ตอนที่ 11
“เหล่าซือ!! เกิดเื่ใหญ่แล้ว!!” เสียงของ กังเฉิง แผดดังมาั้แ่ยังไม่โผล่หน้า...เด็กหนุ่มแบกร่างของสหายที่หมดสติวิ่งไม่หยุดหลายสิบลี้ ทั้งที่ยังมิได้ฟื้นตัวจากการต่อสู้เมื่อคืนด้วยซ้ำนอกจากใบหน้าจะซีดเผือดไร้เืฝาด เหงื่อยังโทรมกายมิต่างถูกน้ำสาด...
ชายชราได้ยินเสียงเอะอะั้แ่เช้าตรู่ ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาให้เหล่าเด็กๆ เข้ามาร่ำเรียน จึงก้าวเดินออกจากเรือน... หากแต่เมื่อ เหยาิ ออกมาจบเจอสภาพของกังเฉิง และ ซุน ในเวลานี้ ก็รู้ได้ทันทีว่ามิใช่เื่ดีที่เกิดขึ้น...
“เกิดอะไรขึ้นกัน!! พวกเ้าไปทำสิ่งใดมาเมื่อคืน!!”
กังเฉิง ทรุดตัวลงเบื้องหน้า เหล่าซือ...
หายใจหอบหนัก แต่ยังปักใจห่วงสหาย...
เหยาิ เพียงได้กลิ่นอาย และเห็นปลายนิ้วที่ม่วงดำ ก็ทราบได้ทันทีจากประสบการณ์มากมายในยุทธภพ...สิ่งแรกที่ เหยาิ ได้กระทำ คือเปิดถลกเสื้อของ ซุน ออก ก่อนจะชี้สกัดจุดชีพจรอย่างรวดเร็วเพื่อชะลอการไหลเวียนของโลหิตป้องกันมิให้พิษแทรกซึมเข้าสู่หัวใจ...
ก่อนที่ชายชรา จะหันมองมายัง กังเฉิง... ในเวลานี้ อาการของกังเฉิน ก็น่าเป็ห่วงเช่นกัน เพราะการแบกร่างของ ซุน จึงแตะต้องตัวโดยไม่ระวัง ทำให้พิษแทรกซึมเข้าไปที่ตัวของกังเฉิง โดยตรง ผนวกกับที่ชายหนุ่มฝืนออกแรงวิ่งแบกร่างสหายมาโดยตลอด พิษจึงยิ่งกระจายอย่างรวดเร็ว...
แต่โชคดีที่ กังเฉิง ฝึกฝนลมปราณมาในระดับหนึ่ง ทำให้ร่างกายสามารถทนต่อพิษได้พอสมควรผิดกับ ซุน ที่ฝึกฝนแต่ตบะและสมาธิเป็หลัก ร่างกายจึงไม่อาจต้านพิษได้เลยแม้เพียงนิด...
“กังเฉิง... โคจรพลังตามที่ข้าบอก...” ชายชรา เหยาิ เค้นเสียงขึ้นก่อนจะทาบมือลงบนร่างของ กังเฉิง... ด้วยความที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว การโคจรตามการชี้นำจึงมิใช่เื่ยากเย็นนักสำหรับเด็กหนุ่มไม่นานพิษทั้งหมดก็ถูกถ่ายเทมาร่วมกันที่ปลายนิ้ว...
เหยาิ กรีดปลายนิ้วของ กังเฉิง เพียงเล็กน้อยพิษก็ถูกขับจนพุ่งออกมาพร้อมโลหิตบางส่วนสีหน้าของ กังเฉิง ผ่านคลายลงอย่างรวดเร็ว...
“โคจรลมปราณตามที่ข้าบอกเมื่อครู่อีกไม่เกิน 3 รอบพิษน่าจะถูกขับออกมาจนหมด... โชคดีที่มันมีปริมาณน้อยนิด และไม่ใช่พิษที่รุนแรงมากจึงถูกขับออกมารวดเร็วเ้าคงไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก...”
ก่อนที่ชายชรา จะหันมองไปยัง ซุน ด้วยสีหน้าที่เป็กังวลยิ่ง...
“ปัญหาคือเ้านี่มากกว่า... ร่างกายของ ซุน มันไม่มีภูมิคุ้มกันใดๆ เลย อีกทั้งยังไม่อาจโคจรลมปราณตามการชี้นำได้... ข้าเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางศาสตร์การแพทย์มากนักดูท่าคงต้องใช้สิ่งนั้นล้างพิษ...”
เหยาิ ทอดถอนหายใจหนักหน่วง...
“กังเฉิง... เ้าอยู่ที่นี่เฝ้าสถานศึกษาเอาไว้ หากพวกเด็ก ๆมาเรียนก็ให้บอกออกไปว่าข้าขอปิดสถานศึกษาเป็เวลา 3 วัน ให้ทุกคนกลับบ้านไปก่อน...เมื่อเลยเวลาเที่ยงวัน คงไม่มีเด็กคนใดมาอีกแล้ว ถึงตอนนั้นเ้าก็รีบกลับไปพักผ่อนที่บ้านเ้า...”
สีหน้าของ กังเฉิง ยังคล้ายกังวล...
“แล้ว ซุน เล่า?!”
“ข้าจัดการเอง...” ชายชราเค้นเสียงเน้นหนัก ก่อนจะดึงร่างของ ซุนขึ้นมา มุ่งหน้าตรงไปภายในป่าหลังสถานศึกษาแห่งนี้... กังเฉิงแม้จะเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย แต่เ้าตัวก็เชื่อมั่นว่า เหล่าซือ จะสามารถช่วยซุน ได้อย่างแน่นอน...
ภายในป่าด้านหลัง...
ด้วยความที่ เหยาิ ส่งลมปราณเข้าไปในร่างของ ซุน ตลอดเวลาเพื่อสลายพิษบางส่วนไม่นานนักชายหนุ่มจึงสะลึมสะลือ ตื่นขึ้นมาบนหลังของชายชรา...
“ฟื้นแล้วงั้นหรือ?!”
“เหล่าซือ... นี่ข้าเป็อะไร...” ซุน ยังคงสับสนและอ่อนแรง
“เ้าถูกพิษ... แต่อย่ากังวลไป เหล่าซือ จะช่วยเ้าเอง...”น้ำเสียงของชายชราเต็มไปด้วยความอบอุ่น... ซุน หันมองไปรอบ ๆ เพิ่งจะรู้ตัวว่าตนถูกพาเข้ามาในป่าลึก ด้านหลังสถานศึกษา
ซึ่งโดยปกติแล้ว เหล่าซือ จะกำชับแน่นหนัก ว่าไม่ให้ผู้ใดเข้ามาที่นี่เพราะสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยสัตว์มีพิษ และพืชพรรณที่เป็พิษหากพลาดท่าถูกเล่นงานเข้าอาจถึงแก่ความตายได้... เด็ก ๆ ทุกคนก็ล้วนเชื่อฟังรวมถึง ซุน เองก็ด้วย จึงไม่เคยเฉียดกรายเข้ามาที่นี่...
แม้อยากเอ่ยถาม แต่ ซุน ก็ไม่ได้มีเรี่ยวแรงมากไปกว่าเฝ้ามอง...
ไม่นานนัก เหยาิ ก็เดินมาถึงก้อนศิลาขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง... ทั้งขนาดและความสูงของก้อนศิลานี้น่าจะเทียบเคียงได้กับูเาขนาดย่อม ๆ แต่การที่มันมาตั้งอยู่กลางป่าทึบก็ไม่ใช่เื่ผิดสังเกตอันใด สภาพแวดล้อมโดยรอบเต็มไปด้วยต้นหญ้าและเถาวัลย์ที่รัดพันปกคลุม...
ชายชรา ตรงไปที่ศิลาก้อนนั้น ก่อนจะใช้มือปัดต้นหญ้าและเถาวัลย์ที่ปกคลุมเล็กน้อยก็ปรากฎรูสัญลักษณ์เล็ก ๆ ขนาดไม่เกินปลายนิ้ว... ก่อนที่ เหยาิ จะใช้ แหวนหยกดำเครื่องประดับเพียงชิ้นเดียวที่ เหยาิ พกติดตัว กดหัวแหวนลงไปที่รูดังกล่าวชัดเจนว่าแหวนนี้เสมือนเป็กุญแจเปิดกลไก...แน่นอนว่าตัวแหวนนี้ดูไม่ใช่ของมีค่ามากมายอะไร การสวมใส่ไว้จึงไม่นับว่าผิดสังเกตสำหรับเหล่าซือ ในชนบทรกร้าง...
เมื่อกลไกเริ่มทำงาน พื้นที่โดยรอบเกิดการสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด...ซุน แม้อ่อนกำลังเต็มที ยังดวงตาสั่นไหวกับภาพที่ได้พบเห็น มีช่องประตูขนาดเล็กถูกเปิดขึ้นเพื่อเข้าไปด้านในก้อนศิลาขนาดใหญ่ชัดเจนว่านี้มิใช่กลไกที่บุคคลชั้นสามัญจะมีไว้...
สำคัญคือเมื่อประตูกลไกถูกเปิดออก กลิ่นสุราที่รุนแรงพลันตีเข้ามาปะทะใบหน้าสมควรทำให้คนผู้หนึ่งสามารถมึนเมาได้ในทันทีที่สูดดมโดยไม่ต้องลิ้มรส กระทั่งตัวของซุน เองยังใบหน้าบิดงอเมื่อรับกลิ่นสุราที่รุนแรงนี้เข้าไปแต่สิ่งหนึ่งที่ประหลาดก็คือ นอกเหนือไปจากความรู้สึกที่มึนเมาแล้วกลับััได้ถึงกำลังวังชาที่ค่อย ๆ พอกพูนอย่างน่าอัศจรรย์...
“เหล่าซือ... ที่นี่คืออะไร?!” ซุนมีกำลังมากพอที่จะกล่าวถามได้แล้ว
ชายชรา เผยรอยยิ้มเจือจางแต่ก็มิได้กล่าวตอบพาร่างของชายหนุ่มเข้าสู่ด้านในพร้อมกับปิดกลไกให้กลับสู่สภาพเดิมต่อให้ผู้ใดเข้ามาในป่านี้ก็คงไม่อาจคาดเดาได้ว่า มีคนสองคนแอบซ่อนอยู่ภายในก้อนศิลา...
ซุน มองไปรอบ ๆ พบเห็นแต่สิ่งที่แปลกประหลาด โดยเฉพาะไหสุรานับร้อยๆ ไห ที่เรียงต่อทับซ้อนกัน สภาพของมันดูเก่าแก่คร่ำครึคาดว่าคงถูกบ่มไว้นานหลายสิบปี แต่ยังคงส่งกลิ่นที่รุนแรงได้มากถึงเพียงนี้...
เหยาิ เลือกหยิบเอาสุราไหหนึ่ง เทมันลงจอกสุราสำหรับหนึ่งคำ...
“นี่คือ สุราสลายพิษ... ดื่มมันให้หมดเ้าจะอาการดีขึ้น...”
ซุน เชื่อถือคำพูด เหล่าซือ กว่าผู้ใด จึงยกดื่มโดยไม่ลังเล...น่าเสียดายที่ ซุน ประเมินความรุนแรงของสุราจอกนี้ต่ำเกินไป เพียงสุราจอกเดียวมันกลับทำให้ซุน รู้สึกร้อนผ่าวลงไปทั่วร่างกาย ทั้งยังราวกับตนจมหายลงไปในลำธารสุรา หมดสติในทันทีด้วยความมึนเมา...
เหยาิ ทราบดีอยู่ก่อนแล้วว่าจะเป็เช่นนี้... ใช้สุราเป็ตัวสลายพิษหลักและ ใช้ลมปราณของตนเสริมส่งผลักดัน กระตุ้นให้พิษถูกฤทธิ์สุรากลืนกิน…
ผ่านไปนานข้ามวัน...
ซุน ค่อย ๆ กลับฟื้นคืนสติอีกครั้ง ความเ็ปตามร่างกายจากพิษร้ายก่อนหน้านี้หายเป็ปลิดทิ้งเหลือก็แต่เพียงอาการวิงเวียน ศีรษะหนักอึ้ง เป็อาการเมาค้างจากฤทธิ์สุราเสียมากกว่า...
“ฟื้นแล้วงั้นหรือ?!” เสียงของชายชรา เอ่ยถามขึ้น...ซึ่งในเวลานี้ เหยาิ กำลังบดสมุนไพรเป็ตัวยา หากแต่ก็ยังมิวายผสม สุรา เป็หนึ่งในส่วนประกอบ
“เหล่าซือ... ข้าดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณที่ช่วยชีวิต...” ซุน กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบาก้มศีรษะแนบพื้นทำความเคารพ
ชายชราเผยรอยยิ้ม...
“ลุกขึ้นเถอะ... ดื่มโอสถนี้ เพื่อเรียกกำลังให้กลับคืน...”
ซุน รับจอกสุราอีกครั้ง ก่อนจะกระดกขึ้นรวดเดียว...หากแต่ครั้งนี้ฤทธิ์สุราดูจะอ่อนมาก มีหน้าที่เพียงชูฤทธิ์สมุนไพรให้เด่นชัดเพื่อกระตุ้นกำลังและสติให้กลับมาแจ่มใจ สำหรับ ซุน แล้วนับเป็ความประหลาดใจยิ่งไม่คิดว่า เหล่าซือ จะสามารถผันแปรสุราเพื่อใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ได้อิสระถึงเพียงนี้
เด็กหนุ่ม เมื่อสติกลับคืนสมบูรณ์ ก็เพิ่มพิจารณาห้องลับในก้อนศิลาแห่งนี้อีกครั้ง...แน่นอนว่าภายในมีไหสุราจำนวนมากเป็หลัก แต่ก็ยังพบเจอวัตถุรูปร่างประหลาด รวมถึงอาวุธโบราณบ้างเป็ดาบ บ้างเป็กระบี่ บ้างเป็หอก อีกหลายส่วน ม้วนตำราที่เก่าแก่เต็มไปด้วยคราบฝุ่นเกรอะกรังราวกับไม่ถูกหยิบจับมาหลายสิบปี...
“เหล่าซือ... สถานที่แห่งนี้คืออะไร?!”
เหยาิ ถอนหายใจหนักหน่วง...
“อย่างที่บอกนั่นแหละ ว่าแต่เดิม เหล่าซือ เคยท่องยุทธภพมาก่อน... เมื่อตัดสินใจตั้งมั่นว่าจะถอนตัวออกจากยุทธภพจึงนำทุกสิ่งที่เคยมี มาเก็บไว้ภายในห้องลับแห่งนี้... มันเป็ทั้งอดีตและความทรงจำที่น่าเสียดายหากจะทำลายทิ้ง
อาการของเ้าในวันก่อนค่อนข้างหนักหนา หากจะพาเข้าเมืองไปรักษาเกรงว่าจะไม่ทันการณ์เหล่าซือ จึงตัดสินใจกลับมาที่นี่อีกครั้งเพื่อใช้ สุรา ที่เคยเก็บบ่มเพาะั้แ่อดีตในการรักษาเ้า...”
ซุน รู้สึกหนักอึ้งภายในจิตใจ... จากสภาพที่เห็นภายในห้องลับนี้ คาดว่าคงไม่ต่ำกว่าหลายสิบปีที่เหล่าซือ ไม่ได้กลับมาที่นี่ อาจจะตลอด 30 ปีที่ถอนตัวจากยุทธภพเลยก็เป็ได้เพื่อมิให้ต้องนึกถึงเื่ราวอันน่าเ็ปในอดีต
“เป็เพราะข้าแท้ ๆ ทำให้ เหล่าซือ ต้องถูกภาพในอดีตกัดกินหัวใจอีกครั้ง...ในฐานะศิษย์ ข้าช่างอกตัญญูยิ่งนัก...” ซุน อดไม่ได้ที่จะหลั่งตาออกมา
แต่ชายชรากับปริยิ้ม ยกมือขึ้นลูบไปบนศีรษะของเด็กหนุ่มเบา ๆ
“ไม่เลย... สำหรับตัว เหล่าซือ แล้ว เ้าไม่ได้ผิดหรืออกตัญญูแม้สักนิดข้านั้นภาคภูมิใจในตัวเ้ามากนัก กลับเป็ตัวของ เหล่าซือเสียอีกที่น่าสมควรถูกตำหนิ... หากข้าตัดสินใจที่จะสอนสั่งการบ่มเพาะลมปราณให้แก่เ้าตัวเ้าก็คงจะไม่มีทางตกอยู่ในสภาพเฉียดตายเช่นนั้น...
เวลานี้ เหล่าซือ รู้แจ้งแล้ว... ว่าพื้นฐานพลังลมปราณมิใช่สิ่งผิดหากแต่มันขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้เสียมากกว่า ว่าจะนำมันไปใช้อย่างไร... รับปาก เหล่าซือได้หรือไม่ ว่าเ้าจะเดินบนเส้นทางแห่งความถูกต้องบนยุทธภพ และไม่นำพลังลมปราณไปเบียดเบียนผู้อื่นอันด้วยเหตุผลอันไม่สมควร...”
ชายหนุ่ม ได้ยินเช่นนั้นพลันเบิกตากว้าง ก่อนจะเหลือบหันมองใบหน้าของชายชรา...
“เหล่าซือ... หรือว่าท่าน จะยอมสอนวิชาลมปราณให้กับข้า?!”
ชายชรา เผยรอยยิ้ม ก่อนจะลุกไปนั่งบนโต๊ะศิลาภายในห้องนี้...
“ซุน... เ้าเคยโขกศีรษะคำนับ เหล่าซือ มาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน น้อมรับการเป็ศิษย์เพื่อให้เหล่าซือ สอนสั่งตำราศาสตร์อักษรและภูมิความรู้ต่าง ๆ ให้กับเ้า... แต่วันนี้จะแตกต่างไปจากครานั้นการเป็ศิษย์อาจารย์เพื่อฝึกฝนลมปราณ เป็สถานะที่แตกต่างไปจากการร่ำเรียนตำราอีกขั้น
หากตัวเ้ายอมรับ จากนี้ไปเ้าจะกลายเป็ ผู้สืบทอด ของข้าอย่างสมบูรณ์ภายใต้สมญานาม เซียนเมรัย เหยาิ... มิตรของอาจารย์คือมิตรของเ้าศัตรูของอาจารย์คือศัตรูของเ้า ดังนั้นการตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็เื่อันตรายมากต่ออนาคตของเ้าขอให้เ้ามีสติในการตัดสินใจ
หากจะเรียนรู้วิชาลมปราณจากข้า...
ก็จงโขกศีรษะคำนับ เหล่าซือ อีกครั้ง...”
......................................