เช้าวันพุธอีกวันที่ต้องไปมหาลัยทั้งที่ไม่ได้มีเรียนไม่ว่าจะให้พูดกี่ครั้งไทม์ก็คงยืนยันคำเดิม เขาเกลียดการรับน้อง
ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องไปอยู่ดีเอาจริงเขาไม่รับรุ่นก็ได้นะแต่เขาเคยได้ยินมาว่าถ้าไม่รับรุ่นจะถูกสั่งห้ามคุยกับคนในสาขาเขาก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำแบบนั้นไปเพื่ออะไรก็เลยยอมไปทำกิจกรรมทุกวันยอมเหนื่อยเพื่อตัดปัญหา
พอมาถึงก็นั่งลงที่ม้านั่งรอเพื่อนหยิบน้ำพริกกากหมูขึ้นมากินรอ
“เจอกันอีกแล้วนะ”
เสียงอันคุ้นหูให้ที่กำลังจกข้าวเหนียวน้ำพริกกากหมูต้องหันไปมอง“อี้อาโอ อะอัดอีอับ (พี่ฟาโรห์ สวัสดีครับ)”
“ฮ่าๆๆๆๆเคี้ยวให้เสร็จก่อนค่อยพูดก็ได้” ฟาโรห์หย่อนตัวลงตรงที่ว่างฝั่งตรงข้าม
“ว่าแต่เรากินอะไรอยู่หรอดูน่าอร่อยจัง”
“อึก!”กลืนข้าวลงคอก่อนจะหยิบน้ำขึ้นมาดื่ม “ข้าวเหนียวน้ำพริกกากหมูครับ”
“ซื้อจากไหนหรอ”
“ที่บ้านผมขายครับ”
“หืม~ น่าสนใจพี่อยากสั่งมากินมั่งอ่ะ”
“สั่งผ่านเฟสได้เลยครับเดี๋ยวผมเอาเฟสให้” หยิบมือถือขึ้นมาจะเอาเฟสให้ “นี่ครับ”
ยื่นมือถือที่เปิดเฟสส่งให้เขาฟาโรห์มองพร้อมกับยกยิ้มก่อนจะเอามือถือของตัวเองมาแอดเอาไว้
“แล้วพี่สั่งกับเราโดยตรงได้รึเปล่า”
“ได้ครับ”
“ถ้างั้น…พี่ขอคอนแทคเราด้วยได้มั้ย”เงยหน้ามองตาคนตรงหน้าปริบๆ “ก็เผื่อจะสั่งกับเราโดนตรงไงอีกอย่างเราเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องสาขาเดียวกันด้วยเผื่อเราอยากจะถามเรื่องเรียนจะได้คุยกันสะดวก”
แต่ปกติรุ่นพี่คนอื่นเขาก็ไม่ขอกันนะมากสุดก็เข้ากลุ่ม แต่ด้วยความเกรงใจสุดท้ายเขาก็ให้คอนแทคไป
“ไทม์มาแล-เอ่อ…หวัดดีครับ”
บูมที่เห็นฟาโรห์หยุดชะงักก่อนจะยกมือสวัสดีตามด้วยติมที่มองฟาโรห์สลับกับผมด้วยสายตาที่อ่านยากก่อนจะโน้มหัวเล็กน้อยเพื่อสวัสดี
“เพื่อนเรามาแล้วงั้นพี่ไปก่อนนะแล้วเจอกันตอนรับน้อง”
“ครับ”พวกเขามองตามแผ่นหลังของฟาโรห์จนเขาลับสายตาไปกับฝูงคนในตึก
“สรุปยังไงเนี่ย”ติมที่นั่งลงฝั่งตรงข้ามที่กำลังเอื้อมมือมาจกข้าวเหนียวน้ำพริกกากหมูกินเอ่ยถาม
“อะไรยังไง”
“ก็มึงกับพี่ฟาโรห์อ่ะสรุปยังไง เขามาจีบหรอ”
“ก็ไม่นะ”
“ใช่หรอ”สายตาของติมเหมือนกำลังจับผิด
จะบอกว่าใช่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียวเพราะจากที่สังเกตุพฤติกรรมตั้งแต่เจอกันวันแรกถึงตอนนี้ไทม์รู้สึกเวลาฟาโรห์มองมาที่เขาเขามีสายตาที่เหมือนกับพี่ลูซี่เด๊ะๆสายตาที่กำลังหว่านเสน่ห์ยังไงอย่างงั้น
“เมื่อกี้กูเห็นพี่ฟาโรห์เอาโทรศัพท์มึงไปด้วยนี่เขาเอาไปทำไรอ่ะ”
“แอดเฟสน่ะพี่ฟาโรห์เขาบอกว่าอยากสั่งน้ำพริก”
“เฟสร้านอย่างเดียวหรอ”
“เฟสกูด้วย”
“เพื่ออะไรอ่ะเอาเฟสมึงไปเพื่อ?”
“เขาบอกว่าเผื่อกูถามเรื่องเรียน”พอได้ยินคำตอบเพื่อนทั้งสองก็ถึงกับคิ้วขมวดทันที
“เพื่อ? มึงก็ไม่ได้เรียนแย่ขนาดนั้นป่าวว่ะอีกอย่าง ถ้ามึงจะถามมึงถามพี่ลูซี่กับพี่ลุคไม่ง่ายกว่าหรอวะ” บูมร่ายยาว
“นั่นมันก็แค่ข้ออ้างแต่ความจริงเขาจะจีบมันต่างหากล่ะ”
“จริงดิ”
ก็พอจะเดาได้อยู่แต่ ณ ตอนนั้นจะไม่ให้มันก็ยังไงอยู่ เขาไม่อยากโดนมองว่าหยิ่งหรอกเลยให้ไป
“แล้วพี่ลูซี่อ่ะเขาจะไม่โกรธหรอ”
นั่นสิพี่ลูซี่กำลังจีบเราอยู่นี่นาแต่ถ้าลูซี่โกรธเขาคงเสียใจแย่ คิดไปก็เริ่มกังวลทำไงดี เขาไม่อยากให้พี่ลูซี่โกรธ ไม่ใช่ว่ากลัวเวลาเธอโกรธหรอกนะแต่ไม่อยากเห็นใบหน้าน้อยใจแบบครั้งนั้นอีกแล้ว พอเห็นแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดใจแปลกๆ
“ทำหน้ากังวลอีกแล้ว!”ฝ่ามือติมสับลงที่หัวจนหลุดออกจากภวังค์
“โอ๊ย!”
“จะทำหน้ากังวลอะไรนักหนาเขาไม่ได้เอาเฟสมึงไปขายมั้ย”
“ก็แหมก็กูกลัวพี่ลูซี่โกรธอ่ะ”
“จะกลัวเพื่อ? มึงกับพี่เขายังไม่ได้คบกันป่ะ”
“แต่ว่า…”
“เฮ้อ~ ถ้าจะกลัวเขาน้อยใจขนาดนั้นนะเย็นนี้มึงก็ไปบอกเขาซะ บอกว่าพี่ฟาโรห์มาขอเฟสมึงแล้วก็ทำหน้าทำตาเหมือนจะจีบ”
“เอางั้นเลยหรอ”
“เออทำเลย เชื่อดิ พี่ลูซี่ไม่โกรธมึงหรอก แต่มึงจะได้เห็นสนุกๆ แทน”
“นี่ลูวันนี้เราต้องเรียนห้องไหนอ่ะ” เบลล์หันมาถามขณะที่ปากกำลังคาบช้อนไอติม“ตึกร้อยปีห้องประชุมสิบสี่”
“ไม่เข้าใจเลยว่าอาจารย์จะให้ย้ายมาเรียนที่ตึกนี้ทำไมไกลก็ไกล ลิฟต์ก็พัง ต้องมาเดินขึ้นเองอีก เจ็ดชั้นมันเหนื่อยนะ!!!ทำไมอาจารย์ไม่เห็นใจพวกเราบ้าง~”
“ทำไงได้ก็อาจารย์แกเจ็บขานี่ถ้าอยากจะเรียนก็ต้องเดินมาที่นี่เอา”
“แต่ฉันไม่อยากเรียน~ อยากนอนตีพุงอยู่บ้านแง~” เบลล์ดิ้นร้องโอดครวญก่อนจะค่อยๆลงไปกองกับพื้นบันไดชั้นแรก
“แต่ถ้านอนตีพุงอยู่บ้านอาจจะโดนพ่อบ่นก็ได้นะ”พอได้ยินแบบนั้นเบลล์ก็รีบเด้งตัวเองให้มายืนตรงดังเดิม
“จริงด้วยงั้นเรียนก็ได้” ส่ายหน้าให้กับความเด็กน้อยของเพื่อนสาว ก็แบบนี้แหละเธอชินแล้ว
สองสาวพากันเดินขึ้นบันไดจากชั้น1 ไปยังชั้น 10แน่นอนว่าสูงขนาดนี้ต้องย่อมเหนื่อยเป็นธรรมดาโดยเฉพาะเพื่อนสาวจมอขี้เกียจ
“ไม่ไหวแล้วขอพักก่อนได้มั้ย” เสียงหวานที่ตอนนี้เริ่มแหบจากความเหนื่อยเอ่ยขึ้นพร้อมกับสภาพที่แทบจะลงไปกองกับพื้นบันไดได้ทุกเมื่อ
เดินลงไปดูเพื่อนที่หมดสภาพ“ไหวมั้ย” เบลล์ส่ายหน้ารัวเป็นคำตอบ
“นี่ชั้นที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย”
“ห้า”
“ม่ายยยยยย~” พอได้ยินเบลล์ก็ร่วงไหลลงไปกองกับพื้นบันไดทันทีก็แหงล่ะแค่ 5 ชั้นก็เหนื่อยเต็มทนแล้ว และยิ่งต้องเดินขึ้นไปจนถึงชั้น 10แค่นึกก็อยากจะร้องไห้ออกมาเลยล่ะ
“งั้นเราไปขึ้นลิฟต์กันมั้ย”
“คนมันเยอะรอนาน”
“งั้นก็ต้องอดทนนะอีกแค่ห้าชั้นเอง ไว้หลังเลิกคลาสเดี๋ยวพาไปเลี้ยงขนม”
ดวงตาของเบลล์เปร่งประกายเหมือนเด็กน้อยที่ดีใจเมื่อได้ยินว่าแม่จะให้ของรางวัลเมื่อทำภารกิจสำเร็จราวกับว่าไอ้ที่หอบกับเกือกกลิ้งกับพื้นบันไดเมื่อกี้ไม่เคยเกิดขึ้น
“โอเค!”
ความพยายามอยู่ที่ไหนความเหนื่อยอยู่ที่นั่นโดยเฉพาะเพื่อนสาวที่นั่งอยู่ด้านข้างเหนื่อยจนแทบจะลมจับอยู่รอมร่อ
เธอก็เหนื่อยนะแต่ไม่ได้มากขนาดนั้น คงเพราะเธอออกกำลังกายทุกวันด้วยแค่เดินบันได 10ชั้นเลยชิวๆ
นักศึกษาค่อยๆทยอยเข้าห้องมาวันนี้สาขาฉันต้องเรียนคู่กับสาขาคณะมนุษย์ศาสตร์สาขาภาษาจีนซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องเจอกับเจเจด้วย
“ไงลู”พูดไม่ทันขาดคำเจ้าตัวก็โผล่มาพอดี “ไง”
เจเจหย่อนตัวลงที่นั่งข้างๆเป็นจังหวะเดียวกันที่เพื่อนของเขาเอ่ยแซวพอดี “แหม~ พอเจอสาวแล้วทิ้งเพื่อนเลยน้า~”
“ทิ้งบ้าไรมึงก็มานั่งตรงนี้สิ”เขาพูดพลางตบเก้าอี้ข้างเขาที่ว่างอยู่แต่เหมือนว่าเพื่อนของเขาจะไม่ยอมมานั่งด้วยแต่กลับไปนั่งแถวถัดไปแทน
“พวกกูนั่งนี่แหละไม่อยากไปรบกวนคุณคนสวยเขา” พูดไปพลางขำไป เพื่อนของเจเจนี่เป็นคนตลกจริงๆ
ในชั่วโมงเรียนเราก็ต่างคนต่างตั้งใจมีคุยกันบ้างแต่ก็ไม่ได้มากจนรบกวนคนอื่นต่างจากเพื่อนสาวที่นั่งข้างๆ ที่ตอนนี้ฟุบไปกับโต๊ะเรียบร้อย
“นี่ลูเด็กคนนั้นน่ะ แฟนลูหรอ”เจเจถามขึ้นขณะที่สายตาของเขายังคงจดจ้องที่โปรเจ็คเตอร์หน้าห้องเด็กคนนั้นที่เขาหมายถึงคงเป็นไทม์สินะ
“เปล่ากำลังจีบน้องอยู่”
คำตอบของเธอเหมือนจะไปสะกิดอะไรบางอย่างเจเจยกยิ้มบางๆ แต่ดูเป็นการยิ้มเพื่อปลอบใจตัวเอง
เขาถอนหายใจก่อนจะเอนตัวพิงกับเก้าอี้สายตาเขาเหม่อลอยสีหน้าเหมือนคนอกหัก “เฮ้อ~ ตรงจังนะ”
“ก็ไม่จำเป็นต้องพูดอ้อมหนิ”
“อกหักครั้งที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย”
“สองมั้ง”
“นับด้วยหรอเนี่ย”
บทสนทนาที่ดูเหมือนคุยเล่นธรรมดาแต่ว่าความหมายของมันกลับดูน่าอึดอัดจนพูดเล่นไม่ออกเธอรู้ว่าตัวเองเป็นคนตรงๆไม่พูดอ้อมค้อมและรู้ว่าตัวเองไม่เคยให้โอกาสใครหากคนนั้นไม่ใช่แม้ว่าจะเป็นคนที่สนิทก็ตามทีแต่หากเลือกที่จะพูดอ้อมหรือไม่ปฏิเสธตั้งแต่แรกผลลัพธ์ก็จะยิ่งแย่กว่า เผลอๆอาจจะโดนมองว่าเป็นผู้หญิงนิสัยชอบเก็บผู้ชายไว้เล่นสนุกเลยก็ได้
“แต่ฉันไม่ยอมแพ้หรอกนะตราบใดที่ลูยังไม่มีแฟนฉันก็ยังมีสิทธิ์”
“ทั้งที่ไม่มีสิทธิ์น่ะหรอ”
“ใช่”เจเจหันมาสบตาพร้อมกับยกยิ้มบางๆ ให้ “แม้จะไม่สิทธิ์ในตัวลูเลยก็ตาม”
คำพูดของเขายิ่งทำให้เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนเหมือนมีอะไรบางอย่างจุกอยู่ที่ลำคอ
“นายนี่ดื้อเสียจริงทั้งที่ฉันปฏิเสธไปขนาดนั้นแล้วนะ”
“ก็ฉันมันดื้อมาตั้งนานแล้วนี่เธอก็รู้”
รอยยิ้มจากคนข้างๆเป็นรอยยิ้มที่บ่งบอกว่าเขาจะไม่มีทางยอมแพ้แน่มุมปากยกยิ้มก่อนจะหัวเราะออกมานิดๆ “แบบนี้…ฉันก็แย่สิ”