ฟางเยว่เดินไปยังรถลากคันสุดท้าย พร้อมกับเปิดผ้าคุลมออก “ตอนนี้เราก็มาถึงโอสถตัวที่สาม ซึ่งเป็นโอสถตัวสุดท้ายกันแล้ว”
“โอสถตัวที่ทุกท่านเห็นอยู่นี้คือโอสถที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มพูนพลังลมปราณให้แก่ผู้ใช้ได้มากกว่าโอสถลายครามที่นำออกประมูลเมื่อก่อนหน้านี้อยู่ถึงห้าเท่า มันคือโอสถระดับสองขั้นต้นมีชื่อว่าโอสถไพรเขียว โอสถตัวนี้นอกจากจะยกระดับพลังลมปราณให้แก่ผู้ใช้แล้ว มันยังมีคุณสมบัติพิเศษในการกำจัดและป้องกันพิษได้มากถึงหนึ่งร้อยชนิด โดยเฉพาะพิษของสัตว์อสูรที่อยู่ในขอบหลอมกายาและขอบเขตหลอมดวงจิต”
ฟางเยว่หยิบโอสถไพรเขียวขึ้นมาให้ทุกคนได้เห็น “ราคาเริ่มต้นของโอสถไพรเขียว คือถุงละเจ็ดร้อยเหรียญทอง”
“เจ็ดร้อยเหรียญทองเลยหรือ!” โม่เฟิงผู้เป็นเจ้าของสูตรโอสถไพรเขียวตกใจกับราคาที่ฟางเยว่ได้ประกาศออกมา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้เข้าประมูลคนอื่น ๆ ที่ได้แต่อ้าปากค้างไปตาม ๆ กัน
เห็นสีหน้าที่ตกใจของผู้เข้าประมูลทุกคน ฟางเยว่จึงเริ่มชี้แจงเหตุผล “ทุกท่านคงรู้อยู่แล้ว ว่าโอสถที่อยู่ตั้งแต่ระดับสองขึ้นไป การปรุงพวกมันขึ้นมานั้น จะต้องควบคุมอุณหภูมิในเตาหลอมให้เหมาะสมต่อวัตถุดิบที่ใช้ ซึ่งการที่จะทำเช่นนั้นได้ ผู้ที่ปรุงต้องผ่านการฝึกฝนจนชำนาญ ถึงจะสามารถปรุงโอสถพวกนี้ขึ้นมาได้
โดยโอสถไพรเขียวที่นำออกมาประมูลในวันนี้ เป็นโอสถที่ท่านมู่ฟางได้ใช้เวลาในการปรุงถึงหนึ่งเดือนเต็ม ๆ และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับโอสถระดับสองขั้นต้นชนิดอื่น ๆ ราคาของมันก็ไม่ได้สูงไปกว่ากันเลย”
ตระกูลเฟิงไม่ได้สนใจราคาเริ่มต้นของโอสถไพรเขียว เพราะไม่ว่ามันจะราคาสูงแค่ไหน ตระกูลของเขาก็ต้องได้มันกลับไป
“เจ็ดร้อยสามสิบเหรียญทอง!”
เมื่อตระกูลเฟิงเริ่มประมูล สองตระกูลที่เหลือก็เสนอราคาเพิ่มขึ้นอีก
“เจ็ดร้อยสี่สิบเหรียญทอง!”
“เจ็ดร้อยห้าสิบเหรียญทอง!”
......
“เก้าร้อยห้าสิบเหรียญทอง!”
บรรยากาศการต่อสู้เพื่อให้ได้โอสถไพรเขียวมาครอบครองเป็นไปอย่างดุเดือด ตระกูลยินและตระกูลหลินต่างมีสีหน้าที่เคร่งเครียด ถ้าหากพวกเขาเสนอราคาแข่งกับตระกูลเฟิงที่มีสถานะทางการเงินดีกว่า ราคาประมูลของโอสถไพรเขียวอาจจะมากถึงหนึ่งพันเหรียญทอง ซึ่งอาจทำให้เงินของพวกเขามีไม่พอสำหรับโอสถไพรเขียวถุงถัด ๆ ไป ทั้งสองตระกูลจึงตัดสินใจหยุดการเสนอราคาเอาไว้เพียงเท่านี้ ปล่อยให้ตระกูลเฟิงได้มันไปก่อน
โม่เฟิงเฝ้าดูการการแข่งขันราคาของโอสถไพรเขียว พร้อมกับคิดคำนวณกำไรที่ตนสมควรจะได้ในทันที หากโอสถทั้งสิบถุงถูกประมูลไปด้วยราคานี้ ยอดเงินที่จะได้จากการประมูลอาจสูงถึงหนึ่งหมื่นเหรียญทองเลยทีเดียว
ถ้าหักต้นทุกนออกไปแล้วน่าจะเหลืออยู่ประมาณห้าพันเหรียญทอง ดังนั้น..ส่วนแบ่งที่เขาจะได้จากมันจะอยู่ที่สองพันเหรียญทอง และยังไม่รวมผลกำไรจากโอสถทับทิมแดงและโอสถไพรเขียวที่ถูกประมูลออกไปก่อนหน้านี้ กำไรที่เขาจะได้จากพวกมันอาจมากถึงสามพันเหรียญทอง!
โม่เฟิงมองดูสามตระกูลใหญ่ยื้อแย่งโอสถไพรเขียวอย่างสบายอารมณ์ พลางคิดในใจว่า “ไม่คิดเลยว่าการนำสูตรโอสถจากบันทึกภูติมาปรับแต่งเพียงเล็กน้อย จะทำกำไรให้ข้าได้มากมายขนาดนี้ หากข้านำสูตรโอสถที่ดีกว่านี้ออกมาจะเป็นเช่นไร มิแตกตื่นกันไปเลยหรือ?”
แม้จะคิดได้เช่นนั้น แต่การนำสูตรโอสถระดับสูงออกมากลับยิ่งเป็นภัยร้าย เพราะหากมีคนรู้ว่าตัวเขานั้นมีสูตรโอสถนับพันเก็บเอาไว้ คงจะเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้น..ถ้าไม่จำเป็น เขาจะไม่มีทางนำสูตรโอสถหรือความรู้ที่มีอยู่ออกมาใช้ประโยชน์เหมือนกับครั้งนี้เป็นอันขาด
ภายในห้องโถงประมูล การประมูลโอสถวิเศษของทั้งสามตระกูลเป็นไปอย่างดุเดือด บัดนี้ถูกตระกูลเฟิงประมูลไปได้ถึงห้าถุงเหลืออีกเพียงแค่ห้าถุงเท่านั้น นับว่าสร้างความกดดันให้กับตระกูลยินและตระกูลหลินอยู่ไม่น้อย
แต่หลังจากตระกูลเฟิงประมูลไปได้ห้าถุง พวกเขาก็ไม่ได้เสนอราคาขึ้นมาอีก จึงเหลือเพียงสองตระกูลเท่านั้นที่กำลังห้ำหันราคากันอย่างบ้าคลั่ง
“เก้าร้อยสามสิบเหรียญทอง!”
“เก้าร้อยสี่สิบเหรียญทอง!”
ตระกูลยินเสนอราคาที่เก้าร้อยสี่สิบเหรียญทอง หลันเทียนมองจิ่วฉีและจิ่วซาด้วยรอยยิ้ม ก่อนเสนอราคาอย่างก้าวกระโดดเพื่อข่มขวัญอีกฝ่าย “หนึ่งพันเหรียญทอง!”
จิ่วฉีและจิ๋วซาได้ยินเช่นนั้นถึงกับนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะเสนอราคาเพิ่มขึ้นอีก
“หนึ่งพันกับอีกสิบเหรียญทอง!”
เห็นอีกฝ่ายยังไม่ยอมถอย หลันเทียนเสนอราคาอีกครั้งด้วยเสียงที่หนักแน่น “หนึ่งพันห้าสิบเหรียญทอง”
ราคาของโอสถไพรเขียวตอนนี้ มากกว่าราคาของโอสถไพรเขียวที่ตระกูลเฟิงนั้นประมูลไปก่อนหน้าถึงหนึ่งร้อยเหรียญทอง จิ่วฉีและจิ่วซาเริ่มเอะใจ “หรือว่ามันจงใจปล่อยโอสถลายครามให้กับพวกเรา แล้วนำเงินทั้งหมดมาทุ่มให้กับโอสถไพรเขียว?”
เมื่อเห็นรอยยิ้มของหลันเทียน จิ่วฉีและจิ่วซาก็ยิ่งมั่นใจว่าความคิดของพวกเขานั้นถูกต้อง “ฮ่า ๆ ๆ ๆ หลันเทียนมันเจ้าเล่ห์กว่าที่เจ้าคิดเอาไว้”
จิ่วซาหัวเราะออกมาเสียงดัง แต่จิ่วฉีกลับไม่รู้สึกขบขันสักนิด เขาจ้องมองหลันเทียนด้วยใบหน้าดำคล้ำ
ด้วยสถานะทางการเงินของทั้งสองตระกูลที่ใกล้เคียงกัน จึงจำเป็นต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมในการประมูล ซึ่งทั้งสองต่างก็รู้ตัวอยู่แล้ว ว่าในตระกูลของตนนั้น มีคนจากอีกฝ่ายหนึ่งแฝงตัวเข้ามาสอดแนมอยู่ หลันเทียนจึงจงใจปล่อยข่าวให้อีกฝ่ายทราบถึงจำนวนเงินที่เขาจะใช้ในการประมูล และแอบโยกย้ายเงินจากส่วนอื่นมาแบบลับ ๆ สิ่งที่เขาทำก็คล้ายกับที่จิ่วฉีทำนั่นเอง
แต่เพื่อให้มั่นใจว่าเงินที่มีอยู่เพียงพอต่อการประมูลโอสถที่สำคัญ เขาเลยตั้งใจปล่อยให้ตระกูลยินประมูลโอสถทับทิมแดงและโอสถลายครามไปได้มากกว่า และเก็บเงินส่วนมากเอาไว้ใช้ในการประมูลโอสถไพรเขียว
การประมูลโอสถไพรเขียวดำเนินต่อไป ผลของการประมูลได้ถูกฟางเยว่ประกาสออกมาอย่างต่อเนื่อง
โอสถไพรเขียวถุงที่หกตกเป็นของตระกูลหลิน! ถุงที่เจ็ดเป็นของตระกูลยิน! ถุงที่แปดตกเป็นของตระกูลหลิน! ถุงที่เก้าตกเป็นของตระกูลหลิน และถุงที่สิบตกเป็นของตระกูลหลินในราคาหนึ่งพันหกสิบเหรียญทอง!”
ตึ้ง!
หลังจากการประมูลโอสถไพรเขียวถุงที่สิบได้สิ้นสุดลง จิ่วฉีใช้กำปั้นทุบลงบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิด เขาไม่ค่อยพอใจนักที่หลันเทียนประมูลโอสถไพรเขียวไปได้มากถึงสี่ถุง ส่วนตนเองกลับประมูลมาได้แค่ถุงเดียว “รอก่อนเถอะ อีกไม่นาน เมืองตะวันดับแห่งนี้จะไม่มีตระกูลหลินให้รกหูรกตาข้าอีกต่อไป!”
ฟางเยว่ประกาศจบการประมูลโอสถ และพาทุกคนเข้าสู่การประมูลของชิ้นสุดท้าย “การประมูลโอสถวิเศษจบลงไปแล้ว ตอนนี้ก็มาถึงของชิ้นสุดท้าย วัตถุปริศนาที่แม้แต่นักอาคมระดับสูงยังไม่อาจประเมินระดับและราคาของมันออกมาได้”
บ่าวรับใช้รูปร่างบึกบึนถึงสี่คน ช่วยกันเข็นวัตถุขนาดใหญ่ที่ถูกคลุมเอาไว้ด้วยผ้าสีดำออกมาจากหลังม่าน
ฟางเยว่ดึงผ้าคลุมสีดำออก วัตถุขนาดใหญ่สูงถึงประมาณห้าสิบจั้ง รูปร่างคล้ายกับกระถางธูปสามขาสีเหลืองทอง แต่มีฝาปิดด้านบน ตรงกลางสลักเอาไว้ด้วยตัวอักษรคำว่า ‘โทสะ’
“กระถาง?” ผู้เข้าประมูลหลายคนที่ไม่ได้ฝึกฝนพลังลมปราณ ย่อมไม่อาจสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ของกระถางใบนี้ได้ พวกเขาเห็นมันเป็นแค่กระถางที่มีขนาดใหญ่โตกว่าปกติใบหนึ่งเท่านั้น
แต่สำหรับผู้ที่ฝึกฝนพลังลมปราณ ยามที่ผ้าคลุมถูกดึงออก พวกเขาย่อมสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณอันเกรี้ยวกราดที่สาดกระจายออกมาจากตัวกระถางได้อย่างชัดเจน ทำเอาหลายคนต้องหลุดปากออกมาว่า “นี่มันพลังบ้าบออะไรกันนี่ ทำไมถึงได้เกรี้ยวกราดเช่นนี้!”
เมื่อได้สัมผัสกับพลังวิญญาณที่เกรี้ยวกราด ใบหน้าของโม่เฟิงที่เคยเรียบเฉยมาตลอดการประมูลก็แปรเปลี่ยนไป
ขณะที่โม่เฟิงกำลังจ้องมองกระถางใบดังกล่าว เสียงของโม่กุ่ยก็ดังขึ้น “โฮ่ วัตถุวิเศษระดับสวรรค์!”
แม้จะรู้ว่ากระถางที่อยู่ตรงหน้านั้นแตกต่างจากของชิ้นอื่น ๆ แต่เขาก็ไม่รู้ว่ามันคือวัตถุวิเศษระดับสวรรค์ และจากคำพูดและน้ำเสียงของโม่กุ่ย ดูวัตถุชิ้นนี้คงเป็นวัตถุวิเศษระดับสวรรค์จริง ๆ ดังนั้นมูลค่าของมันย่อมไม่อาจที่จะตีค่าออกมาเป็นตัวเงินได้!
ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่ากระถางหลอมโทสะใบนี้ใช้ทำอะไรได้บ้าง แต่เขาก็มั่นใจว่ามันจะต้องทำประโยชน์ให้กับตนเองได้อย่างแน่นอน
ฟางเยว่ได้เริ่มกล่าวถึงความพิเศษของกระถางใบนี้
“กระถางหลอมโทสะใบนี้ถูกขุดพบในหุบเขาไพรอสูรเมื่อสามเดือนก่อน ซึ่งผู้ที่ค้นพบนั้น ได้นำกระถางใบนี้ไปให้นักอาคมระดับสูงทำการประเมินดู ผลปรากฏว่า ไม่มีท่านใดสามารถไขความลับทั้งหมดของกระถางใบนี้ออกมาได้เลย”
“เมื่อไม่อาจไขความลับออกมาได้ทั้งหมด พวกเขาจึงจัดให้มันเป็นวัตถุวิเศษระดับสี่ขั้นสูงเอาไว้ก่อน ส่วนราคาตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีมูลค่าเท่าไหร่ แต่ถึงจะยังไม่อาจไขความลับทั้งหมดของมันออกมาได้ นักอาคมระดับสูงก็ได้ทำการยืนยันแล้ว ว่ากระถางใบนี้สามารถใช้เป็นเตาหลอมศาสตราวุธ ช่วยยกระดับพลังให้กับศาสตราวุธทุกชิ้นที่ใส่ลงไปในกระถางได้อย่างน้อยหนึ่งขั้น”
“ยกตัวอย่างเช่นศาสตราวุธระดับหนึ่งขั้นสูงชิ้นนี้” ฟางเยว่หย่อนดาบเล่มหนึ่งใส่ลงไปในกระถางหลอมโทสะ ก่อนจะปิดฝา
ยามที่ฝาปิดลง ตัวอักขระที่สลักเอาไว้รอบกระถางได้เปล่งแสงสว่างออกมา พลังลมปราณที่ล่องลอยอยู่ในอากาศถูกดูดเข้าสู่ตัวกระถาง บีบอัดเข้าสู่ตัวศาสตราวุธที่อยู่ด้านใน
วูมมมมม ฟู่ ฟู่ ฟู่!
พลังลมปราณถูกอัดแน่นอยู่ในกระถาง มันมากซะจนจนกลายเป็นไอน้ำระเหยออกมาตามช่องว่าง ก่อนที่ตัวกระถางหลอมโทสะทั้งใบจะเปล่งแสงสีเหลืองเจิดจ้า
กระถางหลอมโทสะเปล่งแสงสว่างอยู่ไม่นานก่อนที่จะสงบลง ฟางเยว่จึงสั่งให้บ่าวรับใช้เปิดฝาออก ก่อนจะหยิบดาบที่อยู่ด้านในออกมา
วีนาทีที่ดาบเล่มดังกล่าวถูกหยิบออกมาจากกระถาง ผู้เข้าประมูลทุกคนต่างส่งเสียงโห่ร้องออกมาอย่างตกใจ
โอ้วว! ว้าววว!
“ทุกท่านเห็นกันแล้วใช่หรือไม่ ว่าดาบระดับหนึ่งขั้นสูงที่ข้าได้ใส่ลงไปนั้น ตอนนี้กลายเป็นดาบระดับสองขั้นต้นไปแล้ว และด้วยความสามารถในการยกระดับพลังให้กับศาสตราวุธนี้เอง ถึงจะมีความเสี่ยงในการทำให้ศาสตราวุธที่ใส่ลงไปแหลกสลายอยู่ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้มันกลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่ใครหลายคนอยากจะได้มันไปใว้ในการครอบครอง”
จิ่วซาหันไปหาจิ่วฉี “กระถางใบนี้ล้ำค่ามาก หากผู้ใดได้มัน จะสามารถทำเงินได้อีกมหาศาล”
จิ่วฉีมีสีหน้าเคร่งเครียด แม้จะเตรียมเงินมาเผื่อไว้สำหรับของประมูลชิ้นสุดท้าย แต่เมื่อดูจากความพิเศษของกระถางหลอมโทสะใบแล้ว ตระกูลเฟิงคงจะไม่ยอมถอยง่าย ๆ เป็นแน่
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พี่โม่จะได้กระถางใบนี้ไปครอบครองหรือเปล่าน้า 5555+
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ