"ได้ยังไงกันล่ะ? ฉันเอาเสื้อผ้ามาเองแล้ว จะให้น้องสะใภ้ทิ้งเสื้อผ้าดีๆ แบบนี้ไปเปล่าๆได้ยังไง"
ฉินฮุ่ยเจียวยกห่อผ้าที่วางอยู่ขึ้นมาเขย่าห่อผ้าสีเทาอมฟ้า มีฝุ่นจับหนาเตอะ สีซีดจาง
มองจากภายนอกแล้วของข้างในก็ดูเหมือนจะมีเสื้อผ้าไม่เยอะเท่าไหร่
ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อเธอวางเสื้อผ้าไว้ในห้องน้ำที่สร้างไว้ชั่วคราว
"ฉันเอาเสื้อผ้ามาวางไว้ตรงนี้นะคะพอพี่อาบน้ำเสร็จก็ใส่ได้เลย!"
พอเธอพูดจบฉินซู่ก็ช่วยต่งเสี่ยวเสี่ยวยกน้ำร้อนไปให้ฉินฮุ่ยเจียวอาบอีกหลายถัง
ระหว่างที่ฉินฮุ่ยเจียวกำลังอาบน้ำฉินซู่กับต่งเสี่ยวเสี่ยวก็คุยกันถึงเรื่องของฉินฮุ่ยเจียว
"นายยังมีพี่สาวคนรองอีกเหรอ?"
จากที่ฉินฮุ่ยเจียวเล่าเมื่อกี้ทำให้รู้ว่าบ้านตระกูลฉินมีลูกทั้งหมดสามคน
พี่สาวคนโตก็คือฉินฮุ่ยเจียวส่วนฉินซู่ผู้เป็นลูกคนที่สาม ดังนั้นตรงกลางก็ต้องมีพี่สาวคนรองอีกคน
พอได้ยินต่งเสี่ยวเสี่ยวถามแบบนั้นหัวใจของฉินซู่ก็กระตุกวูบขึ้นมาทันที แล้วพูดด้วยท่าทีประหม่า
"ฉันไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังแต่ว่าพี่สาวคนรองกับพี่สาวคนโตของฉันก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่พวกเธอแต่งงานออกไปในปีเดียวกัน ตอนแรกก็ยังมีเขียนจดหมายติดต่อกันบ้างแต่หลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวอีกเลย ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยไปเยี่ยมพี่สาวคนรองชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่ได้แย่อะไร แต่เพราะไม่ค่อยได้ติดต่อกันฉันเลยลังเลว่าจะบอกเรื่องนี้กับเธอยังไงดี"
ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ตอนแรกฉินซู่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะบอกต่งเสี่ยวเสี่ยวอยู่แล้ว
เพราะร่างเดิมเอาแต่กินๆ นอนๆแถมยังขโมยอาหารของลูกๆ อีกฉินซู่เลยคิดว่าชีวิตคู่ของพวกเขาทั้งสองคนคงไปกันได้ไม่ยืดดังนั้นจึงไม่ได้บอกเรื่องครอบครัวให้กับร่างเดิมอย่างละเอียด
ก็ตามที่ใครๆ เขาว่าแต่งงานกับไก่ก็อยู่แบบไก่ แต่งงานกับหมาก็อยู่แบบหมา [1]
อีกอย่างรูปร่างหน้าตาและความคิดของฉินซู่ก็ตรงสเปกเธอไม่น้อยต่งเสี่ยวเสี่ยวเลยไม่ได้ถือสาอะไร
"ต่อไปมีอะไรก็อย่าปิดบังฉันนะ!บอกไว้ก่อนว่าฉันไม่ได้ใจดีแบบวันนี้ทุกวันหรอก"
ฉินซู่รู้สึกแปลกใจกับท่าทีของต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงถามอย่างลองเชิง
"เธอไม่ว่าอะไรฉันเหรอ?"
"ทำไมฉันต้องว่านายด้วย?"ต่งเสี่ยวเสี่ยวถามกลับ
ถึงฟังดูเหมือนจะโกรธแต่สิ่งที่ฉินซู่ทำก็มีเหตุผลพอสมควร
ตั้งแต่ที่ร่างเดิมแต่งงานกับฉินซู่ เขาก็มักจะออกไปทำงานแต่เช้าตรู่ กว่าจะกลับบ้านก็ค่ำมืดแล้วเขาพยายามหาเงินสุดชีวิต แล้วจะมีเวลามาใส่ใจเรื่องพวกนี้ได้ยังไงกัน?
"พี่สาวคนโตของนายเป็นคนที่มีความอดทนจริงๆเดินเท้าคนเดียวจากอีกอำเภอหนึ่งมาถึงที่นี่"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวอดไม่ได้ที่จะพูดออกมาถ้าเป็นเธอเองก็คงจะไม่ทำถึงขนาดนี้
สีหน้าของฉินซู่เคร่งขรึมขึ้นมา"พี่สาวคนโตของฉันเป็นคนหัวรั้น เป็นคนเงียบๆภายนอกดูเหมือนเธอจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่ภายในเก็บทุกอย่างไว้คนเดียวไม่ค่อยชอบแบ่งปันเรื่องราวให้คนอื่นฟัง ฉันว่าที่เธอยอมกลับมาคงเพราะหมดหนทางจริงๆ ถูกเขาไล่ ไม่มีบ้าน ไม่มีที่ให้ไปถึงได้เดินกลับมาเหมือนคนไร้จุดหมายแบบนั้น"
พอพูดถึงเรื่องนี้ฉินซู่ก็ทั้งโกรธทั้งรู้สึกสงสารพี่สาว
พี่สาวแท้ๆ ของเขากลับต้องใช้ชีวิตที่ยากลำบากแบบนี้ในบ้านสามี
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันฉินฮุ่ยเจียวก็เดินออกมา
เธอยังคงสวมเสื้อผ้าที่ไม่พอดีตัว ทั้งหลวมทั้งใหญ่ แถมยังบางอีก ผมเผ้าเปียกชุ่ม สวมรองเท้าผ้าที่ขาดเป็นรูอีกหลายรู
ต่งเสี่ยวเสี่ยวขมวดคิ้ว รีบเดินเข้าไปหา
"พี่คะทำไมไม่ใช้ผ้าขนหนูผืนใหม่กับใส่เสื้อผ้าที่เตรียมไว้ให้ล่ะคะ?"
เห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวขมวดคิ้วแน่นฉินฮุ่ยเจียวถึงกับใจหายแล้วอธิบายด้วยเสียงเบาๆ
"ฉันเห็นว่าเสื้อผ้ากับผ้าขนหนูพวกนั้นมันใหม่มากเลยไม่อยากใช้ เสื้อผ้าที่ฉันใส่อยู่มันก็ยังใช้ได้ เลยไม่อยากทิ้งให้เสียเปล่าน้องสะใภ้อย่าโกรธเลยนะ"
เธอพูดพลางกุมมือแน่นก้มหน้ามองรองเท้าผ้าที่ขาดเป็นรู ท่าทางราวกับเด็กที่ทำผิด ยิ่งมองก็ยิ่งน่าสงสาร
"เฮ้อ!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวถอนหายใจออกมาเบาๆเธอนวดหว่างคิ้วอย่างเหนื่อยใจ เธอแกล้งทำเป็นโกรธแล้วพูดว่า
“พี่คะพี่คิดว่าฉันยังโกรธหรือยังไม่พอใจพี่อยู่ใช่ไหมคะ?”
พอได้ยินแบบนั้นฉินฮุ่ยเจียวก็ร้อนใจขึ้นมาทันที เธอพูดอย่างตะกุกตะกัก
"ไม่ๆๆฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น..."
"ถ้าพี่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วเช็ดผมให้แห้งๆ นะคะ ไม่ต้องเกรงใจพวกเราหรอก"
ฉินฮุ่ยเจียวยังพูดไม่ทันจบต่งเสี่ยวเสี่ยวก็พูดแทรกขึ้นมาอีกครั้ง
ก็เพราะเธอใช้ชีวิตอย่างประหยัดจนเคยชินคิดว่าข้าวของก็ใช้ซ้ำได้ ยิ่งเวลามีคนหยิบยื่นอะไรให้ก็ยิ่งรู้สึกเกรงใจกลัวจะกลายเป็นภาระโดยไม่รู้ตัว
ตอนแรกฉินฮุ่ยเจียวอยากจะแก้ตัวอีกสักหน่อยแต่พอเห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวขมวดคิ้ว เธอก็ยอมแพ้เดินกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวเตรียมไว้ให้แล้วเช็ดผมที่เปียกชื้นให้พอหมาดๆ
ชุดนี้ใส่แล้วพอดี เป็นชุดกระโปรงตัวเล็กๆชุดหนึ่ง ร่างเดิมเคยซื้อตามกระแสเอาไว้ ราคาตั้งสิบกว่าหยวนแต่เพราะขนาดเล็กเกินไป ใส่ไม่กี่ครั้งก็โยนทิ้งไว้ในตู้เสื้อผ้า
ส่วนเสื้อผ้าที่เธอใส่อยู่ในตอนนี้เป็นเสื้อผ้าที่เธอซื้อเองเป็นแบบที่เหมาะกับคนรูปร่างสูงโปร่ง
ถ้าพี่ใหญ่ใส่ อาจจะทำให้ชายกระโปรงลากพื้นเธอค้นในตู้เสื้อผ้าอยู่นานกว่าจะหาเสื้อผ้าชุดเล็กๆ เจอ
"พี่พกหน้าทะเบียนบ้านมาด้วยไหมคะ?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวถามอย่างใจเย็น
ถ้าอยากจะย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาต้องมีใบรับรองจากผู้ใหญ่บ้าน แถมยังต้องมีเจ้าตัวมายืนยันด้วย
ฉินฮุ่ยเจียวพยักหน้า"ฉันมีเสื้อผ้าไม่เยอะ พอสามีแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นเขาก็เอาทะเบียนบ้านกับข้าวของของฉันโยนออกมาหมดเลย"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวนึกถึงห่อผ้าเล็กๆของฉินฮุ่ยเจียวที่ก่อนหน้านี้ ยังไม่หนักเท่าเสื้อผ้าที่พับเก็บเลยด้วยซ้ำ
ไม่รู้ทำไม พอคิดถึงเรื่องนั้นต่งเสี่ยวเสี่ยวก็รู้สึกเศร้าใจขึ้นมา
เมื่อตรวจเอกสารทุกอย่างครบแล้วสองสามีภรรยาก็พาฉินฮุ่ยเจียวไปหาผู้ใหญ่บ้านกับเลขาหมู่บ้าน
เธอเล่าเรื่องของฉินฮุ่ยเจียวคร่าวๆให้ผู้ใหญ่บ้านกับเลขาเฉินฟัง
พอผู้ใหญ่บ้านได้ยินก็โกรธจนหน้าแดงคอแดงกัดฟันกรอดๆ สบถด่าออกมา
"มันจะมากเกินไปแล้ว!นี่มันไม่ใช่คนแล้ว ทำเรื่องเลวร้ายขนาดนี้ไม่กลัวว่าวันหน้าลูกชายจะเกิดมาไม่มีรูก้นเหรอ!"
เขาเป็นผู้ใหญ่บ้านมาหลายปีได้ยินมาว่าพวกปัญญาชนทิ้งสามีกับลูกกลับเข้าเมืองก็เยอะสุดท้ายก็เป็นเพราะไม่มีทะเบียนสมรสนั่นแหละ
แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ชายที่ทั้งทำร้ายภรรยาแล้วก็อ้างเรื่องทะเบียนสมรสเพื่อไม่ยอมรับคนในครอบครัวแบบนี้
ผู้ชายที่ไม่มีความรับผิดชอบแบบนี้คือพวกเศษสวะของสังคม พวกคนเลวโดยกำเนิด เกิดมาก็ไม่มีรูทวาร
ผู้ใหญ่บ้านเห็นฉินฮุ่ยเจียวมาตั้งแต่เด็กๆพอมองเธอที่ผอมแห้งแบบนี้ เขาก็รู้สึกสงสาร
"ไม่ต้องห่วงพรุ่งนี้ฉันจะไปจัดการเรื่องนี้ให้ที่อำเภอให้เอง"
ฉินฮุ่ยเจียวน้ำตาคลอเบ้าเธอยืนขึ้นแล้วโค้งคำนับให้ผู้ใหญ่บ้าน
"ขอบคุณค่ะผู้ใหญ่บ้าน!"
ผู้ใหญ่บ้านโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
"พวกเราก็คนบ้านเดียวกันจะขอบคุณอะไรกัน เรื่องเล็กน้อย เด็กๆ บ้านเธอน่าสงสารออก ฉันเห็นแล้วก็สงสารเธอเองก็อยู่ที่นี่ให้สบายใจเถอะนะ ส่วนเรื่องทำงานรอจัดการเรื่องทะเบียนบ้านของเธอให้เรียบร้อยแล้วทุกวันก็ต้องทำแต้มแรงงานให้ถึงด้วยล่ะ"
แม้บางพื้นที่จะไม่จำเป็นต้องใช้แต้มแรงงานแต่หมู่บ้านของพวกเขาอยู่ค่อนข้างห่างไกล แถมยังกันดารอีกเลยยังต้องออกไปทำงานแลกแต้มแรงงานเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องกันอยู่
การออกไปทำงานเพื่อหาแต้มแรงงานก็เหมือนเป็นหลักประกันอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะแลกเป็นอาหารและเงินได้ไม่มากแต่ก็พอประทังชีวิตไปได้
ในตอนนี้สิ่งที่ทำให้ฉินฮุ่ยเจียวตื่นเต้นที่สุดก็คือการได้กลับมาตั้งรกรากที่บ้านเกิดอีกครั้ง
"ค่ะ! ฉันจะตั้งใจทำงานและจะไม่ทำให้ผู้ใหญ่บ้านผิดหวังค่ะ"
เชิงอรรถ
[1] แต่งงานกับไก่ก็อยู่แบบไก่แต่งงานกับหมาก็อยู่แบบหมา เป็นสำนวนจีน หมายถึง เมื่อแต่งงานกับใครแล้วไม่ว่าจะดีหรือร้าย ก็ต้องอดทนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน