บทที่ 1 คนเราถ้าไม่มีเงินก็เหมือนไม่มีอะไรเลย
มีเงินแล้วจะทำอะไรก็ได้อย่างนั้นเหรอ?
ใช่แล้ว พอมีเงินจะทำอะไรก็ได้จริง ๆ นั่นแหละ!
‘เซียวเฉิน’ ในชุดพนักงานส่งอาหาร กำถุงอาหารในมือแน่น สายตาจับจ้องไปยังทางเข้าโรงแรมอย่างเอาเป็เอาตาย ในดวงตาของเขาคล้ายมีเปลวไฟลุกโชน
คิดไปคิดมา ในที่สุดเซียวเฉินก็ตัดสินใจโทรออกไปหาเบอร์นั้นจนได้
ปลายสายแว่วเสียงผู้หญิงคนหนึ่ง น้ำเสียงของเธอดูรำคาญใจเล็กน้อย “ฉันบอกแล้วไงว่าถ้าไม่มีอะไรสำคัญก็อย่าโทรมา”
ได้ยินแบบนั้น เซียวเฉินกลับไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว แต่เลือกถามไปแบบตรง ๆ “ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน?”
พูดจบ ปลายสายก็เงียบไปครู่หนึ่ง
สุดท้ายอีกฝ่ายจึงพูดกับเซียวเฉินว่า “ฉันกำลังเจรจาธุรกิจอยู่ วันนี้ยุ่งมาก ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอวางก่อนนะ!”
เจรจาธุรกิจเหรอ?!
พอได้ยินข้ออ้างไร้สาระแบบนี้ ในใจของเซียวเฉินก็เหมือนมีไฟแผดเผามอดไหม้อยู่ภายใน
“ธุรกิจอะไรถึงต้องไปคุยกับผู้ชายอายุสี่สิบห้าสิบในโรงแรมด้วย?”
เซียวเฉินโกรธจริง ๆ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งดุดันราวเสือร้ายหรือหมาป่า เขาก็ไม่เคยมีอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ กับมันเลย
เพราะศัตรูแบบนั้น ล้วนพ่ายแพ้อยู่ภายใต้เงื้อมมือของเขามานับไม่ถ้วนแล้ว!
แต่ปัจจุบัน ความรู้สึกของการถูกคนใกล้ตัวแทงข้างหลังกันแบบนี้ มันทำให้เซียวเฉินรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย
ปลายสายของการโทรอย่าง ‘หลี่หง’ ชะงักไปเล็กน้อย เธอไม่รู้ต้นสายปลายเหตุของเื่ดังกล่าว ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เซียวเฉินได้ยินข่าวลือพวกนี้มาจากที่ไหน หรือทั้งหมดนี้เป็เพียงการคาดเดาของเขาเอง?
“นายเป็โรคจิตหรือไง ใครเขาอยู่ที่โรงแรมกัน?! เซียวเฉิน วันนี้ฉันยุ่งมากจริง ๆ ไม่อยากทะเลาะกับนายหรอกนะ ไว้พรุ่งนี้ค่อยคุยกันอีกที วางสายก่อนนะ!”
พูดจบหลี่หงก็เตรียมจะตัดสาย
แต่ตอนนี้เซียวเฉินกลับหัวเราะขึ้นมา “โอ้ งั้นก็ดี ในเมื่อคุณไม่ยอมรับก็ไม่เป็ไร ไม่สำคัญหรอก แต่ลองหันมาดูข้างหลังหน่อยสิ!”
พอเซียวเฉินพูดจบ ก็เป็ฝ่ายหลี่หงที่ค่อย ๆ หันกลับมา และมองไปที่เซียวเฉิน เธอไม่รู้จะกล่าวอะไรออกมาดี
เพราะตอนนี้หลี่หงกำลังควงแขนชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบถึงห้าสิบปีคนหนึ่ง ดวงตาของเขาเปล่งประกายแสดงถึงราคะออกมาอย่างชัดเจน
หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือเขากำลังรู้สึกร้อนใจ อยากรีบทำ ‘ธุระสำคัญ’ โดยเร็ว
การปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันของเซียวเฉินทำให้บรรยากาศทั้งหมดชะงักลง
พอเื่มันกลายมาเป็แบบนี้ หลี่หงก็ไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญหน้ากับเซียวเฉิน โดยเฉพาะกับตอนที่ท่าทีของเขาในวันนี้ดูแตกต่างไปจากปกติ
“เจรจาธุรกิจเหรอหลี่หง? คุณดูจะชำนาญเื่ธุรกิจของคุณมากเลยนะ”
“ผมทำงานอย่างหนัก เที่ยวส่งอาหารตรากตรำอยู่ข้างนอก แต่คุณกลับมาทำเื่แบบนี้อยู่กับเฒ่าหัวงูคนหนึ่ง คุณคิดว่าคุณคู่ควรกับผมหรือเปล่า?”
เซียวเฉินขบฟันกรอด เหมือน้าระบายความคับแค้นใจทั้งหมดออกมา
นึกถึงสมัยก่อน ผู้หญิงรอบตัวเซียวเฉินนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ต่อมา เขาก็เริ่มเบื่อหน่ายกับชีวิตแบบนั้น ้าเพียงผู้หญิงธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปด้วยกันตลอดชีวิต แต่ไม่คิดเลย… ว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็แบบนี้
หลี่หงกัดฟันเหมือนตัดสินใจได้แล้ว จึงกล่าวออกมาว่า
“ใช่ ฉันหลี่หงเป็คนหลงระเริงมัวเมาในเกียรติยศชื่อเสียง เมื่อก่อนก็คิดว่านายจะเป็เสาหลักให้ได้ ถ้าแต่งงานกับนายฉันคงได้เป็เศรษฐินี แต่นายลองดูตัวเองตอนนี้สิ ก็แค่ไอ้ขี้ข้าส่งอาหารจน ๆ คนหนึ่งเท่านั้นแหละ! ” หลี่หงพูดอย่างเกรี้ยวกราด และมองเซียวเฉินด้วยความรังเกียจ
ได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มก็หัวเราะออกมา
ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง ตอนแรกที่เธอมาชอบเขา ก็เพราะคิดว่าจะมาเกาะเซียวเฉินกิน แต่ผลสุดท้ายกลับต้องผิดหวัง เพราะแบบนั้นเธอเลยปฏิบัติต่อเซียวเฉินแบบนี้
แต่เธอไม่ควรเลยจริง ๆ ที่หันไปเข้าหาเ้านายของเซียวเฉินที่เขาทำหน้าที่ส่งอาหารให้ ‘จางหวั่นฝู’ …ผู้ชายสารเลวนั่น!
จางหวั่นฝูยืนฟังอยู่ข้าง ๆ คล้ายทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงพูดอย่างไม่เกรงใจว่า “เซียวเฉิน นายไม่ไปส่งอาหารหรือไง มายุ่งอะไรกับพวกเรากัน ระวังฉันจะหักเงินเดือนนายนะ”
“จางหวั่นฝู ตอนนี้นายมาอยู่ตรงนี้กับแฟนของฉัน นายยังจะกล้ามาว่าฉันอีกนะ”
เซียวเฉินหัวเราะเยาะ พูดเสียงชืดชากับจางหวั่นฝู
พอถูกเซียวเฉินมองมาแบบนั้น จางหวั่นฝูก็ชะงักไปทั้งตัว
จางหวั่นฝูสูงไม่ถึง 170 เิเ รูปร่างอ้วนเตี้ยเหมือนฟักทองั์ ส่วนเซียวเฉินสูง 184 เิเ แม้รูปร่างจะไม่ได้ล่ำสันนัก แต่จะจัดการจางหวั่นฝูก็เรียกได้ว่าเป็เื่เล็กน้อย
“เซียวเฉิน ฉันจะบอกให้นายรู้ไว้ ฉันอดทนกับนายมานานพอแล้ว ตอนนี้ฉันชอบผู้ชายแบบหัวหน้าจาง เพราะงั้นเราเลิกกันเถอะ!”
หลี่หงเห็นท่าทีของชายหนุ่ม ก็เอ่ยประโยคดังกล่าวกับเขาอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ
พอได้ยินแบบนั้น จางหวั่นฝูก็ปริ่มเปรมเป็อย่างมาก ทำตัวราวกับนายพลผู้กำชัยในศึกใหญ่ ความภาคภูมิใจเต็มเปี่ยมจนล้นออกมา
ส่วนเซียวเฉิน เขายืนอยู่ตรงนั้น สายตาจ้องมองไปที่จางหวั่นฝู
“มองฉันแบบนั้นทำไม …เสียดายหรือไง?! ก็ได้ งั้นเอาเงินของตัวเองไปซื้อยาจากร้านฝั่งตรงข้ามมาให้ฉันสักกล่องสิ”
“บางทีถ้าฉันอารมณ์ดี ฉันอาจจะเมตตาให้นายมาร่วมจอยด้วยก็ได้นะ เผื่อนายจะรู้แจ้ง ว่าเวลามีโอกาสได้พิชิตสิ่งที่ยากจะสำเร็จมันรู้สึกยังไง”
จางหวั่นฝูพูดไปพลางเชิดหน้าขึ้น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอันยากจะบรรยาย
หลี่หงที่อยู่ข้าง ๆ จางหวั่นฝูเอนศีรษะไปพิงไหล่ของชายวัยกลางคนเบา ๆ มือข้างหนึ่งกวาดวาดวงกลมลงบนหน้าอกของเขา ปฏิบัติตัวราวกับหญิงสาวตัวเล็กตัวน้อย
“คุณหัวหน้าจาง คุณเก่งจริง ๆ เลย ฉันชอบผู้ชายที่มีบุคลิกแบบคุณ ไม่เหมือนใครบางคน…”
หล่อนพูดเป็นัย สายตาจ้องมองไปทางเซียวเฉินที่อยู่ไกลออกไปอย่างดุดัน ทำให้เซียวเฉินหัวเราะลั่นออกมา
หลี่หงคนนี้ชักจะหลงตัวเองเกินไปแล้ว รวมถึงจางหวั่นฝูนั่นด้วย เพราะจริง ๆ แล้วเซียวเฉินไม่ได้สนใจพวกเขาสองคนเลย
หากพูดให้ชัด ๆ ก็คือหลี่หงเป็แค่ประเด็นที่ถูกแถมมา จริง ๆ แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเซียวเฉินมาหาจางหวั่นฝูเพื่อชำระบัญชีต่างหาก
“เื่ของเธอฉันไม่อยากยุ่งหรอก และอย่าว่าแต่ผู้ชายเพียงคนเดียวเลย ต่อให้เธอจะคบกับผู้ชายอีกร้อยคนหรือพันคน นั่นมันก็เป็เื่ของเธอ”
“จางหวั่นฝู ครั้งนี้ฉันมาหานาย”
เซียวเฉินพูดจบก็เปลี่ยนประเด็น สายตาจ้องมองไปทางจางหวั่นฝูตรงหน้าอย่างเอาเป็เอาตาย
เมื่อถูกเซียวเฉินมองจนรู้สึกขนลุกขนพอง จางหวั่นฝูก็หวนนึกไปถึงเื่ราวเลวร้ายมากมายที่เคยทำ แต่เซียวเฉินเพิ่งมาทำงานที่บริษัทของตนได้ไม่นาน เขาคิดว่าตัวเองไม่เคยทำอะไรไม่ดีต่อเซียวเฉิน
กระนั้นก็ไม่รู้ว่าเื่ครั้งนี้จะพอนับเป็ประเด็นได้หรือไม่
จางหวั่นฝูมองไปที่เซียวเฉินด้วยสีหน้าเ็า “ฮึ! ในเมื่อเป็แบบนี้ แล้วนายมาหาฉันทำไม?”
เมื่อจางหวั่นฝูพูดจบ หลี่หงกลับไม่สนใจ
เธอคิดแค่ว่าเซียวเฉินคงรู้สึกเสียหน้ามาก ถึงได้หาข้ออ้างมาตีโพยตีพายไปทั่ว
หล่อนตั้งใจจะพูดสักสองสามคำกับเซียวเฉินเพื่อให้เขาล้มเลิกความตั้งใจและยอมแพ้ไปเสีย
แต่ทันใดนั้นเซียวเฉินกลับค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย
“จางหวั่นฝู นายรู้จักอาเฟยไหม?”
ทันทีที่เซียวเฉินพูดจบ จางหวั่นฝูพลันเบิกตากว้าง ดูราวกับกลัวอะไรบางอย่างขึ้นมา
“อาเฟยเหรอ… นายถามทำไม?”