เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปหลายปี บัดนี้ซีซวนโตเป็สาวเต็มวัยในอายุยี่สิบปี ใบหน้าที่งดงามราวกับช่างวาดแต่งปากนิดจมูกสันเป็คมปลายจมูกเชิด ปากเป็กระจับสวยได้รูป ดวงตาโตคมเข้มดูมุ่งมั่นของนางทำให้นางนั้นดูมีเสน่ห์ไม่น้อย นางมีรูปร่างที่สูงเพรียวโปร่งเป็สง่าชวนมอง โดยปกติแล้วหญิงสาวในอำเภอเดียวกันจะตัวเตี้ยม่อต้อกันเสียหมด ก็จะมีแต่นางที่สูงพอๆกับชายชาตรี แต่ก็ยังไม่ทิ้งทรวดทรงที่อรชรอ้อนแอ้นของความเป็สตรี บัดนี้นางอยู่ในชุดบุรุษทะมัดทะแมงนั่งอยู่บนหลังม้าเด่นเป็สง่า ม้าตัวงามวิ่งไปรอบค่ายทหารตามคำสั่งของนาง นั่นก็คือการฝึกซ้อมประจำวันของนาง บัดนี้นางได้เป็แม่ทัพใหญ่ของแคว้นฟ่านหรง โดยนางได้ผ่านการสอบคัดเลือกพร้อมกับเหล่าชายชาตรีหลายร้อยคนทั่วแคว้นสุดท้ายแล้วนางก็สามารถสอบเข้าเป็ขุนนางฝ่ายบู้ได้สำเร็จ โดยที่นางไม่เลือกสอบเข้าไปเป็ขุนนางฝ่ายบุ๋นเพราะมิได้ชอบใช้ชีวิตอยู่ในราชสำนัก ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะสอบเข้าเป็ทหารแทน นางได้สอบคัดเลือกเข้ามารับใช้ชาติั้แ่อายุสิบหกปีบัดนี้ตัวนางก็อายุยี่สิบปีนับว่านางประสบความสำเร็จเป็อย่างยิ่งที่สามารถดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของแคว้นได้ ความสามารถของนางนั้นมีรอบด้านไม่ว่าจะเป็ทั้งบู้ละบุ๋น หากแต่ว่าเหล่าบรรดาทหารก็ให้ความเคารพยำเกรงนางมิแพ้ชายชาตรี เพราะนางก็ร่วมทุกข์ร่วมสุขมากับเหล่าทหารกล้าของนางโดยมิได้เคยทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซีซวนออกรบไปทั่วทั้งทิศเหนือของแคว้นฟ่านหรง เพราะทางด้านทิศเหนือของแคว้นฟ่านหรงนั้นติดกับสามแคว้น ซึ่งแต่ละแคว้นนั้นต่างก็ผลัดกันเข้ามาตีแคว้นฟ่านหรงอยู่เป็นิจมิว่างเว้น เมื่อซีซวนดำรงตำแหน่งเป็แม่ทัพใหญ่นางจึงบัญชาการเหล่าแม่ทัพทั้งสี่ของนางออกปราบปรามแคว้นทั้งสามจนยอมพ่ายแพ้ไปในที่สุด โดยกองทัพของนางมีทหารมากถึงสามแสนนายและมีเหล่ายอดฝีมือร่วมรบกับนางอย่างกล้าหาญจนทำให้ชนะศึกได้ในทุกครา และนางก็เป็ที่โจษจันของเหล่าบรรดาทหารว่าเป็เทพแห่งาโดยแท้ บัดนี้ทั้งสามแคว้นเกรงกลัวต่อกองทัพทหารแคว้นฟ่านหรงต่างก็ยอมจำนนตกเป็เมืองขึ้นของแคว้นฟ่านหรง ทั้งสามแคว้นยอมส่งเครื่องบรรณาการมาให้ต่อแคว้นฟ่านหรงทุกๆปี เวลานี้ซีซวนได้ประจำการอยู่เมืองหน้าด่านทิศเหนือของแคว้นมาหลายปีจนนางรู้สึกว่าที่เมืองหน้าด่านนั้นเป็ดั่งบ้านหลังที่สองของนาง ถึงแม้ว่าจะมีคำสั่งของฮองเต้ให้นางกลับไปประจำที่เมืองหลวงแต่นางก็จะขอผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยเพราะเบื่อหน่ายขุนนางที่มักใส่หน้ากากเข้าหากันเมื่อไปว่าราชการที่ท้องพระโรง
“มีราชโองการ”
ครั้นเมื่อได้ยินเช่นนั้นซีซวนก็รีบลงจากหลังม้าแล้วมารับราชโองการอย่างว่องไว
“ฮองเต้มีรับสั่งให้แม่ทัพใหญ่ซีซวนกลับเมืองหลวงโดยด่วน”
ราชโองการสั้นๆง่ายๆของฮองเต้ก็ทำให้นางรู้สึกหวั่นใจไม่น้อย
“รับราชโองการเพค่ะ”
“ท่านแม่ทัพใหญ่ฝ่าาทรงรับสั่งให้ท่านรีบกลับโดยด่วน ถ้าหากว่าเป็ไปได้กลับเวลานี้ได้ก็ยิ่งดี”
“ขอบคุณหวังกงกง ที่เป็ธุระมาถึงที่นี่ หากแต่ว่าข้าขอเวลาอีกสักหน่อยได้หรือไม่ข้ายังไม่อยากกลับเมืองหลวง”
“ท่านแม่ทัพใหญ่กล้าขัดราชโองการหรือ ท่านก็รู้ว่าฝ่าาทรงโปรดปรานท่านมากเพียงไรและอยากให้ท่านกลับไปประจำที่เมืองหลวง ท่านแม่ทัพใหญ่ก็ทราบเื่นี้ดี ท่านอย่าขัดคำสั่งฮองเต้เลย”
หวังกงกงพูดทิ้งท้ายให้นางคิดตาม
“ท่านถ่วงเวลาให้ข้ามิได้หรือหวังกงกง ....ได้หรือไม่....”
นางก็ทำท่าทางอ้อนวอนสหายของตนอย่างหวังกง กง
“ท่านนี่น้า......ข้ามิอาจจะพลัดวันประกันพรุ่งให้ท่านได้อีกแล้ว มีหวังคอข้าได้หลุดจากบ่าเป็แน่”
หวังกงกง คุยกันกับนางอย่างเป็กันเอง เพราะทั้งสองเป็เพื่อนกันมาั้แ่ครั้งที่นางยังฝึกฝนวิชาทหารอยู่ที่เมืองหลวงและซีซวนเป็คนมีน้ำใจหากเห็นใครลำบากนางมักจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเสมอ และเมื่อครั้งก่อนหวังกง กงยังเป็ขันทีน้อยอยู่ ก็มักจะโดนแกล้งจากขุนนางชายนิสัยไม่ดีเป็ประจำ เมื่อซีซวนเห็นหวังกงกงโดนแกล้งจึงเข้าไปจัดการขุนนางนิสัยไม่ดีพวกนั้นเสียสิ้นซาก จึงทำให้ทั้งสองเป็เพื่อนกันเรื่อยมาจนซีซวนออกรบและย้ายมาประจำการอยู่ชายแดนเหนือทั้งสองก็จะเจอกันบ้างเป็บางครั้งบางคราว
“ก็ได้ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะออกเดินทางไปพร้อมท่านก็แล้วกัน”
นางเกรงว่าหวังกงกงจะเดือดร้อนเพราะตนก็เลยคิดได้ และก่อนที่จะเดินทางนางได้จัดการให้แม่ทัพทั้งสี่ประจำการหน้าด่านแต่ละจุด เพราะยังมิได้วางใจต่อสามแคว้นนั่นส่วนตัวนางเองก็ยอมที่จะตามหวังกง กงไปตามลำพังโดยมิต้องให้มีทหารติดตาม ในระหว่างที่กำลังจะขี่ม้าออกจากค่ายนั้นก็มีหนึ่งในแม่ทัพทั้งสี่ของนางวิ่งมาขวางม้าของนางเอาไว้
“ท่านแม่ทัพใหญ่ข้าขอติดตามท่านเมืองหลวงได้หรือไม่หากท่านไม่อยู่แล้วข้าก็มิอยากอยู่ที่นี่”
แม่ทัพท่านนี้เป็แม่ทัพคนที่สนิทกับนางมากที่สุดและเขามีฝีมือรบรองมาจากนาง และด้วยเขามีใจให้กับนางจึงมิได้อยากแยกจากนางไปเช่นนี้
“เหยียนเฟยท่านต้องประจำการอยู่ที่นี่แทนข้า ข้าไว้ใจท่านเป็ที่สุด”
“ให้ลี่หยางสั่งการแทนก็มิได้หรือ”
“หากเ้ากับข้าไปด้วยกันหมดแล้วที่นี่จะวางใจได้เช่นไร ถึงแม้ว่าที่นี่จะสงบแล้วก็ตาม แต่ข้าก็มิอาจจะวางใจได้รึว่าท่านไว้ใจสามแคว้นนั่นคิดว่าทั้งสามแคว้นนั่นจะสิโรราบให้กับเราไปเช่นนี้จริงๆ”
นางก็พูดให้เหยียนเฟยคิดตาม
“ก็ข้ามิอยากห่างจากท่านแม่ทัพใหญ่เช่นนี้แล้วเมื่อไหรท่านถึงจะกลับมากันเล่า ท่านจะทิ้งพวกข้าไปเช่นนี้หรือ”
“ท่านก็มิใช่เด็กๆแล้ว โปรดเชื่อข้าเถิดหากวันข้างหน้าเ้าก็จะต้องทำหน้าที่แม่ทัพใหญ่ดังเช่นข้า เ้าจงอยู่ดูแลความเรียบร้อยของที่นี่ให้ดี”
ครั้นแม่ทัพทั้งสามที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ก็รีบมาเอาตัวของเหยียนเฟยไป เพราะพวกเขาคิดว่าจะทำให้ซีซวนลำบากใจและเป็ห่วง เพราะทหารทุกคนต่างรู้ว่าราชโองการของฮองเต้มิอาจขัดได้ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่ได้อยากให้นางไปจากพวกเขาเสียเท่าไร แต่สุดท้ายก็ต้องจำยอม ครั้นถึงเวลาเดินทางซีซวนก็โบกมือลาเหล่าบรรดาทหารและแม่ทัพทั้งสี่ของนาง เหล่าบรรดาทหารกล้าของนางต่างก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ เพราะถ้านางมิได้อยู่ที่นี่แล้วทุกอย่างก็มิได้มีสีสันและสดใสดั่งเช่นตอนที่นางอยู่ ถึงแม้ว่านางจะเป็แม่ทัพใหญ่บัญชาการเหล่าทหารหลายแสนคน แต่นางก็มิได้ใช้อำนาจกดดันหรือขู่เข็ญใครในทางที่ผิดกลับปกครองกองทัพด้วยความยุติธรรม หากใครผิดก็ว่าไปตามผิดเวลาอยู่ในสนามรบก็ไม่เคยคิดจะทิ้งใครไว้ข้างหลัง นางจะร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าทหารของนางอย่างกล้าหาญมิกลัวตาย เหล่าบรรดาทหารจึงรักนางโดยมิต้องสงสัย
ณ ท้องพระโรง
“กราบทูลฝ่าา....หม่อมฉันขอคัดค้านการแต่งตั้งแม่ทัพใหญ่ให้ขึ้นเป็องค์หญิงพะยะค่ะ”
“ท่านมหาเสนาบดีมีเหตุผลอันใดที่มิอยากให้ข้าแต่งตั้งนางเป็องค์หญิง ข้าอยากฟังเหตุผลของท่าน”
“หากแต่ว่าท่านแม่ทัพใหญ่มีความดีความชอบก็จริง กำลังทหารทั้งหมดของแคว้นล้วนขึ้นตรงต่อนาง มิหนำซ้ำยังมีทหารกล้าตายที่เป็ยอดฝีมืออยู่ภายใต้อำนาจของนางไม่น้อย หากนางเป็องค์หญิงแล้วคุมกองทัพทั้งหมดเช่นนี้หม่อมฉันกลัวว่าบัลลังก์ของฝ่าามิอาจมั่นคงเป็แน่ หม่อมฉันคิดว่ามิควรวางใจนางพะยะค่ะ”
มหาเสนาบดีมีความอิจฉาริษยาซีซวนอยู่เป็ทุนเดิม เพราะบุตรชายของเขาสอบไม่ติดจึงมิได้เป็ขุนนางดั่งเช่นซีซวน และก่อนหน้านี้มหาเสนาบดีมักจะพูดดูถูกซีซวนที่ต้นทุนเดิมของนางเป็เพียงลูกชาวไร่ชาวนา เมื่อเทียบกับตนที่มีรากฐานมาจากตระกูลขุนนาง แต่บัดนี้นางกลับคุมกองทัพของแคว้นทั้งหมดไว้ในมือ
“แต่ข้าว่าแต่งตั้งนางเป็องค์หญิงก็ยิ่งดีเท่ากับว่าข้ามีลูกสาวเพิ่มอีกคน นางคงมิได้เป็ดั่งเช่นท่านกล่าวหาเป็แน่”
“ฝ่าาโปรดไตร่ตรองด้วยเถิดพะยะค่ะ พระองค์อาจจะโดนปล้นราชสมบัติสักวัน อำนาจมิได้ทำให้ใครหยุดไขว่ขว้า หากมีแล้วก็ต้องหามาเพิ่มอีกมิได้พอใจ และที่สำคัญนางมิได้เป็ลูกขุนนางที่ปลูกฝังคุณธรรมมาเช่นตระกูลขุนนางเก่า หม่อมฉันกลัวนางจะหลงระเริงในอำนาจ เช่นนั้นจึงมิอาจไว้ใจนางได้พะยะค่ะ”
มหาเสนาบดีหาเื่ยุแยงให้ฮองเต้หวาดระแวงซีซวน
“ถ้าเช่นนั้นเ้าจะให้ข้าทำเช่นไร”
ถึงแม้ฮองเต้จะโปรดปรานซีซวนมากเพียงไรแต่พระองค์ก็ต้องฟังเสียงของขุนนางในราชสำนักด้วย เพราะพระองค์มิได้้าให้เหล่าขุนนางเกิดความรู้สึกไม่เป็ธรรม อีกอย่างมหาเสนาบดีน่าจะปลุกปั่นขุนนางในราชสำนักให้คอยคัดค้านเป็แน่ เพราะพระองค์รู้จักนิสัยของมหาเสนาบดีผู้นี้ ดั้งนั้นเพื่อมิให้ราชสำนักปั่นป่วนเพราะเื่นี้พระองค์ก็เลยต้องตามน้ำไป
“กระหม่อมคิดว่าให้ท่านแม่ทัพใหญ่อภิเษกสมรสกับองค์ชายเก้าดีหรือไม่พะยะค่ะ เพราะองค์ชายเก้าบัดนี้ก็ยี่สิบเจ็ดปีแล้วแต่ก็มิได้แต่งพระชายาเข้าจวนเสียที”
“เ้าคิดว่าองค์ชายเก้าจะยอมทำตามที่ข้า้าหรือ เ้าก็รู้องค์ชายเก้าเป็คนเช่นไร”
ฮองเต้มิอยากยุ่งกับลูกคนนี้ของตนเสียเท่าไร เพราะพระองค์รู้จักนิสัยของเขาดี
“หากแต่มีมีราชโองการไปมีหรือองค์ชายเก้าจะกล้าขัดราชโองการ ที่ผ่านมาฝ่าามิได้เข้มงวดกับองค์ชายเก้าหากแต่ว่าครั้งนี้ทำเพราะบ้านเมืององค์ชายเก้าจะต้องเสียสละแล้ว และท่านแม่ทัพใหญ่แต่งงานกับองค์ชายเก้าอย่างน้อยก็เป็สะใภ้พระองค์คงมิกล้าที่จะทำอะไรเกินเลยต่อบัลลังก์ของฝ่าาเป็แน่พะยะค่ะ”
มหาเสนาบดีแกล้งเอาอำนาจทหารที่ซีซวนควบคุมอยู่มาใส่ร้ายนาง และพูดชักใยให้เหล่าขุนนางหวาดระแวงว่านางจะมีอำนาจทางด้านทหารมากเกินไปซึ่งจะเป็ภัยต่อราชสมบัติของฮองเต้ และมหาเสนาบดีก็รู้อยู่เต็มอกว่าองค์ชายเก้าเป็บุตรคนสุดท้องของฮองเต้ที่มีนิสัยทรราชเสเพล องค์ชายเก้าก็ขึ้นชื่อว่าฆ่าชาวบ้านเป็ผักเป็ปลามิได้สนใจความถูกต้องมิหน้ำซ้ำยังมิได้สนใจว่าสตรีงดงามนางนั้นเป็ลูกเมียใครหากถูกตาตรงใจเขามักจะหลับนอนด้วยโดยมิได้สนใจ แต่ฮองเต้กลับให้ท้ายองค์ชายเก้าโดยมิเคยตำหนิหรือให้ลงโทษบุตรชายคนสุดท้องคนนี้เลยแม้แต่น้อย และมหาเสนาบดีกลับคิดว่าเป็เื่ดีที่ซีซวนจะแต่งงานกับอ๋องทรราชเช่นเขา สุดท้ายแล้วก็เท่ากับว่าซีซวนต้องตกนรกทั้งเป็ที่ได้สามีเช่นองค์ชายเก้า และเหล่าบรรดาขุนนางต่างก็เห็นพ้องต้องกันกับมหาเสนาบดี และก็แสดงความคิดเห็นให้ฮองเต้ทำตามที่มหาเสนาบดีเสนอแนะครั้นเมื่อฮองเต้เห็นเป็เช่นนั้นก็มิอาจต้านความคิดเห็นของเหล่าขุนนางได้ เพียงแค่ถอนหายใจแรงๆด้วยความเหนื่อยล้ากับความคิดของมหาเสนาบดี เพราะพระองค์รู้ว่าซีซวนนางเป็ขุนนางตงฉินมาโดยตลอด หากแต่ไม่ได้นางที่คอยเฝ้าออกทัพจับศึกกับสามแคว้นมีหรือแคว้นฟ่านหรงจะรุ่งเรืองถึงเพียงนี้ หากขุนนางพวกนี้มัวแต่คิดระแวงว่านางจะมีอำนาจมากกว่าพวกเขา ซึ่งพวกเขาก็มิได้เคยคิดถึงเื่บัลลังก์ราชสมบัติเสียเท่าไหร่ หากแต่ขุนนางพวกนี้เพียงคิดว่ากลัวน้อยหน้าซีซวนที่เป็สตรีอาจหาญมีอำนาจคุมกองทัพของแคว้น และพระองค์คิดว่าเหล่าขุนนางพวกนี้ช่างมิได้รู้ลึกตื้นหนาบางเกี่ยวกับองค์ชายเก้าของตน ต่างกลับคิดว่าซีซวนแต่งงานกับบุตรชายของตนจักต้องเป็ดั่งเช่นสตรีโชคร้ายตกนรกทั้งเป็