มีคำสองคำที่คนทั่วไปมักได้ยินบ่อย ๆ เวลาเปิดเจอข่าวเกี่ยวกับหุ้นเสมอ คือ คำว่า แนวรับ และ แนวต้าน
แนวต้าน คือ ระดับราคาที่เมื่อราคาของหุ้นขึ้นมาถึงจุด จุดหนึ่ง จะมีคนเทขายหุ้นออกมาจำนวนมากกว่าปกติ กดให้ราคาหุ้นลดลงไป
แนวรับ คือ ระดับราคาที่เมื่อราคาของหุ้นลดลงไปถึงจุด จุดหนึ่ง จะมีคนเข้ามาซื้อหุ้นจำนวนมากกว่าปกติ ผลักดันให้ราคาหุ้นเด้งกลับขึ้นไป
ตัวอย่างเช่น หุ้นบริษัทเดินทะเล C ของณรัชต์ ที่ราคาพุ่งทะยานมาถึง 50 บาทก็ถูกเทขายออกมาจำนวนมาก ราคา 50 บาท จึงถือเป็แนวต้านหนึ่งของหุ้นตัวนี้
และ่ก่อนเกิดข่าวร้ายราคาหุ้นบริษัทเดินทะเล C เคลื่อนไหวช้า ๆ ซื้อขายกันอยู่แถว 43 - 45 มาสักพัก นั่นแสดงว่าจะมีนักลงทุนหลายคนที่ซื้อขายหุ้น่นี้เยอะ ทำให้นักลงทุนที่ไม่ได้ขาย่ข่าวร้าย มีต้นทุนต่อหุ้นอยู่ที่ราคาราว ๆ นี้ และเมื่อราคาหุ้นหลังจากที่ขึ้นไปกลับลงมาใกล้ราคาทุนเดิม แล้วนักลงทุนมองเห็นว่า บริษัทยังดีอยู่ก็จะถือโอกาสเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทำให้ราคาเมื่อลงมาใกล้จุดทุนเดิม ราคาหุ้นเปลี่ยนเป็กลับขึ้นไป ราคา่ 45 บาท จึงถือเป็แนวรับหนึ่งของหุ้นตัวนี้
ยกตัวอย่างง่าย ๆ
แนวต้าน คือจุดที่คนรู้สึกว่าหุ้นแพงจึงขายเอากำไรออกมา
แนวรับ คือจุดที่คนรู้สึกว่าหุ้นถูก จึงเข้ามาซื้อหุ้น
โดยแนวรับแนวต้านเป็เพียงจุด จุดหนึ่งในการตัดสินใจเข้าซื้อหรือขายหุ้นเท่านั้น แต่หลายครั้งเมื่อมีคนอยากซื้อหรืออยากขายหุ้นนั้นด้วยปริมาณที่มาก ๆ แนวรับแนวต้าน ก็เอาไม่อยู่อยู่ดี :P
-------------------------------
วิชาสุดท้ายของวันต่อมา อาจารย์ประจำวิชามีธุระ จึงปล่อยนักเรียนอ่านหนังสือในห้องไป แต่ห้องเขาก็กระจาย แยกย้ายหายไปหมดจากห้องในเวลาไม่นาน
กลุ่มของณรัชต์มานั่งโต๊ะประจำหลังอาคารตามปกติ เต้ก็พยายามจับคอร์ดหัดดีดกีตาร์ไป วิทย์กำลังฟังเพลงจากซาวน์เบาท์ และณรัชต์กำลังอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจตามปกติ
"เลิกเรียนไปเล่นเกมกันป่ะ" เต้หยุดดีดกีตาร์แล้วเอ่ยปากชวนเพื่อน
"ไม่ล่ะ วันนี้จะไปเดินสำรวจอะไรซะหน่อย" ณรัชต์ตอบ
"เย็นนี้จะไปวิ่งสวน... ว่ะ ่นี้ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเลย" วิทย์ตอบ
ณรัชต์หันไปสบตาวิทย์ แล้วส่งสายตาล้อเลียน วิทย์หน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย
วันนี้ราคาหุ้นบริษัทเดินทะเล C เมื่อลงมาถึงราคา 45 บาท ก็มีแรงซื้อเข้ามาผลักดันราคาให้พลิกกลับขึ้นไปอีกรอบ ก่อนปิดตลาดในตอนเย็นเขาเห็นราคาวิ่งกลับขึ้นไปอยู่ที่แถว 50 บาทอีกครั้ง
เขาคิดว่าคงเป็เพราะนักลงทุนที่มีทุนอยู่แถว ๆ ราคา 45 บาทซื้อเพิ่ม และนักเก็งกำไรที่เมื่อเห็นว่าราคาไม่ลงต่ำหลุดแนวรับ จึงกลับเข้ามาซื้อเก็งกำไรอีกรอบ
วิกฤตต้มยำกุ้ง กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักโดยตรงทันทีคือกลุ่มการเงิน รองลงมาจะเป็กลุ่มธุรกิจที่มีการกู้ยืมเงินกับต่างประเทศ และกลุ่มที่กู้ยืมเงินกับสถาบันการเงิน เมื่อธุรกิจธนาคารและสถาบันการเงินมีปัญหา ธนาคารต่าง ๆ ที่ยังประคองตัวอยู่ได้จึงหยุดปล่อยกู้
ที่ปล่อยกู้ต่อเนื่องอยู่ก็หยุดปล่อยทันที ส่งผลต่อเนื่องให้ธุรกิจที่กู้เงินจากธนาคารขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินไปทำธุรกิจต่อ และส่งผลกระทบทำให้ไม่มีเงินมาจ่ายหนี้ธนาคาร ผลกระทบก็วนกลับมาเป็ลูกโซ่
เพราะความอยากเป็เสือตัวที่ห้าของเอเชีย รัฐจึงมีนโยบายออกมาสนับสนุนการลงทุนมากมาย การเปิดเสรีทางการเงินก็เป็หนึ่งในนโยบายนั้น
หลายคนที่เกิดทัน คงจำได้ถึง่นั้นที่ดอกเบี้ยเงินฝากพุ่งขึ้นสูงถึง สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ คนแทบไม่ต้องทำอะไร แค่ฝากเงินกินดอกเบี้ยก็สบายแล้ว ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากในต่างประเทศต่ำกว่ามาก ทำให้หลายคน หลายกลุ่มธุรกิจที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่างประเทศได้ กู้เงินต่างประเทศกันอย่างเมามันเข้ามาในประเทศ
ในขณะที่อุตสาหกรรมในประเทศเรายังไม่มีอะไรมากพอให้ลงทุน เงินที่ไหลเข้ามามากมายจึงไหลลงไปที่ตลาดหุ้น จนทำให้ตลาดหุ้นพุ่งกระฉูดชึ้นไปมากมายแบบไร้เหตุผล และส่วนหนึ่งก็ไหลมาที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ เกิดการซื้อขายที่ดินเก็งกำไรกันอย่างบ้าคลั่งมากมาย ราคาที่ดินพุ่งขึ้นสูงอย่างมาก เกิดเศรษฐีมากมายจากการเป็นายหน้าขายที่ดินและรับเหมา
ที่ดินบางแปลง เพียงเดือนเดียว มีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันถึงสามสี่รอบก็มี และธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่บูมก็มีโครงการก่อสร้างออกมาเป็จำนวนมาก
นายทุนใหญ่ก็สร้างตึก สร้างอาคาร หมู่บ้านโครงการใหญ่ นายทุนเล็กก็กู้เงินมาสร้างตึกแถวสร้างบ้านจัดสรรขนาดเล็กกันตามความสามารถและทุนที่กู้ได้
่ที่อสังหาริมทรัพย์บูมมาก ๆ แค่ขึ้นโครงการประกาศจะสร้างเท่านั้น ก็สามารถขายใบจองโครงการได้เกลี้ยงหมด ทั้งบ้านจัดสรร ทั้งตึกแถว ทั้งที่ยังไม่ปรับถมที่ดินโครงการด้วยซ้ำ
และเมื่อวิกฤติมาถึง ธนาคารก็ไม่ปล่อยกู้ต่อ โครงการที่ยังไม่เสร็จ นายทุนก็ไม่มีเงินมาทำต่อ ค้างหนี้ ปล่อยเจ๊ง โดนฟ้อง ยึดทรัพย์ เป็วงจรไป จึงทำให้มีตึกอาคารจำนวนมากที่ยังสร้างไม่เสร็จทิ้งร้างปล่อยว่างอยู่มากมาย
ตอนนี้ณรัชต์กำลังเดินสำรวจตึกแถวตรงข้ามตลาดนัดที่เล้งขายหอยทอดอยู่
วันนี้ตลาดนัดไม่เปิด คนจึงไม่ค่อยพลุกพล่านนัก แต่ก็มีคนเดินไปมาอยู่พอสมควรเพราะเป็สามแยกที่มีเส้นทางตรงไปโรงพยาบาลของรัฐขนาดใหญ่ กับสถานีรถไฟที่อยู่ไม่ไกล
ณรัชต์จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าที่ดินตรงลานตลาดนัดเป็ที่ของหน่วยงานราชการหน่วยหนึ่ง แต่เพราะไม่ได้ใช้ทำประโยชน์จึงมีการเช่าขอใช้พื้นที่ทำตลาดนัดชั่วคราว
เขาเดินั้แ่หัวมุมถนนของตึกแถวตรงสามแยกไปจนสุดถนน แถบนี้เป็ย่านถนนที่เลยออกมาจากเส้นกลางเมือง ตึกแถวหลาย ๆ ตึกมักเป็ร้านค้าต่างๆ สลับกับเป็ตึกแถวที่พักอาศัย คนไม่พลุกพล่าน แต่ก็ไม่เงียบเหงา สภาพแวดล้อมถือว่าใช้ได้ ไม่ว่าจะทำการค้า อยู่อาศัย หรือเปิดออฟฟิศสำนักงาน
หลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าวีไอ เป็หลักการที่สามารถนำมาปรับใช้กับการลงทุนได้ทุกอย่าง ไม่เฉพาะเื่หุ้นเท่านั้น หลักการนี้มีหัวใจหลักสั้น ๆ คือ ซื้อ เมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่า
ดังนั้นก่อนเราจะซื้ออะไรหรือเราจะลงทุนอะไร เราต้องประเมินคุณค่า หรือมูลค่าของสิ่งที่เราจะซื้อหรือลงทุนนั้นให้ออก และซื้อหรือลงทุนเมื่อเรารู้ว่าหุ้นหรือกิจการนั้นต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็
อย่างตอนนี้ณรัชต์กำลังประเมินมูลค่าและคุณค่าของตึกแถวที่เขาคิดจะเซ้งอยู่ ตึกแถวนี้เป็ตึกแถวใหม่สร้างติดกันหกคูหา สร้างเสร็จ่ต้มยำกุ้งพอดี ที่ติดป้ายเซ้งนั้นเป็คูหาที่สองถัดจากคูหาแรกตรงหัวมุมถนน
เขาจดเบอร์โทรศัพท์ที่ป้ายเซ้งหน้าร้านแล้วเลี้ยวเข้าตู้โทรศัพท์คุยกับเ้าของเบอร์ในป้าย
ทำเลใช้ได้ ค่าเซ้งไม่แพง ค่าเช่าหลังเซ้งก็ไม่แพง ตอนแรกเขาคิดเพียงว่าจะออกทุนให้เพื่อนเท่านั้น แล้วค่อยให้เล้งผ่อนค่าเซ้งกับเขา ส่วนค่าเช่าเขาประเมินดูแล้วเล้งน่าจะจ่ายได้สบาย เพราะร้านหอยทอดของเล้งกำไรถือว่าดีพอจะกันส่วนมาจ่ายค่าเช่าเองได้
ขณะกำลังคุยเื่รายละเอียดราคาค่าเซ้งกับค่าเช่าทางโทรศัพท์อยู่กับคนที่เขาคิดว่าน่าจะเป็เ้าของแต่อยากได้ทั้งค่าเซ้งและค่าเช่า จึงติดป้ายให้เซ้งและเช่า
ปลายสายเ้าของที่คุยกับณรัชต์ เมื่อคุยกันสักพักและรู้สึกว่าเขาสนใจมากที่จะเซ้ง จึงเงียบไปครู่ก่อนถามมาอีกคำถาม
"นอกจากเซ้ง ถ้าเปลี่ยนเป็ขาย คุณสนใจไหมครับ"
--------------------------------
Name : ณรัชต์
Asset : เงินสดในบัญชีหุ้น 3,928,400 บาท
มูลค่าสินทรัพย์รวม : = 3,928,400 บาท
-----------------------------------------------------------------------------
เซ้งคือ ซื้อสิทธิการเช่า (คล้ายๆ เงินกินเปล่า)
เช่น นาย A เช่าตึกแถวกับนาย B สัญญาเช่า 5 ปี นาย A เช่าอยู่ผ่านไป 1 ปี
ต่อมานาย A ไม่อยากเช่าต่อจึงขายสิทธิการเช่าที่เหลืออีก 4 ปี ให้ นาย N
นาย N เห็นว่าตึกทำเลดีจึงยอมซื้อสิทธิการเช่าที่เหลือ 4 ปีกับ นาย A
--นาย N ก็จะจ่ายเงินค่าเซ้งให้นาย A จำนวนหนึ่ง แล้วก็จะต้องจ่ายค่าเช่าให้ นาย B ตามสัญญาเช่าปกติที่นาย A เคยจ่าย--