ้าง  พิชัยศึกก็พอศึกษามา  หากมีรับสั่งคครั้งใดให้สามีหม่อมฉันไปประจำการ  ขอทรงอนุญาตให้หม่อมฉันติดตามช่วยเหลืองานหลวงของสามีเพคะ”

            “โอ้...เจ้ามีวรยุทธ์ด้วย...ไม่เลวเลย”

            ฮุ่ยซิ่วกล่าวเสริม

            “เสด็จพ่อ นางเลยอยู่ในค่ายกับแม่ทัพเซียว  ทั้งยังคอยซ้อมฝึกกระบี่กับเขา  กระหม่อมเห็นกับตามาแล้ว  อีกทั้งคืนก่อนหน้า  นางก็ช่วยแม่ทัพเซียวรับศึกนักฆ่ามือสังหารหลังจากแยกย้ายกับกระหม่อมด้วย”

            “อะไรนะ  เมื่อวานพวกเขาถูกลอบสังหาร!?”

            ผู้คนพากันตกใจและพูดคุย

            ขุนนางบางท่านเสริม

            “นี่เรื่องใหญ่พระเจ้าข้าฝ่าบาท  ขุนนางระดับแม่ทัพโดนลอบสังหารกลางนครหลวง  หากเรื่องนี้แพร่งพรายเกรงจะกระทบความมั่นคงปลอดภัยในฮูโต๋”

            “อืม...ต้องสืบเรื่องนี้”

            ฮุ่ยซิ่วกล่าว

            “เสด็จพ่อ  มือสังหารชุดนั้นเป็นคนขององค์กรรับจ้าง  ใครก็สามารถว่าจ้างได้ถ้าเงินถึงปัญหาอยู่ที่ใครที่เงินถึง และไม่เพียงเงินถึง ใครได้ประโยชน์สูงสุดจากเรื่องนี้ ก็น่าจะเป็นคนกลุ่มนั้น”

            องค์รัชทายาท  องค์ชายสอง องค์ชายเจ็ดต่างพากันมองมา แต่ไม่มีใครร้อนตัวออกตัวถกเถียง

            ฮ่องเต้ถาม

            “แล้วใครเล่า  จะได้ประโยชน์จากการตายของท่านแม่ทัพเซียว  เจ้าจะบอกว่ามีแม่ทัพหรือรองแม่ทัพหน่วยอื่นวางแผนสังหารเขาเพื่อรอรับผลประโยชน์”

            ฮ่องเต้ถามทั้งที่รู้

            ฮุ่ยซิ่วกล่าว

            “ทูลเสด็จพ่อ  ระบบแม่ทัพนายกองของกองทัพ จัดสรรลงตัวไม่มีใครได้ประโยชน์หากเสียแม่ทัพนายกองคนไหนไปกลับกันกลับเพิ่มภาระให้นายทัพนายทหารคนอื่นๆ ลำบากสืบไป”

            “แล้วเจ้าคิดว่าใคร?”

            “ลูกมิอาจใส่ร้ายใครส่งเดช  แต่แม่ทัพเซียวสนับสนุนลูกเต็มกำลัง เราสนิทสนมกันมาช้านาน  ต่อให้ไม่สนับสนุนก็ให้คำปรึกษาช่วยเหลือในฐานะสหาย ดังนั้น.....อา....แต่ลูกไม่เอาไหน ใครๆ ก็รู้  จะใครมาริษยา  ลูกก็คิดไม่ออก”

            แม้กล่าวเช่นนี้ แต่แฝงถ้อยคำไปถึงกลุ่มองค์ชายที่หมายบัลลังก์ทั้งสิ้น

            จ้าวฮุ่ยหมิง องค์ชายสอง อายุ 24 ปีได้กล่าวขึ้น

            “น้องห้า  เจ้าเองก็ต้องระวังนะ  สหายเจ้าถูกคุมคามเอาชีวิตจะช้าเร็วพวกมันต้องลงมือกับเจ้าแน่”

            ฮุ่ยซิ่วยิ้มมุมให้กับความปากหวานก้นเปรี้ยวขององค์ชายสองเขากล่าว

            “พี่รองไม่ต้องห่วง  ข้าจะระมัดระวัง  เพียงแค่ข้าคิดไม่ตก  แม่ทัพเซียวตาย  เขาจะได้อะไร”

            บรรยากาศเริ่มอึมครึม

            จ้าวฮุ่ยหวง องค์ชายเจ็ด อายุ 18กล่าวขึ้น

            “ข้าคิดว่า เพราะฮองเฮาสนับสนุนแม่ทัพเซียวที่เป็นน้องเขย  ฟังว่าพระนางรักน้องสาวมาก ดังนั้นก็เท่ากับมีคนที่ทรงกำลังหนุนพี่ห้า  บางทีความมั่นคงของใครบางคนอ่าจสั่นคลอน”

            จ้าวฮุ่ยเจิน รัชทายาท อายุ 26ปีกล่าวด้วยความระแวง

            “น้องเจ็ด  เจ้าหมายถึงใคร พูดให้มันดีๆ นะ”

            เมื่อเฉินเซียวไม่อยู่  ฮุ่ยเจินก็ควบคุมตนเองไม่ได้

            ฮุ่ยหวงกล่าว

            “พี่ใหญ่  ท่านอย่าเกรี้ยวกราดวิตกไป  ข้าไหนเลยหมายถึงพี่น้องร่วมสายโลหิตเสด็จพ่อ  ข้าหมายถึงพวกขุนนางที่เสียผลประโยชน์ทางการค้าที่พี่ห้าประกอบการไว้ที่ชีจิ๋วต่างหาก”

            ฮุ่ยซิ่วยิ้มให้ความีชั้นเชิงขององค์ชายเจ็ด  เขาคือคนที่ฮุ่ยซิ่วต้องระวังที่สุด  คนผู้นี้อายุน้อย  ความคิดอ่านลึกซึ้ง  คุมอารมณ์ได้ มีฝีมือทั้งบู๊ทั้งบู๋น

            ฮุ่ยหลิงเกาะแขนพี่ชายร่วมมารดากล่าว

            “พี่ใหญ่ ท่านเข้าใจน้องเจ็ดผิดแล้วพวกเราพี่น้องจะกล่าวหากันเองได้อย่างไร จริงมั้ยคะ”

            ฮุ่ยเจินกล่าวกลับด้วยความร้อนรน

            “ใช่ๆ อ่อๆ จริงๆอย่างที่เจ้าว่า ...อ่า..น้องเจ็ดข้าขอโทษ ข้าใจร้อนไป”

            ฮุ่ยหวงประสานมือ

            “พี่ใหญ่ภาระมากมาย  ดูแลหลายสิ่ง ทั้งยังแบกรับความหวังจากเสด็จพ่อ ย่อมเครียดมากกว่าใครในพี่น้อง เป้นะรรมดาที่ท่านจะคิดมาก ขอท่านพักผ่อนมาก  รักษาสุขภาพ”

            ทั้งสองประสานมือกัน

    คล้ายกับเรื่องข้าคือสาวใช้ค่ะ ท่านแม่ทัพ ที่คุณอ่าน