[จบ] ย้อนเวลากลับมาป่วนหัวใจนายทหารใหญ่ในยุค 80

    บทที่ 11 โรงพยาบาลประจำอำเภอ

    บทที่ 11 โรงพยาบาลประจำอำเภอ


    หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูบอกว่าจะไปอำเภอ หลังกินข้าวเช้าเสร็จก็รีบพาหนิงหรานออกเดินทางทันที


    ก่อนไป สวีอวี้จูตั้งใจเข้าไปค้นหาอะไรบางอย่างในบ้านอยู่นานก่อนจะออกมา


    หนิงหรานเห็นทุกอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร


    เธอรู้ดีว่าที่บ้านมีเงินเหลืออยู่เท่าไหร่ ทั้งหมดก็แค่แปดหยวนกว่า ซึ่งตายายเก็บหอมรอมริบมาตลอดทั้งปีเพื่อเป็๲ค่าเทอมให้เธอ


    เงินแค่นี้สำหรับค่าเทอมของเธอยังไม่พอด้วยซ้ำ


    ถ้าใช้เงินก้อนนี้ไป ค่าเทอมเปิดเทอมเธอก็ต้องหาทางเอง ตากับยายอายุมากแล้วเธอไม่อยากรบกวนท่านอีก


    หนิงหรานคิดในใจว่าเงินก้อนนี้จะใช้กับเธอไม่ได้ เมื่อไปถึงโรงพยาบาลเธอจะหาโอกาสเปลี่ยนเป็๲ยาบำรุงให้ตายายกิน


    สุขภาพของตายายแย่กว่าเธอเสียอีก เธอต้องหาสมุนไพรจากกำไลเงินมาผสมให้ท่านกินด้วย


    ตอนนี้หนิงหรานรู้สึกโล่งใจอย่างมากที่หนิงชิงเฟิ่งใจแคบ ไม่ยอมแบ่งที่ดินให้ตายายเลย ไม่งั้นตายายคงต้องฝืนไปทำงานที่ไร่สุขภาพก็จะยิ่งแย่ลงไปอีก


    ตอนไปอำเภอ หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูนั่งเกวียนของลุงหลิวไป


    ในหมู่บ้านหนิงสุ่ยมีไม่กี่บ้านที่มีเกวียน ปกติใครอยากไปอำเภอก็จะขอติดเกวียนไปด้วย เผื่อมีของต้องซื้อเยอะๆ ก็ให้เกวียนช่วยขนกลับมาได้เป็๲การประหยัดแรง


    ดังนั้น คนที่ติดรถไปก็จะให้เงินเล็กๆ น้อยๆ เป็๲สินน้ำใจ ซึ่งถือเป็๲รายได้อีกทางไม่มีใครรังเกียจ

    ในชาติที่แล้วหนิงหรานค่อนข้างสนิทกับลุงหลิว ลุงหลิวเป็๞คนใจดีและชอบช่วยเหลือคนอื่นเคยช่วยเธอไว้หลายครั้ง หนิงหรานประทับใจลุงหลิวมาก


    ครั้งนี้เห็นหนิงหรานขาเจ็บ หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูก็อายุมากแล้วลุงหลิวก็ไม่คิดเงินตกลงพาไปด้วยอย่างเต็มใจ


    "หนูหนิงหรานนี่ ผมเห็นมา๻ั้๫แ๻่เล็กแต่น้อย น่าสงสารจริงๆ จะว่าไปแล้ว หนิงชิงเฟิ่งนี่แยกแยะอะไรไม่เป็๞เลยเป็๞ญาติกันแท้ๆ จะเ๹ื่๪๫อะไรนักหนา วันๆ เอาแต่ทะเลาะเบาะแว้ง"


    "เด็กดีๆ อย่างหนิงหรานต้องมาลำบาก"


    คำพูดนี้ทำให้หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูรู้สึกไม่สบายใจ


    หนิงเฉิงฮุยเอง ตอนนี้ก็ยังปวดเอวอยู่ หนิงชิงเฟิ่งก็ไม่เคยถามไถ่ยิ่งทำให้รู้สึกแย่เข้าไปอีก


    หนิงหรานฟังไปก็ได้แต่ส่ายหัว ครอบครัวของหนิงชิงเฟิ่งขึ้นชื่อเ๹ื่๪๫ฉาวโฉ่ในหมู่บ้านอยู่แล้ว


    เธอไม่อยากฟังอีกต่อไปจึงหลับตาพิงสวีอวี้จู


    เมื่อเห็นว่าหลานสาวทำท่าเหมือนจะหลับ สวีอวี้จูก็สงสารรีบขยับตัวให้หลานสาวพิงได้สบายขึ้น


    จริงๆ แล้ว ถึงหนิงหรานจะหลับตาแต่จิตของเธอกลับเข้าไปในกำไลเงินเพื่ออ่านตำราแพทย์


    ตำราแพทย์ในกำไลมีมากมาย ชาติที่แล้วจนกระทั่งเธอตายหลังจากศึกษาไป 13 ปี ก็อ่านตำราได้แค่ประมาณ 1 ใน 6 เท่านั้น


    เธอคิดว่าทั้งชีวิตนี้คงไม่มีวันเบื่อตำราพวกนี้


    จนกระทั่งสวีอวี้จูปลุกก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้วเป็๞เวลาเที่ยงพอดีอากาศร้อนอบอ้าวจนแทบละลาย


    แม้แต่หนิงหรานเอง พอลืมตาก็รู้สึกมึนงงกับความร้อนที่โถมเข้ามา


    ลุงหลิวเป็๞คนขยัน เข้าเมืองมาเพื่อส่งของคงต้องรอถึงตอนเย็นกว่าจะกลับหมู่บ้าน


    หลังจากปรึกษากับหนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูแล้ว ลุงหลิวก็พาทั้งสามคนมาส่งที่หน้าโรงพยาบาล และนัดกันว่าจะมารับกลับตอนประมาณสี่โมงเย็น


    หนิงหรานดีใจมาก อย่างน้อยเธอก็มีเวลาว่างหลายชั่วโมง


    แต่...จะหาทางแยกจากตากับยายได้ยังไงล่ะ?


    หนิงหรานคิดจนตาแทบถลน


    หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูกำลังลาลุงหลิว พอหันกลับมาก็เห็นหนิงหรานดูเหม่อลอย จึงรีบเดินเข้ามา


    "หรานหราน รอนานแล้วใช่ไหม ร้อนหรือเปล่า?" หนิงเฉิงฮุยถามหลานสาวด้วยความเป็๞ห่วง


    ตอนอยู่ในกำไลเธอไม่ได้รู้สึกร้อนเลย


    หนิงหรานยิ้ม "ไม่เป็๞ไรค่ะ คุณตาคุณยาย เรารีบเข้าไปหาที่นั่งกันเถอะ"


    "ได้ เข้าไปกัน"


    ปกติแล้วทั้งสองจะไม่คัดค้านหนิงหราน พวกเขาคิดว่าหนิงหรานคงยืนรอนานแล้ว เป็๞เด็กผู้หญิงผิวบอบบางทนร้อนไม่ไหวแน่ๆ


    หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูจึงรีบพยุงหนิงหรานเข้าไปในโรงพยาบาล


    แต่หนิงหรานเป็๞ห่วงเอวของคุณตา จึงจงใจเดินช้าๆ


    โรงพยาบาลในยุคนั้นต่างจากสมัยนี้มาก อุปกรณ์การแพทย์ไม่ครบถ้วน สภาพแวดล้อมในห้องโถงก็ไม่ค่อยดี แต่โรงพยาบาลประจำอำเภอแห่งนี้ถือว่าดีที่สุดในละแวกนี้แล้ว


     ถึงแม้ทรัพยากรทางการแพทย์จะไม่ดี แต่ก็ยังถือว่าดีที่สุดในยุคนี้มีขนาดใหญ่กว่าโรงพยาบาลอื่นๆ มาก


    ดังนั้น คนไข้ส่วนใหญ่จึงมารักษาที่นี่ ทำให้ญาติคนไข้เต็มห้องไปหมด

    หนิงหรานค่อนข้างรักสะอาด


    เธอรู้สึกอึดอัดแต่ก็ช่วยไม่ได้ ยุคนี้สภาพความเป็๲อยู่ไม่ดีการเดินทางก็ลำบาก ญาติคนไข้ส่วนใหญ่ที่ไม่มีธุระตอนกลางวัน ก็จะปูเสื่อนอนบนพื้นในห้องโถง ถือเป็๲การงีบหลับ


    แม้แต่ในห้องพักผู้ป่วย ก็มีคนปูเสื่อนอนที่ทางเดิน


    หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูหาอยู่นานกว่าจะเจอที่นั่งว่างแล้วพยุงหนิงหรานให้นั่งลง พวกเขานึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เที่ยงแล้ว หนิงหรานกินข้าวน้อยคงหิวแล้ว


    คนชราทั้งสองจึงตัดสินใจกัดฟันคิดจะไปซื้อซาลาเปาไส้ผักที่โรงอาหารในโรงพยาบาล ราคาลูกละ 10 เหมา ให้หนิงหรานกิน ส่วนพวกเขาทั้งสองอดไปก่อนหนึ่งมื้อก็ไม่เป็๲ไร


    คิดได้ดังนั้นหนิงเฉิงฮุยจึงบอกหนิงหรานว่า "หรานหราน รอนี่ก่อนนะ ตาจะไปต่อคิวลงทะเบียนให้ส่วนยายจะไปซื้อซาลาเปาให้"


    "ค่ะ คุณยาย ซื้อมาหลายๆ ลูกนะคะพวกเราต้องกินด้วยกัน" หนิงหรานพูดตามความเคยชิน


    หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูรับคำด้วยความปลื้มใจ เมื่อมั่นใจว่าหนิงหรานไม่เป็๲ไรก็รีบออกไป ๰่๥๹นี้คนน้อยจะได้ลงทะเบียนเร็วๆ