ยามค่ำคืนที่คฤหาสน์ของดยุคกาเลออน
มีเรีย บรูค บุตรีโทนของดยุคกาเลออนที่ตอนนี้ไม่ได้สวมชุดเกาะเหมือนเช่นทุกทีแต่กลับสวมชุดนอนแบบผู้หญิง กำลังนั่งอ่านนิทานเกี่ยวกับอัศวินอยู่บนเตียงนอนของเธอ ตั้งแต่ที่เธอได้รู้จักครับลิลลี่และเริ่มสนิทกันเธอก็แทบไม่ได้แตะนิทานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับอัศวินปราบจอมมาอีกเลย ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อหาที่อัศวินออกตามหาเจ้าหญิงหรือไม่ก็ปราบมังกรเสียมากกว่า
แล้วแววตาของเธอพลิกอ่านแต่ละหน้าด้วยความสนอกสนใจ ราวกับว่าเวลานี้เธอได้ปล่อยวางความกังวลที่เธอมีเมื่อตอนกลางวันลง แล้วเพลิดเพลินกับเรื่องราวของอัศวินที่อยู่ในนิทานซึ่งเธออ่านแล้วไม่รู้กี่รอบนี้ ขณะที่เธอกำลังพลิกหน้าต่อไปเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ก๊อกๆ ! ตามด้วยเสียงของดยุคกาเลออน
“มีเรียนอนหรือยังลูกพ่อเข้าไปได้ไหม”
แววตาสดใสของเด็กผู้หญิงมองไปทางประตูก่อนตะโกนว่า
“เข้ามาได้เลยค่ะพ่อ”
ประตูห้องเธอเปิดพร้อมกับมีร่างของพ่อเธอเดินเข้ามา ดยุคกาเลออนเข้ามานั่งที่ขอบเตียงของลูกสาวพร้อมกับมองหนังสือนิทานในมือของเธอ ก่อนจะยิ้มแล้วถามว่า
“อ่านหนังสือนิทานอยู่หรอลูก”
มีเรียพยักหน้าดยุคกาเลออนถามอีกว่า
“วันนี้ฝึกอัศวินเป็นยังไงบ้างราบรื่นดีไหม”
มีเรียขมวดคิ้วทำหน้าย่นก่อนจะส่ายหน้าพูดว่า
“วันนี้หนูก็ยังไม่สามารถใช้เวทย์ลมตัดหุ่นฟางได้เลยค่ะ หนูลองแล้วลองอีกก็ยังทำไม่ได้ไม่รู้ว่าผิดพลาดที่ตรงไหน”
ดยุคกาเลออนลูบศีรษะเธออย่างเอ็นดู
“เรื่องแค่นี้ลูกไม่ต้องกังวลไปหรอกน่าเพราะลูกพ่อเป็นอัจฉริยะอยู่แล้ว ฝึกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวสักวันลูกก็จะทำได้เองแหละ”
มีเรียพยักหน้าก่อนจะถามว่า
“พ่อคะวันนี้หนูเจอเจ้าชายข… เออร์วินที่ตลาดด้วยค่ะพ่อ”
มีเรียรีบเปลี่ยนคำพูดทันทีที่เห็นว่าพ่อของเธอเขาขมวดคิ้ว ดยุคกาเลออนที่รู้ว่าลูกของเธอได้เจอเจ้าชายเออร์วินก็ใจเต้นไปเป็นจังหวะรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะเขารู้นิสัยของลูกสาวตนเองว่าเป็นยังไงถึงถามเธอว่า
“ละแล้วลูกได้ทักทายหรือพูดอะไรกับเจ้าชายไปบ้างไหม”
มีเรียตอบเพียงว่า
“ไม่ได้พูดเลยค่ะหนูทำความเคารพเขาในฐานะอัศวินเท่านั้น”
ดยุคกาแลออนถอนหายใจด้วยความโล่งอกแต่มีเรียกลับพูดว่า
“แต่คนที่พูดกับเขาส่วนใหญ่จะเป็นลิลลี่กับไลลาน่ะค่ะ”
ดยุคกาเลออนได้รู้ว่าพักนี้ลูกสาวของเขาได้มีเพื่อนเด็กผู้หญิงที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอที่ชื่อว่าลิลลี่ ซึ่งเป็นเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์เขาไม่ได้มีอคติกับเผ่าพันธุ์ของเธอ กลับกันแล้วเขาดูโล่งใจด้วยซ้ำที่อย่างน้อยลูกสาวเพียงคนเดียวก็ได้มีเพื่อนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเสียที เพราะเขากลุ้มใจมาตลอดว่าลูกสาวคนนี้จะมีเพื่อนวัยเด็กเป็นชุดเกราะหรือไม่ก็ดาบ
ตอนที่ภรรยาเขาได้รู้เรื่องนี้ถึงกับดีใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ถึงก็ขอให้มีเรียพาเด็กคนนั้นมาที่บ้านด้วยซ้ำ จนต้องลำบากดยุคกาเลออนช่วยพูดกับภรรยาตนว่าให้ใจเย็น ทั้งที่ตัวเขาเองก็อยากให้มีเรียพาลิลลี่มาเที่ยวบ้านบ้างเช่นกัน
มีเรียยังพูดต่อด้วยรอยยิ้มที่ดูสดใสมีชีวิตชีวาอีกว่า
“แต่ว่านะคะพ่อลิลลี่ดันเป็นเรียกเจ้าชายด้วยความเคยชินกับเจ้าชายโรคจิตจนทำให้ถูกคุณไลลาลงโทษ ซึ่งดูเหมือนว่าเธอจะไม่ดูด้วยซ้ำว่าตนเองทำอะไรผิด ขนาดตอนกลับมาที่ค่ายทหารและกำลังจะถูกลงโทษเธอก็ยังถามว่าเธอผิดอะไร คิกคิก ตลกจังเลยนะคะพ่อ”
ดยุคกาเลออนกลับถลึงตาใส่บุตรีเอ็ดว่า
“ทำเป็นหัวเราะเยาะเธอถ้าลูกเผลอเรียกเจ้าชายเออร์วินเหมือนที่พวกทหารในค่ายเรียกกันก็คงโดนลงโทษไม่ต่างจากเธอหรอก และเมื่อลูกกลับมาที่บ้านพ่อจะลงโทษลูกอีกรอบหนึ่งด้วย”
มีเรียเชิดหน้าใส่บิดาพูดว่า
“เรื่องนั้นหนูรู้หรอกค่ะหนูไม่ทำพลาดแบบลิลลี่หรอก”
ดยุคกาเลออนถอนหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน นับแต่ที่เธอได้เป็นอัศวินฝึกหัดเธอก็มักจะดูถูกดูแคลนเจ้าชายเออร์วินตลอดแต่เขาไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนความคิดลูกสาวคนนี้ยังไง ก็ได้แต่หวังว่าเธอจะไม่เรียกเขาว่าเจ้าชายขยะต่อหน้าแล้วกัน เขาบอกลูกสาวเจ้าจอมอวดดีของตนก็จะลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดูอีกครั้งเราก็รู้กับเธอว่า
“ให้มันจริงเถอะโดนลงโทษขึ้นมาพ่อจะซ้ำให้”
มีเรียยิ้มให้พ่อพร้อมก็พูดว่า
“หนูไม่พลาดหรอกน่า”
“พ่อไปก่อนนะอย่านอนดึกล่ะ”
มีเรียพยักหน้า
“ค่ะพ่อ”
ดยุคกาเลออนจูบหน้าผากลูกสาวยังอ่อนโยนก่อนจะออกจากห้องไป
ภายในห้องของเรเวนที่ติดกับห้องของเออร์วินตอนนี้แทบจะแอัดไปด้วยคนห้าคนประกอบไปด้วย เออร์วิน เรเวน โซอี้ ลูซี่และน้องสาวเธอเดซี่ส่วนลิลลี่นั้นยังไม่กลับจากค่ายทหารคาดว่ากำลังถูกทำโทษอยู่ เดซี่ทำหน้างงพร้อมกับถามว่า
“ปฏิรูปเมือง?”
เรเวนพยักหน้าพร้อมกับชี้ไปที่เออร์วินที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอ
“ใช่แล้วล่ะเป้าหมายของเขาคือการปฏิรูปเมืองนี้และที่เธอต้องตื่นมาวิ่งและฝึกทุ่มในวันนี้ หน้าที่ของพวกเธอก็คือไม่สิหน้าที่ของพวกเราที่เป็นสาวใช้ส่วนตัวของเขาก็คือการปกป้องเขา”
หลังจากที่เออร์วินส่งเรเชลเข้านอนหลังจากที่เล่านิทานให้เธอฟังเสร็จเหมือนเช่นทุกวัน ทันทีที่เขาออกมาจากห้องของเรเชลกลับถูกเรเวนที่มาดักรออยู่หน้าห้องหิ้วคอเขามาที่ห้องของเธออย่างงุนงง ก็จะเล่าถึงจุดประสงค์ของเขาให้เดซี่ฟังโดยที่ไม่เปิดโอกาสให้เออร์วินพูดเลยแม้แต่น้อย เดซี่ที่ได้รู้ความจริงกลับไม่ได้มีท่าทีตกใจหรือแปลกใจเธอเพียงแค่มองหน้าเออร์วินแล้วพูดว่า
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เองเหรอคะ”
เออร์วินพยักหน้าไม่ปฏิเสธพร้อมกับบอกว่า
“ผมต้องการทำอะไรบางอย่างกับเมืองนี้ซึ่งก็อย่างที่คุณเดสซี่เห็นแหละครับว่าพลังเวทย์ของของผมนั้นอ่อนแอขนาดไหนดังนั้นผมจึงต้องพึ่งพวกคุณครับ พวกคุณเจคที่คุณได้เจอในสองวันนี้นั้นพวกเขาเป็นเสมือนคมเขี้ยวของผม ส่วนพวกคุณที่เป็นสาวใช้ส่วนตัวนั้นเป็นคนที่มีหน้าที่ปกป้องผม แต่ถ้าคุณไม่ประสงค์จะข้องเกี่ยวด้วยคุณสามารถทำหน้าที่เป็นสาวใช้ส่วนตัวของผมอย่างเดียวก็ได้นะครับเพียงแค่คุณลืมเรื่องที่พูด…”
“ที่คุณช่วยพวกเราไว้ก็เพราะต้องการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของเผ่ามารหูสัตว์ของพวกเราเหรอคะ”
เออร์วินพูดยังไม่ทันจบเดซี่ก็ถามขึ้น ถ้าว่าคำตอบที่ได้มาคือการยิ้มและพยักหน้าของเออร์วิน
“ใช่ครับผมต้องการใช้ประโยชน์จากศักยภาพเผ่ามารหูสัตว์ของพวกคุณ”
เรเวนไปอึ้งทันทีเพราะเธอไม่นึกว่าเออร์วินจะพูดออกมาตรงๆ เช่นนี้ ทว่าคำตอบที่ได้จากเดซี่คือคำว่า
“ตกลงค่ะ”
“ “เอ๊ะ?” ” ไม่เพียงแต่เรเวนแม้แต่ลูซี่เองก็ยังอุทานด้วยความแปลกใจ เพราะเธอไม่นึกว่าเดซี่จะตอบตกลงง่ายๆ แบบนี้ อีกทั้งเดซี่ยังพูดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มว่า
“ฉันจะปกป้องเจ้าชายค่ะดังนั้นช่วยทำให้ฉันแข็งแกร่งขึ้นได้ไหมคะ”
ท่าทีของของเดซี่ทำให้ลูซี่รู้สึกอดแปลกใจไม่ได้จึงถามเธอว่า
“นี่ลูซี่เข้าใจหรือเปล่าว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ”
ลูซี่พยักหน้า
“เข้าใจค่ะตอนแรกหนูก็สงสัยอยู่แล้วว่าทำไมเจ้าชายถึงช่วยพวกเรา ทั้งยังไม่ใส่ปลอกคอทาสอีก เมื่อบวกกับสิ่งที่ให้หนูได้ทำในสองวันนี้หนูก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ จนเมื่อได้ฟังสาเหตุจากคุณเรเวนหนูก็เข้าใจได้ทันทีค่ะ ที่หนูถามเจ้าชายก็เพราะอยากจะฟังความจริงจากปากเจ้าชายเท่านั้น”
เออร์วินที่ยังคงยิ้มก็พูดว่า
“ทั้งที่คุณเป็นน้องเล็กสุดแต่กลับมีความคิดละเอียดอ่อนจังเลยนะครับ”
เดซี่ยิ้มและพูดว่า
“เพราะหนูต้องคอยเบรคพี่ลิลลี่อยู่เสมอนะสิคะ” ก่อนที่เธอจะถามเพราะนึกอะไรขึ้นมาได้อีกว่า “ว่าแต่เรื่องนี้พี่ลิลลี่ทราบหรือไม่คะ”
เมื่อได้ยินเดซี่ถามเช่นนี้ทั้งเออร์วิน เรเวน ลูซี่แล้วก็โซอี้ต่างพากันทำหน้าแปลกๆ เดซี่ที่เห็นสีหน้าพวกเธอก็ใจกระตุกถามว่า
“มีอะไรเกี่ยวกับพี่ลิลลี่เหรอคะ”
เรเวนเหลือบตามองเออร์วินก่อนจะพูดว่า
“คือว่าลิลลี่นั้นจะเรียกว่ารู้หรือเรียกว่าไม่รู้ดีนะ”
“เอ๊ะ?” เดซี่ไม่เข้าใจว่าเรเวนพูดเรื่องอะไร
เออร์วินจึงเป็นฝ่ายพูดว่า
“คือว่าเดิมทีผมต้องการจะวางแผนโดยใช้ดาบใหญ่มาเป็นตัวล่อขอให้เธอสัญญาว่าจะปกป้องและจงรักภักดีต่อผม แต่ผมยังไม่ทันได้หว่านล้อมอะไรเลยคุณลิลลี่กลับพูดว่าสัญญาได้อย่างหน้าตาเฉยน่ะครับ”
เดซี่นิ่งไปทันทีก่อนจะพูดว่า
“สมกับเป็นลิลลี่”
เรเวนพอนึกย้อนนึกดูเหตุการณ์ครั้งนั้นเธอเริ่มเข้าใจที่เดซี่พูดว่าเธอต้องคอยเบรคลิลลี่อยู่เสมอขึ้นแล้ว เด็กผู้หญิงที่มักมีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยพลังงานเต็มร้อยอย่างลิลลี่นั้นต้องมีคนคอยเบรคอยู่เสมอจริงๆ ในขณะที่ลูซี่เมื่อย้อนเมื่อย้อนนึกดูถึงการตัดสินใจของน้องสาวที่รวดเร็วแบบไวไฟลุกก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เพราะตั้งแต่เด็กแล้วที่ความเปี่ยมพลังงานของน้องสาวคนนี้มักสร้างความปวดเศียรเวียรเกล้าให้เธออยู่เสมอ
กลับเป็นโซอี้ที่ถามเดซี่ว่า
“ตอนแรกที่เห็นเธอถามเจ้าชายก็ไม่นึกเลยนะว่าเธอจะตอบตกลงง่ายๆ แบบนี้”
เดซี่หันไปไปยิ้มให้เธอก่อนจะพูดว่า
“พอที่หนูเข้าใจดีค่ะว่าในโลกนี้ไม่มีของกินที่ทานเปล่าหรอกทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีข้อแลกเปลี่ยนด้วยกันทั้งนั้น ที่ผ่านมาเจ้าชายก็ดีกับพวกเรามาโดยตลอดและอีกอย่าง…” เดซี่หันไปมองลูซี่ก่อนจะพูดว่า “หนูเองก็ไม่อยากให้ใครมาเสียสละตนเองเพื่อปกป้องหนูอีกแล้ว”
ราวกับว่าภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เธอต้องบอกพี่สาวของตนเอาตัวเองปกป้องกลายเป็นสิ่งที่จำฝังใจเธอ ลูซี่ที่ได้ยินน้องสาวผู้เช่นนั้นก็จับเธอเข้ามากอดพร้อมกับบอกว่า
“พูดอะไรออกมานะเธอเป็นน้องพี่นะไม่ปกป้องพวกเธอแล้วจะให้พี่ปกป้องใคร”
ภาพที่เห็นนั้นต่างพากันทำให้ทุกคนพากันยิ้มโดยเฉพาะเรเวนมีแววเศร้าเล็กน้อยอยู่ในแววตาของเธอ ทว่าเออร์วินกลับสังเกตุถึงเศร้าที่เล็กน้อยของเธอได้ แต่เขาเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมา
สองพี่น้องกอดกันอยู่อย่างนั้นก่อนที่เดซี่จะผละออกมาแล้วถามเออร์วินว่า
“เจ้าชายจะทำให้หนูแข็งแกร่งขึ้นจริงๆ ใช่ไหมคะ”
เออร์วินยิ้มแล้วตอบว่า
“ผมจะทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้นได้จริงๆ ครับ”
เดซี่พยักหน้าก่อนจะหันไปมองโซอี้แล้วถามว่า
“แล้วที่เจ้าชายพูดว่าจะทำให้พี่โซอี้กลับมาเดินได้…”
เดซี่ถามด้วยความเป็นห่วงเพราะว่าที่ผ่านมามักเป็นเธอที่อยู่กับโซอี้มาโดยตลอด เธอจึงทั้งรู้สึกสนิทสนมและเห็นใจในตัวโซอี้เป็นอย่างมาก เออร์วินยังไม่ทันได้ตอบกลับเป็นเรเวนตอบแทนเขา
“ถ้าเรื่องนั้นล่ะก็เขากำลังจัดการอยู่แต่ติดปัญหาอยู่ที่วัตถุดิบบางอย่างแค่นั้น”
แม้ว่าจะเป็นคำพูดเลื่อนลอยแต่โซอี้ที่ได้ฟังและเคยพูดว่าไม่ได้คาดหวัง ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นก็ปรากฏให้เห็นถึงความหวังในแววตาของเธอ เดซี่ที่ได้ยินว่าเออร์วินไม่ได้ลืมเรื่องของโซอี้ก็พลอยมีสีหน้ายินดีกับโซอี้ด้วย ทว่าเออร์วินกลับถามโดยไม่ดูบรรยากาศออกมาว่า
“ว่าแต่คุณเดซี่คุณตัดสินใจง่ายแบบนี้ไม่กลัวโดนผมหักหลังเหรอครับ”
เรเวน่นที่ได้ยินเออร์วินถามออกมาเช่นนั้นจึงพูดด้วยความไม่พอใจว่า
“นี่เธอน่ะจะพูดอะไรแบบขวานผ่าซากก็ให้มันน้อยๆ หน่อยสิหัดดูบรรยากาศบ้างสิยะ”
เดซี่กลับยิ้มออกมาก่อนจะตอบว่า
“ถ้าเรื่องนั้นละก็ย่อมต้องกลัวแน่นอนค่ะ แต่หนูคิดว่าการหักหลังพวกเราคงเป็นสิ่งสุดท้ายที่เจ้าชายจะทำค่ะ”
เออร์วินแปลกใจกับคำตอบของเธอ
“อะไรทำให้คุณเดซี่มั่นใจอย่างนั้นครับ”
เดซี่กลับตอบอย่างมั่นใจว่า
“ลางสังหรณ์เพค่ะเจ้าชาย”
“ฮะ?” เออร์วินอุทานอย่างงุนงง เขาไม่นึกว่าเหตุผลที่ทำให้เธอคิดเช่นนั้นจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าลางสังหรณ์
ไม่เพียงแต่เออวินแม้แต่เรเวนก็ดูอึ้งไม่แพ้กันกับสาเหตุที่ทำให้เดซี่ตัดสินใจเช่นนี้
ภายในค่ายทหารที่ขณะนี้ทหารส่วนใหญ่ต่างพากันกลับไปพัก เหลือเพียงบางส่วนที่ทำหน้าที่เฝ้ายาม ซึ่งในตอนนี้คนที่ทำหน้าที่เฝ้ายามตรงทางเข้าค่ายทหารมีสองคนคือออกัสกับไลลา ท่ามกลางสายตาที่มองด้วยความแปลกใจว่าทำไมคนที่เป็นอัศวินทั้งยังควบตำแหน่งผู้ช่วยแม่ทัพทั้งสองถึงมาทำหน้าที่เฝ้ายามหน้าทางเข้าได้ แต่วันนี้กลับมีอีกคนนึงเพิ่มขึ้นเป็นสาวน้อยที่มีหูและหางเป็นสุนัข เธอคนนี้บนหัวเธอมีถังไม้วางหนึ่งถังแขนทั้งสองข้างคือถังไม้ข้างละหนึ่งถัง ในถังทั้ง สามมีน้ำใส่จนเต็ม ทั้งที่ดูแล้วน่าจะหนักมากแต่สาวน้อยคนนี้ครับยังดูสบายๆ ซึ่งเธอก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นลิลลี่ที่ถูกทำโทษฐานที่เรียกเจ้าชายเออร์วินในที่สาธารณะว่าเจ้าชายโรคจิต ตำแหน่งที่เธอยืนนั้นอยู่ข้างกับไลลาที่ทำหน้าที่เฝ้ายามอยู่
ลิลลี่ที่บนหัวถูกวางไว้ด้วยถังน้ำถามด้วยความสงสัยว่า
“คุณไลลาคะแล้วตกลงหนูโดนทำโทษเรื่องอะไรคะ”