‘เกือบจะไม่ได้งานแล้วไหมล่ะ’
อานนท์บ่นกระปอดกระแปดเมื่อประตูไม้บานสีฟ้าน้ำทะเลปิดลง ในจังหวะเดียวกับที่จอมพธูเปิดประตูรถขึ้นนั่งในตำแหน่งเดิมพลางค้อนใส่
‘ที่จะไม่ได้งานก็ไม่เห็นเกี่ยวกับจอมซะหน่อยนนท์ต่างหากที่เก๊กแมนไม่เนียนจนนายนั่นจับตาตลอดเวลา’
คนถูกต่อว่าเอี้ยวตัวจีบปากจีบคอแบบเคย ‘เอะอะก็โทษเราโครมๆเธอนั่นล่ะ...เฮี้ยวใส่ลูกค้า เขาพูดอะไรก็ขัดมั่ง ติโน่นนี่นั่นตลอด’
‘นนท์จะไม่ให้เราฉุนได้ยังไงก็ดูท่าทางกวนประสาทของนายนั่นสิ ชักสีหน้าแทบจะตลอดเวลา ยิ้มก็น้อย แต่พูดมากจุกจิกยังกับเป็ผู้หญิง มันก็ต้องหมั่นไส้บ้างเป็ธรรมดา’
‘เราไม่เห็นเขาจะเป็อย่างที่เธอพูดเลยเขาก็วางตัวแสนจะธรรมดา กับเราก็ยังส่งยิ้มให้ตลอด...ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้หล่อสมบูรณ์แบบ หน้าตางี้ก็หล่อไม่แพ้หนุ่มคลีโอรูปร่างงี้ก็ยิ่งกว่าซูปเปอร์โมเดล เราว่าไปเอาดีทางเป็นายแบบอาจจะรุ่งกว่าเป็ช่างภาพแบบนี้ก็ได้’
‘นนท์ก็ชื่นชมเกินไป...พอเถอะยิ่งพูดยิ่งขัดหูขัดตาชอบกล แค่นึกก็พานเกลียดจนเหม็นขี้หน้าแล้ว’
‘จ้ะๆ...ทีนี้ก็เป็หน้าที่ของเธอแล้วนะเื่การลำดับงานที่จะทำ ลำพังเราก็คงช่วยได้ยามที่ว่างจากสอนร้องเพลงเท่านั้นส่วนเวลาที่เหลือ เธอก็ลองดูแล้วกันว่าจะทำยังไงต่อไป’
นั่นสิ...วกเข้ามาเื่งานจอมพธูจึงคิดได้ว่า เวลาที่นายหน้าบึ้งกำหนดให้คืออย่างช้าที่สามวันในการเตรียมตัว และ้าให้ตกแต่งเร็วที่สุดภายในสองสัปดาห์ก่อนที่จะทำการเปิดบ้านอันเป็แหล่งพักพิงให้กลายเป็โฮมออฟฟิซไปในตัว
นอกจากเื่เวลาที่ถูกจำกัดยังต้องพะวงเื่ของทีมงานที่จะมาช่วย แต่เมื่อลองเลียบเคียงต่อสายไปยังคนรู้จักมักคุ้นที่เคยร่วมงานกันมากับบริษัททั้งสามแห่งจึงนับได้ครบคนที่จะมาทำงานให้แล้วเสร็จตามเป้า หล่อนจึงค่อยเบาใจ
ทว่ามีสิ่งหนึ่งแม้ยามที่กลับมาถึงบ้านก็แล้ว...อาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งกายก็แล้วกระทั่งขบคิดในเนื้องานที่เพิ่งรับก็แล้ว มันก่อกวนขึ้นมาเป็ระยะ นั่นก็คือคำพูดทิ้งท้ายก่อนที่อานนท์จะแยกตัวกลับบ้าน
‘ระวังคำพูดตัวเองนะที่บอกว่าเกลียดอย่างนั้นอย่างนี้ หมั่นไส้อย่างนั้นอย่างนี้ ขี้คร้านจะเข้าตัวกลายเป็ว่า หลงรักเขาโดยไม่รู้ตัว’
‘พูดอะไรน่ะ...ถ้านนท์ชอบก็ชอบไปคนเดียวเถอะไม่อยู่ในสายตาจอมหรอก’
ไม่อยู่ในสายตาอย่างที่พูดจริงๆหรือ...หญิงสาวถามย้ำตนเองทั้งที่ในมือยังเปิดหน้านิตยสารเกี่ยวกับบ้านฉบับเมื่อเย็นค้างไว้ขณะดวงตาว่างเปล่า ไม่ได้จดจ้องไปยังแบบบ้านที่ลูกค้าหนุ่มบอกสักนิด
จนกระทั่งเสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้น
“จันทร์เอง...พี่จอมเปิดประตูหน่อยสิ”
คนเป็พี่จึงสะดุ้งขณะลุกพรวดจากเก้าอี้ เปิดประตูต้อนรับฝ่ายน้องสาวทรุดกายลงนั่งที่ขอบเตียง ออกอาการกระตือรือร้นไม่เสียเวลารีบเล่าในสิ่งที่เ้าตัว้ามาบอกข่าว
“นึกว่าพี่จอมหลับไปแล้วซะอีก...พอดีเห็นไฟในห้องนอนยังเปิดอยู่จันทร์ก็เลยลองเรียกดู จันทร์มีข่าวดีจะบอก”
“ข่าวดีอะไรกัน”
จันทร์เ้ายิ้มพราวั์ตาวาวเป็ประกาย “วันนี้คุณโอมมารับจันทร์ไปทานข้าวเขาคุยถึงโครงการที่จะทำห้องเสื้อแฟชั่นเป็จริงเป็จังแล้วนะที่สำคัญยังชวนให้จันทร์ไปเป็ดีไซเนอร์ด้วยล่ะ”
“พูดจริงรึเปล่า...พี่ดีใจด้วยนะ”
จอมพธูกุมมือฝ่ายน้องสาวด้วยความรู้สึกตื่นเต้นแทนเพราะไม่คิดว่าสิ่งที่หล่อนนึกเมื่อวานจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยรู้จักใจของจันทร์เ้าดี ว่าหวังต่องานออกแบบเสื้อผ้าสูงขนาดไหนดังนั้นท่าทีที่หล่อนกระชับมือน้อง ลุกไปนั่งข้างตัว ยิ้มไปทั้งดวงตา ล้วนออกมาจากใจทั้งสิ้น
ทว่ารอยยิ้มของผู้ที่ ‘โอ้อวด’ ข่าวดีนั้นกลับมีแวบหนึ่งที่รู้สึกเยาะในที!
“แล้วคุณโอมได้บอกจันทร์ไหมว่าจะได้เริ่มทำงานจริงจังเมื่อไหร่กัน ไม่นึกเลยนะว่าบทมันจะมาถึงมันก็มาเร็วจนตั้งตัวรับแทบไม่ทัน...ทีนี้จันทร์ก็จะได้ทำในสิ่งที่ชอบซะทีไม่ต้องมานั่งแกร่วอยู่กับบ้านเหมือนแต่ก่อน”
ยิ้มของจันทร์เ้าจืดลงถนัดตาแต่กระนั้นก็รีบซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ข้างใน โดยที่ผู้เป็พี่สาวไม่รู้เลยถึงคำพูดเพียงเล็กน้อยอันไปสะกิดใจผู้เป็น้อง ด้วยคำที่ว่า ‘นั่งแกร่วอยู่กับบ้าน’
จันทร์เ้าจึงตอบนิ่มๆขณะที่สายตา ‘นิ่ง’ ควบคู่ไปกับยิ้มอันฝืนเฝือ
“ใช่ค่ะ...ไม่ต้องอยู่แต่บ้านจันทร์จะได้ไม่ดูด้อยค่าไปกว่าพี่จอม”
.........................................................