ฉินซูเม่ยกลับมาพักที่บ้านต่ออีกหลายวัน พ่อกับแม่ต่างก็ดูแลเธออย่างดี ไม่ใช่ว่าพวกเขารักและห่วงใยเธอมากมายอะไร แต่เพราะพวกเขาอยากแสดงให้เพื่อนบ้าน โดยเฉพาะทำให้ครอบครัวซูเห็นว่าฉินซูเม่ยเป็ลูกสาวที่พวกเขารักและให้ความสำคัญ ถึงเวลาที่ต้องตกลงค่าสินสอด ครอบครัวซูจะได้มองเห็นความสำคัญในจุดนี้
“ฉันคิดว่าพี่น่าจะหายดีแล้วนะ แต่จนป่านนี้แล้วทำไมพี่ยังไม่ลงไปทำงานในนาอีก จะี้เีไปถึงไหน” ฉินซิ่วหลานจูงจักรยานเข้าบ้านมา เมื่อเห็นพี่สาวนั่งเล่นอยู่หน้าบ้านอย่างสบายใจ มันก็ทำให้เธออดที่จะหงุดหงิดไม่ได้ ั้แ่พี่สาวป่วยและคุณป้าหูเปรยกับพ่อแม่ไว้ว่าอยากจะได้พี่สาวไปเป็ลูกสะใภ้ งานในบ้านทุกอย่างก็แทบจะโยนมาให้เธอทำทั้งหมด ไหนเธอจะต้องปั่นจักรยานเข้าเมืองเพื่อไปเรียนทุกวัน ตกกลางคืนเธอก็แทบจะไม่เหลือแรงทำการบ้านแล้ว
“เธอก็ไปถามพ่อกับแม่เองสิว่าทำไมถึงไม่ให้ฉันลงไปทำงานในนา ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากไปเองเสียหน่อย” ฉินซูเม่ยหยิบฝักข้าวโพดต้มขึ้นมากัด “ข้าวโพดต้มนี่ก็อร่อยเหมือนกันนะ เธอจะกินสักหน่อยไหมล่ะ แต่อย่าเลย...ข้าวโพดพวกนี้คุณป้าหูต้มมาให้ฉันโดยเฉพาะ คุณป้ายังกำชับอีกว่าให้ฉันกินคนเดียวไม่ต้องแบ่งใคร ซิ่วหลาน...ว่าที่แม่สามีของฉันดีมากเลยใช่ไหมล่ะ ถ้าฉันได้แต่งเข้าไปอยู่บ้านนั้น ชีวิตฉันคงมีความสุขมากเลย เธอว่าไหม”
“เหอะ...พี่จะได้แต่งเข้าไปเป็สะใภ้บ้านซูหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย พี่อย่าลืมว่าคุณลุงกับคุณป้าไม่เคยบังคับพี่ซ่างจิ่นเื่แต่งงาน แค่พี่ซ่างจิ่นปฏิเสธ คุณลุงกับคุณป้าก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว อีกอย่างนะ พี่ไม่คู่ควรกับพี่ซ่างจิ่นเลยสักนิด พี่เรียนถึงแค่ชั้นประถมปีที่หนึ่ง เขียนแค่ชื่อตัวเองได้และอ่านหนังสือออกแค่ไม่กี่ตัว พี่คิดว่าพี่ซ่างจิ่นจะมาสนใจคนอย่างพี่เหรอ”
ฉินซูเม่ยยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “ไม่สนใจแล้วยังไง แต่ฉันเป็คนช่วยชีวิตคุณป้าหู ถ้าซูซ่างจิ่นเป็ลูกชายกตัญญู เขาต้องไม่ปฏิเสธคำพูดของคุณป้าหูแน่นอน”
“พี่ยอมรับแล้วใช่ไหมว่าพี่อยากแต่งงานกับพี่ซ่างจิ่น” ฉินซิ่วหลานชี้หน้าพี่สาว “ทำไมพี่เลวอย่างนี้ พี่ก็รู้ว่าฉันแอบชอบพี่ซ่างจิ่นมานานแล้ว แต่พี่ก็ยังจะมาแย่งเขาไปจากฉัน”
“นี่เป็ครั้งที่สองแล้วนะที่เธอบอกว่าฉันแย่งเขาไปจากเธอ เธอพูดอย่างนี้ได้ยังไง ในเมื่อพวกเธอยังไม่ได้คบกัน” ฉินซูเม่ยหรี่ตามองน้องสาว “หรือว่าพวกเธอแอบคบกันอยู่ คบกันไปถึงขั้นไหนแล้วล่ะ”
“คบกันถึงขั้นไหนอะไร พี่อย่ามาใส่ร้ายฉันนะ” ฉินซิ่วหลานรีบปฏิเสธ หากใครมาได้ยินคงคิดว่าเธอมีสัมพันธ์กับซูซ่างจิ่นไปแล้ว ชื่อเสียงของเธอก็จะป่นปี้เอาน่ะสิ แต่คำพูดของพี่สาวก็ทำให้เธอคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ก็ฉันเห็นเธอบอกแต่ว่าฉันแย่งซูซ่างจิ่นมาจากเธอ ฉันก็นึกว่าพวกเธอ...” ฉินซูเม่ยแสร้งมองสำรวจน้องสาว “พวกเธอไม่ได้คบกันเกินเลยก็ดีแล้วล่ะ ถ้าเกิดมีคนรู้เข้า ต่อให้เธอจะเป็นักเรียนดีเด่นมีการศึกษา แต่ผู้หญิงที่ไม่รักนวลสงวนตัวก็ไม่มีพ่อแม่สามีที่ไหนชอบอยู่ดี”
ฉินซูเม่ยจงใจพูดเพื่อจะหลอกถามความสัมพันธ์ระหว่างฉินซิ่วหลานกับซูซ่างจิ่นอีกครั้งเท่านั้น แต่จากการทดสอบมาหลายครั้ง ่เวลานี้ฉินซิ่วหลานกับซูซ่างจิ่นคงไม่ได้คบกันจริงๆ แล้วพวกเขาไปคบกันตอนไหน หรือว่าพวกเขาแอบคบกันหลังจากที่เธอหมั้นกับซูซ่างจิ่นแล้ว ‘ยังไงงานหมั้นครั้งนี้ก็ต้องเกิดขึ้นสินะ พ่อแม่เห็นแก่เงินของฉันคงไม่ยอมปล่อยเงินหลายร้อยหยวนไปเปล่าๆ อีกอย่างฉันก็ยังหาเหตุผลดีๆ ที่จะยกเลิกงานหมั้นไม่ได้ แต่ยังไงงานแต่งก็คงไม่ได้จัดขึ้นเร็ววันนี้ ตราบใดที่ฉันกับซูซ่างจิ่นยังไม่เข้าพิธีแต่งงานและยังไม่จดทะเบียน ฉันกับไอ้ผู้ชายเลวคนนั้นก็ยังถือว่าเป็คนอื่น เอาไว้ค่อยหาเหตุผลมาถอนหมั้นกับเขาทีหลังก็ได้’
“ฉินซูเม่ย!” ฉินซิ่วหลานะโขึ้นอย่างโมโห “เธอหาว่าฉันเป็ผู้หญิงไม่รักนวลสงวนตัวเหรอ ฉัน...ฉันจะบอกพ่อกับแม่ให้พวกเขาลงโทษเธอ”
“ซิ่วหลาน เธอะโใส่พี่ทำไม” ฉินซูเม่ยพูดอย่างน้อยใจ “พี่เตือนเธอด้วยความหวังดีจริงๆ นะ เธอไปทำตัวสนิทสนมกับยุวชน ‘ชาย’ พวกนั้นมากเกินไป พี่กลัวว่าคนอื่นจะพูดถึงเธอในทางที่ไม่ดี”
ฉินซิ่วหลานถึงกับทำหน้างง เมื่อกี้เธอกับพี่สาวไม่ได้พูดถึงเื่ยุวชนชายอะไรนั่นสักหน่อย แล้วท่าทางน้อยใจของพี่สาวมันคืออะไร เธอรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างจึงรีบหันหลังกลับไปมองที่ประตูรั้ว “คุณป้าหู!”
หูเสี่ยวเถาไม่ได้สนใจฉินซิ่วหลาน แถมยังนึกดูถูกเด็กสาวอยู่ในใจ ‘เป็สาวเป็นางกลับไปทำตัวสนิทสนมกับผู้ชายมากหน้าหลายตา ฉันไม่มีวันรับผู้หญิงแบบนี้มาเป็สะใภ้หรอก’
“หนูซูเม่ย เมื่อกี้พูดอะไรกันอยู่เหรอจ๊ะ ท่าทางเครียดเชียว” หูเสี่ยวเถาทำเป็ไม่ได้ยินหัวข้อที่สองพี่น้องคุยกัน เธออยากใช้เื่นี้ทดสอบนิสัยว่าที่ลูกสะใภ้ดู
ฉินซิ่วหลานได้ยินก็ถอนหายใจโล่ง ‘ดีที่คุณป้าหูไม่ได้ยิน’
ส่วนฉินซูเม่ยกลับยิ้มหยันอยู่ในใจ เธอเห็นหูเสี่ยวเถายืนหลบอยู่หลังประตูรั้วนานแล้ว แต่ที่แกล้งมาถามเธอคงเพราะอยากทดสอบนิสัยของเธออยู่ล่ะสิ เธอรู้ว่าอดีตแม่สามีในชาติที่แล้วของเธอคนนี้ไม่ชอบคนพูดโกหก ในเมื่องานหมั้นยังยกเลิกไม่ได้ ก็ทำให้พวกคนแซ่หูเห็นว่าเธอเป็คนดีสุดๆ ไปเลยก็แล้วกัน พอเธอยกเลิกงานหมั้นก็จะไม่มีใครมาว่าเธอได้ “เมื่อกี้ฉันกำลังเตือนซิ่วหลานว่าให้เธอรักษาระยะห่างและอย่าไปคลุกคลีกับยุวชนชายมากนัก เดี๋ยวมีคนเข้าใจผิดจะเกิดข่าวลือเสียหาย ถึงแม้ฉันจะรู้ว่าที่ซิ่วหลานมักจะไป ‘คลุกคลี’ กับยุวชนชายเ่าั้อยู่เสมอ แต่เป็เพราะเธออยากให้ยุวชนเ่าั้ช่วยสอนหนังสือให้ ถึงแม้ฉันกับคนที่บ้านจะเข้าใจ แต่ก็ไม่ใช่ว่าชาวบ้านจะเข้าใจเหมือนเรา คุณป้าว่าจริงไหมคะ”
หูเสี่ยวเถามองว่าที่ลูกสะใภ้อย่างพอใจ ‘ว่าที่ลูกสะใภ้ฉันช่างดีจริงๆ นอกจากจะไม่โกหกฉันว่าเธอกับน้องสาวกำลังพูดเื่อะไรกันอยู่ แต่เธอยังปกป้องชื่อเสียงของน้องสาวอีกด้วย เมื่อกี้ฉันได้ยินเต็มสองหูว่าฉินซิ่วหลานคนนี้ชอบไปคลุกคลีกับยุวชนชายโดยไม่มีเหตุผล เื่อ่านหนังสือสอนหนังสืออะไรนั่น ฉันไม่ได้ยินเลยสักนิด’
ฉินซิ่วหลานพูดไม่ออก พี่สาวใส่ร้ายเธอได้อย่างหน้าตาเฉย ทั้งคนที่ยืนฟังอยู่ยังเป็คุณป้าหู ความประทับใจที่คุณป้าหูมีต่อเธอจะยังเหลืออยู่ไหมนี่ ฉินซิ่วหลานมองซินซูเม่ยอย่างเกลียดชัง
“เธอมองฉันอย่างนั้นทำไม เธอโกรธที่ฉันเตือนเธอใช่ไหม จริงสินะ ฉันเป็คนไม่มีการศึกษา ฉันไม่ได้ร่ำเรียนมาสูงเหมือนเธอ แต่ที่ฉันเตือนเธอก็เป็เื่ที่ผู้หญิงดีๆ ทั่วไปเขาทำกันไม่ใช่เหรอ เอาเป็ว่าฉันเตือนเธอในฐานะพี่สาวได้ไหมล่ะ” ฉินซูเม่ยกัดริมฝีปากอย่างอัดอั้น “หรือว่า...เธอไม่อยากนับคนที่ไม่มีการศึกษาอย่างฉันเป็พี่สาวแล้ว”
เมื่อเห็นว่าที่ลูกสะใภ้กำลังจะร้องไห้ หูเสี่ยวเถาหันไปมองฉินซิ่วหลานอย่างไม่พอใจ “ที่โรงเรียนเขาสอนมารยาทให้เธอแบบนี้หรือไง เขาสอนให้เธอดูถูกคนเหรอ หนูซูเม่ยเตือนให้เธอรู้จักการวางตัวเพราะไม่อยากให้เธอถูกคนอื่นนินทา แต่นอกจากเธอจะไม่เห็นความหวังดีแล้ว เธอยังใช้สายตาไม่พอใจมองพี่สาวอีก อย่าหาว่าคนแก่อย่างฉันยุ่งไม่เข้าเื่เลยนะ ถ้าขืนเธอยังทำตัวแบบนี้ ต่อไปคงไม่มีใครกล้ามาสู่ขอเธอไปเป็ลูกสะใภ้แล้วล่ะ”
“ไม่ใช่นะคะคุณป้า ฉันไม่ได้โกรธพี่ซูเม่ยเลยนะคะ ฉัน...ฉันแค่...” ฉินซิ่วหลานอยากอธิบายแต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน ก่อนหน้านี้เธอกับฉินซูเม่ยไม่ได้พูดเื่นี้มาก่อนจริงๆ
“ช่างเถอะ เธอไม่ต้องอธิบายให้ฉันฟังหรอก แล้วตอนนี้เธอจะไปไหนก็ไปเถอะ ฉันมีธุระจะพูดกับหนูซูเม่ย” หูเสี่ยวเถาบอก
ฉินซิ่วหลานไม่อยากทำให้หูเสี่ยวเถาไม่พอใจไปมากกว่านี้ เธอได้แต่กัดฟันเดินเข้าห้องของตัวเองไป
ฉินซูเม่ยอยากจะหัวเราะ เธอไม่เคยเห็นฉินซิ่วหลานเป็แบบนี้มาก่อน แม้แต่แม่ของตัวเอง ฉินซิ่วหลานยังไม่เคยยอมแบบนี้ “คุณป้ากลับมาหาหนูอีกทำไมคะ หรือว่ามีเื่อะไรจะให้หนูช่วย”
ก่อนหน้านี้หูเสี่ยวเถาเอาข้าวโพดต้มมาให้ฉินซูเม่ยแล้วรอบหนึ่ง แต่เธอลืมบอกฉินซูเม่ยว่าให้บอกฉินซานเหลียงกับหลูเหนียงด้วยว่าอีกสองวันเธอกับสามีจะมาพูดเื่หมั้น
“ป้าจะฝากหนูบอกพ่อกับแม่หนูว่าอีกสองวันป้ากับลุงจะมาพูดถึงเื่หมั้นน่ะจ้ะ”
ฉินซูเม่ยแสร้งทำหน้าเขิน “เดี๋ยวหนูบอกพ่อกับแม่ให้นะคะ”
หูเสี่ยวเถามองฉินซูเม่ยก็ยิ่งชอบใจ เด็กสาวใสซื่อบริสุทธิ์เหมาะสมกับลูกชายของเธอมาก ไม่มีการศึกษาแล้วอย่างไร ลูกชายเธอมี เื่ทำงานนอกบ้านและหาเงินเลี้ยงครอบครัวเป็เื่ของผู้ชาย ลูกสะใภ้แค่อยู่บ้านแล้วทำงานบ้านและคอยปรนนิบัติสามี ปรนนิบัติพ่อแม่สามี จากนั้นก็คลอดหลานชายออกมาให้เธอสักหลายๆ คน เื่แค่นี้ เธอจะอยากได้คนมีการศึกษามาเป็ลูกสะใภ้ทำไม
หลังจากนั้นอีกสองวัน ซูต้าจู้กับหูเสี่ยวเถาก็มาที่บ้านฉินเพื่อพูดถึงเื่หมั้นหมายให้กับซูซ่างจิ่นและฉินซูเม่ย ครั้งนี้ซูซ่างจิ่นก็ตามพ่อกับแม่มาด้วย และเป็ครั้งแรกที่ฉินซูเม่ยกับซูซ่างจิ่นได้พบกันั้แ่ที่ฉินซูเม่ยย้อนเวลากลับมา ฉินซูเม่ยมองอดีตสามีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียด เมื่อซูซ่างจิ่นเห็นสายตานั้นเขาก็ได้แต่สงสัย เขากับฉินซูเม่ยแทบจะไม่เคยคุยกันเลยด้วยซ้ำ แล้วทำไมเธอถึงมองเขาแบบนั้น หรือว่าเธอไม่อยากหมั้น ถ้าไม่อยากหมั้นก็บอกกันดีๆ ก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ แต่มามองกันด้วยสายตาแบบนี้มันหมายความว่ายังไง
สองหนุ่มสาวสบสายตากันอย่างหลากอารมณ์ แต่ทุกคนกลับมองว่าพวกเขาคงถูกใจกันและกัน คนที่ดูจะดีใจและพอใจมากที่สุดก็คงจะเป็หูเสี่ยวเถา เธอนึกไว้อยู่แล้วว่าถ้าลูกชายได้เจอกับแม่หนูซูเม่ย ลูกชายต้องชอบหนูซูเม่ยแน่ๆ
“อะแฮ่ม...เลิกมองได้แล้ว” หูเสี่ยวเถาบอกลูกชาย “ต่อไปถ้าลูกว่าง ลูกก็พาหนูซูเม่ยเข้าเมืองไปดูหนังหรือไปเดินเล่นบ้าง ทำความคุ้นเคยกันไว้ ถึงตอนแต่งงานจะได้ไม่เขินกัน”
“ครับแม่” ซูซ่างจิ่นตอบรับ แต่เขาก็คิดอยู่ในใจ ‘ทำความรู้จักกันไว้ก่อนก็ดี ถ้าชอบก็แต่ง ถ้าไม่ชอบค่อยถอนหมั้น แต่ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าฉันไปทำอะไรให้เธอโกรธ ทำไมเธอถึงมองฉันแบบนี้’