ชายชราถูกน้ำชาราด ทำให้ศีรษะของเขาเหมือนมีสาหร่ายแปะอยู่เขาถามผมว่า
“ขวางหูขวางตางั้นรึ ฉันไปทำอะไรให้แก”
“แล้วคนที่ถูกเผาในเตานั่น ทำอะไรให้แกล่ะ”
“.....”
“เพราะฉะนั้น แกก็สมควรโดน อย่ามาพูดส่งเดชหน่อยเลย”
ผมเตรียมเหนี่ยวไกปืน ถ้าผมเหนี่ยวไกเมื่อไหร่ ชายชราจะกลายเป็เนื้อก้อนใหญ่ทันที
“ใช่ แกพูดถูก อยากฆ่าก็ฆ่า เพราะมันคือสันดานของคนอย่างพวกเรายังไงล่ะ หึๆ”
เป็เพราะอายุมากแล้วเลยไม่กลัวตาย หรือเป็ธรรมชาติของพวกมือโปรในวงการนี้กันในแววตานั่นไม่มีความกลัวอยู่เลย ราวกับว่าถูกความบ้าคลั่งครอบงำไปแล้ว
“ยิงสิ!”
ชายชราจ้องผมด้วยดวงตาแดงก่ำ แทนที่จะเหนี่ยวไก ผมกลับเก็บปืนลง
“ทำไมไม่ยิงล่ะ หึ ๆ อย่าบอกนะว่าไม่กล้า...”
เขายิ้มออกมาและพูดเหมือนรู้ทุกอย่าง
“ดูท่า แกน่าจะไม่เคยฆ่าคนโดยไม่ใช้พลังจิตนั่นสินะ หึ ๆๆ”
นั่นก็ใช่
แต่เมื่อครู่ที่ผมไม่ยอมเหนี่ยวไกออกไปเพราะมีเหตุผลอื่น
“มันง่ายเกินไป”
ผมไม่อยากจะให้มันตายง่าย ๆ แบบนี้ อย่างน้อยอยากจะหักคอมันสักหน่อย
“อะไรนะ...”
“ถ้าเหนี่ยวไกก็คือจบ มันดูง่ายไปหน่อย”
และผมมีเื่ที่อยากถาม ถ้าจะทำแบบนั้นต้องทำให้มันว่านอนสอนง่ายก่อนใช้ปืนขู่คงไม่เหมาะ
“ยังไงดีล่ะ...”
ถ้ายังขู่จะฆ่าต่อไปไอ้แก่นี่ดูจะไม่ใช่คนที่ต้องดิ้นรนเพื่อชีวิตตัวเองขนาดนั้น มันไม่ใช่คนประเภทเดียวกับจางควอนอิลที่ทำให้หายใจไม่ออกแล้วจะเปิดปากพูด ผมเหลือบไปเห็นไหใส่น้ำใบใหญ่วางอยู่ข้างเตาเผาดูจากน้ำที่เต็มไห น่าจะเอาไว้ใช้ลดอุณหภูมิของเตาเผา
“ใช่แล้ว คงพอทำให้เปิดปากออกมาได้บ้าง”
เพื่อที่จะทำตามสิ่งที่นึกออก ผมจึงทำให้ชายชราขยับร่างกายไม่ได้
-กร็อบ
ผมบิดข้อต่อแขนขาเขา ใช้แรงไม่มากนักก็ทำให้หักได้ ถึงทำแบบนั้นเขาก็ไม่ร้องสักนิด
“หึ ๆ ลองหักกระดูกให้หมดเลยสิ นึกว่าฉันจะกลัวรึ”
“ไม่รู้สิ จะกลัวหรือไม่กลัวก็ต้องลองดูถึงจะรู้”
ผมใช้พลังจิตนำตัวเขาใส่เข้าไปในไหใบนั้น แล้วรีบเอาเขาออกมาจากน้ำ
“แกจะทำอะไร...”
เขามองเห็นสายตาของผมจึงปิดปากสนิท ดูจากลูกกระเดือกที่กลืนน้ำลายดังเอื๊อกเหมือนเขาจะรู้ว่าผมคิดจะทำอะไร
“ดะ...ดะ...เดี๋ยวก่อน!”
ผมทำเป็ไม่ได้ยินและใช้พลังจิตดันชายชราเข้าไปในเตาเผา
“อ๊ากกก!”
แม้เขาจะถูกลวกด้วยน้ำร้อน แต่ไม่ได้ยินเสียงร้อนฉ่าเลยสักนิด ผมใช้พลังจิตดึงชายชราออกมาเหมือนกับตกปลาอยู่
-ฝึบ
ทันทีที่โยนเขาเข้าไป ผมก็ดึงเขาออกมาทันที แต่ไฟก็ยังท่วมตัวผมจึงเอาเขาใส่เข้าไปในไหอีกครั้ง
-จ๋อม
เอาออกมา
“อือออ”
ใส่เข้าไป
-อ๊ากกก!
เอาออกมาอีกครั้ง
-จ๋อม
ใส่เข้าไปอีกหน
ผมทำเช่นนั้นซ้ำสามรอบ
“อ๊าก...ฆ่าฉันที...ได้โปรด”
เสียงของเขาแหบแห้งเหมือนกล่องเสียงถูกเผา ผมปรายตามองชายชราที่ิัถูกละลายอย่างโเี้
“ยิ้มสิ”
“.....”
“บอกให้ยิ้มเหมือนเมื่อกี้ไง”
ชายชราตัวสั่นเทิ้มหลบสายตาผม คงเสียใจที่พูดจาท้าทายผมก่อนหน้านี้
“ฉันจะถามแกสักสองสามข้อ”
“.....”
“ถ้าตอบดีจะปล่อยให้แกไปสบายด้วยไอ้นี่”
ผมหมายถึงปืนยาวที่กำลังเล็งไปที่หัวเขา
“ชื่อ”
“ละ..ลีมูซอง”
“เครื่องปั้นมูซองนี่ตั้งตามชื่อแกสินะ มีที่แบบนี้ในประเทศอีกกี่ที่”
“ไม่แน่ใจ...น่าจะมากกว่าสามสิบที่”
เยอะกว่าที่คิดไว้
สถานที่กำจัดศพมีมากกว่าสามสิบที่อย่างนั้นหรือ
“ที่นี่อยู่ในเครือของแก๊งัดำใช่ไหม”
“ทั้งใช่และไม่ใช่”
“หมายความว่ายังไง”
“ถึงจะคอยกำจัดศพที่มาจากแก๊งัดำแต่ก็ดูแลบริหารเอง”
เขาบอกว่า ถ้านักฆ่าไม่ตายไปก่อน พอวางมือก็จะมาทำงานจัดการศพแบบนี้ เพราะว่าแก่เกินกว่าจะรับงานต่อแต่ยังติดใจในการฆ่าคนอยู่ จึงมาเป็คนกำจัดศพ
“พวกนักฆ่าไม่ได้มีองค์กรแบบแก๊งัดำเหรอ”
ถ้าดูตามภาพยนตร์ต้องมีองค์กรสิ
“ส่วนใหญ่เป็คนที่ลงมือเอง เมื่อก่อนก็มีองค์กร แต่พอทำไม่ได้ดั่งใจก็ฆ่ากันเองตอนนี้เลยเหลืออยู่ไม่เท่าไหร่”
“ถ้าลงมือเองแบบไม่มีใครหนุนหลังก็ไม่น่ามีคนจ้างเยอะ”
“มีกลุ่มนายหน้าเข้ามาแทน พวกเขาจะติดต่อนักฆ่าให้ แล้วเก็บแค่ค่านายหน้า”
พวกเขาจะได้รับค่านายหน้าเมื่อทำสัญญาสำเร็จ พวกนายหน้าเก็บค่านายหน้าอย่างเป็ธรรมจึงไม่มีปัญหากับพวกนักฆ่า
“ถ้าอยากจะเจอพวกมันต้องทำยังไง”
“ไม่มีวิธีอื่นนอกจากจะได้รับการแนะนำจากคนที่ทำธุรกิจนี้อยู่”
“มีคนรู้จักบ้างไหม”
“.....”
ลีมูซองลังเลอยู่ชั่วครู่ก็เปิดปากพูดออกมา
ยังไงก็ต้องตายอยู่แล้ว เลยยอมพูดออกมาอย่างนั้นเหรอ
“ไม่นานมานี้เพิ่งมีคนวางมือไป น่าจะยังติดต่อกับพรรคพวกอยู่”
“อยู่ที่ไหน”
“หัวหน้าคิม ทำงานอยู่ที่นี่แหละ เดี๋ยวก็ใกล้จะมาแล้ว ตอนนี้เขาไปคุยธุรกิจอยู่”
หัวหน้าคิมทำงานอยู่ที่นี่เองสินะ
ผมมองเขาและแสยะยิ้มออกมา
“คิดว่ามันจะช่วยแกได้งั้นสิ ใช่ไหม”
“.....”
“ดี รอมันมา จะได้ฆ่าทีเดียว”
ที่พูดไปว่าจะฆ่าคนที่ติดต่อกับนายหน้า ผมไม่คิดจะทำให้มันตายหรอก แต่จะล้วงข้อมูลการล้วงข้อมูลยากกว่าการฆ่านัก พูดได้ว่าผมกำลังถ่อมตัว
ถ้าเพิ่งวางมือมาไม่นาน ฝีมือไม่น่าจะแตกต่างกับพวกที่ยังทำงานอยู่นัก
คงจะแตกต่างกับลีมูซอง ชายชราที่หมดสภาพตรงหน้า ผมรู้สึกกังวลอยู่ภายในใจถึงผมจะเคยเจอกับคนมาหลายรูปแบบ แต่ไม่เคยเจอกับคนที่เรียกว่านักฆ่ามาก่อน
“กว่ามันจะมา เราอยู่แบบนี้มันน่าอึดอัด มาคุยกันหน่อยดีกว่า”
ลีมูซองมองผมด้วยสายตาไร้เรี่ยวแรง
“ฉันมีเื่ที่อยากถามอยู่ ถ้าได้รับความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญก็คงดี”
“ถะ...ถามมาได้เลย”
“หลังจากพวกแก๊งัดำฆ่าคนแล้ว มีบ้างไหมที่ปล่อยศพทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่มาจัดการศพที่นี่”
“.....”
“แล้วก็รู้ทั้งรู้ว่ากล้องวงจรปิดจับภาพได้ก็ยังไม่สนใจ”
ผมเล่าสั้น ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ของฮันซอลอา หลังจากได้ยินคำอธิบายลีมูซองก็ค่อยๆ เปิดปากพูด
“อาจจะไม่ใช่แก๊งัดำ แก๊งนี้ต่างจากเมื่อก่อน เพราะไม่้าปล่อยศพทิ้งไว้เฉยๆ”
เหมือนที่จอนมินซองพูดเลย ถ้าอย่างนั้นไม่ใช่ฝีมือของแก๊งัดำจริงๆ น่ะเหรอ
“ฉันคิดว่าคนที่คอยสนับสนุนให้มีที่กำจัดศพคือผู้บริหารแก๊งัดำแต่ก็สามารถจ้างนักฆ่าเป็การส่วนตัวได้ไม่ใช่เหรอ”
“ถ้าเป็นักฆ่า หลังจากเกิดเหตุฆาตกรรมแล้วจะมาใช้บริการที่กำจัดศพ ผู้ว่าจ้างโดยเฉพาะนักธุรกิจก็ทำเหมือนกันเพราะถ้าทิ้งศพไว้อาจจะโดนจับได้”
“หืม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ นั่นคือพูดหมดแล้วเหรอ”
ผมมองไปที่ลีมูซอง ส่วนเขาเองก็หลบตาผมและหยุดพูดไป
“ได้ ถ้าไม่มีอะไรจะพูดก็มาจบกันเถอะ ไม่จำเป็ต้องเจอหน้ากันอีก”
“อะ...อีกเดี๋ยวหมอนั่นก็มาแล้วนะ”
“ก็ไปรอก่อนไง เดี๋ยวส่งตามกันไปเร็ว ๆ นี้แหละ”
“หนะ...ไหนบอกว่าจะฆ่าฉันด้วยปืนไง!”
“ก็ตอบไม่ถูกใจ”
ผมใช้พลังจิตค่อย ๆ ยกตัวเขาขึ้นมา เตรียมรที่จะโยนเขาเข้าเตาเผาอีกครั้ง
“ดะ...ดะ...เดี๋ยวก่อน มีอีกอย่างที่จะบอก”
“.....”
“หากทิ้งศพไว้ที่จุดเกิดเหตุ แล้วถูกกล้องวงจรปิดจับได้มีความเป็ไปได้สองทาง”
“บอกมา”
“อาจจะเป็นักฆ่ามือใหม่ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ...”
“ดูไม่เหมือนมือใหม่ จากที่ฉันเห็นก็ดูใจกล้าพอตัว”
ลีมูซองกลืนน้ำลายแล้วตอบผมว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็อาจจะจงใจทิ้งศพไว้”
“จงใจทิ้ง? ทำไม”
“ก็เอาไว้เตือนใครสักคนว่าอาจจะตายแบบนี้ก็ได้”
“.....!”
การตายของฮันซอลอาสามารถเป็ตัวอย่างให้ได้สินะ
ได้ยินแบบนั้น ผมก็เข้าใจแล้วก็มั่นใจด้วยว่า
ชายสามคนในกล้องวงจรปิดกำลังเตือนว่าแกจะตายแบบนี้เช่นกัน
ใครกัน
ใครฆ่าฮันซอลอา แล้วส่งข้อความแบบนั้นถึงใคร ทำไมถึงขั้นต้องฆ่าด้วย
มันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่
ถึงขนาดต้องฆ่ากันอย่างโเี้ เื่ใหญ่ขนาดนั้นคิมชอนซูจะไม่รู้เื่เลยเหรอ
แต่ภาพลักษณ์ตอนที่ทำงานที่โกลด์บาร์ก็เหมือนจะควบคุมดูแลอย่างละเอียด
ในตอนนั้นเองขณะที่ผมกำลังครุ่นคิด
“หืม?”
ประตูหลังของโกดังถูกเปิดออกเห็นชายวัยกลางคนกำลังเดินเข้ามาทางลานข้างหลัง รูปร่างสูงประมาณ 2 เมตร ผมคิดว่าไอ้หมอนี่เป็นักฆ่าที่ภาพลักษณ์ห่างไกลกับที่เคยเห็นในภาพยนตร์อย่างกับนักเพาะกาย
“หะ...หัวหน้าคิม!”
ลีมูซองส่งเสียงเรียกเมื่อเห็นชายคนนั้นแต่ด้วยกล่องเสียงของเขาทำให้แผดเสียงออกมาได้ไม่ดังนัก
“ไอ้หมอนี่ใช้พลังวิเศษแปลก ๆ ! เหมือนพลังจิต...!”
ผมปิดปากเขาแล้วพูดเบา ๆ
“อย่าพยายาม เห็นแล้วมันน่าสมเพช”
“อื้อออ...”
ผมยิ้มแล้วเดินหลบออกมาสองสามก้าว อีกฝ่ายก็เห็นลีมูซอง
“ท่านผู้เฒ่า!”
หลังจากที่เขาเช็กสภาพของลีมูซองก็หันมามองผม
“แกเป็คนทำเหรอ”
“ก็อย่างที่เห็น”
“แกเป็ใคร ใครส่งแกมา”
“ไม่รู้สิ ไปสืบเอาเอง”
“.....”
เขาหักคอไปมาเกิดเสียงกรอบแกรบ และหยิบพลั่วที่วางไว้ขึ้นมา ทั้งที่มองเห็นว่าในมือของผมมีปืนยาวแต่ก็ยังแสดงท่าทีสบาย ๆ ออกมา เอาความมั่นใจมาจากไหนกัน
“เด็กสมัยนี้ไม่เคารพรุ่นพี่กันแล้วจริง ๆ”
เขาถือพลั่วขึ้นมาตรงอกเพื่อป้องกันหัวใจ
“วงการนักฆ่าสนใจเื่นั้นด้วยเหรอ”
“เหอะ ๆ วงการพวกเราไม่มีใครสนใจหรอก”
“แกไม่รู้ล่ะสิ สมัยนี้ยังมีคนที่สนใจเื่พวกนั้นอยู่”
“ฉันรู้ หาเงินได้เยอะก็เป็ที่นับหน้าถือตาหาเงินไม่ได้ก็กลายเป็พวกต่ำต้อย ถ้ามองจากมุมนั้น อาชีพนี้มันแสนวิเศษเลยไม่ใช่เหรอ”
“พูดมากไม่เหมาะกับขนาดตัวเลยนะ”
ผมก้าวขึ้นมาข้างหน้าห้าก้าว ถ้าวิ่งเข้าใส่ ระยะห่างจะแคบลงในชั่วพริบตา
“มาใกล้ขนาดนี้แล้ว ไม่เข้ามาเหรอ”
ผมยังคงเอาปืนยาวพาดไว้บนไหล่ ตั้งใจแสดงท่าทางนั้นเพื่อยั่วยุเขา
-วืดดด
ทันใดนั้น เขาก็เหวี่ยงพลั่วลงมาดุจสายฟ้า หากเหวี่ยงโดน ผมคงหัวแบะ แต่ว่าดวงตาของผมขยับไปจับจ้องยังสองจุดนั้นก่อนหน้านั้นแล้ว
ขาถูกดึง ร่างกายส่วนบนถูกผลัก พอขยับร่างกาย จะทำให้เสียหลักได้ง่ายและแรงปฏิกิริยายิ่งรุนแรง
-โครมมม
ต่างกับการเสียสมดุลแล้วล้มลง ท่าจะเจ็บน่าดู แต่ทว่าเ้าตัวั์นั่นไม่ใเหมือนคนอื่นกลับเหวี่ยงพลั่วลงต่ำต่อทันที
“เขาใจเย็นมาก”
ผมใช้พลังจิตดึงขาเขาขึ้น พลั่วที่กำลังเหวี่ยงมาอ่อนแรงลงทันทีเมื่อเท้าของคนเราไม่ติดพื้นก็จะอ่อนปวกเปียกแบบนี้แหละ แต่เขากลับไม่ยอมแพ้ขว้างพลั่วมาขณะที่กำลังจะล้มลง
-ฟิ้ว
ผมใช้พลังจิตเปลี่ยนทิศทาง มันพุ่งผ่านผมไปตกลงที่ด้านหลังโดยไม่แม้แต่จะเฉียด
“ไอ้สัตว์ประหลาด!”
ระหว่างนั้น เขาพยายามกระเถิบตัวคลานเข้ามาใกล้ ผมถอยหลังหนึ่งก้าวดึงร่างของเขาเข้ามาหาแล้วกระแทกลงไปบนพื้น
-พลั่กกก
เืไหลออกมาจากใบหน้าและข้อศอกของเขา ระยะห่างระหว่างเราสองคนมีเพียงหนึ่งก้าวแต่สิ่งที่เขาต้องเผชิญไม่ใช่ระยะทางแสนสั้น แต่เป็ความสามารถที่ผมมี
ผมเรียนรู้ยูโดและมวยปล้ำจนสามารถใช้ทักษะเ่าั้ได้ด้วยสายตาระยะห่างจะยิ่งกว้างขึ้นเมื่อเริ่มต่อสู้
ผมใช้พานท้ายปืนยาวฟาดไปตรงขมับ ดวงตาของเขาเหลือกขึ้นทรุดตัวลงทันที
“นักฆ่าอะไรกัน...”
ฝีมือก็ไม่เท่าไหร่
เป็เพราะเขาวางมือแล้วเหรอ
หรือเป็เพราะไม่ได้เตรียมตัว?
ทักษะแค่นี้ดูเหมือนจะไม่น่ากลัวเลย
"หะ...หัวหน้าคิม...หัวหน้าคิม! ลุกขึ้นมา!"
ลีมูซองเรียกเขาอย่างเศร้าใจ ผมถามพลางใช้เท้าสะกิด
“ไอ้ั์นี่อยู่ระดับไหนในวงการของแก”
ผมคิดว่าเขาเลิกทำงานนี้เพราะไม่มีความสามารถพอ