บทที่ 3 เวลา 00.00 น. (Happy Birthday To You)
ขณะนี้เวลา 23.00 น.
“เห้ออ” เสียงใสถอนหายใจหลังออกมาจากห้องเปลี่ยนเสื้อ ในใจของสาวน้อยยังคงแค้นไม่หาย สิ่งที่เห็นนั่นมันไม่ใช่ฝัน ความรู้สึกที่ทำให้ต้องขนลุกขนพอง ความเยือกเย็นจากั์ตาสีแดงนั่นมันคือเื่จริง
“เรียบร้อยแล้วสินะครับ” ชายหนุ่มถามแล้วรีบลุกขึ้นเมื่อเห็นเธอกำลังเดินมา แต่อีกฝั่งก็ไม่ได้สนใจทีท่ารีบเดินผ่านแล้วตอบกลับเขาไปแบบห้วนๆ
“ค่ะ เสร็จแล้ว”
“ถ้างั้นเราไปกันเถอะครับ ผมมีร้านเหล้าดีดีที่รู้จักอยู่” เขาแนะนำแต่กลับถูกเธอปฏิเสธอย่างไว
“ไม่เป็ไรค่ะ ฉันว่าเราดื่มโซจูกันตามร้านอาหารข้างทางจะดีกว่า”
ร่างเล็กรีบวิ่งไปอย่างเร็วจี๋ตอนนี้เธอไม่ได้มีอารมณ์จะเสวนาด้วย เพราะความโกรธมันยังคงค้างคาใจเธออยู่ไม่รู้มันเป็เพราะอะไรเหมือนกัน
“อ่ะ…เดี๋ยวสิครับรอผมด้วย” ชายหนุ่มรีบหยิบเสื้อโค้ทที่วางไว้แล้วรีบตามเธอไปในทันที
จากตอนแรกเป็ฝ่ายที่นั่งรออยู่ดีดีก็ถูกเปลี่ยนบทให้กลายเป็ผู้ตามเสียอย่างนั้น
‘นี่เธอเป็บ้าอะไรกัน’ เขาทำได้แต่สงสัย
จากภาพในตอนแรกที่เป็หญิงสาวแสนสวยและดูสุภาพเรียบร้อย แต่พอเวลาผ่านไปไม่นานกลับกลายเป็คนเ็าแถมยังใจร้อนอีกทำไมความรู้สึกและอารมณ์ของเธอถึงเปลี่ยนไปมาได้รวดเร็วขนาดนั้น
ส่วนตัวเธอก็เหมือนกันจากทีท่าในตอนแรกที่ว่าเหมือนจะตกหลุมรัก ทำไมมันกลับตาลปัตรเป็รู้สึกแค่เฉยๆ นี่ถ้าเกิดว่าเธอไม่เผลอตกปากรับคำว่าจะไปกับเขาั้แ่แรกเธอคงรีบวิ่งหนีกลับบ้านไปนอนแล้ว
‘แกร๊ก’
หญิงสาวเปิดประตูแล้วรีบเดินออกไปส่วนฝ่ายชายก็ได้แต่รีบเดินตามไม่มีเวลาให้ได้คุยกันเลยแม้แต่เพียงเสี้ยววินาทีเดียว
“โอ๊ะ โอ๊ะ โอ๋” แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องถูกหยุดเมื่อมีสิ่งหนึ่งกำลังยืนขวางเธอไว้
ใช่แล้ว เหล่าฝูงชนและสาวใหญ่ร่างกำยำใส่เสื้อเชิ้ตลายดอกไม้บวกกับกลิ่นผลไม้แสบจมูกเขาคนนั้นไม่ใช่ใคร
“ว่ายังไง อาเจ๊”
“เป็ยังไงบ้างล่ะ ยัยเด็กผีบ้า”
ทั้งสองตาต่างจ้องเขม็งใส่กันราวกับอยู่ในฉากหนังย้อนยุคตอนกลาง ‘ใครหยิบดาบได้ก่อนก็ชนะไป’
“ฮึๆๆ หนูกำลังคิดอยู่เลยว่าจะเอายังไงกับเจ๊ดี”
“ฉันก็กำลังคิดอยู่ว่าจะต้องหักเงินเดือนเธอเท่าไหร่ถึงจะดีเหมือนกัน โฮ๊ะๆๆ”
‘ฉึก!’ ฝ่ายของหญิงสาวถูกฟันไปแล้วหนึ่งแผลแต่มันยังตื้นอยู่ เธอปาดเหงื่อด้วยใจที่ยังสู้แล้วรีบสวนกลับไปในทันควัน
“แต่ถ้าเจ๊หักเงินเดือนหนูก็น่าจะรู้อยู่ว่าหนูจะงี่เง่าขนาดไหน”
“ฉันก็แค่จ้างงานคนใหม่มันยากตรงไหนกัน”
‘ฉัวะ’ แผลซ้ำย้ำที่เดิมเป็ครั้งที่สองแต่เธอยังทนไหว นิ้วมือของเธอเริ่มหงิกงอราวกับอยากจะใช้กำลังในการแก้ปัญหา
“ขอร้องล่ะอย่าให้หนูต้องใช้กำลัง เจ๊เองก็น่ารู้ดีว่าหนูต่อสู้เก่งแค่ไหนในย่านกรุงโซลไม่มีใครสู้หนูได้สักคน”
“ก็ถ้าไอ้คนที่สอนวิชาการต่อสู้ให้เธอมันไม่ใช่ตัวฉันเอง ฉันก็อาจจะลองกลัวคำที่เธอพูดอยู่นิดหน่อยล่ะนะยะ”
‘อ๊าก’ และนี่คือแผลสุดท้ายจากการต่อสู้ที่เชือดเฉือนกันด้วยลมปาก ร่างเล็กนั่นล้มลงเธอพ่ายแพ้คุณเชอร์รี่อย่างหมดรูปด้วยสกอร์สามต่อศูนย์ เหมือนอย่างที่เธอเคยบอกในตอนแรก ไม่มีวันที่เธอจะชนะคุณเชอร์รี่ได้หรอก
ในขณะที่สาวน้อยกำลังช็อคอยู่เพราะถูกแทงใจดำ สายตาของคุณเชอร์รี่นั้นก็หันไปเหลือบมองอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“เอ่อ…มีอะไรหรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงกล้าๆกลัวๆ
สายตาอันแหลมคมดั่งเหยี่ยวจ้องราวกับจะตะครุบเหยื่อ เขามองชายคนนั้นตาไม่กะพริบจนอีกฝ่ายต้องเดินถอยหลังไปสองสามก้าว
ในขณะที่ถูกจ้องอยู่นานหนึ่งในฝูงชนที่อยู่ด้านหลังคุณเชอร์รี่ก็ะโลั่นออกมา
“แหม่ๆ จะไปเดทกันเหรอจ๊ะ น่าอิจฉาชีวิตวัยรุ่นเสียจริ๊ง”
“ก็นั่นน่ะสิจ๊ะพวกเธอ ขนาดฉันเห็นหนุ่มหล่อนี่ตัวฉันยังอยากเก็บเอาไว้กินเองเสียจริงๆ” คำพูดที่ดูน่ารักแต่อัดแน่นไปด้วยบรรยากาศที่น่าขนลุก คุณเชอร์รี่ตอบกลับด้วยเสียงใส ทำให้อีกฝ่ายที่กำลังถูกพูดถึงทำได้แต่ยิ้มแห้งๆใส่ไปทั้งอย่างนั้น
“ฮะๆ ก็ว่าจะไปกินโซจูกันแล้วก็กลับน่ะครับ”
“แหม่ๆ ไปกินโซจูกันด้วยแต่..” มือั์ใหญ่จับเข้าที่ปลายไหล่ของชายคนนั้น
“ระวังไว้ด้วยล่ะ แถวนี้มันอันตราย” เขาพูดพร้อมกับใช้สายตาคู่เดิมจู่โจมเข้าไปโดยตรง ตัวของเขาเริ่มสั่นแต่ผ่านไปไม่นานคุณเชอร์รี่ก็เอามือลง
“เอาล่ะทุกคนกลับเข้าร้านกันเถอะวันนี้ฉันอารมณ์ดี จะเลี้ยงทุกคนเอง”
“เย้!!!” ทุกคนะโลั่นด้วยความดีใจต่างพากันวิ่งกลับเข้าไปในร้านทิ้งไว้ให้เหลืออยู่กันแค่สองคน
“...”
บรรยากาศเหลืออยู่แต่ความเงียบงันฝั่งนึงกำลังนอนตายกลายผักไร้ิญญาส่วนอีกฝั่งก็กลัวจนตัวสั่นเป็เ้าเข้า
‘จะเอายังไงต่อไปกันดีเนี่ย!!!’ ต่างฝ่ายต่างคิด
แต่โชคดีฝ่ายชายได้สติก่อนเขาจึงเดินไปสะกิดเรียกเอาทุกอย่างที่กำลังจะออกไปจากร่างนั้นให้กลับมา
“คุณ! เป็ยังไงบ้างยังโอเคอยู่ใช่ไหม?” และมันได้ผลเสียงเรียกทำให้สติของเธอฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง
“อ๋อคะ..ค่ะ ฉันไม่เป็ไร” น้ำเสียงตะกุกตะกักกล่าวก่อนจะใช้มือปัดฝุ่นและค่อยๆลุกขึ้น สายตาเล็กๆกวาดตามองเธอเห็นผู้ชายคนนั้นยื่นมือส่งมาให้
“นี่ครับ…จับเอาไว้สิ” รอยยิ้มและความอบอุ่นนั่นมันทำให้อีกฝ่ายถึงกับหน้าแดง เธอใช้มือข้างที่สะอาดจับมือของเขาเอาไว้
“เอ่อ…ขอบคุณค่ะ”
‘จริงๆแล้วเขาก็นิสัยดีใช้ได้นะ’ เธอคิดแบบนั้น
“เอาล่ะ จะไปกันได้หรือยังครับ? พวกเรายังไม่ได้กินโซจูด้วยกันเลยนี่นา?” เมื่อพูดจบฝ่ายชายก็นำไปก่อนส่วนตัวคนที่กำลังเขินจนตัวงอก็ค่อยๆเดินตามไป
ขณะนี้เวลา 23.30 น.
ท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเหน็บไปด้วยหิมะสองชายหญิงกำลังนั่งอยู่ในร้านโพจังมาจาร้านอาหารที่ถูกคลุมด้วยผ้าใบใสสีแดง ฝ่ายหนึ่งกำลังนั่งยิ้มยินดีมีความสุขซึ่งขัดกับอีกคนที่กำลังนั่งมองอย่างตกตะลึง
“เอ้า!! ชน!!!” สิ้นเสียงกระทบแก้วหญิงสาวก็กระดกเหล้าเข้าปาก นี่ถือเป็เวลาสุขสุดยอดราวดั่งกับขึ้นไปอยู่บนสรวง์ มันนานมากแล้วที่เธอไม่ได้ดื่มด่ำกับรสชาติหวานที่เหม็นสาบกลิ่นแอลกอฮอล์นี่ ชีวิตอันแสนขมขื่นต้องทำงานใช้ชีวิตไปวันๆ ถ้าไม่ติดว่ามีคนเลี้ยงตัวเธอนั้นคงไม่มีวันยอมจ่ายเพื่อซื้อเหล้าขนาดขวดเท่าฝ่ามือนี้แน่ๆ
‘โอกาสดีดีทั้งทีแม่จะกินให้ยับ’ เธอคิดก่อนะโลั่น
“พี่ชายขอโซจูอีกสอง!”
“รับทราบ”
“อ่ะ ฮะๆ” แต่ดูจะไม่ใช่เวลาอันแสนสุขสำหรับคนที่ต้องจ่าย เขามองไปยังขวดแก้วสีเขียวอันว่างเปล่า เวลามันผ่านไปแค่ไม่กี่นาทีแต่ตอนนี้มันปาเข้าไปขวดที่สิบแล้ว กับแกล้มก็ไม่มีส่วนโอกาสที่จะได้คุยกันยิ่งไม่ต้องพูดถึง
มันจบแล้วสิ่งที่เขานึกฝัน ภาพที่ตนเองกับสาวน้อยกำลังนั่งควงแขนดื่มไวน์ใต้เงาของแสงจันทร์ มันจบสิ้นหายไปเหลือเพียงแต่โซจู
“เฮ้ย!! นี่นายจะนั่งเงียบไปถึงเมื่อไหร่” เมื่อเห็นท่าทางดูเซ็งๆของเขาเธอก็รีบทักกลับด้วยอาการเมาผสมความหงุดหงิดทำให้อีกฝ่ายที่โดนถามต้องค่อยๆตอบเธอกลับไปอย่างสุภาพ
“ก็ไม่ได้เงียบหรอกครับ แต่แค่เห็นคุณดื่มแล้วมีความสุขตัวผมก็โอเคแล้ว”
“ออ งั้นเหรอถ้างั้นก็แล้วไป” เธอยกแก้วขึ้นอีกครั้ง หน้าของเธอสีเข้มก่ำด้วยพิษของเหล้า
“ว่าแต่สรุปคุณชื่ออะไรเหรอครับ เรายั-”
“ก่อนจะถามคนอื่น นายก็ควรจะพูดถึงตัวเองก่อนเซ่!” ไม่ไหวตอนนี้ดูเหมือนเธอจะเมาได้ที่เสียแล้ว ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหัวแล้วตอบเธอกลับไป
“ผมชื่อ คิม จองอู ครับ แล้วคุณล่ะ”
“ฉันเหรอ ฉันชื่อ ซอ จู-”
“ขออภัยค่ะ ขณะนี้เกิ-”
“โว๊ยย!!! จะอะไรกันนักกันหนาแค่ฉันจะบอกชื่อแนะนำตัวเองมันมีปัญหามากนักหรือไงกันยะ!!!” เสียงะโลั่นเพราะรำคาญสุดแสนจะทน เธอยืนด่ากราดใส่รายงานประกาศข่าวจากทีวีที่ถูกตั้งเอาไว้อยู่ในร้าน หลังจากนั้นเธอก็กลับมานั่งลงและตั้งใจฟังเสียเฉยๆ
“ขณะนี้พายุไต้ฝุ่นกำลังเคลื่อนตัวจากฝั่งเกาหลีเหนือลงมายังเกาหลีใต้คาดว่าคงใช้เวลาอีกไม่นานก็จะมาถึง โดยจังหวัดแรกที่จะได้รับผลกระทบก่อนคือกรุงโซล ถ้าหากว่าตอนนี้ประชาชนคนใดกำลังอยู่ภายนอก ขอแนะนำเพื่อความปลอดภัยให้กลับบ้านโดยด่วนค่ะ”
“ครืด!!!” เมื่อได้ฟังหญิงสาวก็ดันตัวเองออกจากเก้าอี้ดูเหมือนว่าเวลาอันแสนสุขของเธอจะจบลงแล้ว เธอหันมองไปยังพ่อค้าก่อนจะะโพลางชี้นิ้วไปยังคนที่กำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “พี่ชายเก็บเงินกับผู้ชายคนนี้นะ ฉันต้องไปแล้วล่ะ” เมื่อพูดจบเธอก็ถอยตัวเดินออกไป
“โอเคครับ”
‘หมับ’
“เดี๋ยวก่อนคุณซอ คุณรีบจะไปไหนกัน” ฝ่ายชายรีบคว้าแขนเธอเอาไว้ ทำไมทุกอย่างมันถึงหุนหันพลันแล่นขนาดนั้น ั้แ่เกิดมาตัวของคิมจองอูไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่ทำให้ตัวเขาต้องสับสนได้ถึงขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต
สาวน้อยมองเขากลับด้วยแววตาอันเฉยชาก่อนจะชี้นิ้วไปยังทีวีที่อยู่ตรงหน้าแล้วอธิบายด้วยเหตุและผล
“คุณก็น่าจะได้ยินที่เขาประกาศข่าวเมื่อกี้นี้นะ พายุกำลังมาถ้าเกิดฝนตกเข้าพวกเราก็แย่น่ะสิ”
“อ่า..นั่นสินะครับ ถ้างั้นไหนๆก็ไหนๆแล้วให้ผมเดินไปส่งนะครับ” จองอูยิ้ม
อีกฝั่งหลังจากที่ได้เห็นแววตาที่กำลังอ้อนวอนจิตใต้สำนึกมันก็เริ่มใจอ่อนเสียอย่างนั้น
‘เห็นแก่ที่เขาเลี้ยงโซจูเรา ให้โอกาสเขาได้คุยกับเราระหว่างทางก็ดีนะ’ เหมือนมีอะไรบางอย่างบินมากรอกหูเธอให้คิดแบบนั้น
“เอ่อ..ก็ได้ค่ะ”
“เห้อ โอเคครับถ้างั้นช่วยรอผมจ่ายเงินก่อนสักครู่นะครับ” จองอูถอนหายใจอย่างโล่งอก เขารีบออกตัวไปจ่ายเงินกับพ่อค้าในทันที
ณ เวลา 23.50 น.
ถนนเส้นหนึ่งที่ตอนนี้เปลี่ยวเปล่าไม่มีผู้คน อาจเป็เพราะผลจากรายงานข่าวเมื่อครู่เลยทำให้ไม่มีใครกล้าออกจากบ้าน มีเพียงแค่ ‘คิมจองอู’ กับหญิงสาวสกุล ‘ซอ’ กำลังเดินอยู่ด้วยกันเท่านั้น
บรรยากาศที่ดูเงียบเหงากับลมแรงที่พัดโถมกระหน่ำเข้ามาเป็บางครั้งมันทำให้ใจของเธอรู้สึกหวาดหวั่นอยู่นิดหน่อย
‘เสื้อผ้าที่ตากไว้ของฉันมันจะยังอยู่ไหมนะ’ เธอได้แต่คิด
“เป็อะไรเหรอครับคุณซอ? รู้สึกหนาวเหรอ?” แต่ดูทางจองอูจะไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น สายตาและคำถามที่ดูเป็ห่วงทำให้เธอรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย
“ไม่ค่ะ ฉันสบายดี” ถึงเธอจะพูดแบบนั้นแต่ผลของหิมะมันทำให้เธอรู้สึกเย็นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อชายหนุ่มเห็นอีกฝั่งถูแขนไปมาก็ไม่รอช้ารีบถอดเสื้อโค้ทออกมาแล้วห่มให้
“ใส่ไว้นะครับ อย่างน้อยมันก็ทำให้คุณรู้สึกสบายขึ้น” คิมจองอูยิ้ม
ด้วยความใจดีแบบนั้นมันอาจจะไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกเย็นน้อยลงแต่มันกลับทำให้หัวใจของเธอนั้นอบอุ่นมากขึ้น หญิงสาวผู้ที่ไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากใคร นี่เป็สิ่งที่เธอได้รับจากผู้ชายคนนี้
“ขอบคุณค่ะ” เธอใช้นิ้วมือจับขอบชายเสื้อโค้ทมาบังหน้าที่เขินอายแล้วรีบหันขวาหลบหน้าชายที่ยืนอยู่ข้างๆ จนมันทำให้เธอได้กลิ่นน้ำหอมที่มันติดอยู่บนเสื้อของเขา
“ใกล้ถึงแล้วค่ะ บ้านของฉัน” เธอค่อยๆดึงเสื้อของจองอูออกกลิ่นน้ำหอมมันยังคงติดอยู่บนจมูก กลิ่น ‘แปลกๆ’ ที่มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนจะละเมอจนอยากจะล้มตัวลงไปนอนอยู่กับพื้น
“งั้นเหรอครับ…” จองอูค่อยๆดึงเสื้อโค้ทที่อยู่ในมือของเธอออกก่อนจะพูดประโยคที่เขาเคยถามออกมาเป็ครั้งที่สาม
“ครั้งนี้มันคงไม่มีอะไรมารบกวนแล้ว เพราะงั้น…” จองอูค่อยๆใช้มือหนึ่งซ่อนเอาไว้ที่เื้ัพร้อมฉีกรอยยิ้มอันน่าขนลุกชวนสยอง
เขาเริ่มถามย้ำเป็ครั้งสุดท้าย
“ช่วยบอกหน่อยได้ไหมครับว่า คุณมีชื่อว่าอะไร?”
“ฉะ ฉันชื่อ…” ดวงตาที่เริ่มเหม่อลอยกับสติที่ค่อยๆจางหาย นี่ตัวเธอกำลังเป็อะไรทำไมถึงควบคุมร่างกายไม่ได้กัน
ของมีคมที่เธอเห็นอยู่ตรงด้านหลังมันกำลังยืดออกปลายนิ้วทั้งห้าของเขามันถูกเคลือบด้วยใบมีดยาวเลยไปถึงหัวเข่า
“ใช่แล้วชื่อของเธอ”
“ฉันชื่อ ซอ…” ไม่นะได้โปรดหยุดพูดสิ!! สมองที่พยายามสั่งการให้หยุดเพราะรู้ว่าถ้าเกิดบอกชื่อของตัวเองออกไปต้องถูกฆ่าตายแน่
แต่ร่างกายมันไม่ยอมฟังอีกแค่คำเดียวเท่านั้นชีวิตของเธอก็จะหาไม่
‘ได้โปรดใครก็ได้ช่วยที’ สายตาที่พร่ามัวเริ่มมองหาตัวช่วยแต่มันไม่มี แค่จะมองให้เห็นภาพยังยากเลยด้วยซ้ำ
“ชื่ออะไร!!! พูดให้มันไวๆหน่อยเซ่!!!” เ้าสิ่งมีชีวิตนั่นตะคอกกลับ มันทนรอไม่ไหวแล้วที่จะเชือดเฉือนร่างเนื้อที่ยืนอยู่ตรงหน้าให้กลายเป็ชิ้นๆ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นร่างกายก็ยิ่งถูกสั่งให้ตอบสนองไวขึ้น ในสมองของเธอหาทุกวิถีทางที่จะทำให้ตัวเองนั้นมีชีวิตรอดและนั่นคือสิ่งสุดท้ายที่เธอนึกถึง
สิ่งที่เธอไม่เชื่อมาตลอดทั้งชีวิต แต่เพราะด้วยความตายที่เข้ามาใกล้มันทำให้เธอนึกย้อนไปถึงความฝันนั่น ภาพของหิมะที่ร่วงโปรยปราย ความหนาวเย็นและเด็กสองคนที่นอนแข็งตายในบ้านที่ถูกล้อมไปด้วยแผ่นเหล็ก สิ่งที่เด็กน้อยคนนั้นภาวนาถึงเป็สิ่งสุดท้ายมันคืออะไรกัน
‘ได้โปรด… จะปีศาจ อสูรกาย หรืออะไรก็ได้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว’
“ฉันชื่อ ซอ จู..”
‘ขอแลกด้วยร่างกายและิญญาได้โปรด…อย่างน้อยในชีวิตนี้ให้ฉัน…’
‘ได้มีชีวิตอยู่ต่อไป’
“ฉันชื่อ ซอ จูอึ-”
‘หมับ!!!’
ความมืดคืบคลานเข้าปกคลุมไปทั่วท้องถนน ั์ตาแหลมคมสีแดงฉานส่องประกายอยู่ด้านหลัง แขนซ้ายขนาดใหญ่ลอดผ่านไหล่ของเธอพลันใช้มืออันกำยำบีบคอของจองอูเอาไว้
“คึก!!! ค…ใคร” เสียงที่หายใจไม่ได้พยายามจะสะบัดมือนั่นออกแต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ดิ้นไม่หลุด
“เฮ้ยๆๆ… นี่เ้าไม่รู้หรือยังไงว่าผู้ที่ถูกทำสัญญาแล้วนั้นไม่สามารถที่จะทำซ้ำเป็ครั้งที่สองได้”
“ปัง!!!”
“อ๊าากก!! แฮ่ก แฮ่ก...”
มืออีกข้างของบุคคลปริศนาผลักตัวเธอออกก่อนจะดันร่างที่ถืออยู่พุ่งตรงไปชนกับฝาผนัง จองอูร้องลั่นด้วยความเ็ปพลางใช้นิ้วมีคมแทงเข้าไปที่แขนของเขา
แต่มันหาได้สนใจมือซ้ายยังคงบีบคอเอาไว้แน่นเหมือนเดิม
“หะ หยุดนะ ปล่อยกูสิวะ!!!!!” จองอูะโด่ารีบใช้แรงเฮือกสุดท้ายกระหน่ำซ้ำยังแผลเดิมนั่น
‘ฉึก ฉึก ฉึก’
เสียงของมีคมแทงกระหน่ำเป็สิบครั้งจนแขนของชายคนนั้นเป็รูโหว่แต่มันก็ไม่เป็ผล อีกฝั่งไม่มีทีท่าถึงความเ็ปในทางกลับกันยิ่งตัวของจองอูใช้แรงมากเท่าไหร่มือนั่นก็ยิ่งบีบรัดแน่นเสียยิ่งกว่านั้น
“ปะ ปล่อย ได้โปรด..” 20 วิผ่านไป 30 วิใกล้เข้ามา จองอูตัวลอยอยู่กลางอากาศไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อสู้ ในตอนนี้เขากำลังจะตายเพราะขาดอากาศหายใจ
เมื่อเห็นทีท่าแล้วว่าไม่มีกำลังที่จะต่อต้าน สายตาที่ถูกแฝงไปด้วยโทสะพลันหันชำเลืองมองไปยังร่างเล็กที่กำลังนอนอยู่นั่น
“เ้าไม่เห็นหรือไง! ว่ามีหมาที่มันกำลังจ้องจะกินเนื้ออยู่!”
เมื่อพูดจบแสงสว่างทั่วทั้งกรุงโซลก็ถูกทำให้ดับลง หญิงสาวที่ยังคงหลงเหลือสติอยู่พยายามจะกวาดตามอง แต่เมื่อได้เห็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวมันก็ทำให้เธอคลื่นไส้จนแทบอยากจะอ้วก
ความมืดภายใต้บรรยากาศอันบิดเบี้ยวที่ถูกล้อมรอบด้วยั์ตาหลากสีนับร้อยพัน พวกมันกำลังเพ่งเล็งมาที่เธอเพียงคนเดียว
‘อ่า ข้ามาไม่ทัน’
‘ชิ ช่างน่าเสียดายเสียจริง! แบบนี้ข้าก็อดเล่นสนุกกับนางน่ะสิ!’
‘ข้าว่านางก็น่ารักน่ากินดีนะ’
เสียงเจ๊าะแจ๊ะของเหล่าสิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็นนับไม่ถ้วนดังแล่นผ่านเข้ามาในสมอง เหมือนพวกมันกำลังผิดหวังที่ไม่สามารถตอบรับคำขอของเธอได้
‘นี่ตัวเราทำอะไรลงไปกัน’ ในใจเธอคิดย้ำอยู่อย่างนั้น เธอรู้ตัวแล้วว่าสิ่งที่เธอทำ การร้องขอความช่วยจากสิ่งที่มองไม่เห็นนั้นมันแย่เสียยิ่งกว่าความตาย
“หุบปากไปซะ ไอ้พวกกระจอก…นางเป็ของข้า” เพียงแค่ประโยคเดียวแสงหลากสีนั่นก็พลันหายไปในพริบตา กรุงโซลที่ถูกย้อมไปด้วยสีดำกลับถูกทำให้สว่างอีกครั้ง
“เอาล่ะ ส่วนเ้า…ข้าจะทำยังไงกับเ้าดีนะ” ั์ตาสีแดงหันกลับมามองร่างที่ถืออยู่ ดูเหมือนจองอูจะตายไปแล้ว แต่ทำไมชายปริศนายังคงยิ้มอยู่เช่นนั้น
“เลิกแสร้งเล่นละครได้แล้วน่า ต้นตอของเ้าคือใครบอกข้ามา” เขากล่าวก่อนจะปล่อยมือจากร่างกายที่ไร้ิญญาออก แต่เมื่อถูกทำให้เป็อิสระตัวของมันก็เริ่มตอบสนองอีกครั้ง
“หึ ฮ่าๆๆ”
“ผมดูถูกคุณไม่ได้จริงๆ นึกว่าพวกปีศาจชั้นต่ำมักจะไร้สมองเสียอีก” จองอูหัวเราะลั่นพร้อมถากถางด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน
“ก็ดีกว่าไอ้พวกลูกครึ่งที่คิดว่าตนเองสูงส่ง แต่แท้จริงเป็เพียงแค่หมารับใช้พวกสวะที่เหม็นเสียยิ่งกว่าขยะล่ะนะ” การตอกกลับด้วยถ้อยคำอันแสนเ็ปจนทำให้คนฟังถึงกับหน้าสั่น ปลายนิ้วเริ่มคมขึ้นอีกครั้งจองอูรีบพุ่งตัวออกไปหาเขา
“ไอ้ปีศา-!!?”
“ใครสั่งให้เ้าขยับ” เพียงแค่ได้ยินเสียงร่างกายของอีกฝั่งก็พลันชะงักนิ่งหยุดอยู่กับอย่างนั้น
‘นี่มันเวทถ้อยคำมันไม่ใช่พลังของปีศาจทั่วไป!’ จองอูคิดก่อนจะนึกถึงสิ่งอื่นที่อยู่สูงเหนือขึ้นไปยิ่งกว่านั้น เมื่อคิดได้ดวงตาของเขาก็เบิกโพลงพลันก่อนจะะโย้ำถามออกมา
“นี่แก หรือว่าแกคื-”
“เงียบซะ”
‘...’
ทุกอย่างอยู่ในความสงบ ั้แ่นี้ตัวของจองอูไม่สามารถพูดหรือว่าขยับได้อีกต่อไปแล้ว ส่วนหญิงสาวที่นอนดูอยู่เป็พยานเธอทำได้แต่ตกตะลึงไปกับมัน
“ข้าเบื่อแล้ว! เ้ามันหาใช้ประโยชน์ไม่ได้…เพราะฉะนั้น” ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้แล้วกระซิบที่ข้างหูของเขา
“ต่อจากนี้ข้าจะทำให้เ้าได้ตายทั้งเป็" เขาแสยะยิ้มก่อนถอยออกมา
"นามของเ้า คิม จองอู ต่อจากนี้เ้าจะไม่ได้ตายอย่างสงบ ด้วยบาปกรรมหลายร้อยปีที่เ้าฆ่าผู้บริสุทธิ์มา 300 คน ิญญาของเ้าจะถูกแบ่งแยกย่อยออกเป็ล้านส่วนและถูกเหล่าเปลวไฟแห่งการทำลายเผาไหม้จนสิ้น ชีวิตของเ้าจะถูกเกิดนับใหม่แล้วตายเป็จำนวน 300 ครั้ง แต่เพราะด้วยผลจากการถูกแบ่งย่อยิญญาเ้าก็ไปคูณหารความเ็ปเอาเองในนรกก็แล้วกัน”
จองอูถึงกับตาค้างเขาจินตนาการภาพออกว่าความทรมาณมันจะมากมายมหาศาลขนาดไหน แต่เขาทำได้แต่ต่อต้านอยู่ในใจตัวเขาไม่สามารถขยับได้อีกต่อไปแล้ว
ร่างที่สวมชุดดำนั่นถอยออกมาก่อนทิ้งร่างของจองอูเอาไว้อยู่เื้ั แต่เขาดันคิดอะไรบางอย่างออกพลันจึงรีบหันกลับไปมองยังที่เดิม
“อ้อ ลืมบอกไป ก็นะ...เนื่องจากวันนี้เป็วันพิเศษของผู้ทำสัญญาแห่งข้า ข้าจะช่วยเ้าสักนิดหน่อยก็แล้วกัน” เมื่อได้ฟังแบบนั้นดวงตาของจองอูถึงกับเปร่งประกายออกมา
‘อย่างน้อยถ้าช่วยทำให้ทรมาณน้อยลงแม้สักนิดก็ยังดี’
“แหม่ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ยิ่งเ้าทำหน้าตาน่าสมเพชมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งทำให้ข้าอยากจะฆ่าเ้ามากขึ้นเท่านั้นล่ะนะ” เขาเตือนพลางใช้หัวคิด
“ถ้าเช่นนั้น อืม…เ้าก็น่าจะรู้ใช่ไหมว่าเปลวไฟแห่งการทำลายมันมีพลังงานทำลายที่ต่ำเนื่องจากมันมีไว้เพื่อทรมาณพวกสัตว์นรก” ข้างในจิตใจของจองอูพยักหน้าอย่างเข้าใจแต่หน้าของเขาก็ต้องเปลี่ยนสีเมื่อได้เห็นรอยยิ้มที่กำลังแสยะอยู่นั่น
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะเพิ่มพลังการทำลายของมันให้เป็ร้อยเท่า ิญญาของเ้าจะถูกเผาทั้งเป็ด้วยความเ็ปทรมาณจากไฟนั่นเป็เวลา 100 ปีเมื่อครบเวลาแล้วเ้าจะตายเท่ากับหนึ่งครั้ง"
‘ปล่อยกู! ใครก็ได้ช่วยด้วย!! ปล่อยกูเดี๋ยวนี้นะ!!!’ เมื่อได้ยินเช่นนั้นจองอูถึงกับกู่ร้องลั่นอยู่ในใจแต่เพราะว่าพูดไม่ได้จะทำยังไงก็คงไม่มีใครได้ยิน
เมื่อสิ้นสุดความคิดนั้นวงแหวนสีแดงก็พลันปรากฏยังเบื้องล่าง มันเตรียมพร้อมที่จะสูบร่างของเขาให้ร่วงลงไป
“ยังไงก็เที่ยวเล่นให้สนุกล่ะกับความตายทั้งเป็นั่นน่ะ” เมื่อเขาพูดจบเปลวไฟก็เริ่มลุกไหม้ ร่างของจองอูถูกดูดกลืนหายพ้นไปจากสายตา
“อ่าา~ ความรู้สึกสิ้นหวังที่อยู่ภายใต้จิตใจของเ้านั่นมันทำให้ข้ามีความสุขเสียจริง” เสียงอันสุขสมของเขาะโลั่น ั์ตาสีแดงก่ำถูกหยีลงจนมองแทบไม่เห็น
ตรงข้ามกับฝั่งของสาวน้อยที่กำลังช็อคจนดวงตาของเธอเปิดกว้าง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอเห็นมันคือเื่บ้าอะไรกัน พระเ้า เทวดา ปีศาจ มันไม่มีจริงไม่ใช่เหรอ แล้วไอ้สิ่งที่อธิบายไม่ได้ที่อยู่ตรงหน้านั่นมันคืออะไร
‘ตึก ตึก’
เสียงฝีเท้าดังสะท้อนเข้าไปในแก้วหูมันกำลังเดินเข้าหาเธอใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายที่ตอนนี้ทำได้เพียงแต่ตั้งคำถามว่าจะทำยังไงต่อไป หัวใจของเธอเต้นแรงไปพร้อมกับความรู้สึกอันแสนหวาดหวั่นจนแน่นอก ตอนนี้ร่างกายอันใหญ่ั์มันยืนอยู่ตรงหน้าของเธอ
‘อย่าเข้ามานะ’ ในใจของเธอมันร่ำร้อง ตอนนี้เธอกลัวจนไม่รู้จะกลัวยังไงแล้ว
.
.
.
ณ เวลา 00.00 น.
ั์ตาสีแดงที่เธอเคยเห็นเมื่อตอนนั้นมันกำลังยืนปรบมือให้กับเธอด้วยใบหน้าฉีกยิ้มอันน่าสยดสยอง
“Happy birthday to you สุขสันต์วันเกิด ซอ จูอึน ในที่สุดเ้าก็อายุ 20 ปีแล้วสินะ”
มันร้องเพลงฉลองแล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนแทบติดหน้าผากก่อนจะหันเปลี่ยนทางไปยังข้างหู มันเริ่มใช้เสียงเข้มอันน่ากลัวค่อยๆกระซิบออกมาอย่างแ่เบา
“ข้ามาแลกเปลี่ยนตามคำสัญญาแล้ว”
ใน่เวลาผันเปลี่ยนเป็เวลาเที่ยงคืน หิมะที่เคยตกกลับถูกผสมด้วยลมแรงจากพายุ การปรากฏตัวของบุคคลปริศนาที่เป็ตัวอะไรก็ไม่มีใครทราบและการมาเจอกันของทั้งสองคน
ั้แ่วันนี้...มันคงกลายเป็วันเกิดที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเธอ ‘ซอ จูอึน’ ไปตลอดกาล
(I CANT SLEEP WITHOUT YOU ช่วยกล่อมฉันสู่ห้วงแห่งความฝันที)