ตอนที่ 24 คนขายบริการ (1)
หลังหยุดฝีเท้าลง กัวเทียนดึงมือมู่เจ๋ออวี่มาดูพลางเอ่ย “เป็นขนาดนี้แล้ว ทำไมไม่บอกผม ผมมียา ถ้าทาเมื่อวานวันนี้ก็ดีขึ้นหน่อยแล้ว”
ตอนเพิ่งเริ่มทำงานพวกนี้ เขาก็ไม่ชินเช่นกัน มือโดนเสียดสีจนเป็นแผลบ่อยๆ ดังนั้นจึงเตรียมยาไว้จำนวนหนึ่ง ตอนนี้ชินแล้ว มือก็เสียดสีจนด้านหนาแล้วเลยไม่เคยมีตุ่มน้ำใสอีก
“ไม่รู้ว่าคุณมียา” มู่เจ๋ออวี่มองดูฝ่ามือตัวเองอย่างไม่ได้ใส่ใจมากนัก
“คุณกลับไปที่บ้านนะ อยู่ด้านล่างตู้ในห้องรับแขก พอเปิดตู้ก็จะเห็นกล่องยา ในนั้นมีขวดสีแดงขวดหนึ่งคือยา คุณทาสักหน่อย วันนี้ไม่ต้องทำอย่างอื่นแล้ว” กัวเทียนบอกอีกฝ่ายว่ากล่องยาอยู่ไหน
มู่เจ๋ออวี่พยักหน้า ไม่ได้ดึงดัน เพียงก้าวเท้าเดินจากไป
ที่นี่คนเยอะขนาดนี้ ต่างเป็นคนที่ทำงานเกษตรจนชินแล้วทั้งนั้น ขาดเขาคนหนึ่งหรือมีเขาเพิ่มคนหนึ่งก็ไม่ต่างกันเท่าไร
สองชั่วโมงต่อมา ผักที่ต้องขายเก็บใส่ตะกร้าหมดแล้ว ต่อมาคือการชั่งน้ำหนักแล้วเอาขึ้นรถ
กัวเทียนยืนจดอยู่ด้านข้าง จากนั้นก็ใช้เครื่องคิดเลขคำนวณราคารวมอย่างรวดเร็ว
ใช้เวลาไปอีกเกือบหนึ่งชั่วโมง ผักทั้งหมดก็ขนขึ้นรถหมดแล้ว ราคารวมก็คำนวณเสร็จเรียบร้อย ผักหนึ่งคันรถมีราคาถึงสามหมื่นเลยทีเดียว
ถ้าไม่ใช่เพราะผักในสวนส่วนมากยังโตไม่เต็มที่ขายไม่ได้ คงไม่ใช่ราคาแค่สามหมื่น แน่นอนว่าต่อจากนี้ก็ขายไม่ได้แล้ว เพราะเอาโรงเรือนออกไป ไม่นานผักก็จะเหี่ยวหมด
แต่กัวเทียนยังพอใจมาก นี่เป็นเงินก้อนแรกของเขาเลยนะ คิดไม่ถึงเลยว่าจะเริ่มต้นได้ดีขนาดนี้ แบบนี้ต่อไปต้องราบรื่นยิ่งขึ้นแน่นอน
เขาบอกราคากับชายคนนั้น จากนั้นเขียนเลขบัญชีของตนให้อีกฝ่าย ชายคนนั้นรับกระดาษไปพร้อมกล่าวว่า “กลับไปแล้วจะให้ฝ่ายการเงินโอนเงินให้คุณเลย ช้าที่สุดภายในสามวัน คุณคอยดูเงินเข้าด้วย”
พอมู่เจ๋ออวี่ทายาเสร็จก็รีบมาดูสถานการณ์ ตอนที่เห็นกัวเทียนถือกระดาษแผ่นหนึ่งคุยกับผู้ชายคนนั้น เขาได้ยินกัวเทียนบอกราคาของผักทั้งคันรถพอดี มุมปากก็อดยกขึ้นไม่ได้
“มีนามบัตรไหมครับ ต่อไปจะได้ติดต่อกันง่ายหน่อย” กัวเทียนอยากหาคู่ค้าที่ทำงานร่วมกันระยะยาว พอผักโตเต็มที่เมื่อไรไปหาคนนี้เลยก็ได้แล้ว
“โชคไม่ดีเลยนะ รีบออกมาเลยลืมพกนามบัตรน่ะสิ” ชายคนนั้นพูดด้วยสีหน้าขอโทษ
พอมู่เจ๋ออวี่ที่ยืนอยู่ด้านข้างได้ยินคำพูดของเขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตากวาดมองผู้ชายตรงหน้าอย่างละเอียด จากนั้นก็มองในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตของเขาแวบหนึ่ง ดูจากลักษณะกระเป๋าเสื้อแล้วมีของอยู่ด้านใน แถมน่าจะเป็นตลับใส่นามบัตรด้วย
เอามาแล้วแท้ๆ แต่ทำไมถึงบอกว่าไม่ได้เอามาล่ะ
ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า เขารู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ จึงเดินเข้าไป ปรากฏว่าไม่ทันระวังดันลื่นไถลจนชนชายคนนั้นเข้าอย่างจัง
“ขอโทษครับ ขอโทษที พอดีลื่นน่ะ” มู่เจ๋ออวี่รีบขอโทษขอโพย
อีกฝ่ายส่ายหน้าไปมา แสดงท่าทีว่าไม่ได้ใส่ใจ จากนั้นเขาก็ขึ้นรถบรรทุก ขนผักทั้งคันรถไป
หลังจากผักถูกรับไปแล้ว กัวเทียนไม่ได้จากไปไหน แต่กลับเข้าไปในสวนผักแล้วเริ่มจัดการ ต่อจากนี้ไปการเพาะปลูกในโรงเรือนของเขาจบลงแล้ว
เขานึกย้อนถึงครึ่งปีมานี้ที่ขลุกอยู่ในที่ดินผืนนี้ทุกวัน นอกจากสาละวนอยู่กับผักเหล่านี้แล้ว เขาแทบไม่มีความบันเทิงในชีวิตเลย แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่ค่อยอยากเชื่อว่าตนจะใช้ชีวิตลำบากแบบนี้ได้ เมื่อนึกถึงแต่ก่อนที่ตัวเองใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยสุขสบายแล้วเทียบกับตอนนี้ ทั้งที่ชีวิตสองแบบตรงข้ามกันสุดขั้วเขากลับสามารถปรับตัวได้
ทว่าตอนที่เห็นผลลัพธ์ที่ตนทำงานหนักมากว่าครึ่งปีถูกขนขึ้นรถ ในใจพลันรู้สึกท่วมท้น นั่นใช้น้ำพักน้ำแรงของเขาแลกมา แต่ก่อนเขาอาจจะไม่ได้ตระหนักถึงมากเท่าไร แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าของที่สร้างมาด้วยน้ำมือตัวเองมันยอดเยี่ยมมากขนาดไหน
เขาทอดมองที่ดินอันกว้างขวางที่ตนเหมามาด้วยความภาคภูมิใจ เพราะในหมู่บ้านมีคนน้อย พื้นที่จำนวนมากจึงถูกทิ้งร้าง ตราบใดที่เป็นที่ดินรกร้างที่ติดกันถ้าไม่ได้ซื้อก็เช่าเอา พื้นที่ที่มีจึงกว้างไม่น้อย และเขาทำคนเดียวทั้งหมด คนในหมู่บ้านจะมาช่วยบ้างเป็นบางครั้ง ทั้งหมดนี้เรียกได้ว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ
และตอนนี้เขาจะเริ่มต้นใหม่อีกแล้ว ทุกคนในหมู่บ้านคิดว่าการที่เขาเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกจะทำให้ลำบากกว่าการเพาะปลูกในโรงเรือน ผลผลิตที่ได้ก็น้อยกว่า
ทว่ามีเพียงเขาที่รู้ ความลำบากหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผลผลิตต้องไม่น้อยแน่นอน อีกอย่างพืชผักที่ปลูกย่อมดั้งเดิมและอร่อยกว่าผักที่ปลูกในโรงเรือน
นอกจากนี้ขาไม่ได้บอกชาวบ้านเหล่านั้นที่เป็นห่วงเขาว่า จะไม่ใช้วิธีการเพาะปลูกแบบธรรมดา แต่เป็นการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ซึ่งยากมากกว่าการเพาะปลูกทั่วไป
การเพาะปลูกแบบธรรมดาต้องใช้ยาฆ่าแมลง แต่เกษตรอินทรีย์ไม่เหมือนกัน ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี กำจัดหญ้าต้องใช้แรงคน จับแมลงก็ต้องใช้แรงคนเช่นกัน หรือก็คือไม่ใช้ยากำจัดวัชพืชและยาฆ่าแมลงเลยสักอย่าง
นี่ไม่ใช่ความลำบากเพียงนิดเดียวเท่านั้น แถมต้องใช้แรงคนอีกไม่น้อย แต่ในเมื่อจะเดินในทางที่แตกต่างก็ต้องทำให้ดีที่สุด