บนผืนป่าซึ่งห่างไกลจากแหล่งชุมชนมีเพียงบ้านหลังเก่าสภาพทรุดโทรมสองหลังตั้งขนาบข้างกันท่ามกลางผืนดินที่โล่งเตียนมีต้นหญ้าขนาดหย่อมขึ้นมาเป็กระจุกๆ แสงแดดยามบ่ายถูกบดบังโดยหมู่เมฆที่ตั้งเค้ามืดครึ้มอยู่เต็มท้องฟ้าสายลมหนาวพัดพาบรรยากาศเปล่าเปลี่ยววิเวกปกคลุมไปทั่วมีร่างของชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำกำลังยืนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าแผ่นหินด้วยใบหน้าเรียบเฉยในมือถือถือดอกไฮเดรนเยียสีสดใสไว้ในอ้อมอก สายตาเพ่งเล็งมองไปยังแผ่นหินที่สลักเอาไว้ว่า‘ไอวี่ ลาร์สัน’
“ผมมาหาคุณแล้วนะไอวี่”
เขาก้มลงวางดอกไฮเดรนเยียเอาไว้ตรงหน้าหลุมฝังศพทั่วบริเวณนั้นมีแต่ดอกไม้หลายดอกที่แห้งเหี่ยวโรยราไปตามกาลเวลา หมดสภาพความสวยงามไปอย่างน่าเสียดาย
เจสันเช็ดเศษฝุ่นผงตรงป้ายสลักก่อนที่จะทิ้งตัวนั่งลงข้างๆหลุมศพอย่างนิ่งเงียบสายตาเหม่อมองทิวทัศน์โดยรอบราวกับกำลังหวนนึกถึงความหลัง
ั้แ่เมื่อก่อนเจสันเป็เด็กหนุ่มที่อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้กับครอบครัวที่มีแต่ความสุขสันเขาเป็ลูกชายเพียงคนเดียวดังนั้นพ่อกับแม่เลยค่อนข้างที่จะเอาใจใส่เขาเป็อย่างดีแม่ของเจสันมีเพื่อนสนิทหนึ่งคนซึ่งสนิทจนกระทั่งขนาดปลูกบ้านใกล้เคียงกับบ้านของเจสันและนั่นเป็เหตุการณ์ที่ทำให้เขาได้รู้จักกับไอวี่เด็กสาวซึ่งเป็ลูกสาวของเพื่อนสนิทของแม่ หลังเลิกเรียนทั้งสองจะพากันไปเดินเล่นในป่าอย่างเป็กิจวัตรประจำวันทีแรกเจสันก็ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษอะไรกับไอวี่เพราะมันเป็เพียงแค่ความรู้สึกสนุกสนานตามประสาของเด็กทั่วๆไปแต่พอทั้งสองเริ่มโตขึ้นความเปลี่ยนแปลงในอารมณ์ความรู้สึกของทั้งสองก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นและอาจจะเป็เพราะญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองต่างก็ยอมรับและสนับสนุนในการจับคู่เสียด้วยจึงทำให้ความรักของพวกเขาก่อเกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็วฉับไวเจสันยังจำ่เวลาดีๆที่เขาได้ใช้กับไอวี่ก่อนที่เขาจะไปเรียนต่อที่ในเมือง
‘นี่ไอวี่จากนี้ไปเราคงไม่ได้เจอกันอีกซักพักแล้วล่ะนะ ผมไม่อยากไปจากคุณเลยจริงๆ’เจสันหนุ่มพูดกับไอวี่ด้วยสีหน้าคล้ายจะร้องไห้
‘ไม่เป็อะไรหรอกค่ะเจสันอีกเดี๋ยวพอพวกเราเรียนจบคุณก็จะได้อยู่เห็นหน้าฉันทุกวันจนคุณอาจเบื่อขี้หน้าฉันไปเลยก็ได้ค่ะคิกๆ’
‘ไม่มีทาง ผมไม่มีทางเบื่อหน้าคุณอย่างแน่นอนให้ตายสิ ผมละอยากใช้เวลาทุกเสี้ยววินาทีไปกับการจ้องมองแต่หน้าของคุณทั้งวันเลยก็ยังไหว’
‘แหมพูดอะไรน่าอายแบบนั้นกันคะเนี่ย’ไอวี่หน้าแดงแจ๋
‘นี่ผมพูดจริงนะ’เจสันพูดเสียงขรึม
ทั้งสองพูดหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานตรงริมแม่น้ำห่างจากบ้านไม่กี่ร้อยเมตรเสียงนกร้องร่ำไรราวกับวงออเคสต้ากำลังบรรเลงเพลงรักอวยพรความรักของทั้งสองให้เบ่งบานผลิดอกออกผลดูเหมือนว่าความรักของทั้งสองจะเป็ไปได้ดีจนกระทั่งเวลาผ่านพ้นไปนานเนิ่น
หลังจากทั้งสองเรียนจบเจสันกับไอวี่ก็ย้ายไปอยู่ในตัวเมืองด้วยกันสองคนพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายต่างมีงานล้นมือจนต้องไปอาศัยอยู่กันคนละเมืองจนไม่ค่อยพบหน้าพบตากันสักเท่าไหร่เจสันในตอนนี้เป็นักสืบหนุ่มฝีมือดีที่ค่อนข้างเป็ที่รู้จักของใครหลายคนส่วนไอวี่ได้ทำงานเป็ผู้ช่วยพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในตัวเมือง ด้วยความที่เธอเป็หญิงสาวที่มีอัธยาศัยดีมีความนอบน้อมโอบอ้อมอารีทำให้ทุกคนต่างก็ยอมรับในตัวเธอการงานของทั้งสองดูรุ่งโรจน์อย่างน่ายินดี
ค่ำวันหนึ่งเจสันกำลังแต่งตัวจะออกไปทำงานด้านนอกมีร่างบางของหญิงสาวเข้าสวมกอดเขาจากด้านหลังอย่างนุ่มนวลเจสันอมยิ้มออกมาก่อนจะหันกลับไปมอง
‘อะไรกัน นี่คุณพยาบาลยังไม่ไปทำงานอีกเหรอครับเนี่ย’
‘หึๆยังเหลือเวลาอีกตั้งชั่วโมงหนึ่งก่อนเข้ากะ ขอชาร์ตพลังจากคุณแบบนี้อีกซักหน่อยจะได้มั้ยละคะ?’ใบหน้าของเธอและน้ำเสียงดูวิงวอนอย่างน่ารัก
‘ฮะๆ ที่จริงผมมีงานที่จะต้องไปทำอีกเยอะเลยล่ะแต่เอาเป็ว่าผมจะยอมเสียสละเวลาซักสิบนาทีให้คุณชาร์ตพลังให้เต็มเสียแล้วกัน’
‘ขอบคุณค่ะเจสัน’
‘ด้วยความยินดีครับ’
ทั้งสองสวมกอดกันนิ่งค้างต่างใช้เวลาสิบนาทีให้คุ้มค่าเท่าที่จะทำได้ จากสิบเหลือเพียงแค่ห้า สี่ หนึ่งนาทีราวกับเวลาได้เดินไวเสียจนน่าประหลาดใจทั้งสองผละออกจากกันอย่างน่าเสียดาย เจสันกระแอมไอแก้เขินก่อนจะเอ่ยปากพูดกับเธอ
‘เอาล่ะ ผมต้องไปทำงานก่อนล่ะ’
‘ค่ะรักคุณนะคะเจสัน’
‘ผมก็รักคุณเช่นกัน’
ทั้งสองเอ่ยคำหวานแก่กันโดยไม่ได้คาดคิดเลยว่านี่จะเป็ครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองจะได้ใช้เวลาร่วมกันใน่บั้นปลายชีวิตซึ่งค่อนข้างเร็วไวสำหรับหนุ่มสาวหลังจากเจสันกำลังปฏิบัติงานอย่างตั้งใจนั้นเองจู่ๆเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากแฟรงค์ ด้วยความที่เขาอยู่ใน่ของการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งไม่อาจปล่อยให้หละหลวมไปได้จึงได้ตัดสายทิ้งไปแต่หลังจากนั้นก็ยังคงมีโทรศัพท์ดังมาถี่ขึ้นจนเจสันต้องยกหูขึ้นรับอย่างรำคาญใจ
‘มีธุระอะไรแฟรงค์ฉันกำลังทำงานอยู่’
‘เจสันเกิดเื่ใหญ่แล้วล่ะ!’ปลายสายพูดเสียงลุกลน
‘อะไรล่ะแฟรงค์ อย่าเอาแต่อมพะนำอยู่เลยมีอะไรก็รีบพูดออกมาก่อนที่ฉันจะตัดสายนายทิ้งเสียตอนนี้’เจสันพูดขู่
‘ไอวี่!เกิดเื่ใหญ่กับไอวี่แล้วล่ะ!’
สิ้นเสียงของแฟรงค์เจสันรู้สึกใจหายวาบทันทีพอได้ยินชื่อของไอวี่ขึ้นมาทำให้เขาเริ่มใจคอไม่ดี พยายามเอ่ยถามน้ำเสียงไม่สู้ดี
‘กะ..เกิดอะไรขึ้นกับไอวี่กัน’
‘เราได้รับโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากใครคนหนึ่งเขาแจ้งมาว่าพบหญิงสาวถูกรถชนตรงบริเวณแยก....’
ณตอนนั้นสติสัมปชัญญะของเจสันแทบจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเขารีบออกตัววิ่งไปตามสถานที่ที่แฟรงค์ได้บอกเอาไว้อย่างบ้าคลั่ง ความเหนื่อยล้าจากการวิ่งห้อไม่อาจบดบังความร้อนอกร้อนใจที่แผ่ออกมาระยะทางหลายกิโลเมตรไม่ใช่ปัญหาใหญ่หลวงสำหรับเขาในตอนนี้ครึ่งชั่วโมงต่อมาเจสันได้วิ่งมาถึงสถานที่เกิดเหตุในสภาพมีเหงื่อไหลไคลย้อยเต็มใบหน้า
‘เจสัน!’
เสียงแฟรงค์อุทานออกมาอย่างใเมื่อเห็นเจสันยื่นหน้าเข้ามาใกล้ในสภาพนี้เขากุมมือเจสันเอาไว้ก่อนที่จะพยายามพูดปลอบปละโลม
‘ใจเย็นๆก่อนนะเจสันเรากำลังพยายามช่วยไอวี่เท่าที่จะทำได้ นายช่วยใจเย็นลงก่อนเถอะนะ’
ด้านหลังของแฟรงค์เจสันเห็นหญิงสาวที่ไม่ได้สติกำลังนอนทอดยาวอยู่บนเตียงโดยมีบุรุษพยาบาลกำลังเข็นเธอขึ้นรถอย่างรีบร้อน
‘ไอวี่!’
เจสันพุ่งเข้าไปหาไอวี่ทันทีเขาบอกกับพวกหน่วยกู้ชีพว่าเป็คนรักของเธอพร้อมกับขอติดรถไปด้วย ตลอดระยะทางเขาได้แต่นั่งกุมมือหญิงสาวเอาไว้แน่นราวกลับกลัวว่าถ้าหากเขาปล่อยมือจากเธอไปแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวเขาอาจจะไม่ได้เจอกีบหญิงสาวอีกเป็ครั้งที่สอง
รถเคลื่อนไปตามถนนอย่างรวดเร็วเสียงไซเรนดังกระหึ่มไปทั่วท้องถนน เจสันได้แต่ภาวนาให้ไปถึงที่หมายและสามารถช่วยไอวี่ได้ทันการณ์ภายในเวลาไม่นานรถก็แล่นมาถึงโรงพยาบาลหญิงสาวในเตียงถูกเข็นเข้าไปด้านในอย่างเร่งด่วนเจสันวิ่งตามไปอย่างไม่ลดละแต่พอถึงประตูห้องฉุกเฉินก็มีบุรุษพยาบาลเข้ามาขวางเขาเอาไว้ไม่ให้เขาเข้าไปด้านใน
‘อย่าเป็อะไรไปเลยนะไอวี่’
คำภาวนาของเขาไม่เป็ผลสุดท้ายก็ไม่อาจยื้อชีวิตของหญิงสาวที่เขารักไว้ได้ เธอเสียชีวิตในขณะที่กำลังผ่าตัดเพื่อช่วยยื้อชีวิตเขาจำได้ดีเลยว่าวันนั้นเป็วันที่เขารู้สึกเหมือนกับโลกทั้งใบได้แตกออกมาเป็เสี่ยงๆทุกอย่างหมุนวนจนเขาได้แต่ซวนเซล้มทรุดกายไปอย่างหมดแรงจนแฟรงค์ที่ตามมาได้แต่ช่วยประคองและพูดปลอบใจแต่เขาในตอนนั้นไม่มีสติพอที่จะรับฟังสิ่งใดอีกแล้ว
พอนึกถึงวันวานเก่าๆหยาดน้ำตาที่เคยเหือดแห้งไปเนิ่นนานก็เริ่มไหลรินออกมาอย่างช่วยไม่ได้เจสันเอื้อมมือไปแตะป้ายสลักด้วยความรู้สึกโหยหาอาลัยอาวรณ์
“จากนี้ไปผมต้องทำยังไงไอวี่”
ั้แ่เสียเธอไปเจสันได้แต่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไร้จุดมุ่งหมายปลายทางเขาไม่เคยนึกเคยฝันว่าชีวิตไปวันที่ขาดไอวี่ไปมันเป็ยังไง มันทรมานและเ็ปใจสำหรับเขาเป็อย่างมากเมื่อคนรักที่คอยอยู่ใกล้ชิดเขาไม่ห่างกายต้องมาหายจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
สายลมหนาวพัดโชยกลิ่นไอความคะนึงถึงราวกับกำลังปลอบประโลมใจชายหนุ่มเม็ดฝนเริ่มหยดลงมายังเบื้องล่างท้องฟ้าทางทิศตะวันตกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็แสงสีน้ำเงินเข้มไม่รู้ว่าเขายืนอยู่ตรงนี้เนิ่นนานเสียเท่าไหร่แล้ว แต่ยามราตรีเริ่มคล้อยตามมาอยู่เบื้องบนศีรษะ
แซ่กๆ
เจสันรู้สึกเหมือนมีเงาอะไรบางอย่างขยับอยู่ตรงทางพุ่มไม้จนเขาต้องหันขวับไปมองอย่างรวดเร็วเขาแทบอยากจะไม่เชื่อสายตาที่เห็น
เบื้องหน้าของเขาคือหญิงสาวในชุดฟูฟ่องสีขาวใบหน้าสะสวยจนยากที่จะหาใครเทียบใบหน้าของเธอมีเค้าหน้าคล้ายคลึงกับหญิงสาวที่เจสันรู้จักเป็อย่างดีเจสันร้องออกมาอย่างใ
“คริสอย่างนั้นเหรอ?”
เจสันขยับเข้าไปใกล้หญิงสาวด้วยความประหลาดใจใบหน้านิ่งเงียบของเธอพอเจสันได้เห็นในระยะประชิดทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าเธอไม่ใช่นักข่าวสาวที่เขาได้เอ่ยถึงเขามองเธออย่างสับสนมึนงง ดวงตาเริ่มสั่นระริก ปากขบเม้มจนมีเืไหลซิบ
“ไม่ใช่...เธอ ไอวี่!”
เขาวิ่งเข้าไปสวมกอดหญิงสาวอย่างโหยหาอ้อมกอดที่เคยอบอุ่นเหมือนเช่นก่อนบัดนี้มันกลับเย็นชืดจนเจสันต้องผละออกจากอ้อมอกมองหน้าเธออย่างสงสัยระคนประหลาดใจ
“คะ..คุณยังไงตายอย่างนั้นเหรอ”
หญิงสาวไม่ตอบเธอใช้มือข้างหนึ่งจับมือของเจสันไว้ อีกข้างหนึ่งกุมบ่าของเขาอย่างมั่นคงพร้อมกับส่งสายตาเชิญชวนมาทางเขา
เจสันถึงแม้จะสับสนมึนงงอยู่แต่พอเขามองตาของเธอก็รู้ได้ทันทีถึงความรู้สึกของเธอที่ส่งมายังเขาผ่านทางกระแสจิตเขาเอื้อมมือที่ว่างอีกข้างโอบเอวของหญิงสาวเอาไว้แน่นทั้งสองเริ่มขยับร่างกายเต้นรำตรงพื้นดินโล่งเตียนอย่างเข้าขาทุกย่างก้าวที่เดินต่างช่วยตอกย้ำวันวานหวานชื่นให้หวนกลับมาจนเจสันผุดยิ้มออกมาความรู้สึกดีๆต่างๆที่เขารู้สึกกับเธอและเธอเองก็รู้สึกเหมือนๆกับเขาเริ่มฉาบทอไปทั่วฟลอร์เต้นรำราวกับกำลังแสดงความยินดีปรีดาให้กับทั้งสอง
เม็ดฝนเริ่มสาดเทกระหน่ำลงมาเป็จังหวะแต่ทั้งสองกลับหาที่จะใส่ใจไม่ พวกเขาเต้นรำท่ามกลางสายฝนจนทั้งสองเปียกชุ่มไปทั้งตัวใช้เวลาตรงหน้าให้คุ้มค่าที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ไม่มีสิ่งใดที่อาจจะขัดขวางความสุขจากทั้งสองได้อย่างหมดจด
ผ่านไปเนิ่นนานจนท้องฟ้ายามราตรีเต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับเจสันปล่อยมือที่กุมหญิงสาวเอาไว้แน่นก่อนที่จะผุดยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
“เอาล่ะ เราเข้าไปข้างในบ้านกันเถอะข้างนอกนี้มันค่อนข้างหนาวแล้วจากนั้นค่อยมาคุยความเป็มากันต่อว่าทำไมคุณถึงยังอยู่ตรงนี้กัน “
เขาผายมือเชื้อเชิญหญิงสาวให้ตามเข้าไปในบ้านแต่หญิงสาวตรงหน้ากลับยืนจ้องหน้าเจสันนิ่งๆ เจสันมองเธอด้วยสีหน้าสงสัย
“เป็อะไรไปไอวี่ รีบเข้าไปทำตัวให้อบอุ่นเถอะอยู่ตรงนี้นานๆเดี๋ยวคุณก็ไม่สบายเอาหรอก”
เขารู้ดีว่าหญิงสาวเป็คนที่ชอบป่วยออดแอดง่ายดังนั้นจึงไม่เป็การดีแน่หากจะปล่อยให้หญิงสาวอยู่ในที่หนาวเย็นนานๆแบบนี้
เจสันเอื้อมมือจะไปคว้าร่างของไอวี่แต่เธอเดินถอยหลังหลบจนเขาคว้าได้เพียงธาตุอากาศเขามองหญิงสาวอย่างไม่เข้าใจในความแปลกประหลาดของเธอ
“คุณเป็อะไรไป...”
เขาพูดไม่ทันจบก็เห็นริมฝีปากของหญิงสาวขยับเปิดคล้ายกับกำลังจะพูดอะไรบางอย่างด้วยเสียงอันแ่เบาราวกับเสียงลมถึงแม้มันจะบางเบาและไร้ความรู้สึกแต่เขาสามารถอ่านปากของหญิงสาวที่เอาแต่พร่ำพูดออกมาจนเป็ประโยคไว้ได้
“...คุณจะต้อง..เดินหน้าต่อไปค่ะ...เจสัน..”
คำพูดที่พูดออกมาเป็ห้วงๆราวกับช่วยไขความรู้สึกอะไรบางอย่างในจิตใจของเจสันราวกับความรู้สึกเศร้าหมองขุ่นมัวต่างๆเริ่มมลายหายไปราวกับปลิดทิ้ง
“ไอวี่...”
“ลาก่อนค่ะ..เจสัน..”
พูดจบร่างของหญิงสาวก็เร้นตัวหายไปท่ามกลางความมืดมิดเจสันวิ่งตามเงาสุดท้ายที่เขาได้เห็นเธอแต่ถึงจะมองหาเท่าไหร่ก็ไม่พบวี่แววเขาเธอสักนิดเดียว
เขามองไปรอบข้างอย่างลุกลนเพื่อหาเธออย่างไม่ลดละถึงแม้จะอยู่ในสภาพเปียกโชกและหนาวเย็นก็ไม่อาจที่จะทำลายความตั้งใจของเขาได้เจสันเริ่มวิ่งหาหญิงสาวอีกครั้งแต่จู่ๆตัวของเขาก็เริ่มรู้สึกหนักอึ้งอย่างไม่ทราบสาเหตุเขาทรุดกายลงบนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาทั้งสองข้างเริ่มปิดลงราวกับกำลังถูกชักนำจากอะไรบางอย่างเขาดิ้นรนที่จะลุกขึ้นยืนสุดกำลังแต่ไม่สามารถที่จะฝืนแรงเหนือธรรมชาติได้สุดท้ายเขาทำได้เพียงเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบาเท่านั้น
“ไอ..วี่”
ภาพตรงหน้าของชายหนุ่มเริ่มถูกปกคลุมไปด้วยความมืดก่อนที่ภาพตรงเบื้องหน้าจะหายไปราวกับถูกถมดำไว้มีเพียงความอบอุ่นที่ส่งผ่านร่างกายมาราวกับกำลังโอบอุ้มเขาเอาไว้เป็ความรู้สึกที่เขาให้เจสันรู้สึกดีจนหลับตาพริ้มอย่างสงบ
“นี่ พ่อหนุ่ม”
มือมือหนักวางทาบบ่าของเจสันจนเขาต้องสะดุ้งขึ้นอารามใเขาแหงนหน้ามองชายแก่ที่ปลุกเขาให้ตื่นด้วยสีหน้าประหลาดใจ เจสันมองไปดูรอบๆท้องฟ้าที่มืดมิดอยู่เมื่อชั่วครู่บัดนี้ยังคงมีแสงแดดสีส้มอ่อนๆอยู่ลับขอบฟ้า เขาถูกปลุกในสภาพที่กำลังนอนทิ้งตัวอยู่ตรงหน้าป้ายศพต่างจากก่อนที่เขาจะหมดสติไปเจสันครุ่นคิดขึ้นมาว่าหรือทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะเป็เพียงแค่ความฝันเท่านั้น
แต่ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพียงเพราะเขาคิดเพ้อฝันไปเองอย่างแน่นอนเขารู้สึกได้ถึงความอัดอั้นตันใจที่ได้จางหายไปจากความรู้สึกของเขาแล้ว ทุกอย่างถูกปลดล็อคออกไปจากจิตใจของชายหนุ่มราวกับยกูเาออกจากอก
“มานอนทำอะไรอยู่ตรงนี้กันพ่อหนุ่ม”
ชายแก่มองเจสันที่อยู่ในสภาพชุ่มโชกไปด้วยน้ำฝนเขายื่นร่มอีกคันหนึ่งมาให้ เจสันพยักหน้าแล้วรับร่มมากางออก
“พอดีผมมาเยี่ยมหลุมศพคนรู้จักแล้วจู่ๆผมก็เผลอวูบหลับไป”
“ฮึๆ อย่างนั้นเหรอ เธอคงจะเป็คนรู้สึกที่สำคัญกับคุณมากสินะ”
“ครับเธอเป็เหมือนกับโลกทั้งใบของผมเลยล่ะครับ”
เจสันเหลือบมองช่อดอกไม้ที่วางเอาไว้ตรงหน้าป้ายสลักมันยังคงมีสีสันงดงามแต่เขาคิดว่าอันไม่อาจงดงามพอที่จะเทียบเคียงกับหญิงสาวที่เขารักได้อย่างหมดจด
“ว่าแต่คุณลุงมาทำอะไรที่นี่อย่างงั้นเหรอครับ?”
“อะไรกันดูเหมือนว่าพ่อหนุ่มจะจำฉันไม่ได้อย่างนั้นสินะ”ชายแก่อมยิ้ม
เจสันจ้องหน้าของชายแก่อย่างประมวลความคิดจากประโยคของเขาเค้าหน้าของชายแก่ถึงจะดูซูบผอมจนเห็นกระดูกได้ชัดและผิวขาวซีดราวกับศพแต่พอลองมองดีๆแล้วเจสันก็เผลอเบิกตาขึ้นมากว้างแล้วชี้นิ้วมาที่เขาอย่างตกอกใ
“ระ..หรือว่าคุณจะเป็..พ่อของไอวี่ใช่มั้ยครับ!?นี่คุณจอร์นนี่ใช่มั้ย”
ชายแก่ผุดยิ้มออกมาอีกครั้งก่อนจะพยักหน้าตอบสภาพของเขาแตกต่างจากเดิมที่ดูมีน้ำมีนวลมาก่อนราวกับได้ปล่อยตัวไปเยอะแต่ดวงตามั่นคงของเขายังคงมีเค้าดังเดิม
“ดูเหมือนว่าลูกสาวของฉันจะโชคดีสินะที่ได้เจอกับคนรักดีๆแบบนี้”
น้ำเสียงของชายแก่ที่มีชื่อว่าจอร์นนี่ดูอบอุ่นจนรู้สึกผ่อนคลายเขาเหลือบมองหลุมศพของลูกสาวก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าเจสัน
“เธอโตขึ้นมากเลยนะเจสัน ใบหน้าของเธอคล้ายคลึงกับพ่อของเธอเป็พิมพ์เดียวเลยล่ะ”
“คุณจอร์นนี่ไม่ได้พบกันนานเลยนะครับ”
ล่าสุดที่พบกับเขาก็ตอนงานศพของไอวี่หลังจากนั้นทั้งสองก็ไม่ได้พบหน้ากันอีกเลย จอร์นนี่มีงานที่จะต้องไปทำที่ต่างเมืองส่วนเขาได้แต่เก็บตัวอยู่ในบ้านอย่างคนซังกะตาย
“อืม เอาล่ะข้างนอกมันค่อนข้างหนาว เราเข้าไปด้านในกันเถอะ ฉันซื้ออาหารเตรียมเอาไว้แล้วด้วยภรรยาของฉันเองก็รออยู่ในบ้าน ไปกันเถอะ”
เจสันพยักหน้าก่อนที่ทั้งสองจะเดินเข้าไปในบ้านสองชั้นสภาพค่อนข้างทรุดโทรมตามกาลเวลาและไร้การกวาดปัดทำความสะอาดมีเพียงบริเวณทางเดินเท่านั้นที่ดูเหมือนจะพึ่งได้รับการเอาใจใส่มาหมาดๆจอร์นนี่พาเจสันเข้ามาในห้องรับประทานอาหารก่อนที่เขาจะเห็นหญิงสาวร่างบางที่ใบหน้ายังคงเค้าเดิมเหมือนเมื่อก่อน
“นั่นเธออย่างนั้นเหรอเจสัน!”
น้ำเสียงของหญิงสาวดูใเธอลุกขึ้นมาสวมกอดเจสันเอาไว้อย่างรักใคร่ ถึงแม้ทั้งสองจะไม่ใช่แม่ลูกสายเืเดียวกันแต่ความสนิทสนมของพวกเขายากที่จะเอ่ยออกมาเป็คำพูดได้เจสันสวมกอดเธอตอบก่อนจะขยับปากพูดน้ำเสียงอบอุ่น
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับคุณแคล์”
ทั้งสองพูดคุยกันอย่างออกอรรถรสโดยมีจอร์นนี่คอยรับหน้าที่เป็บริกรแจกจ่ายอาหารลงบนโต๊ะทั้งสามนั่งคุยกันถึงเื่วันวานที่ชวนให้คิดถึงซึ่งส่วนใหญ่จะเป็เื่ของไอวี่จากที่ได้พูดคุยทำให้เจสันรู้ว่าพวกเขาทั้งสองทำใจเื่ของลูกสาวได้แล้ว ไม่มีน้ำเสียงติดขัดเปล่งออกมามีเพียงเื่ราวที่ถูกไล่เรียงออกมาอย่างสนุกสนาน
“เอาล่ะผมต้องขอตัวกลับไปที่บ้านของผมก่อนล่ะครับ ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้เป็อย่างยิ่ง”เจสันลุกขึ้นจากเก้าอี้
“จ้ะ เราจะอยู่ที่นี่ต่ออีกหนึ่งสัปดาห์ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาหาได้เลยนะจ้ะ ยังไงซะเราก็เป็เหมือนกับครอบครัวเดียวกันใช่มั้ยคะจอร์นนี่?”
“อืม ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะเจสันขาดตกบกพร่องอะไรก็มาหาพวกเราได้”จอร์นนี่พูดยิ้มๆ
“ครับ แล้วผมจะมา”