บทที่ 1
ทวงถามความรับผิดชอบ
นางโก่งคออาเจียนไม่หยุดอีกทั้งยังมีอาการวิงเวียนชวนพะอืดพะอมจนใช้ชีวิตอย่างปกติไม่ได้มาสองวันแล้วจนมารดาของนางต้องยืนเท้าสะเอวมองอย่างพินิจพิเคราะห์ หากแต่ก็มิอยากคาดเดาไปมั่วซั่วให้บังเกิดเป็เื่ร้ายด้วยตนเอง
“เป็อย่างไรบ้างท่านหมอเผิง” เสียงร้องถามของ ‘เจินเจียวหรง’ ฟังดูตื่นตระหนก
ชายสูงวัยเ้าของหนวดเคราสีขาวมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยกับคำถามของอีกฝ่าย
“ว่ามาเถิดเ้าค่ะ ข้ากำลังร้อนใจ หวังว่านางจะไม่ได้เป็อย่างที่ข้าคิดไว้”
“เห็นทีจะเป็ดังความในใจเ้าแล้วฮูหยิน”
เมื่อได้ยินสิ่งที่หมอเฒ่า‘เผิงิหวัง’กล่าวนางก็เบิกตากว้างอย่างร้อนรน
“เ้าตั้งครรภ์เยี่ยงนั้นรึเมิ่งเอ๋อร์!”
แม้แต่เ้าตัวอย่าง ‘เจินซูเมิ่ง’ ก็ยังไม่รู้ตัวเอง นางส่ายหน้าตอบกลับทุกคนด้วยหัวสมองกลวงโล่ง
“จะไม่รู้ได้เยี่ยงไร เ้าไปหลับนอนกับใครมาบอกแม่มาเดี๋ยวนี้!”
“ข้า... ข้าไม่รู้เลยท่านแม่” หญิงสาวตอบพร้อมก้อนสะอื้นที่กำลังจุกแน่นกลางอก
“เหลวไหล! เ้าถูกพรากเยื่อพรหมจรรย์ไปโดยไม่รู้ว่าเป็ใครได้เยี่ยงไรนังลูกไม่รักดี!” ฮูหยินสกุลเจินง้างมือขึ้นเตรียมตบตีบุตรสาวแต่ก็ถูกรั้งไว้ด้วยมือเรียวนุ่มของชายหนุ่มอีกคนที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ด้วย
“ใจเย็นก่อนเถิดท่านน้า ซูเมิ่งขวัญเสียใหญ่แล้ว”
หญิงสูงวัยกว่าหอบหายใจถี่พลางจ้องสบดวงตาอ่อนโยนของหนุ่มคราวหลานอย่าง‘เผิงฟางหยวน’ เพื่อข่มอารมณ์โกรธเกรี้ยวของตัวเองก่อนจะสะบัดข้อมืออวบของตัวเองออกจากพันธนาการ
“ข้าจำได้ว่าวันลี่ชุน[1]เมื่อสองเดือนที่แล้วเห็นเ้าออกมาจากโรงเตี๊ยมพร้อมกับคุณชายใหญ่สกุลโต้วใช่รึไม่” เสียงนุ่มทุ้มช่วยทบทวนและถามแทนให้อย่างใจเย็น
ซูเมิ่งคิดทบทวนอยู่ชั่วครู่ก่อนจะรื้อฟื้นความทรงจำขึ้นมาได้
“ใช่...” หญิงสาวครางตอบ “เช้าวันนั้นหลังจากไปงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของอิ๋งลู่ข้าก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับมีร่างของเขานอนอยู่ข้างๆ” นางนึกช้า ๆและเล่าด้วยเสียงเครือ “ข้ารับรู้เพียงว่าร่างกายของเราทั้งคู่เปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ อีกทั้ง... ข้ายังมีเืออกมาจากบริเวณนั้นจนเลอะที่นอน”
“แต่เ้าไม่รู้ว่านั่นคือการโดนชำเลางั้นรึ!” ผู้เป็มารดาเริ่มกลับมาเดือดดาลอีกครา
“ข้าเพียงแต่คิดว่ามันคือ... ระดู”
ได้ฟังที่บุตรสาวกล่าวเจียวหรงก็ยกมือขึ้นกุมขมับ นางอยากจะอกแตกตายเสียตรงนี้แต่ก็ติดที่ยังตายไม่ได้ หนำซ้ำไม่คิดว่าลูกสาวที่เติบโตสะพรั่งเต็มวัยจวบจนอายุเข้าสิบแปดในปีนี้แล้วจะซื่อบื้อถึงเพียงนี้
“ไปกันเดี๋ยวนี้!” นางประกาศกร้าว
“ไปที่ใดเ้าคะท่านแม่”
“ไปจวนสกุลโต้วน่ะสิ!”
“ข้าจะไปเพื่อเป็พยานด้วยขอรับ” ฟางหยวนรีบอาสาตัวเอง
“ดี! ส่วนเ้าก็ไปลากตัวแม่หนูสกุลเซี่ยเพื่อนตัวดีของเ้ามาด้วย!”จัดแจงเรียบร้อยแล้วเจินฮูหยินก็ยกขบวนบุกไปยังแหล่งกบดานของคู่กรณีอย่างไม่รีรอ
“ข้างนอกประตูจวนมีเสียงเอะอะโวยวายอะไรกันรึ”
“ได้ยินว่าเป็ฮูหยินจากเรือนสกุลเจินมาพร้อมกับบุตรีและคณะเ้าค่ะ” หญิงรับใช้สูงวัยรูปร่างท้วมกล่าวตอบ
“นั่นมันเรือนของช่างไม้มิใช่รึ ใยจึงต้องมาก่อกวนจวนของเราด้วย” สีหน้าของ ‘หนิงอัน’ ฮูหยินสกุลโต้วฉายแววเป็กังวล “พวกเขา้าพบผู้ใดกันแน่”
“้าพบใต้เท้าและฮูหยินเ้าค่ะ”
“พบข้างั้นหรือ...”
ได้ฟังคำตอบแล้วหญิงวัยห้าสิบปีจึงนึกชั่งใจเล็กน้อยก่อนจะส่งสัญญาณให้เด็กรับใช้ในจวนเปิดประตูบานใหญ่ออกเพื่อยอมพบปะกับผู้รบกวนอย่างสงวนท่าทีโดยมีทหารคุ้มกันยืนอารักขาอยู่ด้านหลังถึงสี่นาย
ทันทีที่เป้าหมายปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเจินฮูหยินก็สงบลงทันทีหลังเป็ต้นเสียงแหกปากร้องเรียกหาความรับผิดชอบอยู่เกือบสองเค่อ[2]จนคอเริ่มเจ็บ
“ข้าคือฮูหยินสกุลโต้วยืนอยู่ตรงนี้แล้ว พวกเ้ากล้าดีเยี่ยงไรถึงได้บังอาจมาก่อกวนจวนแม่ทัพโต้ว!” หนิงอันประกาศกร้าวเสียงกังวานเพื่อข่มขวัญ
แต่อีกฝ่ายหาได้ยำเกรงไม่ ยิ่งได้ฟังคำพูดเย่อหยิ่งถือตนข่มท่านเยี่ยงนั้นแล้วก็นึกหงุดหงิดซ้ำขึ้นไปอีก
“บังอาจหรือไม่ก็คงต้องให้กรมยุติธรรมตัดสินแล้วล่ะ!”
“เหตุใดจึงทำราวเื่ใหญ่โต ทั้งที่ข้ากับเ้ามิได้มีเื่รบกวนกันให้ขุ่นข้องหมองใจแม้สักนิด”
“ก่อนหน้านี้สิไม่เคยรู้จักมักจี่ แต่ครานี้เห็นทีจะวนเวียนรอบตัวกันไปชั่วชีวิต”
“อย่ามัวร่ำไร จงเร่งว่าธุระของพวกเ้ามาเถิด”
“เพราะคุณชายใหญ่ผู้สูงศักดิ์แห่งจวนแม่ทัพสกุลโต้วดันประพฤติมิชอบขาดศีลธรรมและยังไร้คุณธรรมกระทำชำเลาสตรีผู้บริสุทธิ์ต้องตั้งครรภ์จนชีวิตมัวหมองโดยไม่รับผิดชอบ เริ่มมั่วโลกีย์ท้ายทอดทิ้งเสีย!”
ฟังจบประโยคโต้วฮูหยินก็หน้าถอดสี ยกมืออันสั่นเทาขึ้นป้องปากอย่างไม่เชื่อหูตัวเองโดยมีบ่าวรับใช้คนสนิทอย่าง‘อันหยิน’ คอยประคองอยู่เคียงข้าง
“สามหาว! คิดจะปรักปรำใส่ร้ายป้ายสีลูกชายข้าเยี่ยงไรก็สามารถมายืนป่าวร้องตามอำเภอใจเช่นนี้ได้หรือ!”
“พวกเ้าบังอาจเกินไปแล้ว! เป็เพียงตระกูลพ่อค้าคิดจะใส่ความตระกูลขุนนาง รู้หรือไม่ว่าหัวของพวกเ้าที่ยืนอยู่ตรงนี้ทั้งหมดก็ยังไม่เพียงพอในการรับโทษ!” บ่าวผู้ซื่อสัตย์รีบออกหน้าแทนนายอย่างเกรี้ยวกราด
รู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องย้อนมาเยี่ยงนี้ ไม่มีทางที่พวกคนชั่วจะยอมรับความผิดง่าย ๆ เจินเจียวหรงรีบดันหลังพยานหมายเลขหนึ่งไปเบื้องหน้า
‘เซี่ยอิ๋งลู่’ ยืนละล้าละลังเพราะไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรจนเมื่อถูกมารดาของเพื่อนรักหยิกหลังนางจึงร้องออกมา
“โอ๊ย ๆ ข้าเองเ้าค่ะ ข้าเป็คนที่ส่งซูเมิ่งขึ้นไปในรถม้าคันเดียวกับคุณชายใหญ่โต้ว”
“วันนั้นเกิดอะไรขึ้นรึ” โต้วหนิงอันถามด้วยความระแวง
“วันที่สี่เดือนสองเป็งานเลี้ยงวันเกิดของข้า... พวกเราเหล่าสาว ๆต่างดื่มกันเมามายที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง แต่ซูเมิ่งเป็พวกคออ่อนจึงสลบไสลไร้สติก่อนใคร ตอนนั้น... ข้าจำได้ว่าเป็คนแบกร่างหนักอึ้งของนางออกมาเพื่อขึ้นรถม้ากลับเรือน แต่ว่าเพื่อนอีกคนของข้าดันชวนไปดื่มต่อที่สถานเริงรมย์...” เสียงของนางแ่ลงเมื่อพูดถึงสิ่งที่ไม่เหมาะสม
“ว่าต่อไป!” เจินฮูหยินกระซิบกระตุ้น
“และเพราะรถม้าคันนั้นต้องส่งข้าไปเที่ยวต่อข้าจึงต้องฝากซูเมิ่งไว้กับรถของใครสักคนที่ผ่านเรือนสกุลเจิน... ตอนนั้นพลขับของคุณชายใหญ่โต้วอาสารับนางไว้ แถมยังยืนยันหนักแน่นข้าจึงวางใจพาร่างอันไร้สติของซูเมิ่งขึ้นรถคันนั้นไป แต่คิดไม่ถึงว่า... เขาจะไม่ได้พาเพื่อนรักของข้ากลับเรือน...” หญิงสาวตัวต้นเื่ทำเสียงระห้อยด้วยเพราะหวาดกลัวความผิด
พร้อม ๆกับที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านก็ดังระงม
“พวกข้าเองก็เคยได้ยินข่าวลือว่าคุณชายใหญ่สกุลโต้วมักมากในกามเมื่อดื่มน้ำเมา เยี่ยงนี้ก็เป็เื่จริงน่ะสิ”
“ใช่ๆ ใคร ๆ ต่างก็ล่ำลือกิตติศัพท์คุณชายใหญ่จวนสกุลโต้วเยี่ยงนี้ทั้งนั้น”
“ดังนั้นลูกชายของท่านต้องรับผิดชอบ!” เจินเจียวหรงปลุกระดมอย่างฮึกเหิมอีกครั้งเมื่อเพลิงแห่งกระแสวิพากษ์วิจารณ์กำลังฮึกเหิม “ข้ายอมบากหน้ามาป่าวร้องเพื่อทวงขอความยุติธรรมโดยไม่กลัวว่าบุตรสาวจะต้องได้รับการอับอาย แต่ก็ดีกว่าต้องทนให้นางอยู่อย่างไร้เกียรติเพราะท้องไม่มีพ่อขาดผู้รับผิดชอบ”
ดวงตาเรียวเล็กของผู้ควบคุมจวนสั่นดิกด้วยความสับสน มองผู้มาก่อกวนเรียกร้องความชอบธรรมด้วยความจุกอก
“หากท่านยังไม่ยอมรับฟังแถมตั้งป้อมปราการปัดความรับผิดชอบและไม่ยอมให้เราเข้าไปเจรจาอย่างสันติกันข้างในจวนเช่นนี้ ข้าก็จะอยู่ประจานความชั่วร้ายและต่ำตมของบุตรชายท่านอยู่หน้าจวนนี้ไม่ไปไหน!”
สายตาของชาวบ้านนับร้อยที่ห้อมล้อมมุงดูเหตุการณ์นี้อย่างเคืองขุ่นทำให้โต้วฮูหยินประหม่ายิ่งนัก
“จะทำเยี่ยงไรดีเ้าคะฮูหยิน” อันหยินลอบกระซิบถามเ้านายด้วยความหวาดหวั่น
หากเมื่อนึกถึงชื่อเสียงของตระกูลก็ให้รู้สึกเสียววูบในใจ ท้ายที่สุดโต้วหนิงอันก็ต้องยินยอมให้ผู้บุกรุกเข้ามาในแปดเปื้อนในจวนอย่างไม่มีทางเลือกด้วยความจำใจ
[1] ลี่ชุน คือวันที่ 4 กุมภาพันธ์ เรียกว่าวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ เป็หนึ่งในภาวะจาก 24 ภาวะตลอดปีในปฏิทินจีน ซึ่งบางภาวะอาจจะอนุมานเรียกว่าเป็ ‘วันสารท’ ก็ได้
[2] 1 เค่อเทียบเท่าเวลาราว 15 นาที