บทที่ 20 ชนะขาดลอย
หลังหนิงฮวนกับเฉินซื่อจากไป สีหน้าตึงเครียดของหนิงเวยก็ผ่อนคลายลง ยิ้มกว้างพลางกอดแขนน้องสาวด้วยความดีใจ “น้องสาม วันนี้เ้าสุดยอดมาก! สะใจยิ่งนัก!”
หนิงลั่วกลับมองาแบนหน้าผากของพี่สาวด้วยความเป็ห่วง กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “กับคนประเภทนี้ พวกเราไม่ควรถอยหนี ยิ่งพวกเรายอม พวกนางก็ยิ่งได้ใจ แต่วันนี้ท่านต้องมาเจ็บตัวเพราะข้า” หนิงลั่วมองหนิงเวยด้วยสายตาสำนึกผิด
แต่หนิงเวยกลับส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “น้องสาม ข้าไม่เป็ไร หน้าผากข้าไม่เจ็บแล้ว”
แม้หนิงเวยจะบอกว่าไม่เป็ไร แต่หนิงลั่วก็แอบให้เสี่ยวอู่ช่วยตรวจดูาแของพี่สาว เพราะาแค่อนข้างรุนแรง หน้าผากนางบวมมาก จึงยุบลงไม่ได้ในทันที ถึงจะเป็เช่นนั้นแต่หนิงเวยกลับบอกว่าไม่เจ็บแล้ว
เพื่อป้องกันไม่ให้หน้าผากหนิงเวยเป็แผลเป็ หนิงลั่วจึงตัดสินใจว่าจะขึ้นูเาไปเก็บสมุนไพรหลังกินข้าวเที่ยง นอกจากจะเตรียมไว้ใช้ยามจำเป็แล้ว นางยังอยากไปดูว่าบนเขามีอะไรที่เป็ประโยชน์บ้าง
ตอนนี้บ้านของพวกนางแทบไม่มีอะไรเลย ความยากลำบากเช่นนี้ หนิงลั่วไม่ชินจริงๆ
ขณะกำลังพูดกันอยู่ หนิงเสี่ยงเสี่ยงก็โผล่ออกมาจากที่ไหนสักแห่ง ยืนจังก้าอยู่ตรงหน้าพวกนาง “พี่รอง พี่สาม! นี่ไม่ยุติธรรมเลย! มีเื่ดีๆ เช่นนี้ เหตุใดถึงไม่เรียกข้าด้วย”
เห็นหนิงฮวนกับเฉินซื่อพ่ายแพ้กลับไป หนิงเสี่ยงเสี่ยงจึงยิ้มกว้างจนหน้าบาน
“เ้าเด็กดื้อ โผล่มาจากที่ใดกัน ข้าให้เ้าอยู่บ้านพักผ่อนดีๆ ไม่ใช่หรือ” หนิงลั่วถามน้องชาย พลางจ้องเขาด้วยสายตาดุๆ
“พี่สาม อยู่บ้านคนเดียวมันน่าเบื่อ ข้ามาดูพวกท่านทำอาหารดีกว่า แล้วเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกันแน่” หนิงเสี่ยงเสี่ยงมาถึงตอนที่เหตุการณ์ระหว่างหนิงฮวนกับหนิงลั่วจบแล้ว เขาไม่ได้เห็นฉากที่หนิงฮวนใช้ท่อนไม้ฟาดพี่รอง
“เสี่ยงเสี่ยง มานี่สิ พี่รองจะเล่าให้ฟัง” หนิงเวยเรียกน้องชายเข้ามาใกล้ๆ จากนั้นสองพี่น้องก็นั่งหัวชนกัน พร้อมกับถอนหญ้าไปพลางเล่าเื่ไปพลาง
เมื่อได้ฟังเื่ทั้งหมด หนิงเสี่ยงเสี่ยงก็ดีใจจนะโโลดเต้น “ยอดเยี่ยมเลย! พวกนางสมควรได้รับเช่นนี้แล้ว! มีพี่รองกับพี่สามคอยช่วย ข้าก็ไม่ต้องกลัวพวกนางอีกแล้ว!”
“ว่าอย่างไรบ้างเ้านาย! วันนี้สะใจหรือไม่” บรรยากาศในห้องครัวเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสี่ยวอู่ก็โผล่ออกมาทวงความดีความชอบของตนทันที
“เื่ในบ้านของข้า เ้าอย่าเข้ามาแทรกแซงมากนัก ข้าจัดการเองได้” หนิงลั่วพูดกลั้วหัวเราะ
เสี่ยวอู่ถึงกับระอา “ถ้าให้ท่านจัดการเอง ท่านก็คงเอาแต่เถียงกับพวกนางนั่นแหละ! กับคนเช่นนี้ ต้องมีวิธีสั่งสอนให้รู้จักกลัวเสียบ้าง!”
“เอาเถอะ ข้ารับฟังแล้ว เ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ ใช้พลังมากไปหรือไม่” แม้หนิงลั่วจะพูดเหมือนไม่ใส่ใจ แต่นางก็รู้สึกขอบคุณเสี่ยวอู่มาก เพราะข้อมูลเื่ความผิดของหนิงฮวนกับเฉินซื่อก็มาจากเสี่ยวอู่ทั้งนั้น
“ข้าไม่เหนื่อย ข้ากำลังรอท่านทำอาหารให้เสร็จอยู่ ข้ารีบช่วยไล่พวกนางไปไวๆ จะได้ไม่มารบกวนการทำอาหารของท่าน” หนิงลั่วได้ยินที่เสี่ยวอู่พูดก็ถึงกับปวดหัว เ้ากวางตะกละตัวนี้เอาแต่คิดถึงเื่กินอย่างเดียวเลยจริงๆ!
ขณะเดียวกัน หนิงลั่วก็ทำอาหารใกล้จะเสร็จแล้ว แต่ในขณะนั้นเอง ย่าหนิงก็กลับมาพร้อมกับหมูที่ซื้อมา นางกวาดตามองลานบ้านที่ยังไม่ได้ทำความสะอาด แล้วก็พลันโกรธจัด ยืนกลางลานแล้วเริ่มะโด่าทอเฉินซื่อทันที
เฉินซื่อกำลังอารมณ์เสีย นางยอมเจ็บตัวเพื่อบุตรสาว แต่สุดท้ายหนิงฮวนกลับสนใจแต่เล็บมือและเสื้อผ้าของตัวเอง ไม่แม้แต่จะห่วงผู้เป็มารดา นางรู้สึกโกรธและเสียใจจนร่ำไห้ออกมา
หลังย่าหนิงรู้เื่ นางไม่ได้สนใจอาการาเ็ของเฉินซื่อแม้แต่น้อย ซ้ำยังกล่าวหาว่าเฉินซื่อแกล้งทำเป็เจ็บอีกด้วย
“ประตูหนาออกปานนั้น เหตุใดถึงล้มทับเ้าได้ หากเ้าไม่อู้ ไม่เกียจคร้าน ก็คงไม่ต้องมาอ้างเช่นนี้ รีบออกมากวาดลานได้แล้ว! สะใภ้สามของข้ากำลังจะมาถึง หากนางมาเห็นว่าบ้านสกปรก ข้าจะเอาหน้าไปไว้ไหน”
ไม่ว่าย่าหนิงจะะโด่าทอเท่าไร เฉินซื่อก็ไม่ยอมออกจากห้องไปทำงาน ย่าหนิงจึงโกรธจนกระทืบเท้าลั่นบ้าน ด่ากราดั้แ่เฉินซื่อไปจนถึงบรรพบุรุษของนาง
สุดท้ายย่าหนิงก็คว้าไม้กวาดแล้วเดินตรงเข้าไปลากเฉินซื่อออกมาด้วยตัวเอง!
ย่าหนิงเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านการโต้เถียง หากนางเป็ที่สอง คงไม่มีใครกล้าอ้างตนเป็ที่หนึ่ง เฉินซื่อมีฝีมือเพียงน้อยนิด ไม่อาจสู้ย่าหนิงได้เลย
สุดท้ายเฉินซื่อถูกด่าจนทนไม่ไหว ต้องฝืนลุกขึ้นมากวาดลานบ้าน แม้ความเ็ปจะทำให้เหงื่อผุดเป็เม็ดใหญ่ไหลท่วมหน้ามากเท่าไร แต่ถึงกระนั้นบุตรสาวอย่างหนิงฮวนก็เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในห้อง ไม่ยอมออกมาช่วยนางเลยสักนิด
เฉินซื่อกลัวหนิงลั่วจนไม่กล้าปริปากบ่น ไม่แม้แต่จะบอกย่าหนิงถึงเื่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
สุดท้ายหนิงเวยเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้ จึงออกมาช่วยกวาดลานบ้านจนเสร็จ ทำให้เื่ราวจบลงด้วยดี
สำหรับเื่ที่หนิงลั่วเป็คนทำอาหารในวันนี้ ย่าหนิงไม่ได้ว่าอะไร ตรงกันข้าม นางกลับดีใจที่หนิงลั่วมาช่วยแบ่งเบาภาระ
อย่างไรก็ตาม ย่าหนิงก็ไม่ลืมที่จะเตือนด้วยน้ำเสียงเข้มงวด “หนิงลั่ว เ้าอยากทำอาหารก็ทำไป แต่อย่าให้มีของเสียเปล่าเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น ข้าไม่ปล่อยเ้าไว้แน่!”
“ทราบแล้ว ท่านย่า ท่านคอยดูเถอะ” หนิงลั่วอารมณ์ดีเพราะเพิ่งสั่งสอนเฉินซื่อกับหนิงฮวนไป จึงไม่คิดถือสาย่าหนิง นางเชื่อว่าหลังจากเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ย่าหนิงคงไม่กล้าหาเื่พวกนางมากนัก
ที่จริงแล้วย่าหนิงเองก็ไม่ได้โง่ นางรู้ดีว่าเื่ที่เกิดขึ้นกับเฉินซื่อนั้นต้องมีพวกหนิงเวยกับหนิงลั่วเกี่ยวข้องแน่ๆ เพราะประตูที่อยู่ดีๆ ก็ตกลงมาทับคนฟังดูเหลือเชื่อเกินไป ถ้าไม่ใช่เพราะมีผีหลอก ก็ต้องเป็ฝีมือของใครบางคน
หลังจากย่าหนิงกลับบ้านไม่นาน ปู่หนิงกับหนิงโหย่วจินก็กลับมาพร้อมของล้ำค่า...สัตว์ป่าที่ล่าได้! พวกเขาล่าสัตว์มาได้สองตัว ได้แก่ ไก่ป่าหนึ่งตัว กับกระต่ายป่าหนึ่งตัว
พวกเขาเป็พรานฝีมือดีและรู้ว่าวันนี้มีแขกมาเยือน ก่อนกลับบ้านจึงเชือดและทำความสะอาดสัตว์ป่าทั้งสองตัวเรียบร้อยแล้ว
ย่าหนิงบ่นพึมพำว่า “ทำไมถึงได้มาแค่สองตัวเองล่ะ” เดิมทีนางตั้งใจจะมอบสัตว์ป่าสักตัวให้บุตรชายคนที่สามนำไปฝากครอบครัวของภรรยา แต่ตอนนี้กลับได้มาแค่ไก่ป่าหนึ่งตัว จะให้เขาเอาไปฝากคนอื่นก็ไม่ได้แล้ว!
“ย่าหนิง ล่าได้สองตัวนี้ก็นับว่าโชคดีแล้ว เ้าเห็นมือข้าหรือไม่” ปู่หนิงยื่นมือที่มีรอยข่วนให้ดู
ย่าหนิงเห็นดังนั้นก็ไม่ได้บ่นอะไรอีก ก่อนจะส่งไก่ป่าให้หนิงลั่วพร้อมกับกำชับอย่างหนักแน่น
หนิงลั่วกลอกตา พลางคิดในใจ ถ้าไม่ไว้ใจกัน ก็มาทำเองสิ! แต่แน่นอนว่านางไม่ได้พูดออกมา
หนิงลั่วปัดอารมณ์ไม่พอใจออกจากหัว แล้วหันมาสนใจไก่ป่าแทน
ของล้ำค่าขนาดนี้ นางต้องแสดงฝีมือให้เต็มที่!
ไก่ป่าตัวไม่ใหญ่ เนื้อก็น้อย หนิงลั่วจึงตัดสินใจใช้วิธีการปรุงแบบไก่ย่างถ่าน อันดับแรกนางทำความสะอาดไก่ป่าก่อน จากนั้นเอาไม้ไผ่ยาวมาเสียบ แล้วส่งให้หนิงเวยช่วยดู พร้อมกำชับให้ย่างด้วยไฟอ่อน
กระบวนการย่างนั้นไม่ได้ซับซ้อน แค่ค่อยๆ พลิกกลับไปมา และเมื่อเนื้อเริ่มสุก ก็เติมเกลือเล็กน้อย หรืออาจใช้พริกไทยบดเพิ่มรสชาติ
ขณะที่ย่าง หนิงลั่วหันไปถามหนิงเวย “บ้านเรามีพริกไทยหรือไม่”
หนิงเวยส่ายหน้า “ของพรรค์นั้นไม่อร่อย กินแล้วเผ็ดชา”
หนิงลั่วได้ยินก็อดขำไม่ได้ “ของเผ็ดชาเช่นนี้แหละอร่อยสุดๆ! แล้วพอจะหามาได้หรือไม่”
“ข้ารู้ว่าหาได้จากไหน รอเดี๋ยวนะ!” หนิงเสี่ยงเสี่ยงพูดอย่างมั่นใจ เมื่อได้ยินพี่สามบอกว่าต้องใช้เป็เครื่องปรุง เขาก็รีบวิ่งออกไป ไม่นานก็กลับมาพร้อมของที่้า ปรากฏว่าเด็กชายไปขอยืมมาจากอาสะใภ้หวัง มารดาของหวังเผา เพราะหวังเผามักออกล่าสัตว์ ครอบครัวของเขาจึงมีเครื่องเทศและเครื่องปรุงมากมาย
สัตว์ป่ามักมีกลิ่นสาบ ดังนั้นเมื่อนำมาทำอาหาร มักต้องใส่เครื่องปรุงมากหน่อย ไม่เช่นนั้นจะไม่น่ากิน ส่วนการย่างต้องอาศัยฝีมือของผู้ปรุงเป็หลัก
เนื้อกระต่ายป่ามีรสชาติคล้ายเนื้อสุนัข เนื้อนุ่มและรสััดีมาก ยิ่งวันนี้กระต่ายที่ได้มาตัวค่อนข้างใหญ่ จึงไม่จำเป็ต้องใช้ทั้งหมด
หนิงลั่วจึงตัดสินใจแบ่งครึ่ง ครึ่งหนึ่งนำไปหมัก อีกครึ่งทำเป็กระต่ายตุ๋น เนื้อกระต่ายป่ามีกลิ่นสาบ จึงต้องจัดการให้ดี นางต้มเนื้อกระต่ายด้วยไฟแรงประมาณยี่สิบนาที แล้วช้อนฟองออก จากนั้นล้างน้ำสะอาดแล้วต้มต่ออีกครั้ง
เมื่อต้มจนสามารถใช้ตะเกียบจิ้มทะลุได้ง่าย ก็คือเนื้อเปื่อยนุ่มกำลังดีแล้ว
หนิงลั่วรีบเตรียมเครื่องปรุง ทั้งกระเทียม ขิง พริก เปลือกส้มแห้ง และสุราหมัก
จากนั้นก็ตั้งน้ำมันให้ร้อน เอามือไปอังแล้วรู้สึกอุ่นที่ฝ่ามือจึงเริ่มใส่เครื่องปรุงที่หั่นไว้ลงไปผัดให้เหลืองทองจนหอม แล้วใส่เนื้อกระต่ายป่าที่สะเด็ดน้ำแล้วลงไปผัดต่อ
หลังจากผัดไปสักสิบกว่าครั้ง เมื่อเนื้อเริ่มแห้งขึ้น หนิงลั่วก็เทน้ำแป้งที่เตรียมไว้ลงไป ผัดต่อครู่หนึ่ง ใส่น้ำ แล้วปิดฝาตุ๋น
“โอ้โห น้องสาม กลิ่นอะไรนี่! หอมที่สุดเลย!” แค่ได้กลิ่น หนิงเวยก็ไม่อยากขยับไปไหนแล้ว กลิ่นนี้เป็กลิ่นอาหารที่ดีที่สุดในชีวิตของนาง
หนิงเสี่ยงเสี่ยงก็ตื่นเต้นเช่นกัน วิ่งวนรอบหนิงลั่ว พร้อมกับะโด้วยความดีใจ “พี่สามเก่งที่สุด! พี่สามยอดเยี่ยม!”
หนิงลั่วหัวเราะ “โอ้โห! นี่มันปีศาจลิ้นยาวที่ไหนกัน ปากหวานขนาดนี้”
หนิงเสี่ยงเสี่ยงทำหน้ามุ่ย “ข้าไม่ใช่ปีศาจ ข้าเป็มนุษย์นะ!”
คำพูดใสซื่อของเด็กชายทำให้หนิงเวยกับหนิงลั่วหัวเราะจนท้องแข็ง เด็กคนนี้ช่างไร้เดียงสาและน่ารักเสียจริง
สำหรับน้ำแกงนั้น หนิงลั่วเลือกทำน้ำแกงเค็มโดยใช้หมูเค็มและเห็ดหูหนูป่า แล้วใส่ผักกาดขาวลงไป ใส่สุราหมักเล็กน้อย จากนั้นเคี่ยวให้เนื้อและผักเปื่อยนุ่ม
รสชาติของเนื้อหมูเค็มผสมกับความหวานของเห็ดหูหนูป่าและน้ำมันจากหมูทำให้ผักกาดขาวดูดซับรสชาติเข้มข้น ทำให้อร่อยมาก
ใกล้เที่ยง แขกที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง หนิงโหย่วไฉกับคู่หมั้นของเขานามหลี่หรง
พวกเขามาพร้อมของขวัญ ทำให้ย่าหนิงตื่นเต้นมาก
“ท่านแม่ ของพวกนี้หลี่หรงซื้อให้ท่านโดยเฉพาะ สำหรับบำรุงร่างกาย” แต่ที่จริงแล้วหนิงโหย่วไฉเป็คนออกเงิน
“ไอ้หยา! ดูสิ ลูกสะใภ้ของข้าช่างกตัญญูเหลือเกิน! เข้ามานั่งข้างในเร็ว!” ย่าหนิงยิ้มหน้าบานไม่หุบ สายตาไม่ละไปจากว่าที่ลูกสะใภ้เลย
เมื่อเห็นใบหน้าขาวราวหิมะกับเอวบางดุจต้นหลิวของหลี่หรง ย่าหนิงถึงกับยิ้มจนรอยย่นบนใบหน้าหายไปทันที!