ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 72 กับคนที่เรียกว่า ‘พี่’

    บทที่ 72กับคนที่เรียกว่า ‘พี่’

    “ถึงจะถูกลบความทรงจำออกไปถึงจะจำเธอไม่ได้เลยก็ตาม แต่ว่า...”

             

            

            ขณะเดียวกันที่อีกฟากของปราสาทการต่อสู้ระหว่างผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนกับเรดยังคงดำเนินต่อไปเสียงระเบิดจากการต่อสู้ที่ดังขึ้นอยู่โดยรอบบอกให้รู้แค่ว่าพวกผู้พิทักษ์ที่เพิ่งจะมาถึงคงเข้าปะทะกับนักรบอเวจีที่กระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆแล้วเป็นแน่อย่างน้อยคงพอช่วยถ่วงเวลาไปได้สักหน่อยก่อนที่พวกนั้นจะตามมาสมทบ

            

            โถงรับรองบนชั้นสองของปราสาทกลายเป็นทะเลเพลิงเมื่อข่ายเวทของนักรบอเวจีหนุ่มทำงานเปลวเพลิงสีแดงฉานลุกลามไปทั่วห้อง เผาวอดทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านเจ้าของข่ายเวทยืนอยู่ตรงกลางวงล้อมไฟที่ลุกขึ้นล้อมพวกเขาไว้เป็นวงกลม ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนยืนอยู่ตรงหน้าเขาในมือถือดาบเล่มใหญ่สีเงินยวงเอาไว้ ใบหน้าคมเข้มนั่นดูไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่เนื่องด้วยเจ้าตัวไม่ถนัดในการสู้ท่ามกลางวงล้อมไฟและที่สำคัญจิตใจก็ไม่ได้จดจ่ออยู่กับการต่อสู้ตรงหน้าเพราะมัวแต่พะวงหน้าพะวงหลังว่าคนที่ตกเป็นเป้าหมายนอกจากตัวเองแล้วจะยังคงปลอดภัยอยู่หรือไม่

           

            “ไม่ต้องห่วงหรอกต่อให้ไวโอเลตไม่ฆ่าก็คงจะโดนเมตาเรียจัดการด้วยตัวเองนั่นแหละ”เรดเอ่ยราวกับอ่านความคิดของอีกฝ่ายได้ “หรือไม่บางที... อาจจะตายด้วยน้ำมือของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ก่อนหน้านั้นแล้วก็ได้”

            

            “อาโออิไม่มีวันฆ่าเธอได้หรอก”มาซารุบอก แม้ในใจจะไม่เชื่อในคำพูดของตัวเองเลยสักนิดถ้าหากหมอนั่นรู้ความจริงเข้าล่ะก็ ใช่! อาจจะเป็นอย่างที่เรดบอกอาโออิจะฆ่าเธอแน่ ไม่งั้นคงไม่พามาที่นี่โดยไม่ผ่านความเห็นของเขาหรอก

            

            โธ่เว้ย! นี่ไม่ใช่เวลาจะมาติดแหง็กอยู่ที่นี่เลยนะ

            

            มาซารุชักสีหน้าเครียดโยนดาบขึ้นไปในอากาศก่อนที่มันจะหายวับไป ถ้าเข้าใกล้ตัวเรดไม่ได้ก็คงต้องฝืนใช้เวทเท่านั้นแหละ

            

            ฝ่ามือสองข้างของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนประสานกันอยู่ตรงหน้าลำแสงสีฟ้าเข้มส่องแสงจ้าออกมาจากปลายนิ้วเรียวทั้งสิบ วงแหวนเวทสีน้ำเงินเข้มปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเด็กหนุ่มก่อนที่ร่างทั้งร่างจะเรืองแสงขึ้น

            

            เรดสะบัดนิ้วไปในอากาศปีกเพลิงคู่หนึ่งงอกขึ้นมากลางหลังก่อนจะโอบคลุมตัวเขาไว้ลำแสงทำลายล้างจากผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนตรงเข้าใส่เขาแรงปะทะกันทำให้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วปราสาทอีกครั้งเพดานด้านบนเริ่มร้าว ขณะที่หน้าต่างบานสุดท้ายที่เหลือรอดจากการปะทะก่อนหน้านั้นตอนนี้แตกละเอียดไปแล้ว

            

            ฝุ่นควันจากแรงปะทะลอยฟุ้งไปทั่วห้องเรดกางปีกออก ปีกเพลิงคู่ใหญ่สะบัดไปมาในอากาศไล่ควันที่ฟุ้งกระจายบดบังการมองเห็นผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนหายไปจากตรงหน้าเขาแล้วก่อนที่ร่างของหมอนั่นจะปรากฏขึ้นอีกครั้งเหนือหัวเขาพร้อมกับดาบเล่มใหญ่ในมือ

            

            ฟิ้ว...

            

            ฉึก!

            

            ดาบสีเงินยวงตัดผ่านปีกเพลิงของนักรบอเวจีหนุ่มก่อนจะปักลงพื้นเมื่อเป้าหมายกระโดดหลบการโจมตีได้แบบฉิวเฉียดเรดดีดนิ้ว ลูกไฟดวงเล็กลอยขึ้นมาเต็มห้อง มันพุ่งเข้าใส่ร่างของผู้พิทักษ์แบบไม่ยอมให้ตั้งตัวทัน

            

            บรึ้ม!

            

            ตู้ม! ตู้ม!ตู้ม!

            

            แรงปะทะระหว่างลูกไฟกับอะไรสักอย่างดังลั่นนัยน์ตาสีเหลืองทองข้างที่ไม่ถูกปิดผนึกของเรดเบิกตากว้างเมื่อเห็นดวงไฟลอยเด่นอยู่ตรงหน้าก่อนที่เขาจะทันได้รู้สึกตัวว่าเกิดอะไรขึ้นร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ากระแทกใส่เขาอย่างจัง

            

            โครม!

            

            ร่างของนักรบอเวจีหนุ่มลอยไปไกลถึงมุมห้องหยดเลือดไหลซึมออกมาจากปากขณะที่เจ้าของลูกถีบยืนหายใจหอบอยู่ตรงหน้าเขาชายเสื้อคลุมสีดำสนิทไหม้เกรียม

            

            มาซารุเบิกตากว้าง

            

            “มาโมรุ!”

            

            คนมาใหม่ไม่ได้หันไปมองตามเสียงเรียกนัยน์ตาสีแดงสดคู่นั้นจ้องมองแต่ร่างในชุดขาวที่อยู่ตรงหน้าใบหน้าคมเข้มของเด็กหนุ่มเรียบสนิท

            

            “ทำไม!?”

            

            คนเป็นพี่เหมือนจะยังติดใจสงสัยว่าทำไมจู่ๆเด็กหนุ่มถึงได้มาปรากฏตัวตรงหน้าเขา

            

            มาโมรุตอบคำถามของพี่ชายโดยไม่ยอมละสายตาไปจากเรดเลย

            

            “ผมเพิ่งแยกกับเท็ตสึยะมา”มาโมรุพูดก่อนจะยืดตัวขึ้น สูดลมหายใจลึกเข้าปอด“พวกเราเพิ่งมาถึงที่นี่แต่ถูกแยกกันไปหมด ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนผมไปตามหาพวกนั้นจนเจอกับเท็ตสึยะ แต่หมอนั่นบอกว่าจะไปหาเอเรียลผมเลยมาที่นี่ก่อน”

            

            เสียงทุ้มนั้นเอ่ยประโยคบอกเล่าออกมาอย่างรวดเร็วจนคนฟังจับใจความได้สั้นๆเพียงแค่ผู้พิทักษ์ทั้งหมดถูกแยกกระจัดกระจายกันไปแต่นั่นก็ไม่ได้อธิบายว่าทำไมมาโมรุถึงได้ตามหาตัวเขาจนพบ

            

            “ผมเห็นพี่อยู่ที่นี่ผ่านตาของหมอนั่น!”

            

            มาโมรุชี้ไปที่เรดซึ่งกำลังลุกขึ้นยืนมือข้างหนึ่งเช็ดหยดเลือดที่มุมปากออก

            

            “แล้วก็เห็นมินาโยะถูกขังอยู่บนหอคอย”

            

            นัยน์ตาสีเทาเข้มของมาซารุเบิกกว้างอย่างหวาดหวั่นมาโมรุขยับเข้าไปใกล้เรด ทิ้งพี่ชายตัวเองไว้ให้ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น

            

            “พี่ต้องไปช่วยเธอถึงเวลาของพี่แล้ว”

            

            ฝ่ามือสองข้างของมาโมรุสะบัดออกข้างลำตัวดวงไฟสีส้มดวงเล็กหลายร้อนดวงลอยวนอยู่รอบข้อมือเขานัยน์ตาสีแดงสดคู่นั้นจ้องมองแต่เรด พร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ

            

            “มินาโยะกำลังร้องไห้คนที่จะช่วยเธอได้มีแต่พี่เท่านั้น พี่รีบออกไปจากที่นี่ซะ!”

            

            “ขอโทษที่ขัดจังหวะแต่คิดว่าฉันจะปล่อยให้ผ่านไปได้อย่างนั้นเหรอ?”

            

            นักรบอเวจีหนุ่มถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบปีกเพลิงที่กลางหลังโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งตามอารมณ์ของผู้สร้างวงล้อมไฟที่ล้อมอยู่รอบตัวลุกโชน

            

            มาโมรุขบกรามแน่นนัยน์ตาสีแดงสดเรืองแสงกร้าว

            

            “หุบปาก!”

            

            มาซารุถึงกับผงะขณะที่เรดเลิกคิ้วจ้องมองเด็กหนุ่มอย่างประหลาดใจ

            

            “อย่าคิดว่าฉันจะปล่อยให้นายทำตามอำเภอใจได้อีกพวกนายทำกับเรามามากพอแล้ว ถึงเวลาที่ต้องชดใช้!”

            

            “นายไปฉันจะอยู่ที่นี่”

            

            มาซารุเอ่ยขัดผลักร่างของน้องชายออกพ้นทางก่อนจะเดินเข้ามาประจันหน้ากับเรดมือซ้ายจับข้อมือขวาบิดไปมาอย่างเตรียมพร้อมแต่แล้วเด็กหนุ่มก็ต้องประหลาดใจเมื่อมีฝ่ามือใหญ่วางพาดบนไหล่เขา

            

            “พี่”

            

            เสียงของมาโมรุกระซิบอยู่ข้างหูแค่เสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นที่มาซารุหันไปมองร่างทั้งร่างของเขาปลิวไปกระทบผนังฝั่งตรงข้ามเพราะแรงอัดจากกำปั้นที่พุ่งเข้าใส่ใบหน้าเต็มๆ

            

            “นั่นสำหรับหกปีที่ผ่านมา”มาโมรุพูดอย่างข่มโทสะ สะบัดมือข้างที่ชกจนบวมเปล่งไปมา “แล้วจะมีอีกหลายๆหมัดตามมาแน่ถ้าพี่คิดจะอยู่ที่นี่พี่คิดว่าผมโง่เหรอไง ถ้าผมไปแล้วจะช่วยอะไรได้ คนที่มินาโยะต้องการคือพี่ไม่ใช่ผม!”

            

            มาโมรุเดินตรงดิ่งเข้าไปกระชากร่างของพี่ชายให้ยืนขึ้นมาซารุมองหน้าเขาอย่างทึ่งจัด ส่วนเรดขยับตัวถอยห่างไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับศึกภายในที่เขาไม่อยากรับรู้

            

            “อย่าได้มาเที่ยวเสียสละทำตัวเป็นคนใจดีผมไม่ได้ต้องการพี่ชายแบบนี้! อยากทำอะไรก็ไปทำซะอย่าคิดว่าผมไม่รู้ว่าพี่สำคัญกับเธอขนาดไหน ถ้าพี่ไม่ลบความทรงจำออกไปจากมินาโยะ คนที่เธอคิดถึงมาตลอดก็คือพี่!คนที่อยู่ในความทรงจำของเธอตลอดมาก็คือพี่คิดว่าแค่หกปีมันจะทำให้เธอเปลี่ยนใจจากพี่มาชอบผมเหรอ ไม่มีทาง! แล้วพี่ล่ะคิดยังไงกับเธอกันแน่จะปล่อยเธอทิ้งไว้ให้อยู่ตามลำพังคนเดียวอีกรึไง!”

            

            ข้อมือที่กุมคอเสื้อของมาซารุอยู่กระตุกใบหน้าของมาโมรุบิดเบี้ยวทั้งโกรธทั้งอัดอั้น บางทีเขาอาจจะโง่ก็ได้ที่เลือกจะอยู่ที่นี่แทนที่จะไปช่วยมินาโยะแต่ก็นั่นแหละ... เพราะเขารู้ดี ต่อให้ไม่ใช้นัยน์ตาคู่นี้ก็เข้าใจว่าคนที่เธอร่ำร้องหาตลอดมาก็คือคนที่อยู่ตรงหน้าเขานี่

            

            “พี่...รีบไปหาเธอ”น้ำตาหยดหนึ่งไหลซึมตรงขอบตาของมาโมรุขณะที่เขาปล่อยมาซารุให้เป็นอิสระ “มีแต่พี่ที่ช่วยเธอได้พวกเราอยู่ข้างเธอไม่ได้แล้ว...”

            

            มาโมรุสะอึก

            

            “ชิน...เท็ตสึยะ...”

            

            เด็กหนุ่มพูดได้แค่นั้นแล้วก็ก้มหน้านิ่งมาซารุยืนอึ้ง จ้องมองเขาด้วยนัยน์ตาสีเทาอ่อนแสงที่ยากจะคาดเดา

            

            ถึงที่สุดแล้วอย่างนั้นเหรอ...  ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนคิดอย่างจนตรอกเหลือบตามองเรดก่อนจะหันมามองเด็กหนุ่มตรงหน้า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำไป  ผิดพลาดหมดเลยหรือไงมันถึงได้กลายเป็นแบบนี้

            

            แค่ความคิดที่อยากจะปกป้องคนสำคัญไว้ก็ยังทำไม่ได้สมควรแล้วหรือไงที่ได้รับสืบทอดให้เป็นผู้พิทักษ์ ขนาดคนที่รักมากที่สุดในชีวิตก็ยังทำให้เสียใจที่เขาทำลงไปมันผิดพลาดหมดเลยสินะ

            

            เขาต้องกลับไปแก้ไขเรื่องราวทุกอย่างต้องบอกความจริงทุกเรื่องที่เขาปิดบังไว้ให้ทุกคนได้รับรู้นั่นสินะคือสิ่งที่อาโออิและมาโมรุพยายามจะบอกเขาถ้าความห่วงใยของเขาทำให้คนอื่นๆต้องทุกข์ทรมานขนาดนี้ถึงเวลาแล้วใช่ไหมที่เขาจะต้องวางมือจากทุกอย่างแล้วทำในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำโดยไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น

            

            เขาอยาก...กลับไปหาเธอ

            

            แล้วในที่สุดมาซารุก็สูดลมหายใจลึกเข้าปอดมองดูมาโมรุที่เบือนหน้าหลบสายตาเขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะยอมตัดใจหันหลังเดินจากไป

            

            ร่างสูงของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันขยับแหงนใบหน้าขึ้นสูงเพื่อไล่น้ำตากลับลงนัยน์ตาเอ่ยเสียงแผ่วพอให้คนที่เดินจากไปได้ยินว่า

            

            “ทุกคนรอพี่อยู่นะจบศึกนี้แล้วเรากลับบ้านด้วยกันเถอะ”

            

            ร่างของมาซารุหยุดค้างเด็กหนุ่มส่งเสียงพึมพำตอบรับในลำคอ แล้วออกวิ่ง

             

     



    -บ้านคิวาตะ,หกปีก่อน-

            

            ‘ทำไมถึงต้องเป็นมาโมรุล่ะคะ เด็กคนนั้นทำผิดอะไร ทำไมต้องให้เด็กคนนั้นทุกข์ทรมานเพราะคำสาปนั้นด้วย’

            

            ‘เมตาเรียเป็นคนเลือกเด็กนั่นด้วยตัวเอง ยาคุมิไม่ใช่ฉัน’ ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงคมเข้ม ‘จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกนั้นหลังจากนี้บ้าง นั่นเป็นสิ่งที่พวกเราต้องรับมือไม่ใช่เอาแต่ถามว่าทำไมๆ’

            

            ‘เพราะมาโมรุมีสิ่งที่เมตาเรียต้องการ’ มาซารุบอก

            

            ‘ลูกหมายความว่ายังไง? มาซารุ’ คนเป็นพ่อถามเสียงต่ำจ้องมองหน้าลูกชายวัยเก้าขวบด้วยนัยน์ตาสีดำสนิทเรียบลึก

            

            ‘ความจริงแล้วจะเป็นใครก็ได้ในบรรดาผู้พิทักษ์แต่ว่า... มาโมรุเป็นคนที่เมตาเรียต้องการตัวมากที่สุดเพราะเขามีสิ่งที่เมตาเรียต้องการจนถึงกับต้องสร้างสถานการณ์ต่างๆมากมายขึ้นมาเพื่อบีบบังคับให้เขาเลือกที่จะไปในเส้นทางของพวกนักรบอเวจีสิ่งที่มาโมรุมีก็คือความไร้สำนึก ใช้อารมณ์เป็นแรงขับดันให้เกิดการกระทำ เขาไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าถูกหรือผิดได้แต่ทำไปด้วยอารมณ์ชี้แนะเพราะอย่างนั้นแล้วถึงต้องมีใครสักคนที่ต้องคอยช่วยหยุดเขา กล่อมเกลาเขาและคอยอยู่เคียงข้างเขา แน่นอนแล้วว่าคนเหล่านั้นก็คือพวกคุณ คุณเองก็รู้ว่าสาเหตุที่ทำให้ออเร้นจ์กลายเป็นนักรบอเวจีแทนพี่ชายเพราะเขาเลือกที่จะไปในเส้นทางนั้นแทนที่จะให้พี่ชายของเขาไปเพราะเขารู้ว่าถ้าเมตาเรียได้ตัวมาโมรุไปล่ะก็ พวกนักรบอเวจีจะแข็งแกร่งขึ้นมากแน่เขาถึงได้เลือกเส้นทางที่ทรยศเอิร์ธซัน แม้ท้ายที่สุดการเสียสละของออเร้นจ์จะทำให้จิตใจของเขาตกลงสู่ความมืดแต่ตัวของเขายังคงอยู่ท่ามกลางแสงสว่างเพราะมีคนต่างๆคอยเกื้อหนุนผมคิดว่ามาโมรุโชคดีที่มีคนเหล่านั้นอยู่เคียงข้าง ไม่ว่าเขาจะมองเห็นหรือไม่ก็ตาม’

            

            เด็กชายว่า แต่ไม่ยอมสบตากับใครเลย คิวาตะ จุนมองดูลูกชายคนโตด้วยความกังวลใจ ขณะที่ภรรยาของเขา  ยาคุมิ นั่งสะอึกสะอื้นอยู่เคียงข้าง

            

            ‘หมายความว่า...ถ้าออเร้นจ์เลือกที่จะไม่เป็นนักรบอเวจี--’

            

            ‘เมตาเรียเอาตัวเขาไปไม่ได้หรอกครับ’ มาซารุยืนยันหนักแน่น ‘ถึงจะต้องการมากขนาดไหน แต่มาโมรุก็เป็นผู้พิทักษ์ไม่ใช่แค่โดยตำแหน่งหรือเพราะสายเลือด แต่เป็นจิตวิญญาณ เขาอาจมีในสิ่งที่เมตาเรียต้องการแต่ท้ายสุดนั้นต่อให้ไม่มีใครคอยอยู่เคียงข้าง เมตาเรียก็จะไม่มีวันได้ตัวมาโมรุไปไม่ว่ามาโมรุจะรู้ตัวหรือไม่ แต่สำหรับผม ผมมองเห็นแล้วว่ามาโมรุมีในสิ่งที่พวกผมไม่มีและสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเป็นผู้พิทักษ์เป็นสิ่งที่สูงส่งหรือบริสุทธิ์ยิ่งกว่าที่ผู้พิทักษ์คนไหนๆจะมีได้นั่นคือความเสียสละ’

            

            คุณนายคิวาตะยกมือขึ้นปิดริมฝีปากแน่นนัยน์เบิกโพลงกว้างด้วยความประหลาดใจ มีน้ำตาไหลคลออยู่ริมขอบตา

            

            ‘ผมคิดว่าเขาไม่รู้ตัว’ มาซารุว่า ‘ไม่ทันได้สังเกตเห็นด้วยแต่นั่นแหละที่เป็นข้อดีของเขา เขาจะเป็นกำลังสำคัญสำหรับผู้พิทักษ์เพราะเขาคือคนที่มีจิตวิญญาณใกล้เคียงกับผู้พิทักษ์จากแสงสว่างมากกว่าผู้พิทักษ์คนไหนๆ’

            

            เด็กชายสบตามองพ่อกับแม่วูบหนึ่งที่นัยน์ตาของเขาดูเศร้า

            

            ‘ผมจะไป’ มาซารุบอก ‘ผมต้องไปจากที่นี่มีอีกหลายสิ่งที่ผมต้องไปทำ ผมฝากทางนี้ไว้กับโทวะแล้วเด็กนั่นจะช่วยดูแลเธอแทนผมได้’

            

            ‘ลูกไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น มาซารุ’ คิวาตะ จุน พูดด้วยน้ำเสียงโกรธจัด

            

            ‘เราตกลงกันไปแล้วไม่ใช่รึไง? จุน’ คิวาตะ มาซามุเนะว่า ‘มาโคโตะก็อธิบายเรื่องนี้ไปตั้งแต่ตอนที่ปลดผนึกมาซารุแล้วทำไมถึงไม่ยอมเข้าใจ’

            

            ‘มาโมรุจะดีขึ้นกว่านี้ถ้าไม่มีผมอยู่’ มาซารุบอก

            

            ‘แต่น้องรักลูก เข้าใจไหม? มาซารุ พวกเราต้องการลูก!’

            

            ‘ผมมีอีกหลายสิ่งที่ผมต้องทำครับ’ มาซารุว่า ‘ผมสัญญากับคนๆนั้นเอาไว้แล้ว ถ้าภารกิจนี้ไม่สำเร็จผมคงกลับมาที่นี่อีกไม่ได้ ขอโทษด้วยครับ คุณพ่อ... คุณแม่...’

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน