ผมกลายเป็นแวมไพร์แถมใช้ได้แต่เวทมนตร์สายSupportซะงั้น!

    Side story 01 : Gunther

    Side story 01 : Gunther



    “ตึง!”เสียงของอะไรบางอย่างกระทบคงกับพื้น ผู้คนบริเวณนั้นที่ได้ยินเสียงดังกล่าว เดินเข้าไปมุงดูร่างของใครบางคนที่นอนอยู่บนพื้น มันเป็นร่างของชายคนหนึ่งที่เหม็นคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้า ชายผู้ล้มหน้ากระแทกลงกับพื้นสำลักเหล้าที่อยู่ในปากออกมาเขาไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นยืนหรือแม้กระทั้งจะหายใจ...ความทุกข์ทรมานจากเหตุการณ์ที่เขาต้องศูนย์เสียใครบางคนไป มันได้กัดกินสภาพจิตใจของเขาจนหมดสิ้น…เขาไม่เหลือความเป็นตัวเองอีกแล้ว เขาก็แค่ไอ้ขี้เหล้าที่นอนเมาเป็นหมาอยู่ข้างถนน“ลุกขึ้น… กุนเทอร์”ท่ามกลางผู้คนที่ยืนมุงดูนั้น มีเสียงของชายร่างสูงคนหนึ่งดังขึ้น เมื่อผู้คนเห็นว่าชายคนนี้คือใคร ต่างก็หลีกทางให้เขาเดินตรงไปหาร่างของชายที่นอนอยู่บนพื้น“เลิกทำตัวโง่ๆสักที!”ชายร่างสูงสง่าก้มลงแล้วกระชากคอเสื้อชายผู้เมาหัวราน้ำขึ้น ใบหน้าสะลึมสะลือที่เปรอะเปื้อนไปด้วยดินและคราบเหล้ามองค้อนกลับชายตรงหน้า“อย่ามายุ่งกับกู ไอ้เอลฟ์หูยาน”ชายขี้เมาพูด ปกติแล้วคำพูดพวกนี้ไม่ใช่ภาษาที่เขาจะใช้... เขาไม่ได้ถูกสอนมาให้พูดจาแบบนี้ เจ้าตัวเองยังไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่ได้พูดด้วยซ้ำ ...ด้วยฐานะในสังคมของเขาการใช้ภาษาระดับนี้ถือเป็นเรื่องเสียมารยาทที่สุด “พูดแบบนี้แล้วคิดว่ากูจะเลิกยุ่งหรือไง?”เอลฟ์หนุ่มไม่ได้มีท่าทีเกรี้ยวกราดใดๆ ถึงแม้จะถูกด่าก็ตาม.. นั้นก็เพราะเขารู้ดี... ว่าคนๆนี้สภาพจิตใจแหลกสลายขนาดไหน… หลังจากเหตุการณ์นั้น..ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมากุนเทอร์เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง พอโดนเขาบังคับให้ออกมาแน่นอนว่า...โดยการพังประตูห้อง ชายหนุ่มก็ดันเอาแต่นั่งดื่มเหล้า เมาเละเทะไปตามร้านเหล้าทุกวัน ตอนนี้เขาอยู่ในจุดที่เริ่มทนดูเพื่อนตนเองเป็นแบบนี้ไม่ได้แล้วเอลฟ์หนุ่มไม่พูดพร่ำทำเพลง ต่อยเข้าที่หน้ากุนเทอร์หนึ่งมัดกะให้สลบจากนั้นก็ลากคอเสื้อเพื่อนของเขาไปยังบ้านพักที่อยู่ไม่ไกลนัก“ไอ้โง่.. แกคิดว่านี่คือสิ่งที่เธอต้องการให้แกเป็นหรือไง…”เรย์ทริสบ่นอุบอิบไปตลอดทาง เขาไม่รู้หรอกว่า แท้จริงแล้วกุนเทอร์ไม่ได้สลบแต่อย่างใด ชายหนุ่มที่ถูกลากไปตามพื้นเหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืนด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เขาไม่สามารถเห็นถึงความสวยงามของดวงดาวที่เปล่งประกายบนท้องฟ้าได้อีกแล้ว..“...เธอ ...ไม่เคยบอกฉัน ว่าเธออยากให้ฉัน..เป็นอะไร..”กุนเทอร์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เขารู้สึกเจ็บทุกครั้งเวลาอ้าปาก... สาเหตุก็คงเพราะเขาเพิ่งถูกเพื่อนตัวดีของเขาต่อยเข้าที่หน้าเมื่อกี้เอลฟ์หนุ่มซึ่งได้ยินเสียงพึมพำ เหลือบมองร่างที่เขาลากอยู่แล้วพูด“...ยัยนั่นไม่มีทางบอกหรอก ว่าอยากให้แกเป็นอะไร.. แกต้องคิดเอง แต่ฉันบอกได้อย่าง..ว่าสิ่งที่แกเป็นอยู่ตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่ยัยนั่นต้องการแน่ๆ”“....”“...คนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป…กุนเทอร์.. ฉันรู้ว่านายเข้าใจเรื่องนี้ดี ...ตราบใดที่นายยังไม่ตาย นายก็ยังมีทางเลือกอยู่เสมอ ...ไม่ใช่ว่านายยังสามารถทำในสิ่งที่ยัยนั่นไม่มีโอกาสได้ทำต่อแล้วหรือไง?”เรย์ทริสพูด ..แล้วไม่เหลียวหลังกลับมามองอีกใช่.. ถูกของเขา...กุนเทอร์คิดเขาจำคำพูดของเรย์ทริสในคืนนั้นได้ดีหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา กุนเทอร์ก็ลุกขึ้นจับดาบอีกครั้ง ในเมื่อเขาออกจากการกองทัพแล้วทำให้เขาสามารถทำงานเป็นทหารรับจ้างได้ เขาคอยรับงานช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบปัญหาต่างๆ ตั้งแต่จัดการปีศาจ งานคุ้มครองชาวบ้านขนส่งสินค้าด้วยค่าจ้างที่เป็นเศษเงินอันน้อยนิด บางครั้งของตอบแทนไม่ได้เป็นเงิน แต่กลับเป็นพืชผักผลไม้ด้วยซ้ำ ซึ่งเขาไม่สนใจ.. ชายหนุ่มไม่ต้องการค่าตอบแทนด้วยซ้ำเขาแค่อยากทำในสิ่งที่เธอคนนั้นไม่สามารถทำได้แล้วเขาต้องการสายต่อเจตนารมณ์ของเธอ.. ถึงแม้ว่าเธอคนนั้นจะไม่ต้องการให้เขามาทำอะไรแบบนี้ก็ตาม..ตลอด9ปีที่ผ่านมา…แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่เขาคิดว่า...มันเป็นวันสุดท้ายในชีวิต..ที่เขาจะได้ทำตามเจตนารมณ์ของเธอ ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเขา… แต่สิ่งที่เขากลัว คือ โลกหลังความตายที่เขาไม่รู้จัก.. ...เขาจะมีโอกาสได้พบเธออีกครั้งไหม? ในตอนที่ร่างกายเขากำลังจะฉีกขาดด้วยกรงเล็บของมังกรยักษ์สีดำตรงหน้า ก็มีแสงสว่างวาบเกิดขึ้น มันเป็นสัญลักษณ์รูปวงแหวนเวทซึ่งเขาคุ้นเคยดีปรากฏขึ้นเหนือตัวเขา แต่อนุภาคของวงแหวนเวทนั้นกลับแข็งแกร่งกว่าที่เขาเคยพบเจอมา ชายหนุ่มนอนมองดูภาพของมังกรยักษ์ที่ถูกดีดห่างไปจนเสียหลัก ไถลไปไกล แม้ดวงตาของเขาจะเริ่มพร่ามัว แต่กุนเทอร์สามารถมองเห็นได้ชัดเจน… ภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่วิ่งล้มลุกคลุกคลานมาหาเขา เด็กหนุ่มที่วิ่งได้ 2-3 ก้าวก็ล้ม แต่กลับไม่มีท่าทีจะยอมแพ้…เมื่อเด็กหนุ่มคนนั้นคลานจนมาถึงตัวของชายหนุ่มที่นอนเจ็บอยู่ สิ่งแรกที่เด็กหนุ่มทำคือ จับมือของกุนเทอร์เอาไว้แน่นแล้วบอกว่า กุนเทอร์จะต้องไม่เป็นอะไร… แล้วเขาก็เริ่มร่ายเวทมนตร์รักษาทันทีการพบเจอกับเด็กหนุ่มคนนี้ ทำให้บางอย่างข้างในตัวของเขาสั่นคลอนกุนเทอร์รู้สึกเหมือนเลือดของเขาสูบฉีดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน.. ราวกับหัวใจของชายหนุ่มได้กลับมาเต้นอีกครั้ง…‘ เอสก้า ’ชื่อของเด็กหนุ่มปริศนาผู้มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขา สีผิวขาวซีด เส้นผมสีขาวนุ่มสลวย ใบหน้าอันอ่อนโยนนั้นมีดวงตาสีน้ำเงินครามเหมือนอัญมณีเม็ดใหญ่ประดับเอาไว้ เด็กหนุ่มผู้มีดวงตากลมโตนั้นมองตรงมาที่กุนเทอร์พร้อมเผยยิ้มออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าบาดแผลทั้งหมดบนตัวของชายหนุ่มได้หายไปราวกับว่าไม่เคยบาดเจ็บมาก่อน เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกแล้ว… แม้แต่กระทั้งความเมื่อยล้าทั้งหมดก็หายไปอย่างปลิดทิ้ง พลังเวทมนตร์ของเด็กหนุ่มแข็งแกร่งต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกของเขาโดยสิ้นเชิง กุนเทอร์ไม่ได้มีดวงตามองเห็นความจริงได้แบบเรย์ทริส แต่เขากลับรู้สึกได้ถึงพลังเวทจากเด็กหนุ่มที่ไหลผ่านเข้ามาในร่างกายของเขา ทั้งพละกำลังและทักษะของเขาถูกยกระดับขึ้นจนน่าตกใจ เขาสามารถใช้ดาบยาวแทงทะลุเกร็ดหนาของมังกรได้ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาที เขาไม่สามารถทำอะไรมันได้เลยแม้แต่น้อย ถึงแม้เอสก้าจะเป็นพวกแวมไพร์ที่เขาเกลียดมากในอดีต แต่ตอนนี้กุนเทอร์กลับไม่มีความรู้สึกเกลียดชังแบบนั้นอยู่อีกแล้ว ...ความจริงแล้วตัวเขาลบความรู้สึกพวกนั้นออกไปได้นานแล้วตั้งแต่หลังจากจบสงคราม เขาก็ไม่ได้กลับไปข้องแวะอะไรกับพวกแวมไพร์อีกเลยยิ่งชายหนุ่มได้รู้จักเอสก้ามากขึ้นเท่าไหร่ ก็รู้สึกว่าเอสก้าเป็นเพียงเด็กหนุ่มขี้อายคนหนึ่ง เอสก้าเป็นคนค่อนข้างพูดน้อย แต่ในดวงตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความสงสัยและใคร่รู้อยู่ตลอดเวลา บ่อยครั้งที่เจ้าตัวเหม่อลอยราวกับครุ่นคิดอะไรบางอยู่ในใจ และมักจะมีท่าทางกล้าๆกลัวๆเวลาจะเอ่ยปากถามเรื่องอะไรสักเรื่องกับกุนเทอร์ อีกทั้งเด็กหนุ่มนั้นมีความแตกต่างไปจากแวมไพร์ทั่วๆไปที่เขารู้จักอย่างแรกเอสก้าไม่รู้ว่าตัวเป็นแวมไพร์… เขาคิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์.. นอกจากนั้นเด็กหนุ่มยังไม่ยอมดื่มเลือดเลยสักหยด กุนเทอร์ค่อนข้างกังวลในเรื่องนี้เพราะหากแวมไพร์ขาดเลือดนานๆ...ก็ไม่ต่างกับการขาดอาหารในมนุษย์.. นั่นหมายถึง เอสก้าอาจจะตายได้… ดูจากขาของเอสก้าที่ไม่มีแรงเดินทำให้เขาคิดไปแบบนั้น.. แต่เขาคิดผิด... เอสก้ากินอาหารแบบเดียวกับมนุษย์ได้ แถมยังกินจุอีกต่างหาก แล้วเด็กหนุ่มเองก็เริ่มมีแรงขาที่จะเดินด้วยตัวเองได้ด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอแวมไพร์มีพฤติกรรมด้านอาหารการกินเหมือนกับมนุษย์ อีกทั้งเจ้าตัวยังสามารถรับรสได้เหมือนกับมนุษย์อีกด้วย เอสก้าไม่มีความทรงจำใดๆ แต่กลับสื่อสารและอ่านภาษาของมนุษย์ได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้กุนเทอร์รู้สึกสับสนตัวตนของเอสก้าอยู่บ่อยครั้ง โชคดีที่สภาพภายนอกของเอสก้ายังดูเป็นแวมไพร์ เขาเลยฉุกคิดได้บ้างในบางเวลาที่เขาเผลอนึกไปว่าเอสก้าเป็นมนุษย์เหมือนกันกุนเทอร์สัญญากับตัวเอง ว่าเขาจะต้องดูแลและปกป้องเอสก้าให้ดีที่สุด เขาจะไม่ปล่อยให้ใครรู้ถึงตัวตนจริงๆของเอสก้า จะไม่ปล่อยให้ใครก็ตามมาทำร้ายเด็กหนุ่มเด็ดขาด.. กุนเทอร์จะปกป้องเด็กหนุ่มคนนี้ให้ถึงที่สุดแม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตของเขาก็ตาม...ใช่… เขาจะต้องไม่ผิดพลาดซ้ำสองอีก…...“นายคิดจะเก็บเจ้าเด็กนั้นไปถึงเมื่อไหร่?”“...”เมื่อการประชุมภารกิจช่วงเช้ากำลังจะเริ่มขึ้น เรย์ทริส.. เพื่อนของเขาที่อยู่ในรายชื่อของภารกิจครั้งนี้ด้วย เอ่ยถามคำถามซึ่งเขาไม่อยากได้ยินที่สุดขึ้นทันทีที่เจอหน้าเขา ความหงุดหงิดและความกังวลก่อตัวขึ้นในใจของกุนเทอร์อีกครั้งจนได้กุนเทอร์ยังคงนิ่งเงียบไม่คิดจะตอบคำถามของเรย์ทริสแต่อย่างใด... เมื่อวานตอนที่เขาแยกตัวออกมาคนเดียวเพื่อมาวางแผนเกี่ยวกับภารกิจครั้งนี้กับเจ้าชายบรอเดอริคซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างเพียงไม่กี่ชั่วโมง เรย์ทริสก็ชิงตัวเอสก้าไป รับภารกิจตามหาคนหายโดยไม่ทิ้งข้อความเอาไว้ด้วยซ้ำ ตอนที่เขาเสร็จจากการวางแผนแล้วเดินลงมาไม่เจอเอสก้านั้น ทำเอาใจของเขาหล่นไปอยู่ที่ตาตุม เขากระวนกระวายออกไปตามหาเอสก้าทันทีที่รู้ว่าหายไปทำภารกิจอะไร ทุกๆย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดข้างในอก กุนเทอร์ได้แต่ภาวนาขอให้เอสก้าไม่เป็นอะไร เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเอสก้าอีกคน… หัวใจของเขาคงไม่สามารถกลับมาเต้นได้อีกแล้ว…แน่นอนว่าสุดท้ายเอสก้าปลอดภัยดี เด็กหนุ่มเองก็รู้สึกผิดที่ปล่อยให้เขาเป็นกังวลจนกล่าวขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า กุนเทอร์ไม่ได้รู้สึกโกรธเอสก้าเลยแม้แต่น้อย… เขากลับเข้าใจความรู้สึกของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งที่คิดถึงเด็กหนุ่มตรงหน้า...“ภารกิจครั้งนี้ถ้าไม่มีนักเวทพลังระดับเจ้าเด็กนั่นไปด้วย มันลำบากแค่ไหน? นายน่าจะเข้าใจดีใช่ไหม?”“...พวกเราทำภารกิจนี้กันเองได้ เรย์ทริส.. เอสก้าไม่จำเป็นต้องเข้าร่วม--”“นายกลัวบ้าอะไร! กุนเทอร์!?”เอลฟ์หนุ่มซึ่งมีท่าทางหงุดหงิดมาตั้งแต่เมื่อครู่ กระชากคอเสื้อกุนเทอร์ขึ้นแล้วตะคอกใส่เสียงดังพวกนักผจญภัยที่เริ่มทยอยกันเดินเข้ามารอในประชุมต่างหันมามองทางพวกเขาด้วยความสงสัย“...เราไม่ควรคุยกันในห้องประชุม เรย์ทริส ถ้าจะคุยไปคุยกันข้างนอกห้อง”กุนเทอร์พูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ เขาดึงมือเรย์ทริสที่จับอยู่ตรงคอเสื้อของเขาออก“...นายกลัว ว่านายจะซ้ำรอยเดิมอีก ฉันพูดถูกไหม?”“....ระวังปากของนายหน่อย”เรย์ทริสจ้องกลับไปที่กุนเทอร์ด้วยสายตานิ่งๆ“พวกเขาเป็นคนละคนกัน.. นายรู้ใช่ไหม? กุนเทอร์”“...”“....นายคิดจะใช้เอสก้าเป็นตัวแทนยัยนั่นหรือไง?”“ไม่!!”รอบนี้กุนเทอร์ขึ้นเสียงแทน จ้องมองเพื่อนของเขาด้วยสายตาที่ดุดัน พวกนักผจญภัยที่ยืนดูสถานการณ์อยู่ในห้องเริ่มตกตื่น คงเพราะคิดว่าพวกเขากำลังจะออกหมัดใส่กันแน่ๆ“......ถ้าอย่างงั้น ก็พาเจ้าเด็กนั่นมาซะ”“....”“พิสูจน์ซะ กุนเทอร์…”“อรุณสวัสดิ์ กุนเทอร์ เรย์ทริส”ขณะที่เรย์ทริสกำลังจะพูดต่อ ก็มีเสียงของใครบางคนดังขึ้นจากด้านหลัง ทั้งคู่จึงกันไปพร้อมกันตามต้นเสียง พวกเขาคุ้นหูเสียงนี้ดี นี้คือเสียงของผู้ว่าจ้าง“อรุณสวัสดิ์ ท่านบรอเดอริค”กุนเทอร์และเรย์ทริสกล่าวทักทายกลับพร้อมทำท่าเคารพ ภารกิจในครั้งนี้เจ้าชายบรอเดอริคเป็นจ้างวานพวกเขาด้วยตัวเอง ส่วนนักผจญภัยและทหารรับจ้างที่เหลือ ซึ่งอยู่ในห้องประชุมนั้นถูกจัดหามาโดยเจ้าหน้าที่ของกลุ่มลีเซนต์เดล“ขอโทษที่เราเข้ามาขัดจังหวะพวกท่านพูดคุยกัน พอดีเรามีเรื่องเร่งด่วนอยากให้กุนเทอร์ช่วยไปจัดการหน่อย”เจ้าชายบรอเดอริคกล่าวขออภัยพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ แม้ว่าจะเป็นเพียงรอยยิ้มแห้งๆแต่เพราะเจ้าชายมีใบหน้าที่หล่อเหลาทำให้นักผจญภัยผู้หญิงบางคนที่เพิ่งเคยเห็นเจ้าชายครั้งแรกต่างพากันเป็นลมบ้าง ไม่ก็พยายามอดกลั้นเสียงหวีดร้องที่เกือบปล่อยออกมา…“มีอะไรให้ กุนเทอร์คนนี้รับใช้หรือครับ?”“......คาร์เทลน่ะ เขาหมกมุ่นอยู่กับงานวิจัยมากเกินไป… กุนเทอร์เป็นคนเดียวที่จัดการเขาได้..”“......เขาพยายามทำอะไรอีกเหรอครับ?..”พอได้ยินชื่อ คาร์เทลกับงานวิจัยแล้ว กุนเทอร์ก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆตามเจ้าชายไป… สาเหตุที่เขาเป็นคนเดียวที่จัดการคาร์เทลได้คงเพราะว่ามีแค่กุนเทอร์คนเดียวที่รู้จักกับคาร์เทลมากที่สุดในวังหลวงแล้ว นอกจากนี้อาจารย์ของคาร์เทลเองก็เคยเป็นเพื่อนสนิทของพ่อกุนเทอร์อีกด้วย“เขาปล่อยควันดำออกมาจากห้องทดลอง แล้วก็มีเสียงระเบิดดังเป็นระยะๆ… เราส่งคนไปห้ามเขาแล้ว แต่เขาไม่ฟังนี่สิ...”“ต้องขออภัยแทนเขาด้วยครับ ท่านบรอเดอริค.. ผมจะไปจัดการเขาให้เองครับ”“ไม่เป็นไรๆ เราเข้าใจว่าคาร์เทลจำเป็นต้องวิจัยซากของปีศาจ… แต่ที่เรากังวลคือเขาจะโหมงานหนักเกินไปมากกว่า ถ้าไม่มีคนคอยห้ามเขา.. ขอบคุณมาก ฝากด้วยนะ กุนเทอร์” เจ้าชายบรอเดอริคกล่าวพร้อมรอยยิ้มหลังจากพูดคุยกันเสร็จ ทำให้กุนเทอร์ต้องแยกตัวออกไปจากห้องประชุมเพื่อไปหยุดคาร์เทลที่เอาแต่ทำการวิจัยอย่างบ้าคลั่ง… แต่เขาไม่คิดเลยว่าหลังจากเขาหยุดคาร์เทลให้พักจากการวิจัยสำเร็จแล้วพอกลับมาถึงที่ประชุม เอสก้าที่ควรจะอยู่ในบ้านพักของเขา ก็ดันโผล่มานั่งในที่ประชุมแทนที่นักเวทซึ่งเจ้าหน้าที่กลุ่มลีเซนต์เดลจัดหามาให้ไว้…ในใจของกุนเทอร์โกรธเรย์ทริสเป็นฝืนเป็นไฟ ถ้าในห้องไม่มีเจ้าชายบรอเดอริคนั่งอยู่ เขาคงพุ่งตัวไปจัดการเรย์ทริสสักหมัดสองหมัดก่อนจะพาเอสก้ากลับบ้านทันที… แต่เขาไม่สามารถทำได้… เพราะสุดท้ายแล้ว เอสก้ากลับเลือกตกลงเข้าร่วมภารกิจเสี่ยงอันตรายนี้ด้วยตัวของเขาเอง... ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจ้องมองมาที่เขา.... กุนเทอร์พยายามสะกดอารมณ์ที่เต็มด้วยความร้อนรนในใจเอาไว้และปั้นหน้ายิ้มให้เด็กหนุ่มรู้สึกสบายใจมากที่สุด ‘ อย่าให้ใครมาบอกว่านายต้องทำอะไร นายต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง ’หากนี่เป็นทางเลือกของเอสก้า เขาเองก็จะยอมรับอย่างไม่มีข้อกังขา ไม่ว่าทางเลือกของเด็กหนุ่มจะเป็นแบบไหน ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความตั้งใจของกุนเทอร์เลยแม้แต่น้อยเขาจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นกับเอสก้าเด็ดขาด..กุนเทอร์ไม่ได้พูดคำนี้ออกมาในตอนนั้น เขาเลือกที่จะเก็บมันเอาไว้ จนกว่าจะถึงเวลาที่เขาควรจะพูดออกมา...
    “หมอนี่แปลกชะมัด.. ฉันเพิ่งเคยเห็นแวมไพร์กินอาหารมนุษย์ได้ก็วันนี้ล่ะ”เรย์ทริสที่นั่งอยู่หน้ากองไฟฝั่งตรงข้ามพูดขึ้น ขณะมองมาที่ร่างของเด็กหนุ่มซึ่งกำลังสัปหงกอยู่... นี่เป็นคืนแรกของการตั้งแคมป์พักแรม กุนเทอร์และเรย์ทริสรับอาสาเฝ้ายามในคืนนี้ให้ แต่ดูเหมือนว่าจะมีคนตื่นขึ้นมากลางดึก นั่นก็คือ เอสก้า เด็กหนุ่มบอกว่าเขานอนไม่หลับ เลยขอมานั่งผิงไฟด้วย อาจเป็นเพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่เอสก้าต้องมาค้างแรมข้างนอกแบบนี้ ทำให้ยังไม่คุ้นชิน กุนเทอร์เลยไม่คะยั้นคะยออะไรอีกระหว่างที่ทั้งสามนั่งคุยกันเรื่องต่างๆรวมไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ คงเป็นเพราะอากาศตอนกลางคืนที่ค่อนข้างเย็นและบรรยากาศยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงดาวเล็กๆซึ่งประดับอยู่ท้องฟ้า เด็กหนุ่มที่บอกว่าตัวเองนอนไม่หลับเมื่อครู่กลับคอพับนั่งสัปหงกไปซะดื้อๆ กุนเทอร์ดึงเอาผ้าคลุมหนาที่เก็บไว้ในกระเป๋าขึ้นมาคุมร่างเล็กที่พิงไหล่ของเขาอยู่เอาไว้เพื่อคลายหนาว





    ใบหน้ายามหลับของเด็กหนุ่มทั้งดูตลกและดูน่ารักในเวลาเดียวกัน กุนเทอร์มักเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเสมอเวลาที่เขาจ้องมองไปที่เอสก้า เดิมทีเขาไม่ใช่คนที่จะยิ้มออกมาง่ายๆ สมัยที่ยังอยู่ในกองทัพมีแต่เพื่อนๆเรียกเขาว่าเป็นเสือยิ้มยากบ้าง ไอ้หน้าโหดบ้าง พวกทหารชั้นผู้น้อยหรือแม้กระทั้งอัศวินบางคนเวลาเจอหน้าเขาต่างๆแสดงออกถึงความตึงเครียดขึ้นทันทีเขาไม่ใช่คนปั่นหน้ายิ้มเก่งๆแบบเจ้าชายบรอเดอริค.. นี่อาจเป็นสาเหตุว่าทำไมเขาถึงได้มีเพื่อนเป็นเอลฟ์ที่มีหน้าตาและนิสัยขวางโลก... “ครั้งแรกที่ฉันเห็นว่าเขากินอาหารของมนุษย์ได้ ฉันก็ตกใจเหมือนกัน.. เขาชมว่าฉันทำอาหารอร่อยด้วย”กุนเทอร์พูดขณะมองใบหน้าของเด็กหนุ่มที่กำลังหลับไหลอยู่“...เจ้ากุ้งแห้งเป็นแวมไพร์จริงๆใช่ไหม..? ฉันชักไม่แน่ใจแล้วสิ…”เรย์ทริสนั่งกอดอกแล้วขมวดคิ้วมองเอสก้าอย่างสับสน“...แล้วนายเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไง?”กุนเทอร์หรี่ตามองเรย์ทริส“ก็ไม่… หมอนี่เป็นแวมไพร์ร้อยเปอร์เซ็น เว้นแต่ว่าตาฉันใกล้จะเสื่อมแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ฉันก็น่าจะมองเห็นนายเป็นกอลิล่าด้วย” เรย์ทริสหัวเราะในลำคอ แล้วสมุดเล่มเล็กๆออกมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะพลิกหน้ากระดาษไปมา“ได้ยินว่านายไปหานักปรุงยามาด้วย นั่นภารกิจเสริมนายเหรอ?”กุนเทอร์ถาม เอลฟ์หนุ่มพยักหน้ารับเบาๆแล้วเงยหน้าขึ้น“ไม่ใช่ส่วนผสมที่หาได้ง่ายๆ พืชชนิดนี้เกิดได้แค่ในป่าทางใต้เท่านั้น”“นายก็เลยรับมางั้นสิ ไหนๆก็จะมาทางใต้อยู่แล้ว”“หึ เพราะค่าตอบแทนต่างหาก จ่ายให้ล่วงหน้าให้ทั้งเงินและยาเพิ่มพลังเวทมนตร์ระดับกลาง”เรย์ทริสยิ้ม พร้อมคว้าเอาขวดยาเพิ่มพลังเวทมนตร์ระดับกลางขึ้นมาโชว์ยาเพิ่มพลังเวทมนตร์พวกนี้ไม่ใช่ของที่จะหาใช้กันได้ง่ายๆในยุคหลังสงคราม ยาจำนวนมากที่นักปรุงยาผลิตเก็บเอาไว้ถูกใช้ในช่วงสงครามจนหมดเกลี้ยง ยังไม่รวมไปถึงพวกนักปรุงยาที่ตายไปในสงครามอีก ผลพวงพวกนี้ส่งผลให้ยาต่างๆกลายเป็นของที่หาได้ยาก เกินจะเอื้อมถึงด้วยราคาที่แพงหูฉี่และผู้ผลิตที่น้อยลง “แน่ใจนะ ว่าไม่ใช่ยาเก๊?”กุนเทอร์หยอกเรย์ทริสกลับพร้อมยิ้มมุมปาก“ถ้าเป็นงั้น ไอ้เวรนั่นได้กินลูกธนูฉันเป็นอาหารแน่”“หึๆ”ทั้งคู่หัวเราะเสียงเบา กลัวว่าจะทำให้เด็กหนุ่มตื่นเอาได้ พอกุนเทอร์เหลือบมองไปที่ใบหน้าของคนที่หลับอยู่ ก็เห็นว่าเจ้าตัวหลับจนน้ำลายยืด เขาเกือบหลุดขำออกมาอีกรอบ ก่อนจะดึงชายผ้าคลุมขึ้นมาเช็ดน้ำลายที่ริมฝีปากให้… ริมฝีปากของเด็กหนุ่มนุ่มกว่าที่เขาคิดเอาไว้ แวมไพร์ที่ขาดเลือดมักจะปากแห้ง แต่เอสก้ากลับมีริมฝีปากที่ชุ่มชื่นและอิ่มน้ำเขาไม่สามารถเข้าใจได้… ตัวตนของเอสก้าชั่งเป็นปริศนาเหลือเกิน คงเป็นเพราะเขาสำรวจริมฝีปากของเอสก้านานเกินไปหน่อย... ทำให้เพื่อนที่นั่งอยู่แซวขึ้นมา“ระวังหน่อย กุนเทอร์ ถ้าคู่หมั้นนายมาเห็น เธอจะเข้าใจผิดเอาได้นะ”“...ฉันถอนหมั้นไปนานมากแล้ว เรย์ทริส”ชายหนุ่มหันกลับมาทางเพื่อนเขาพร้อมมองตาขวาง“หือ..งั้นเหรอ? แต่ฉันได้ข่าวมาว่าผู้หญิงคนนั้นพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะกลับมาเป็นคู่หมั้นนายอีกนี่” “..ไร้สาระ เรื่องพวกนั้นฉันฝากให้พ่อบ้านฟรานจัดการแทนแล้ว”“พ่อบ้านฟรานอีกแล้วเหรอ.. เกิดมาเป็นพ่อบ้านนายนี่ลำบากชะมัด…”“เรย์..”ก่อนที่เอลฟ์หนุ่มจะเริ่มกวนบาทาไปมากกว่านี้ กุนเทอร์ชิงลุกขึ้นพร้อมกับอุ้มร่างเล็กซึ่งหลับไหลอยู่เอาไว้ในอ้อมแขน“ฉันจะพาเอสก้าไปนอนที่เต็นท์ เดี๋ยวฉันกลับมา”“หึๆ ไม่กลับมาก็ได้นะ”เรย์ทริสส่งรอยยิ้มกวนๆให้ พลางทำเป็นโบกมือขอให้โชคดี ถ้าไม่ติดที่เขากลัวว่าจะทำให้เอสก้าตื่น กุนเทอร์คงได้ฟาดกระบาลเรย์ทริสสัก2-3ทีในตอนที่กำลังอุ้มเอสก้าเข้าเต็นท์นอนนั้น แมทเทียที่น่าจะนอนอยู่เต็นท์ข้างๆก็ออกมาจากเต็นท์พอดี พอกุนเทอร์เห็นจึงรีบดันตัวเอสก้าเข้าเต็นท์ทันที เขาหันไปทักทายแมทเทียผู้จู่ๆก็โผล่มาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง“ท่านแมทเทีย นอนไม่หลับหรือครับ?”“ว่าจะมาผลัดเวรเฝ้ายามน่ะ ท่านกุนเทอร์เองก็ไปพักผ่อนเถอะ”แมทเทียยิ้มให้แล้วเดินไปนั่งหน้ากองไฟแทนที่กุนเทอร์ทันที ชายหนุ่มไม่ทันมีโอกาสได้โต้แย้งใดๆ เขาหันกลับไปมองเพื่อนของตนที่ยังนั่งอยู่ เพื่อนตัวดียังคงทำเป็นโบกมือให้เขาอีกรอบ... ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพักผ่อนกุนเทอร์มุดกลับเข้าไปในเต็นท์ซึ่งมีเด็กหนุ่มนอนหลับอยู่ เขาดึงผ้าขึ้นห่มให้เอสก้าอย่างมิดชิดชายหนุ่มเริ่มถอดชุดเกราะตามตัวของเขาออกอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดเสียงกระทบกันจนไปรบกวนการนอนหลับของร่างเล็กได้“ราตรีสวัสดิ์ เอสก้า”กุนเทอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แล้วค่อยๆก้มตัวลงนอนข้างๆเขาเฝ้ามองใบหน้ายามหลับไหลของร่างตรงหน้าจนเผลอเข้าสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด
    To be continued

    ตอนนี้ค่อนข้างสั้นเพราะเป็นเนื้อเรื่องฝั่งกุนเทอร์ สำหรับตอนถัดไป ตอนที่ 8 จะยาวขึ้นแน่นอนค่ะ (กลับไปฝั่งเอสก้า) ขอบคุณนักอ่านทุกๆ ท่านที่ยังติดตามนิยายเรื่องนี้อยู่นะคะหากมีข้อผิดพลาดๆ ต้องขออภัยไว้ใน ณ ที่นี้ด้วยโปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ^v^//ยังคงทิ้งท้ายด้วยสเก็ตดีไซน์ตัวละครเหมือนเดิมค่ะ  รอบนี้เป็นดีไซน์ของสองคู่หูบารัสและมอร์แกน




    บารัส


    มอร์แกน