วันต่อมาข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ฆาตกรรมยกครัวกลายเป็ประเด็นดังทั่วโรงเรียนดูเหมือนว่าลูกสาวของครอบครัวที่ถูกฆ่าจะเป็รุ่นพี่ปี2ในโรงเรียนนี้ชั่วโมงโฮมรูมจึงมีการยืนไว้อาลัยแด่รุ่นพี่คนนั้น
“เฮ้ยฟัวร์โก้ไปคาราโอเกะกัน”
“นายเนี้ยนะเกิดเื่แบบนั้นขึ้นแท้ๆยังมีใจจะไปเตร็ดเตร่จนค่ำอีกเหรอ”
“ก็นายรับปากไว้แล้วเมื่อวานลืมรึไงอีกอย่างฆาตกรก็ฆ่าตัวตายไปแล้วไม่เห็นมีอะไรต้องกังวล”
“เฮ้อนายควรจะระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้นะ”
‘ฆ่าตัวตาย’นั้นคือสาเหตุกาตายของฆาตกรที่ตำรวจและสื่อต่างๆได้แจ้งให้กับประชาชนไม่ใช่การถูกฆาตกรรม
เหตุผลที่เป็แบบนั้นเพราะผมได้ใช้บริการเก็บศพที่เป็กิจการขององค์กรใต้ดินกิจการนี้ค่อนข้างได้รับความนิยมในหมู่องค์กรมืดเพราะมีทั้งบริการเก็บศพปิดบังสาเหตุการตายและรวมถึงการแทรกแซงสื่อเพื่อควบคุมข่าวเป็สิ่งที่คุ้มค่าแก่การจ่ายเงิน
คิดอีกที่ค่าบริการของญี่ปุ่นถูกกว่าอิตาลี่เยอะเลยแหะถ้าเป็ที่นั้นคงแพงกว่านี้สัก2-3เท่า
“ฮิโตมิสนใจไปด้วยกันไหม?”
“ถ้าไม่มีใครว่าอะไรฉันก็ขอไปด้วยแล้วกันค่ะ”
“หืม? ไม่ใช่ว่าคุณฮิโตมิต้องกลับไปทำข้าวเย็นให้คุณอาราตะหรอกเหรอ?”
“วันนี้คุณพ่อมีธุระก็เลยกลับดึกน่ะค่ะฉันเลยไปด้วยได้”
“แต่ต่อให้คุณอาราตะไม่มีธุระเข้าก็ไม่ว่าอะไรหรอกถ้าเธออยากไปเที่ยวกับเพื่อนน่ะ”
“ก็จริงคุณพ่อเองก็พูดแบบนั้นอยู่บ่อยๆแต่ว่าฉัน-“
“ไม่อยากให้คุณพ่อต้องทานข้าวคนเดียวใช่ไหมล่ะ”
เมื่อผมพูดเช่นนั้นเธอก็ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม
“ค่ะ”
ผมยิ้มตอบเธอ
เธอก็เป็คนแบบนี้แหละให้ความสำคัญกับครอบครัวยิ่งกว่าสิ่งใดเพราะเหลือกันแค่สองคนพ่อลูกสายสัมพันธ์จึงยิ่งแน่นแฟ้นเพราะต้องช่วยดูแลกันและกันคุณอาราตะที่ต้องเป็ทั้งพ่อและแม่เพื่อดูแลคุณฮิโตมิ คุณฮิโตมิที่ไม่้าให้คุณอาราตะเป็ห่วงก็ตั้งใจเรียนและเป็เด็กอ่อนโยนนิสัยดี
เป็ครอบครัวอันแสนอบอุ่นที่ถึงขาดผู้เป็แม่ไปก็รักใคร่กลมเกลียวกันยิ่งกว่าครอบครัวที่อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าเสียอีก
ทุกครั้งที่ได้เฝ้ามองทั้งสองคนผมคิดอยู่เสมอว่า 'ช่างน่าอิจฉา' เสียจริง
“ฉันจะไปเรียกมายะก่อนแล้วค่อยไปพร้อมกันนะ”
พอรวมตัวกันครบพวกเราก็เดินทางไปร้านคาราโอเกะกัน
ร้านที่เราไปกันนั้นอยู่ไกลจากโรงเรียนพอสมควรแต่เพราะเป็ร้านที่ราคาถูกและของกินเล่นรสชาติดีแถมพนักงานก็เป็กันเองเลยคุ้มค่าที่จะไป
“อ้าว เคยามะคุง ซาซากิจังแล้วก็ฟัวร์โก้คุงเองเหรอ ยินดีต้อนรับน่ะ เอ....ผู้หญิงอีกคนใครเหรอ?”
พอเข้าไปก็ได้เจอกับพนักงานต้อนรับที่คุ้นหน้าคุ้นตาด้วยความที่พวกเราเป็ลูกค้าประจำเลยค่อนข้างสนิทกับคุณพนักงานต้อนรับ
“สวัสดีครับ ผมขอแนะนำนะเธอชื่อ ฮิโตมิอายากะ เพื่อนของผมเองครับ”
ฮิโตมิโค้งศรีษะกล่าวทักทายพนักงานต้อนรับอย่างสุภาพ
“ยินดีต้อรับสู่ร้านของเรานะครับฮิโตมิจังถ้าอยากได้อะไรก็สามารถบอกได้เสมอเลยนะ”
“ทราบแล้วค่ะ”
“วันนี้ขอ2ชั่วโมงนะครับ”
“รับทราบแล้ววันนี้ห้องประจำพวกเธอว่างอยู่ เอาเป็ห้องนั้นสินะ”
พวกเราจัดแจงสั่งของกินกับเครื่องดื่มแล้วค่อยไปที่ห้อง
ระหว่างทางผมสังเกตุเห็นความผิดปกติจากห้องคาราโอเกะห้องหนึ่งตรงกระจกใส่ที่ติดกับบานประตูมีกระดาษหนังสือพิมพ์บังอยู่ทำให้ไม่สามารถเห็นข้างในได้ลองเอามือแตะประตูแต่ก็ััไม่ได้ถึงแรงสั่นะเืของเสียงหมายความว่าไม่ได้ร้องเพลงกันอยู่อย่าว่าแต่ร้องเพลงเลยในช่องว่างระหว่างกระดาษผมไม่เห็นแสงไฟจากทีวีด้วยซ้ำ
สัญชาติญาณของผมบอกว่ากำลังเกิดเื่ไม่ดีขึ้นในห้องนี้แต่มันอาจจะเป็แค่คนกลุ่มหนึ่งที่้าความเป็ส่วนตัวก็เลยหาอะไรมาบังไว้ก็ได้เราไม่มีหลักฐานอะไร
ขอให้ผมคิดไปเองด้วยเถอะ
ตอนที่ผมกำลังจะเดินต่อฮิโตมิก็ดึงเสื้อของผมเอาไว้
เธอมองมาที่ผมด้วยสีหน้ากังวลใจฮิโตมิเองก็คงรู้สึกถึงความผิดปกติเหมือนกัน
“เราไม่มีหลักฐานนะว่าเกิดอะไรขึ้นข้างใน”
“ฉันรู้คะแต่อย่างน้อยเราควรไปแจ้งให้คุณพนักงานต้อนรับทราบก่อนจะดีกว่าไหมคะ?”
“ก็จริง”
พวกเรากลับไปแจ้งเื่ให้พนักงานต้อนรับเขาบอกว่าหลังเคลียร์งานเสร็จจะไปตรวจดูให้พวกเราเลยเบาใจขึ้นบาง
แต่มันก็แค่การคาดเดาไปเองของพวกเราอาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้
“ช้าจังนะมัวทำอะไรอยู่เนี้ยทั้งสองคน”
“โทษทีแล้วพวกเธอเลือกเพลงกันรึยังล่ะ”
“ก็รอพวกนายอยู่นี้ไงในเมื่อมาช้าฮิโตมิกับฟัวร์โก้ต้องร้องเพลงคู่กันน่ะ!”
“เฮ้ยๆถามความเต็มใจของฮิโตมิก่อนเถอะ”
“ฉันก็ไม่รังเกียจนะค่ะ”
“เห็นไหมล่ะ!”
หึ่ย!ไม่ต้องมาทำหน้าเหมือนอยากพูดว่า 'ยอมร้องซะดีๆ' เลยยัยบ้า
“ถ้าฮิโตมิว่างั้นละก็น่ะ”
จากนั้นยัยซาซากิก็ดันผมกับฮิโตมิให้ไปนั่งฝั่งตรงข้ามแล้วแล้วขยิบตาให้ผมยัยนี้หรือว่า...
“ฉันขอเพลงนี้นะค่ะ”
“KisekiของGreeeenนิ คุณฮิโตมิชอบเพลงรักเหรอ?”
“เปล่าหรอกค่ะส่วนใหญ่ฉันฟังเพลงสบายๆแต่่นี้ฉันชอบฟังเพลงนี้น่ะ”
“แต่ฟัวร์โก้มันฟังแนวเมทัลไม่ใช่เหรอนายร้องได้เหรอ”
“ฉันฟังด้วยกันตอนอยู่ที่บ้านของเธอนั้นแหละตอนแรกก็เฉยๆแต่พอฟังบ่อยๆก็ชอบขึ้นมา”
“งั้นเหรอ~ฟังเพลงนี้ด้วยกันสินะ~”
“มีปัญหาอะไรรึเปล่าซาซากิ”
“เปล่าไม่มีๆเอ้าพวกนายรีบๆร้องสิฉันอยากฟังนะ”
ทำตัวเป็แมวเลยนะยัยนี้
เอาเข้าจริงการร้องเพลงคู่กับฮิโตมิทำผมประหม่านิดหน่อย่แรกเลยมีผิดคีย์บ้างแต่ก็ตั้งหลักได้จนร้องจบอย่างสวยงาม
“ว้าว!ฮิโตมิร้องเพราะมากเลยนะเนี้ย!”
“นั้นสิเสียงดีมากเลยล่ะ”
“ขอบคุณค่ะ”
ทั้งสองคนต่างเอ่ยชมความสามารถในการร้องเพลงของฮิโตมิ ผมเองก็เห็นด้วยเดิมทีเสียงของเธอก็ไพเราะอยู่แล้วพอเธอร้องเพลงก็ต้องขอบอกเลยว่าสุดยอด
“เพราะมากเลยนะ สุดยอดไปเลยฮิโตมิ”
“ฉันต่างหากล่ะคะที่ต้องขอบคุณฟัวร์โก้คุงช่วยปรับจูนจังหวะการร้องให้เข้ากันกับฉันมันเลยออกมาดีขนาดนี้”
“เราต่างปรับเข้าหากันต่างหากไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวหรอก”
ถึงยังไงการที่มันออกมาดีขนาดนี้ก็เป็เพราะพร์ของฮิโตมิผมแค่ช่วยทำให้มันดียิ่งขึ้นก็แค่นั้น
“อุตส่าห์จะแกล้งให้ทั้งสองคนเขินกันสักหน่อยกลายเป็ช่วยจีบซะงั้น แต่ก็ดีแล้วล่ะ”
“เพราะมายะดูถูกความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเกินไปไงตอนอยู่ที่บ้านก็คงชินกันแล้วนั้นแหละ”
“นั้นสิน่ะคู่นี้สงสัยคงขึ้นอยู่กับเวลาแล้วระมั้ง เติมเชื้อไฟอีกนิดดีกว่า”
หืม? ไอสองคนนั้นมันกระซิบกระซาบอะไรกันอีกน่ะนั้น
“จะว่าไปแล้วพวกเราเนี้ยเหมือนมาเดทคู่เลยเนอะ!”
“ก็จริงนะ ฉันคู่กับมายะส่วนฟัวร์โก้ก็คู่กับคุณฮิโตมิ มันก็เหมือนเดทคู่กันจริงๆแหะ”
“ฮะ เฮ้ยพูดอะไรกันเนี้ย!”
ก็จริงพอคิดดูดีๆแล้วสภาพของพวกเราก็เหมือนมาเดทคู่กันจริงๆนั้นแหละเราเองก็คิดอยู่หรอกแต่พอพูดออกมาแล้วทำเอาเขินชอบกล
เรามันพวกไม่มีประสบการณ์เื่ผู้หญิงด้วยสิเวลาแบบนี้ต้องตอบกลับยังไงฟะเนี้ย
“เดทคู่งั้นเหรอคะ...”
หน้าอาจนิ่งก็จริงแต่พอมองจากมุมเราฮิโตมิหูแดงแจเลยแหะ
ในเวลาแบบนี้มันก็คงต้องพูดนั้นแหละนะ
“ถ้าฮิโตมิไม่รังเกียจล่ะก็นะ”
“ฉันไม่รังเกียจฟัวร์โก้คุงหรอกค่ะออกจะชอบด้วยซ้ำ”
...
เธอพูดคำสุดท้ายเบาๆพวกนั้นคงไม่ได้ยินหรอก
แต่ผมที่นั่งข้างๆเธอได้ยินเต็มสองรูหูเลยละครับท่านผู้ชม!
ให้ตายสิน่ารักเป็บ้า!ขอร้องล่ะช่วยเลิกทำแบบนี้ซะทีเถอะ!
แถมตอนพูดยังแอบมองมาทางเราด้วยเหมือนตั้งใจพูดให้เราได้ยินอีกด้วย
ถ้าเธอจะแอบพูดจริงๆน่าจะพูดให้เบากว่านี้ก็ได้แท้ๆ หรือว่าเธอ
ปั้ง!!
มีเสียงดังสนั่นอยู่นอกห้องผมรีบลุกแล้วเปิดประตูออกไปดูก็พบกับพนักงานต้อนรับที่นั่งชันเขาพิงกำแพงอยู่บนหน้ามีรอยฟกช้ำอยู่ด้วย
พอมองไปทางตรงข้ามกับที่เขานั่งก็เจอกับวัยรุ่นสองคนยืนอยู่จากชุดน่าจะเป็โรงเรียนอื่นห้องนั้นเป็ห้องที่เอากระดาษหนังสือพิมพ์บังกระจกเอาไว้
คนอื่นในห้องก็วิ่งออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นซาซากิที่เห็นคุณพนักงานต้อนรับบนพื้นก็ใอย่างมาก
“คุณพนักงานต้อนรับ!”
“ไอพวกสารเลวทำบ้าอะไรเนี้ย!”
“หืม ชิ!ดูเหมือนจะมีผู้เห็นเหตุการณ์เพิ่มขึ้นแล้วแหะ”
ดูเหมือนจะสังเกตุเห็นพวกเราแล้วสินะ
ก็อยากรีบจัดการอยู่หรอกแต่ตอนนี้ต้องเข้าไปช่วยคุณพนักงานต้อนรับก่อน
ผมเดินเข้าไปหามคุณพนักงานต้อนรับให้ลุกขึ้นมา
“ไหวนะครับ?”
“แค่โดนต่อยเองไม่เป็ไรหรอก”
หนึ่งในพวกมันพอเห็นผมช่วยคุณพนักงานต้อนรับก็พูดอย่างไม่สบอารมณ์
“เฮ้ยแกเป็ใครอย่ามาเสือกเื่ชาวบ้านสิวะ!”
ถึงพวกมันสองคนจะยืนบังทางเข้าแต่ก็พอมีทางมองลอดเข้าไปในห้องได้ข้างในผมเห็นผู้ชายอีกสามคนกับผู้หญิงสองคนที่น่าจะเป็พวกเดียวกัน
แล้วก็ผู้ชายที่นอนกองอยู่กับพื้นในสภาพถูกซ้อมจนน่วมกับผู้หญิงที่เสื้อผ้าหลุดหลุ่ย
งี้นี้เองพอจะเข้าใจสถานการณ์แล้ว
ความโกรธค่อยๆปะทุขึ้นอย่างช้าๆในใจผมแต่ควรพาคุณพนักงานต้อนรับไปหลบก่อนตอนนั้นเองที่ฮิโตมิเดินสวนผมแล้วไปยืนประจัญหน้ากับพวกมัน
ผมส่งคุณพนักงานต้อนรับให้พวกเคยามะดูแลแล้วหันดูสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
“พวกคุณต่อยเขาทำไมคะ?”
“ไม่ต้องมายุ่งน่าถอยไปเลยไป!”
“ฉันจะถอยก็ต่อเมื่อคุณบอกฉันว่าคุณต่อยเขาทำไมแล้วเกิดอะไรขึ้นข้างในห้องนั้น”
“เห้ยยัยนี้! พูดไม่รู้เื่ต้องให้ใช้กำลังใช่ไหม!”
เมื่อเห็นว่าฮิโตมิไม่ยอมถอยออกไปเขาก็ง้างมือตบใส่ฮิโตมิแต่พริบตาต่อมาเขาก็ถูกเหวี่ยงลงกับพื้น
“อึก!”
“เห้ยอะไรเนี้ย!หนอยแกคิดว่าเป็ผู้หญิงแล้วฉันไม่กล้าเรอะ!”
เมื่อเห็นเพื่อนตัวเองถูกจัดการอีกคนก็เลยพุ่งมัดใส่แต่ก็หงายหลังลงไปนอนกับพื้นทันที
“สะ สุดยอดเลยฮิโตมิ!”
ก็แน่อยู่แล้วคุณฮิโตมิเป็ลูกของคุณอาราตะถึงจะไม่มีดาบแต่ก็มีศิลปะการป้องกันตัวและการต่อสู้แบบอื่นอยู่ด้วย
ในกรณีนี้คือ ไอคิโดฮิโตมิจัดการคนแรกด้วยการคว้าข้อมือของอีกฝ่ายในตอนที่ตบลงมาแล้วบิดข้อมืออีกฝ่ายเหวี่ยงลงพื้นส่วนอีกคนโดนเบนหมัดไปข้างล่างแล้วใช้ฝ่ามือกระแทกเข้าที่คางจนหงายหลัง
เพราะไม่ได้ตั้งใจให้เจ็บหนักไม่นานอีกฝ่ายก็ลุกขึ้นมาได้แต่ว่าไม่ทันแล้วล่ะ
ที่ฮิโตมิไม่ได้รุนแรงด้วยมากในทีแรกเพราะเธออยากเช็คสถานการณ์ในห้องคาราโอเกะก่อนเป็อันดับแรกเพื่อประเมินวิธีรับมือ
แต่ถ้าสภาพในห้องยังเป็แบบที่ผมเห็นเมื้อสักครู่ล่ะก็...
อีกสองคนที่ลุกขึ้นมาได้ล้อมหลังฮิโตมิเอาไว้แล้วและมีท่าทีโกรธจัด
“เฮ้ยฟัวร์โก้ตอนนี้ควรเข้าไปช่วยรึยังเนี้ย!”
“นายเข้าไปก็เกะกะเธอเปล่าๆน่า”
“เพราะฉันรู้ก็เลยอยู่เฉยๆรอเก็บตัวตกหล่นนี้ไงแต่ตอนนี้เธอถูกล้อมอยู่นะ”
“นายควรห่วงอีกฝ่ายดีกว่านะ”
มองจากตรงนี้ยังรู้เลยว่าฮิโตมิกำลังโกรธจัดอยู่
“เฮ้ยเธอเป็ใครวะเนี้ย!”
“พวกแกกำลังทำบ้าอะไรอยู่!”
“ฉันจะทำอะไรก็เื่ของพวกฉันแต่เธอเถอะรู้ใช่ไหมว่าโดนล้อมเอาไว้แล้ว มาเล่นงานเพื่อนฉันแบบนี้มันไม่จบง่ายๆแน่”
“เฮ้ไม่เอาน่าผู้หญิงเขาอยากรู้ก็บอกไปสิ พวกเรากำลังจะล่อหญิงอยู่ไงล่ะแต่ไอเหี้ยนี้มันดันมาทำตัวอวดดีพูดว่า 'อย่ามายุ่งกับแฟนฉันนะ!' พวกเราก็เลยสั่งสอนไปนิดหน่อยนะให้ตายสิกำลังจะได้เย็ดอยู่แล้วแต่ไอพนักงานเฮงซวยดันเข้ามาคัดพวกฉันก็เลยต่อยซักเปรี้ยงเป็ไงพอใจรึยังเอ่ย”
ผมค่อยเดินไปหน้าห้องโดยไม่ให้พวกมันรู้ตัวเพื่อดูสถานการณ์
เ้าพวกนี้พูดคุยเป็ตัวร้ายกระจอกเลยแหะ
“ปล่อยพวกเขาซะ”
“เฮ้ยๆๆคิดว่าตัวเองเป็ใครกันห้ะ!แค่สู้เก่งนิดหน่อยอย่ามาทำปากดี”
“ฉันจะพูดอีกครั้งปล่อยพวกเขาไปซะ”
“เห้อ เธอนี้มันพูดไม่รู้เื่เลยรึไงก็ได้ฉันจะปล่อยเ้าพวกนี้ไปก็ได้ แต่เธอต้องมาแทนไอผู้หญิงคนนั้นนะแล้วก็อย่าคิดใช้ความรุนแรงเชียวเธอคิดว่าจะจัดการผู้ชาย5คนได้รึไง”
มาไม้นี้เหรอโคตรสวะเลยนี้หว่านี้ไม่ใช่ในอนิเมะเฮ็นไตนะที่พวกผู้หญิงจะโง่น่ะ
เอาเถอะปากนะห้ามกันไม่ได้แต่ถ้ามือพวกแกกล้าแตะต้องเธอละก็ฉันฆ่าไม่เลี้ยงแน่
ฮิโตมิเดินไปหาไอเวรที่พูดกับเธอดูเหมือนมันกำลังเข้าใจอะไรผิดอยู่เพราะมันกำลังยิ้มใหญ่เลย
“ฮ่าฮ่าฮ่าต้องได้งี้สิเธอนี้แม่งสวยกว่ายัยผู้หญิงนั้นเยอะเลยวะแถมยังเบิ้มอีกซะด้วย”
กร็อบ!
เสียงเหมือนอะไรหักดังลั้นห้อง
ฮิโตมิเตะเสยคางไอเ้าคนปากมากจนฟันหลุดกระเด็น
สลบไปโดยไม่ทันได้ร้องด้วยซ้ำพวกผู้หญิงที่ตอนแรกหัวเราะคิกคักตอนนี้กำลังตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่
ผู้ชายอีกสองคนในห้องลุกขึ้นพยายามจัดการกับเธอแต่ก็โดนสวนกลับทีเดียวน็อคทั้งคู่
ส่วนพวกที่ยืนอยู่หน้าประตูพอเห็นท่าไม่ดีก็พยายามจะหนีผมเลยอัดให้น็อคอยู่ตรงนั้น
“ไม่เป็อะไรแล้วนะคะ”
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ!”
“ขะ ขอบคุณมากครับ! ทะที่ช่วยแฟนผมเอาไว้ ถ้าคุณไม่มาละก็...”
“ฉันยินดีค่ะ แต่คุณเนี้ยสุดยอดเลยนะคะสะบักสะบอมขนาดนี้แท้ๆแต่ก็ยังห่วงแฟนมากกว่าตัวเอง”
“เพราะงี้แหละค่ะฉันถึงรักเขา”
ฝ่ายหญิงกุมมือฝ่ายชายแล้วยิ้มให้กันและกัน
หลังจากนั้นไม่นานผู้จัดการร้านก็โผล่มาดูเหมือนพนักงานคนอื่นจะไปเรียกตัวเขาได้ทำการขอโทษคู่รักที่โดนทำร้ายและยินดีจ่ายค่ารักษาพยาบาลและเงินเยียวยาให้แล้วเขาก็มาขอบคุณพวกเราที่ช่วยจัดการไม่ให้เกิดเื่เลวร้ายขึ้นในร้านของเขาเขารับปากกับพวกเราว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกแล้วลากพวกที่ก่อเื่ไปส่งตำรวจข้อหาก่อความวุ่นวายทำร้ายร่างกาย และพยายามข่มขืน
พอเจออะไรแบบนี้เข้าไปก็ไม่มีอารมณ์สนุกต่อพวกเราจึงแยกย้ายกันกลับบ้านซาซากิกลับไปกับเคยามะ ส่วนผมกับฮิโตมิอยู่ทางเดียวกัน
แต่ให้ตายสิเกิดเื่วุ่นขึ้นกับผมสองวันติดเลยมันเป็สัญญานของอะไรรึเปล่านะ
“วันนี้เธอเท่มากเลยนะ”
ระหว่างทางกลับฮิโตมิดูซึมๆผมเลยหาอะไรคุยเล่นกับเธอ
“ฉันอยากให้ฟัวร์โก้คุงเห็นด้านน่ารักๆของฉันมากกว่าแท้ๆนะคะ”
“ฉันรู้จักด้านนี้ของเธออยู่แล้วเธอก็รู้ไม่ใช่เหรอและฉันก็ชอบมันด้วย”
“ผู้หญิงที่ใช้ความรุนแรงเนี้ยนะคะ?”
“ผู้หญิงที่ดูแลตัวเองและปกป้องคนรอบข้างได้ต่างหาก”
ผมตั้งใจพูดคำนี้เพื่อให้ฮิโตมิได้ยินมันชัดๆ
เธอหยุดเดินแล้วคว้าไหล่ของผมไว้ก่อนที่จะยื่นหูฟังข้างหนึ่งมาให้ผม
“นี้คือ?”
“ฉันไม่คิดจะให้คนพวกนั้นมาทำลาย่เวลาดีๆหรอกนะคะ”
รอยยิ้มของเธอที่พูดแบบนั้นมันช่างน่าหลงไหลพอรวมเข้ากับประโยคที่เธอพูดใจผมก็ยิ่งเต้นแรง
ผมรับหูฟังมาใส่เพลงที่เธอเปิดคือเพลงKisekiที่พวกเราร้องด้วยกันวันนี้
ท้องฟ้าย่ำสนธยาแปลเปลี่ยนทิวทัศน์รอบข้างเป็สีส้มผมกับเธอฟังเพลงที่ฟังด้วยกันทุกวันด้วยหูฟังที่ใช้ด้วยกันประจำพลางเดินบนทางเท้าที่เต็มไปด้วยผู้คน
ผมรู้สึกเหมือนกับว่าโลกใบนี้มีแค่เราเพียงสองคนแค่ผมกับเธอเพียงสองคน บางทีเธอเองก็คงคิดแบบเดียวกัน
มือของพวกเรากุมเข้าหาดันั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบถ้าเป็ตามปกติเธอคงมองจิกผมอย่างเขินๆไปแล้วแต่ใน่เวลานี้พวกเราต่างปราถนากันและกัน
ถ้าเป็เมื่อ3เดือนก่อนผมคาดไม่ถึงแน่ว่าจะได้เจอคนที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างในใจของผมแบบนี้เธอช่วยปัดเป่าความโดดเดี่ยวในใจของผมที่แม้แต่ตาแก่ก็ทำไม่ได้
นี้คือสิ่งที่เขาเคยพูดไว้กระมังว่า 'ผู้ชายทุกคนจะมีสภาพจิตใจที่เปลี่ยนไปเมื่อได้รักใครสักคน'
เฮ้ยตาแก่ตอนนี้ผมอาจเข้าใจความหมายของมันแล้วก็ได้
“อยู่กับฉันจนกว่าคุณพ่อจะกลับมาได้ไหมคะ”
“อืม”
กระชับมือที่กุมอยู่ให้แน่นยิ่งขึ้นระยะห่างตอนเดินใกล้ชิดกันมากขึ้น หัวใจของพวกเราเข้าใกล้กันมากยิ่งขึ้น ผมรู้ดีว่าอีกฝ่ายรู้สึกยังไงกับผมและเธอเองก็คงรู้เหมือนกัน ไม่จำเป็ต้องพูดออกไปแต่ความรู้สึกของพวกเราก็เข้าใจกันเป็อย่างดี
ถ้าเป็ไปได้ก็อยากให้่เวลาแบบนี้ดำเนินไปตลอดกาล