ตอนที่ 670 เลือกทักษะที่ตำหนักหอตำรา (3)
“เ้ามัวยืนบื้อทำบ้าอะไรเหตุใดถึงไม่หลบทางให้กับศิษย์พี่เป่ยฉวน!!”
หือ?
ในขณะที่เจิ้งฟู่กำลังมองดูและสำรวจชายหนุ่มนามเป่ยฉวนคนนี้อยู่นั้นจู่ๆก็มีเสียงตะคอกอย่างไม่พอใจดังขึ้น ซึ่งคนที่ตะคอกนั้นเป็ชายหนุ่มร่างใหญ่ที่อยู่ด้านหลังของเป่ยฉวนชายร่างใหญ่คนนี้ใช้สายตาที่แสนจะดูถูกจ้องมองมาที่เขาในขณะที่ตะคอกบอกให้เจิ้งฟู่หลบทางให้......
“เ้าหมายถึงข้า?”ทั้งๆที่รู้ว่าชายหนุ่มร่างใหญ่นั้นพูดถึงเขา แต่เจิ้งฟู่ก็ยังทำหน้าซื่อๆทำเป็ไม่รู้เื่ว่าชายหนุ่มร่างใหญ่ได้พูดกับเขาไหม......
“ก็แกสะวะไอ้กระจอก!!ศิษย์ฝ่ายนอกอย่างแกไม่รู้ทำเนียมปฏิบัติต่อศิษย์พี่หรือยังไงห๊ะ?ยังมัวยืนบื้อไม่หลบทางให้ศิษย์พี่เป่ยฉวนอีก!!” ชายหนุ่มร่างใหญ่ยังคงพูดคะคอกใส่เจิ้งฟู่ด้วยวาจาที่แสนจะดูถูกและไม่เห็นเจิ้งฟู่อยู่ในสายตาด้วยชุดที่เจิ้งฟู่ใส่อยู่เป็เพียงชุดศิษย์ฝ่ายนอกตัวมันที่เป็ศิษย์ฝ่ายในจึงไม่เห็นเจิ้งฟู่อยู่ในสายตาของมัน......
“ข้าหลบให้ก็ได้แต่เหตุใดศิษย์พี่ต้องพูดจาหยาบคายเช่นนั้นด้วยข้าก็แค่อยากจะขึ้นไปยังชั้นที่สามเท่านั้นเอง ไม่เห็นจะต้องตะคอกกันขนาดนั้นเลย!”เจิ้งฟู่ยังคงควบคุมอารมณ์ของเขาเอาไว้ไม่ให้พูดจาแรงๆออกไปเพราะเขาไม่อยากที่จะสร้างศัตรูเพิ่มในตอนนี้ทว่าคำพูดของเขามันกลับเป็การต่อต้านในสายตาของชายหนุ่มร่างใหญ่และคนที่กำลังมองดูเหตุการณ์อยู่......
“นี่เ้ากล้าที่จะถามเอาความจากข้าอย่างนั้นรึ?เป็แค่ศิษย์ฝ่ายนอกคิดที่จะขึ้นไปยังชั้นที่สามอย่างนั้นรึ?นี่แกยังมีสมองอยู่หรือว่าเป็พวกความจำไม่ดีกัน?ข้าคิดว่าก่อนที่แกจะขึ้นมาท่านผู้าุโแฮเต๋อน่าจะบอกแกแล้วนะว่าศิษย์ฝ่ายนอกนั้นขึ้นได้ถึงชั้นที่เท่าไหร่?แล้วแกยังมีน่ามาบอกว่าจะขึ้นไปยังชั้นที่สามอีก? ช่างโง่เขลานัก!”ชายร่างใหญ่ยังคงพูดจาไม่สุภาพและหยาบคายเช่นเดิมยิ่งมันรู้ว่าเจิ้งฟู่้าที่จะขึ้นไปยังชั้นที่สามมันยิ่งพูดใส่อย่างไม่ไว้หน้าใคร......
ซึ่งชายหนุ่มนามเป่ยฉวนไม่คิดที่จะสนใจเื่นี้เลยแม้แต่น้อยถึงคนของมันจะก้าวร้าวและไม่สุภาพอย่างใด มันก็ไม่คิดที่จะเปิดปากพูดห้าม หรือไม่แม้แต่จะมองมาที่เจิ้งฟู่เลยด้วยซ้ำสำหรับมันแล้วเจิ้งฟู่เป็เพียงแค่อากาศธาตุสำหรับตนเท่านั้น........
หวืดดดดดด!!
“ข้าจะมีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์ไม่ใช่เ้าที่เป็คนตัดสิน!!”
อ๊ะ!!
แต่ในจังหวะนั้นเองจู่ๆร่างของเจิ้งฟู่ก็พลันหายไปก่อนที่จะไปปรากฏตัวอยู่เื้ัของชายหนุ่มร่างใหญ่ที่พูดจาไม่น่าฟังใส่เขาจากนั้นก็พูดขึ้นที่ข้างๆหูของขายหนุ่มร่างใหญ่ด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรงและน่าขนลงแม้แต่ชายหนุ่มเป่ยฉวนเองก็ยังััได้ถึงกลิ่นอายฆาตกรรมที่เจิ้งฟู่แผ่ออกมาขนาดตัวมันที่เป็ถึงผู้ฝึกตนระดับ์ก่อเกิดขึ้นที่แปดยังอดที่จะขนลุกไม่ได้เมื่อัักับจิตสังหารของเจิ้งฟู่........
“ข้าต้องขอโทษแทนคนของข้าด้วยที่พูดจาเสียมารยาทกับเ้าไปศิษย์น้องหากเ้าไม่รังเกลียดจะรับคำขอโทษจากศิษย์พี่คนนี้ได้หรือไม่?!”ทันใดนั้นเองชายหนุ่มเป่ยฉวนก็พลันเปลี่ยนสีหน้าและท่าทางที่ดูเ็าของตนเมื่อครู่นี้เป็จิ้งจอกเ้าเล่ห์ในทันทีเมื่อชายหนุ่มเห็นว่าเจิ้งฟู่นั้นมีความสามารถที่น่าสนใจถึงแม้ว่าระดับพลังของเจิ้งฟู่จะไม่สูงแต่ความเร็วที่เขาแสดงออกมานั้นก็ทำให้ชายหนุ่มเป่ยฉวนประทับใจและคิดที่จะดึงตัวเจิ้งฟู่มาเข้าร่วมกองกำลังของเขา......
“ศิษย์น้องคนนี้ต้องขอโทษศิษย์พี่เป่ยฉวนด้วยที่ไม่อาจรับคำขอโทษจากท่านได้เนื่องจากศิษย์พี่ไม่ได้ผิดอะไร แต่เป็ชายคนนี้ที่พูดจาข่มเหงข้าเกินไป แต่เพราะเขาเป็ผู้ติดตามของศิษย์พี่เป่ยฉวนศิษย์น้องผู้นี้จะไม่เอาความเขาและให้เื่นี้มันจบไปต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งต่อกันอีก!”
แค่เจิ้งฟู่เห็นสีหน้าและลิ้นไก่ที่โผล่ให้เห็นตอนที่ชายหนุ่มอ้าปากพูดเขาก็รับรู้แล้วว่าชายหนุ่มนั้นกำลังคิดที่จะดังตัวเขาให้เข้าร่วมกับกองกำลังของตนและเพื่อจะหลีกเลี่ยงเื่วุ่นวายและน่าปวดหัวนี้เขาจึงพูดออกไปว่าให้เื่นี้มันจบแล้วต่อกันไป ต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งต่อกันอีกซึ่งเป็คำพูดที่แสดงให้เห็นว่าเขานั้นปฏิเสธที่จะตอบรับคำชวนของชายหนุ่มอย่างอ้อมๆนั้นเอง......
หึ!!
“ก็ได้! เช่นนั้นพวกเราก็ต่างคนต่างอยู่หากมีเื่อะไรเกิดขึ้นกับศิษย์น้องแล้วศิษย์ไม่อาจช่วยเ้าได้ก็อย่าได้มาถือโทษโกรธข้าก็แล้วกัน พวกเราไป!” ชายหนุ่มถึงกับหน้าถอดสีอย่างโมโหเมื่อได้ฟังคำตอบของเจิ้งฟู่ที่พูดออกมาอย่างกระจ่างชัดแบบนั้น ซึ่งชายหนุ่มรู้ดีว่าตนไม่อาจลงมือต่อศิษย์ฝ่ายนอกคนนี้ได้ในตำหนักนี้ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะถอยและฝากเื่ราวครั้งนี้เอาไว้......
เฮ้อ...........
หลังจากที่กลุ่มของเป่ยฉวนจากไปแล้วเจิ้งฟู่ก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างเบื่อหน่ายเพราะเขามักจะพบกับเื่ราวให้ปวดหัวอยู่ตลอดเลย หากเป็ไปได้เขาก็อยากจะอยู่ทีู่เาของเขาไม่ออกไปไหนเขาจะได้ไม่ต้องมาพบเจอเื่ให้ปวดหัวเหล่านี้และครั้งนี้เจิ้งฟู่ก็รู้ดีว่ามันจะไม่จบแบบนี้แน่ไม่อนาคตชายหนุ่มเป่ยฉวนต้องหาโอกาสเล่นงานเขาอย่างแน่นอนหากว่าเขาพักอยู่ในพื้นที่ศิษย์ฝ่ายนอกหรือพื้นที่ศิษย์พร์ระดับต่ำละก็เขาคงไม่พ้นที่จะถูกก่อกวนอยู่ตลอดเป็แน่ และแน่นอนว่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้มันจะต้องถูกเอาไปพูดกันปากต่อปากให้รู้ทั่วกัน......
“ช่างเถอะ! รีบๆหาทักษะที่้าแล้วกลับูเาไร้ตัวตนของเราดีกว่า!”เจิ้งฟู่ไม่อยากที่จะเก็บเอาเื่แย่ๆเหล่านี้ให้มาหนักสมองของเขาอีกเขาจึงเลือกที่จะเดินขึ้นไปยังชั้นที่สามต่อเพื่อไปเลือกหาทักษะที่เขาพอจะใช้ได้สักหนึ่งหรือสองทักษะ......
ชั้นที่สามของหอตำรานั้นมีศิษย์ที่เข้ามาเลือกหาทักษะอยู่น้อยมากหากมองและคำนวณด้วยตาเปล่าแล้วน่าจะสักสามสิบกว่าคนได้ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็ศิษย์ที่มีระดับการบ่มเพาะถึงระดับ์ก่อเกิดขึ้นสูงจนไปถึงระดับแก่นแท้์ขั้นกลางเลยแค่ไม่กี่คนที่อยู่ในระดับแก่นแท้์ขั้นสูงที่มาเลือกทักษะในชั้นนี้ซึ่งหลังจากที่เจิ้งฟู่ขึ้นมาบนชั้นนี้แล้ว พวกเขาไม่ได้หันมามองหรือให้ความสนใจใดๆกับเจิ้งฟู่สักคนเดียวพวกเขาเพียงก้มหน้าจองมองตำราทักษะที่ตนเองสนใจเท่านั้น......
“บรรยากาศในชั้นนี้ช่างดูลึกลับจริงๆคงจะเป็เพราะตำราทักษะระดับเซียนที่มีอยู่ถึงได้ทำให้บรรยากาศในชั้นที่สามนี้เป็เช่นนี้!” เจิ้งฟู่พึมพำเบาๆออกมาอย่างสนใจเมื่อเขาััได้ถึงความลึกลับภายในบรรยากาศที่อยู่รอบๆตัวของเขาซึ่งเขาคาดว่ามันน่าจะเกิดจากตำราระดับเซียนที่ถูกเก็บไว้ในชั้นที่สามนี้อย่างแน่นอนถึงแม้ว่าทักษะระดับเซียนจะไม่ได้มีอยู่มากนัก แต่มันก็มีทักษะอยู่หลายประเภทให้เลือกตามความเหมาะสมและความถนัดของอาวุธที่ใช้.......
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคิดที่จะสนใจเขาเจิ้งฟู่ก็รู้สึกสบายใจและเดินไปยังชั้นวางทักษะประเภทดาบซึ่งมีทักษะประเภทดาบระดับเซียนถูกเก็บไว้เพียงไม่กี่สิบเล่มเท่านั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็ทักษะดาบชนิดดาบยาวตรง และตาบยาวโค้ง ซึ่งชนิดดาบใหญ่และดาบสั้นจะมีน้อยที่สุด......
“ศิษย์น้อง! นี่เ้าเป็ศิษย์ฝ่ายนอกใช่หรือไม่?”ในขณะที่เจิ้งฟู่กำลังให้ความสนใจกับตำราทักษะอยู่นั้นจู่ๆก็มีเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น ซึ่งชายหนุ่มคนนี้สวมเครื่องแบบของศิษย์หลักที่แสดงให้เห็นว่าเขานั้นเป็ศิษย์หลักของนิกายนี้........
“ขอรับศิษย์พี่!ข้าเป็ศิษย์ฝ่ายนอก!”เจิ้งฟู่เห็นว่าชายหนุ่มคนนี้ถามเขา ด้วยท่าทางสงสัยไม่ใช่ถามด้วยความดูถูกเขาจึงได้ตอบกลับชายหนุ่มไป......
อ่า!!
“น่าแปลกปกติแล้วศิษย์ฝ่ายนอกไม่น่าจะขึ้นมายังชั้นที่สามได้เลยนิแล้วเหตุใดศิษย์น้องถึงสามารถขึ้นมาบนนี้ได้หรือว่าเ้ามาตามศิษย์พี่คนใดภายใต้คำสั่งของท่านผู้าุโหรือป่าว?”ชายหนุ่มรู้สึกสงสัยมากที่เห็นเจิ้งฟู่ขึ้นมาบนชั้นนี้ได้ซึ่งมีเหตุผลเดียวที่ชายหนุ่มคิดได้คือเจิ้งฟู่ขึ้นมาบนนี้ได้เพราะเป็คำสั่งของผู้าุโคนใดคนหนึ่ง.......
“ข้าไม่ได้มาเพราะคำสั่งของท่านผู้าุโคนใดข้าขึ้นมาบนนี้ด้วยความตั้งใจของตนเอง!” เจิ้งฟู่ตอบกลับชายหนุ่มอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาขึ้นมาบนนี้เพราะตัวเขาเอง......
หือ?
“เ้าจะบอกข้าว่าเ้าได้รับสิทธิ์ให้ขึ้นมาบนนี้ได้โดยที่เ้ายังเป็ศิษย์ฝ่ายนอกอย่างนั้นรึ?”ชายหนุ่มยังคงไม่อยากที่จะเชื่อกับคำพูดของเจิ้งฟู่แต่เมื่อเขาเห็นสีหน้าที่ดูจริงจังของเจิ้งฟู่แล้วเขาก็เข้าใจในทันทีที่เจิ้งฟู่นั้นไม่ได้พูดโกหก.......
“นี่เป็ครั้งแรกเลยนะที่ข้าเห็นศิษย์ฝ่ายนอกสามารถขึ้นมาบนชั้นที่สามได้ด้วยความตั้งใจของตนเองแบบนี้เพราะปกติแล้วเ้าต้องได้รับคำอนุญาตจากศิลาหน้าทางเข้าก่อนไม่เช่นนั้นเ้าจะไม่สามารถขึ้นมายังชั้นที่สามนี้ได้และที่เ้าสามารถขึ้นมาได้แบบนี้ก็แสดงว่าเ้าต้องมีคนที่พิเศษมากแน่ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!แต่ช่างมันเถอะ เื่นั้นข้าไม่สนหรอก แต่ข้ารู้สึกถูกชะตากับเ้าและหากเ้ามีปัญหาใดๆหรือไม่เข้าใจเกี่ยวกับสิ่งใดภายในนิกายนี้ เ้าสามารถมาหาข้า“เจี้ยนตง” ได้เสมอ!”
ชายหนุ่มคนนี้เป็คนที่ตรงไปตรงมามาก เขาเป็คนที่ไม่ชอบพูดอะไรอ้อมค้อมและเมื่อเขาเห็นว่าเจิ้งฟู่เองก็เป็คนประเภทเดียวกับเขาเขาจึงรู้สึกถูกชะตาด้วยและคิดจะคบหากับเจิ้งฟู่......
“ขอบคุณศิษย์พี่ “เจี้ยนตง”ที่กรุณาต่อศิษย์น้องเจิ้งฟู่คนนี้ หากศิษย์น้องมีปัญหาใดที่ไม่เข้าใจศิษย์น้องคนนี้จะรีบไปหาท่านในทันที!” เจิ้งฟู่เองก็ชอบคนที่ตรงไปตรงมาแบบนี้เช่นกันเขาจึงพูดคุยกับชายหนุ่มคนนี้อย่างสุภาพและนอบน้อมในฐานะที่ชายหนุ่มเป็ศิษย์พี่ของเขา......
“ได้เลย! เอาละข้าไม่กวนเวลาของเ้าแล้ว อีกอย่างข้าจะต้องกลับไปยังหอฝึกตนแล้วด้วย ซึ่งเ้าสามารถไปหาข้าได้ที่นั้นข้าอยู่ที่หอศิษย์หลักห้องหมายเลข “154”หรือหากเ้าหาไม่เจอก็สามารถถามท่านผู้าุโที่หน้าทางเข้าได้เดียวข้าจะบอกท่านผู้าุโเอาไว้เองหากเ้ามาหาข้า!”ชายหนุ่มเห็นว่านี่ก็เลยเวลาที่เขาต้องไปยังหอฝึกตนแล้ว เขาจึงกล่าวลาเจิ้งฟู่พร้อมกับบอกสถานที่ที่เขาอยู่ให้เจิ้งฟู่รู้เผื่อเวลาไหนที่เจิ้งฟู่้าจะไปหา.......
“ข้าเข้าใจแล้วศิษย์พี่!” เจิ้งฟู่ประสานมือขึ้นเพื่อกล่าวลาชายหนุ่มเช่นกัน......
ซึ่งหลังจากที่ชายหนุ่มจากไปแล้วเจิ้งฟู่ก็หันกลับมาสนใจที่ขั้นวางทักษะประเภทดาบต่อซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้มองดูพวกมันแค่ผ่านๆเท่านั้นก่อนที่ชายหนุ่มจะมาพูดคุยกับเขา......
“ทักษะเหล่านี้ล้วนแต่เป็ทักษะระดับเซียนทั้งนั้นพวกมันล้วนมีอนุภาพที่รุนแรงเมื่อใช่ออกไปแต่มันก็ยากที่จะฝึกให้สำเสร็จจนสามารถใช้ได้หากผู้ฝึกยังมีระดับไม่ถึงระดับ์ก่อเกิดแต่สำหรับข้าที่มีทักษะระดับเซียนอย่างทักษะปราณเกราะระฆังทองที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ข้ามั่นใจว่าข้าสามารถฝึกทักษะระดับเซียนพวกนี้ได้!” เจิ้งฟู่พึมพำอยู่ครู่หนึ่งอย่างลังเลใจแต่หลังจากที่เขาคิดว่าตัวเขานั้นสามารถใช้ออกทักษะปราณเกราะระฆังทองที่พัฒนาจนเป็ระดับเซียนได้นั้นเขาย่อมสามารถใช้ทักษะระดับเซียนทักษะอื่นได้เช่นกัน........
เมื่อตัดสินใจได้แล้วเจิ้งฟู่ก็เลือกดูตำราทักษะดาบประเภทดาบยาวโค้งในทันทีซึ่งมีทักษะประเภทดาบยาวโค้งอยู่บนชั้นวางแค่สามเล่มเท่านั้นซึ่งทักษะเล่มแรกนั้นมีชื่อเรียกว่า “ดาบมารสยบ” ส่วนเล่มที่สองมีชื่อเรียกว่า“ดาบปีศาจพ่าย” และเล่มสุดท้ายเป็เล่มที่เจิ้งฟู่ให้ความสนใจมากที่สุดซึ่งมันมีชื่อเรียกว่า “ดาบเทพัทอง” เป็ชื่อที่ฟังดูแล้วน่าเกรงขามมาก........
ทว่าทักษะดาบเทพเ้าันั้นไม่ใช่ทักษะกระบวนท่าเดี่ยวแต่มันเป็ทักษะกระบวนท่าชุด ซึ่งมีเนื้อหาไม่สมบูรณ์ครบถ้วน มันเพียงแค่สองในเจ็ดกระบวนท่าเท่านั้นที่หลงเหลืออยู่แต่เพียงแค่สองกระบวนท่านี้ก็มีพลังทำลายที่รุนแรงแล้วและเป็เพราะว่ามันไม่สมบูรณ์มันจึงถูกจัดให้เป็เพียงทักษะระดับเซียนขั้นกลางเท่านั้น.......