กองฝึกทิศตะวันตก
เสวี่ยซิงอาสามัดไม้ไผ่ประกอบราวฝึก ส่วนนางนั่งยองๆ ใกล้เขา มองดูเขาช่วยนางมัดไม้ไผ่อย่างปลาบปลื้มทหารกลุ่มนี้ช่วยกันทำราวฝึกขั้นที่ 3ที่สูง 11 เชี๊ยะ (3.66 เมตร)ตั้งห่างจากราวฝึกขั้นที่ 2 ระยะ 9 เชี๊ยะ(3 เมตร) ทหารที่ช่วยทำถึงกับตาค้างกับการฝึกพรุ่งนี้
เสวี่ยซิงเดินมาส่งองค์หญิงที่รถม้ามีขันที และนางกำนัลรออยู่ เวลานี้ท้องฟ้ามืดลงองค์รัชทายาทจึงให้เสวี่ยซิงไปส่งน้องสาวที่วัง เขาตอบรับสั้นๆ ใบหน้าสงบนิ่งแต่ภายในใจกลับลิงโลดที่จะได้แวะพระตำหนักฮุ่ยหลิงอีกครั้ง เขาขี่ม้าอารักขาอยู่ข้างรถองค์หญิงอี้อันมักโผล่หน้าออกมาชวนเสวี่ยซิงสนทนาอยู่บ่อยๆเื่ที่ชวนคุยล้วนไร้สาระ จนกระทั่งรถม้าแล่นมาหยุดหน้าตำหนักฮุ่ยหลิง แต่เขาสังเกตว่ามีรถม้าคันหนึ่งแล่นช้าๆอยู่ไกลๆ และลับมุมพระราชวังไป
หน้าพระตำหนักองค์หญิงเหออัน และแม่นมเฉินยืนอยู่ เขาลงจากม้าทำความเคารพองค์หญิงเหออันนางทำความเคารพตอบ “พี่หญิง นั่นรถม้าใครหรือ?”อี้อันถามพี่สาว
“องค์ชายหลี่ผิงซานจากแคว้นซีเซี่ย” พี่สาวกล่าวตอบเสียงเรียบๆ แต่ั์ตานางกลับดูเป็ประกายอย่างยิ่งเสวี่ยซิงมององค์หญิงเหออันแล้วรู้สึกไม่สบายใจนัก อี้อันถาม “เขามาทำอะไรหรือพี่หญิง”
“วันนี้เขาไปตำหนักซุนจี้คุยธุระกับเสด็จพี่ใหญ่เหยียนจั๋วแล้วผ่านมาทางนี้เลยนำบทกวีนิพนธ์ของแคว้นซีเซี่ยมาสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กับพี่”
“แต่ตำหนักซุนจี้ของพระสนมหวังกุ้ยเฟยอยู่คนละทางกับตำหนักฮุ่ยหลิงของเสด็จแม่เรานี่?” แม่นมเฉินตีเข้าที่แขนองค์หญิงอี้อันไปหนึ่งทีเบาๆ“ก็ข้าสงสัยนี่ แม่นม”
เสวี่ยซิงทำความเคารพเตรียมลากลับ“ขอบใจนะท่านเสวี่ยซิง”องค์หญิงอี้อันโบกมือให้เสวี่ยซิง องค์หญิงเหออันและแม่นมเฉินทำความเคารพเขาเสวี่ยซิงขึ้นขี่ม้าจากมารู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาดกับการเข้ามาพัวพันกับองค์หญิงเหออันขององค์ชายจากแคว้นซีเซี่ยผู้นี้
ค่ายซานตง
คืนนั้นบรรดาลูกศิษย์สำนักจงเฉิงเมื่อเห็นอุปกรณ์การฝึกที่เตรียมให้เห็นล่วงหน้าต่างวิตกไปตามๆ กันที่สนามหญ้าหน้าโรงนอน พากันจับกลุ่มปรึกษาหารือจะทำอย่างไร สุดท้ายแล้วมีคนแสดงความเห็นว่าจะเร่งโคจรพลังให้ถึงฝ่าเท้าจากนั้นต่างแยกย้ายกลับโรงนอน เฟยฉีหลังจากแสดงความเห็นแล้วจะไปอาบน้ำ เดินถือถังน้ำพร้อมกับทบทวนการโคจรพลังลมปราณอย่างเพลิดเพลินจนไม่ทันเห็นเพื่อนรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งที่เดินผ่านมาอย่างรีบร้อนแล้วชนเขาเข้าอย่างจัง แต่เฟยฉีกลับยืนนิ่งราวหินผาส่วนคนร่างใหญ่กลับกระเด็นก้นกระแทกพื้นเสียเอง เขาหันไปยังทิศทางที่เพื่อนทหารล้มลงรู้สึกประหลาดใจ ส่วนเพื่อนคนนั้นรีบกล่าวขอโทษแล้วรีบร้อนเดินไป
..เฟยฉี ทำหน้าครุ่นคิด ...นี่เพียงแค่ฝึกโคจรพลังไม่ถึง 10 วันเขากลับมีพลังแข็งแกร่งขึ้นขนาดนี้เลยหรือนี่เขาดีใจมากรีบวิ่งไปเล่าให้กับเพื่อนร่วมสำนักฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่าเมื่อสักครู่เกิดอะไรขึ้นเหล่าเพื่อนร่วมสำนักฟังแล้วเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นเขาตั้งใจจะฝึกโคจรพลังอย่างจริงจังเพื่อพรุ่งนี้จะได้ะโราวไม้ไผ่ขั้นต่อไปได้
กองฝึกทิศตะวันตกวันรุ่งขึ้นตั้ง 4 แถว โดดขึ้นราวไม้ไผ่ 3 ขั้นแล้วโดดลงครั้งนี้รอบแรก มีผู้เดินถึงขั้น 3 ได้ 10 คน ผู้ทำสำเร็จจะช่วยพยุงนำโดดไปพร้อมกัน แล้วไม่นานทั้ง 200 คนสามารถฝึกโดดราวไม้ไผ่ 3 ขั้นได้สำเร็จการฝึกจึงปรับเปลี่ยนจาก 4 แถวให้เหลือ 2 แถว
วันนี้ท้องฟ้ากลับไม่อำนวยฝนตกหนักั้แ่ยามสายของวัน แต่ทั้ง 4กองยังคงฝึกหนักต่อไปท่ามกลางสายฝน
กองทิศเหนือทหารทั้งหมดยังคงฝึกซ้อมยิงเป้าเคลื่อนที่องค์รัชทายาทควบม้าตามคุมการซ้อมท่ามกลางสายฝน เสียงคำสั่งฝึกขององค์รัชทายาทดังแข่งเสียงสายฝนที่กระหน่ำลงมา
กองทิศตะวันออกทหารต่างฝึกซ้อมกระบวนท่าเพลงดาบ เสวี่ยซิง ยังคงสอนท่ามกลางสายฝน เสียงเสวี่ยซิงและทหารที่กำลังฝึกดังไม่แพ้เสียงสายฝน
กองทิศใต้ทหารในกองกำลังกระบวนท่าให้กับทวนยาว แล้วทวนวงเดือนจางเหยาคงสอนพวกเขาท่ามกลางสายฝน เสียงจางเหยาและเหล่าทหารในกองฝึกล้วนดังไม่ขาดสาย
กองทิศตะวันตก ทว่าฝนที่เทกระหน่ำเช่นนี้ ไม้ไผ่เมื่อถูกน้ำทำให้พื้นผิวราวฝึกลื่นขึ้นท่ามกลางสายฝน อี้อันเตือนให้บรรดาลูกศิษย์ระวังเป็พิเศษ อย่าใช้ฝ่าเท้าแตะไม้ไผ่แต่ใช้เพียงปลายเท้าเท่านั้น และทรงกายให้มั่นคง เ้าสำนักยืนตากฝนคุมการฝึกอยู่ไม่ไกลบรรดาศิษย์ระวังการทรงตัวเป็พิเศษตามคำสั่ง ขณะที่กำลังฝึก ทหารสองคนอยู่บนราวไม้ไผ่ขั้น3 มีคนหนึ่งก้าวเร็วไป ทำให้พลาดเฉี่ยวโดนคู่ฝึกของตนเพราะไม้ไผ่ค่อนข้างลื่นทำให้เพื่อนทหารเหยียบราวไม้พลาดร่วงจากราวไม้สูงสุดเพื่อนๆ เห็นต่างใร้องลั่น
เ้าสำนักอี้อันพลันพุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็วประคองหลังทหารผู้นั้นไม่ให้กระแทกพื้น ทหารผู้นั้นมีอาการเซนิดหน่อยจากน้ำฝนที่นองพื้นสนามเขาทรงตัวไม่ทันจึงล้มหน้าคว่ำกับพื้นแต่ไม่ได้าเ็แต่อย่างใดเมื่อเขาพยุงตัวเองขึ้นจากพื้นสนามได้แล้วท่ามกลางสายฝนเขาก้มลงคำนับเ้าสำนักอย่างซาบซึ้งบุญคุณ
“กระหม่อม มู่ไป๋ ขอบพระทัยท่านเ้าสำนัก” เพื่อนที่ชนเขารีบเข้ามาขอโทษและช่วยพยุงเขาลุกขึ้น“เ้าไม่เป็อะไรน่ะดีแล้ว” จากนั้นนางจึงออกคำสั่ง “เอาล่ะหยุดฝึกก่อน ให้กลับมาตั้งแถว โคจรลมปราณเพื่อปรับความร้อนในกายให้สมดุลกับอากาศเย็นภายนอกพวกเ้าจะได้ไม่ป่วย” ทหารทั้ง 200 มาตั้งแถวหน้าเวทีฝึกท่ามกลางสายฝนยืนโคจรลมปราณ
บัดนี้ทั้งสี่กองฝึกล้วนตากฝนฝึกซ้อมเหล่าทหาร ต่างเปียกปอนกันทุกคน “องค์รัชทายาทท่านจะไม่ไปพาองค์หญิงเข้ามาในร่มก่อนหรือ นางไม่แข็งแรงมาั้แ่เด็กนะ” จางเหยากล่าว
องค์รัชทายาทยืนมองดูอี้อันตากฝนพร้อมกับเหล่าลูกศิษย์กล่าวว่า “จางเหยาเ้าไปสั่งคนต้มน้ำร้อนเถิด” จางเหยา น้อมรับแล้วเดินไปด้านหลัง
เสวี่ยซิงรู้สึกเป็ห่วงนางเช่นกันเพราะเขาจำได้ว่าบิดาเคยเล่าถึงองค์หญิงน้อยที่ป่วยหนักเพราะอากาศเย็นจนต้องไปรักษาตัวถึงแคว้นต้าหลี่ที่มีอากาศอุ่นกว่าทางเหนือ
เสวี่ยซิงเข้าไปพาอี้อันเข้ามาในห้องโถง มีทหารตั้งถังน้ำอุ่นให้แช่เท้าพี่ชายให้นางนั่งลงเอาผ้าหนาอุ่นคลุมให้น้องสาว ค่อยๆแกะเครื่องประดับบนศีรษะออกแล้วใช้ผ้าขยี้ผมที่หยิกเป็คลื่นจนผมหมาดครั้นพี่ชายเอาผ้าขึ้น ปรากฎว่าผมนางที่เป็คลื่นบัดนี้ยุ่งเหยิงกระจายเต็มหน้าหนุ่มหน้าตาดีสามคนรุมหัวเราะหน้าตาของนางในยามนี้อย่างครึกครื้น เมื่อเห็นนางราวกับสุนัขขนฟูเปียกน้ำ
จางเหยาหัวเราะ“องค์หญิงท่านนี่ดูตลกดีนะ”องค์รัชทายาทใช้สายตาชะเลืองไปยังจางเหยาเขาพลันกลั้นหัวเราะลงทันที นางยังคงยิ้มแย้ม“เสด็จพี่ หม่อมฉันแข็งแรงดีเพคะ”
“เ้าไม่ต้องพูด นั่งเงียบๆ” พี่ชายขยี้หัวซับน้ำต่อไปแล้วสั่งขึ้นมาลอยๆว่า “เอาหวีมาให้พี่”น้องสาวปัดมือพี่ชายดึงผ้าออก แหงนหน้ามองพี่ชายยิ้มกว้างขวางกล่าวว่า “หม่อมฉันไม่มีหวีเพคะ”
สามสหายร้องพร้อมกัน “..อ้าว...”
“แม่นมหวีผมให้หม่อมฉันทุกวันเพคะ” พี่ชายมองหน้าน้องสาว... นางไม่คิดรักสวยรักงามดังเช่นสตรีทั่วไปเลยหรือนี่ ..
“จางเหยา เ้ามีภรรยาแล้ว น่าจะมีหวีติดตัวบ้างนะ”
“แหม องค์รัชทายาท หม่อมฉันมีภรรยาคนเดียว จะพกหวีออกนอกบ้านทำไม กระหม่อมไม่คิดไปหวีให้คนข้างนอกเสียหน่อย”ก็จริงของเขา สุดท้ายพี่ชายจึงรวบผมยุ่งๆ หยิกๆ ของนางมัดไว้บนศีรษะท่าทางดูเก้งๆ กังๆ อยู่ไม่ใช่น้อย “เอาหละ พี่ทำได้เท่านี้แหละ” เมื่อรวบผมที่ดูหยิกยุ่งเหยิงแล้วกลับทำให้นางกลายเป็เด็กน้อยลงไปอีก ไม่ใช่เด็กสาวอายุ 16 ปีเช่นที่เป็อยู่
“ในค่ายมีแต่ผู้ชายจึงไม่มีกระจก ไม่เช่นนั้นองค์หญิงจะได้เห็นแมวขนฟูๆอยู่ตรงหน้า” จางเหยายังหยอกเย้าอี้อันต่อไปแต่นางไม่สนใจจางเหยา หันไปถามเสวี่ยซิงว่า “ข้าเหมือนแมวจริงหรือแล้วท่านชอบแมวหรือไม่?” เสวี่ยซิงมองหน้านางชะงักก่อนจะหัวเราะเบาๆ ไม่ตอบ องค์ชายขมวดคิ้วมองน้องสาวจางเหยาเลิกคิ้วมององค์หญิง เอ ..ชักจะไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว
หลังกินข้าวเที่ยงแล้วขณะที่ครูฝึกและทหารพักฝึกครึ่งชั่วยาม อี้อันเ้าสำนักจงเฉิงกองทิศตะวันตกเดินเข้าไปในป่าไผ่ตามลำพัง ถือกระบี่ประจำกายติดมือไปด้วย ฝักกระบี่และดามกระบี่ของนางทรงกลมยาวสีเขียวราวกับขลุ่ยหยก มันเป็อภินันทนาการจากเสด็จพี่อี้จินเมื่อครั้งไปค้าขายที่เมืองพุกาม อี้อันเดินสำรวจป่าไผ่ต้นไผ่ที่ถูกตัดไปทำราวฝึก มีตอไผ่ถูกตัดเฉียงหลายตอ นางจัดการใช้กระบี่ตัดถึงโคนต้นเป็แนวตรงจนหมดทุกตอ แล้วเดินกลับออกมาพบเสวี่ยซิงยืนรอที่ปากทางป่าไผ่เพราะองค์รัชทายาทสั่งให้เขามาอารักขาน้องสาวนั่นเอง
“ท่านจะมาตัดต้นไผ่หรือ?” นางถามยิ้มกว้าง
“ไม่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมตามมาอารักขาองค์หญิง”
“อ๋อ ขอบใจท่านมากนะ” นางยิ้มกว้างแสดงอาการดีใจเขามาส่งนางที่ลานฝึกแล้วเดินกลับไปกองของตนไป
องค์รัชทายาทยืนมองทั้งคู่อยู่ไกลๆอย่างครุ่นคิด น้องสาวของตนเองเริ่มโตเป็สาวแล้วแรกเริ่มเสด็จพ่อคิดจะจัดพิธีปักปิ่นให้นางใน่ก่อนเข้าฤดูหมังจ้ง (芒种) ่เตรียมหว่านข้าวสาลี ราวเดือน 6 ที่จะถึงในอีกไม่นานนี้แต่ทรงเห็นว่าอาจเตรียมการได้ไม่ดี จึงเลื่อนไปจัดราวต้นฤดูใบไม้ร่วง่ที่ฝนน้อยลงแล้ว พิธีปักปิ่นเป็ประเพณีหนึ่งที่แสดงออกว่าสตรีที่เข้าพิธีได้เติบโตเป็หญิงสาวพร้อมออกเรือนแล้ว
เขาพอจะสังเกตได้ว่าอี้อันชอบเสวี่ยซิงไม่ใช่น้อย ย่อมไม่แปลกเพราะสตรีทั่วนครเปี้ยนจิงต่างหลงใหลรูปโฉมของเสวี่ยซิง แอบเรียกเขาว่า “คุณชายหิมะผู้เยือกเย็น” แต่สหายผู้นี้กลับไม่ได้ใส่ใจสตรีนางใดเลย หากทำได้พี่ชายอย่างเขายินดีจะบังคับเสวี่ยซิง ให้มาเป็น้องเขยเล็กของเขาแน่นอน แต่ในความเป็จริงเขาไม่อาจบังคับสหายผู้นี้ได้ เพราะเขารู้มานานแล้วว่าในใจของเสวี่ยซิงมีแต่เหออัน มาั้แ่วัยเยาว์แล้ว เช่นนั้นหาก อี้อัน ชอบเสวี่ยซิง อย่างจริงใจแล้วนางคงต้องเสียใจอย่างแน่นอน ถึงนางจะอายุย่าง 16 ปี เื่ความรู้ ความสามารถปฏิภาณไหวพริบของนางมีล้ำเกินอายุเพราะญาติผู้พี่ทางต้าหลี่เคี่ยวกรำจนนางมีความสามารถวิชายุทธ์สูงส่งไม่แพ้ใคร แต่เื่อารมณ์ วาจา อากัปกิริยาเห็นได้ชัดเจนว่านางเป็เหมือนเด็กอายุ 10 ขวบหากจะต้องอธิบายความรู้สึกที่แท้จริงของเสวี่ยซิงให้อี้อันฟังเชื่อว่ายากที่นางจะยอมรับได้ .. พี่ชายอย่างเขาได้แต่ถอนหายใจกับปัญหาที่คาดว่าจะมาถึงในไม่ช้า …
บ่ายนี้ฝนหยุดตกแล้วและอากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น ท่านเ้าสำนัก ยืนหน้าเวทีกล่าวกับลูกศิษย์ในสำนักว่า “่เช้าพวกเ้าฝึกใช้พลังลมปราณจนโดดขึ้นราวไม้ไผ่ทั้ง 3 ขั้นได้อย่างง่ายดาย ถือว่าพวกเ้าเก่งมาก .....แต่ ....” เ้าสำนักหยุดชะงัก เหล่าลูกศิษย์เริ่มใจคอไม่ดี
“พวกเ้าต้องฝึกให้สามารถวิ่งฝ่าอากาศได้ทุกที่ ทุกโอกาสดังนั้นเ้าสำนักอย่างข้าจะพาลูกศิษย์ไปฝึกสถานที่จริง”
“ตามข้ามา…” ว่าแล้วเ้าสำนัก ลงจากเวที นำลูกศิษย์ทั้ง 200 คนเดินตรงไปยังป่าไผ่
“พวกเ้าต้องวิ่งขึ้นต้นไผ่โดยใช้ลมปราณส่งพลังไปที่ปลายเท้าเพื่อส่งตัวเ้าขึ้นไปโดดจากไผ่ต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง จากนั้นพวกเ้าจะใช้มือหรือส่วนใดในร่างกายก็ได้ทำให้เ้าอยู่บนนั้น ครึ่งชั่วยาม เท้าห้ามแตะพื้น หากเท้าใครแตะพื้นข้าจะให้เฝ้าไผ่ต้นนั้นทั้งคืน ได้ยินแล้วใช่ไหม” ว่าแล้วนางพลันโดดลอยขึ้นใช้ปลายเท้าแตะต้นหนึ่งส่งตัวไปอีกต้นหนึ่งอย่างรวดเร็วสูงขึ้นเรื่อยๆจนมองตามแทบไม่ทัน เห็นเพียงอาภรณ์ที่ถูกลมพัดสะบัดพริ้วไหว มองดูราวกับการร่ายรำบนต้นไผ่ไม่ปานนางส่งเสียงขณะเคลื่อนกายอยู่้าว่า
“ต้นไผ่ แม้แข็งแกร่ง แต่ลำต้นมันกลับอ่อนพลิ้วไหวไปมาได้พวกเ้าจงใช้การพลิ้วไหวของมันส่งตัวเ้าให้ก้าวขึ้นไปข้างหน้า” ประโยคสุดท้าย นางได้ไปยืนอยู่บนยอดไผ่แล้วกล่าวจบนางพลิ้วกายเท้าแตะผ่านไผ่แต่ละต้นลงมา “ทุกคน ...เริ่มได้”
เหล่าลูกศิษย์มองหน้ากันกลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วฮึดสู้ วิ่งกรูกันเข้าป่าไผ่ พวกเขาพยายามทำตามตัวอย่างที่นางแสดงให้ดู คราแรกไม่มีใครทำได้แม้แต่เฟยฉีทดลองะโลอยตัวขึ้นแต่ไปได้เพียงต้นเดียวก็ลื่นไถลลงมาล้มลุกคลุกคลานน่าอเนจอนาถนัก จนมีคนเริ่มจับทางได้ว่าหากหาต้นไผ่ที่มีลำต้นใกล้กันราว 1เชี๊ยะ อาศัยถีบตัวไต่ขึ้นไปจึงจะสำเร็จที่สุดมีคนร้องะโอย่างดีใจสุดๆ ว่า “ข้าทำได้แล้วข้าทำได้แล้ว” แล้วนั้นเริ่มมีคนทดลองทำตามวิธีเดียวกันไต่ต้นไผ่คู่ แล้วเริ่มมีคนร้องะโเพิ่มขึ้นจากบนยอดไผ่ไปทั่วป่า
ส่วนด้านล่างอี้อันเด็ดกิ่งไผ่เล็กๆ แล้ว โดดขึ้นไล่หวดลูกศิษย์ มีบางคนที่เกาะต้นไผ่ลื่นลงมาเท้าเกือบแตะพื้น เมื่อเห็นเ้าสำนักยืนกอดอกคอยอยู่เขารีบหดเท้าขึ้นแล้วกระดืบตัว ปีนขึ้นต้นไผ่ไป
“พวกเ้าโดดไป อย่าหยุด” ว่าแล้วเ้าสำนักโหด ดีดตัวลอยขึ้นไปไล่หวดลูกศิษย์ให้ปีนป่ายลำไผ่หนีกันอุตลุด หลายคนร่วงจากปลายลำไผ่ แต่มือเท้าเหนียวใช้ได้ ยังเกาะติดลำไผ่อยู่
วันรุ่งขึ้นรถม้าองค์หญิงแล่นเข้ามาในค่าย องค์หญิอี้อันงลงจากรถม้าอย่างคล่องแคล่วไม่ต้องใช้บันได้เฉกเช่นสตรีทั่วไป จากนั้นแม่นมเฉินเดินตามลงมา วันนี้แม่นมเกล้ามวยผูกผ้าแน่นแต่งกายรัดกุมดูคล้ายบุรุษ แม้เลยวัย 40 แล้ว แต่รูปร่างบางเพรียวท่วงท่าสง่าดูน่าเกรงขาม แม่นมเฉินเดินตามองค์หญิงอี้อันเข้าไปในเรือนผู้บัญชาการ แล้วทำความเคารพองค์รัชทายาท ส่วนสองสหายทำความเคารพองค์หญิงองค์รัชทายาทมีสีหน้าแปลกใจลุกขึ้นทำความเคารพแม่นมเฉิน เพราะสตรีผู้นี้เลี้ยงเขาและน้องสองคนมาั้แ่เกิดทุกคนล้วนให้ความเคารพนางดุจญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง “แม่นมเฉิน”
“คารวะองค์รัชทายาท”
องค์รัชทายาทลุกจากโต๊ะบัญชาการลงมาต้อนรับแม่นมเฉิน “เหตุใดวันนี้ถึงมาพร้อมอี้อัน”
“ฮองเฮา มีรับสั่งให้หม่อมฉันนำอาหารเที่ยงมาให้องค์รัชทายาทและพระสหายเพคะและนำองค์หญิงกลับไปด้วยเพคะ”
“ไม่มีอะไรใช่ไหมแม่นม” องค์รัชทายาทหรี่ตา สายตามองแม่นมเฉินอย่างคาดคั้น นางหัวเราะชอบใจ “หม่อมฉันอายุมากแล้วไม่เล่นซุกซนอย่างองค์หญิงน้อยหรอกเพคะ” เขาพยักหน้ารับทราบแต่ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก
หน้าป่าไผ่ ทิศตะวันตก
เหล่าลูกศิษย์ยืนเข้าแถวอย่างพร้อมเพรียงกันทุกคนประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นสตรีแต่งกายดังบุรุษยืนกับเ้าสำนักของตน “ท่านแม่นม เหล่านี้เป็ลูกศิษย์ของข้าเอง” แม่นมยิ้มรับทราบเหล่าลูกศิษย์เมื่อได้ยินดังนั้นรีบยกมือทำความเคารพ
“คารวะแม่นมท่านเ้าสำนัก” คราวนี้แม่นมสำลักหัวเราะเบาๆหันมามองหน้าเ้าตัวดี มิน่าเล่าพี่ชายถึงคาดคั้นเอาจริงเอาจังกับนาง ส่วนเ้าตัวดียิ้มกว้างให้แม่นมเฉินจนตาหยี แล้วเ้าตัวดีก็หันยังเหล่าลูกศิษย์เบื้องหน้า
“แม่นมของข้าเองและเป็แม่นมขององค์รัชทายาทด้วยนะ ถือได้ว่าเป็ปรมาจารย์ของพวกเ้า เพราะท่านเป็ผู้สอนวิชาตัวเบาและอาวุธลับให้ข้า วันนี้แม่นมจะมาช่วยชี้แนะให้พวกเ้าด้วยตัวเอง เอาหละฝากตัวกับท่านซะ” ได้ยินดังนั้น เหล่าศิษย์สำนักทั้ง200 คนรีบคุกเข่าคำนับสามครั้งกันอย่างตื่นเต้นดีใจเพราะพวกเขาเห็นฝีมือเ้าสำนักมาแล้ว ฉะนั้นอาจารย์ของเ้าสำนักย่อมต้องเหนือกว่าอย่างแน่นอนอี้อันมองท่าทางกระตือรือร้นของเหล่าลูกศิษย์อย่างหมั่นไส้
จากนั้นแม่นมเดินเข้าไปใกล้ๆแล้วแนะเคล็ดวิชาตัวเบาเพิ่มเติมให้ ทหารทุกคนตั้งฟังฟังแล้วพยักหน้าเหมือนว่าจะเข้าใจ จากนั้นแม่นมเฉินพลันพุ่งทะยานขึ้นไปบนต้นไผ่คล้ายดังลูกธนูแล่นออกจากคันธนูโดดจากต้นหนึ่งไปต้นหนึ่งอย่างรวดเร็วแม่นยำสู่ยอดไผ่ แล้วโดดลงมา “เอาหละ พวกเ้าเริ่มได้”
นับว่าการมาเยี่ยมค่ายของแม่นมเฉินได้ผลดีเกินคาด ไม่นานนักลูกศิษย์แต่ละคนสามารถโดดไปบนต้นไผ่ได้อย่างคล่องแคล่วขึ้น ดั่งกับนัดหมายกันไว้ เ้าสำนักกับอาจารย์ท่านเ้าสำนักถือกิ่งไม้ไผ่โดดขึ้นไล่หวด “พวกเ้าเร่งหนีข้าให้ได้นะ” ทั้งเ้าสำนักและปรมาจารย์สองนางไล่หวดยิ่งทำให้เหล่าลูกศิษย์ชำนาญมากยิ่งขึ้น หลบหลีกโดดได้คล่องแคล่วขึ้นส่วนคนที่เริ่มโดดขึ้นได้บ้างเมื่อถูกไล่หวดยิ่งหวาดกลัวโดดไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต หลายคนร่วงหล่นลงมาแต่มือยังเหนี่ยวลำต้นหนึ่งได้แล้วพยยามดีดกายขึ้นไปใหม่
มีคนหนึ่งบ่น...ไหนใครว่าบุรุษสามคนโหดแล้ว สตรีสองคนนี่แหละ ...โหดกว่า....
องค์รัชทายาทยืนกอดอกมองอยู่ไกลๆยิ้มน้อยๆ คิดถึงเมื่อครั้งเยาว์วัย ั้แ่เกิดมาจนมีน้องสาวอีก 2 คนมีแม่นมเฉินที่แหละที่คอยเลี้ยงดูพวกเขาสามพี่น้องอย่างใกล้ชิด คนอื่นๆ รู้เพียงว่าแม่นมเฉินเป็นางกำนัลคนสนิทของต้วนฮองเฮาแต่ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้ว แม่นมเฉินเป็องครักษ์หญิงที่ติดตามเสด็จแม่มาจากแคว้นต้าหลี่
จนเมื่ออี้อันไปรักษาอาการป่วยที่ต้าหลี่แม่นมเฉินต้องติดตามไปดูแลอี้อัน จึงให้ศิษย์น้องมาอารักขาเสด็จแม่แทน เขาและเหออันเรียกนางกำนัลหญิงผู้นั้นว่า “น้าฟาง” แม่นมเฉินเป็อีกคนหนึ่งที่พยายามปลุกอี้อันออกมาจากดินแดนที่ว่างเปล่าโลกที่ไร้การรับรู้เื่ใดๆ สุดท้ายครอบครัวเขาก็ได้อี้อัน“เ้าลูกเต่าน้อย” คนเดิมกลับคืนมา
..ถึงบางอย่างจะขาดสมดุลไปบ้างแต่ “อี้อัน” ที่เป็อยู่ในวันนี้ถือว่าไม่เลวเลย…..
มื้อกลางวันของวันนี้มีอาหารเพิ่มเติมมากมายจนต้องเอาโต๊ะมาเสริม องค์ชายเชิญแม่นมเฉินนั่งร่วมโต๊ะด้วยทุกคนกินข้าวอย่างสนุกสนาน องค์รัชทายาทเสวี่ยซิง จางเหยาพลัดกันเล่าเื่ราวการฝึกของกองตนเอง แม่นมเฉินฟังอย่างเพลิดเพลิน ส่วนอี้อัน พี่ชายคีบอาหารส่งให้ชามข้าวน้องสาว แม่นมก็คีบอาหารใส่ให้อีกราวกับนางเป็ศูนย์กลางของครอบครัว วันนี้อี้อันเจริญอาหารเป็พิเศษกินข้าวได้มากขึ้น อี้อันคีบเนื้อใส่ชามข้าวให้เสวี่ยซิงเขายิ้มให้ขอบคุณนาง ดูว่าเขาจะชินกับอาการนี้ของอี้อันไปเสียแล้ว
แม่นมเฉินกลับเป็ฝ่ายชะงักพี่ชายจึงถาม “วันนี้มีอะไรอีกล่ะ”นางยิ้มกว้างไม่ตอบแล้วนางคีบเนื้อส่งให้จางเหยา เขาถือตะเกียบค้างมองหน้านาง ตาเบิกโพลงราวกับใสุดขีด
“องค์หญิง ทรงทำกระหม่อมขนลุกเลยนะเนี่ย” นางยิ้มกว้างไม่ตอบจางเหยาแล้วบรรจงคีบเนื้อใส่ชามพี่ชาย
“ว่ามา วันนี้มีอะไร” พี่ชายมองหน้าน้องสาว แม่นมเฉินหัวเราะแล้วส่ายหัว
หน้าป่าไผ่กองฝึกทิศตะวันตก
บ่ายวันนี้แม่นมเฉิน องค์หญิงอี้อัน องค์รัชทายาทเสวี่ยซิง จางเหยา ถือกิ่งไผ่กันคนละกิ่ง เบื้องหน้าทั้ง5 คือทหารกองทิศตะวันตก 200 คน “เมื่อเช้าเ้าไม่น่าพูดเลยว่า “บุรุษสามคนว่าโหดแล้ว สตรีสองคนโหดกว่า” เห็นไหมบ่ายนี้เจอครบทั้ง5 คนเลย” ทหารคนหนึ่งพูดกับเพื่อนแล้วตบศีรษะดัง ....เพี๊ยะ....โทษฐานพูดให้เป็ลางแล้วดันเกิดขึ้นจริงๆ
เ้าสำนักพูดขึ้นอย่างโเี้กับเหล่าลูกศิษย์ว่า “หนึ่งชั่วยามนี้ พวกเ้ามีหน้าที่เดียว ..หนีให้ทัน ....”
“เริ่มได้” ความโกลาหลพลันบังเกิดขึ้น เหล่าลูกศิษย์ 200คนโดดขึ้นต้นไผ่อย่างไวหนีกันอย่างสุดชีวิตโดนหวดกันทุกคนมากบ้างน้อยบ้าง สุดแต่ใครหนีไวกว่ากัน สุดท้ายหนึ่งชั่วยามนั้นได้จบลง ทั้ง 200คนลงไปนั่งหอบกับพื้น หมดแรง แต่ถือว่าได้ผลดีเกินคาดหมายจริงๆ
“อี้อัน ถ้ากองของพี่มาฝึกกับเ้า พี่ต้องมาไล่ตีพวกเขาด้วยไหม”
“แน่นอนเสด็จพี่ กองของเสด็จพี่ ต้องเป็เสด็จพี่เท่านั้นเลย” นางยิ้มกว้างให้พี่ชาย
ค่ำนั้นที่ห้องทรงพระอักษร พระราชวัง
ฝ่าาทรงพระสรวลดังลั่นเบื้องหน้าโต๊ะทรงพระอักษร องค์รัชทายาทยืนอยู่ “ดีมาก แล้วกองอื่นๆ ผลการฝึกเป็อย่างไรบ้าง”
“เสวี่ยซิงฝึกสอนเพลงดาบ ขณะนี้ทั้ง 200 คนใช้ดาบได้ชำนาญขึ้นพ่ะย่ะค่ะส่วน จางเหยาฝึกเพลงทวน ขณะนี้พลทหาร 200 คนใช้ทวนเหล็กได้อย่างชำนาญแล้วกองหม่อมฉันฝึกยิงธนู ขณะนี้ยิงฝึกยิงระยะไกลกว่า 1 หลี่เข้าเป้าได้ทั้งหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี ดีมาก อาชิว เ้าไม่ทำให้พ่อผิดหวังเลยจริงๆ”
“หม่อมฉันขอบพระทัยที่เสด็จพ่อทรงให้ลูกได้ช่วยแบ่งเบาพระราชกิจของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
“อาชิว” ฝ่าาตรัสเรียกพระโอรสเบาๆ “พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ?”
“พ่อฝากดูแลน้องด้วยนะ”
“พ่ะย่ะค่ะ”