รุ่งสางมาเยือนพร้อมกับเสียงนกที่ร้องเบาๆ ในป่าใกล้เรือนพัก แต่สำหรับหยางลี่เจิน แสงแรกของวันใหม่ไม่ได้มาพร้อมกับความหวัง มีเพียงความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ เธอยังคงนั่งกอดเข่าอยู่ที่เดิมหลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน
เธอพยายามจัดการกับความคิดที่พันกันยุ่งเหยิง เธอไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ในร่างของหญิงที่ชื่อ ซูเหมยหลิน หรือว่าชายที่เกลียดชังเธอเหลือเกินอย่าง เหวินเจาเหยียน เป็ใครในความสัมพันธ์นี้ แต่เธอรู้เพียงว่าชีวิตของเธอตอนนี้ไม่มีทางเป็ของตัวเอง
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านนอกประตู หยางลี่เจินหันไปมองอย่างระแวดระวัง ประตูเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นบ่าวรับใช้หญิงในชุดเรียบง่ายถือถาดอาหารเข้ามา
“เ้านายสั่งให้นำอาหารมาให้เ้าค่ะ” เสียงของนางแหบเล็กน้อย ไม่กล้าสบตาหยางลี่เจินตรงๆ ก่อนจะรีบวางถาดไว้บนโต๊ะไม้เก่าและถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
หยางลี่เจินมองอาหารตรงหน้า กลิ่นหอมของซุปที่ยังคงร้อนกรุ่นทำให้ท้องของเธอปั่นป่วนด้วยความหิว แต่เธอกลับลังเลที่จะกิน
เธอจำคำพูดของเหวินเจาเหยียนได้ชัดเจน
“ชีวิตของเ้าเป็ของข้า” ความเ็าในน้ำเสียงนั้นทำให้เธอไม่อาจวางใจได้
“นี่คือชีวิตใหม่ของฉันจริงๆ งั้นหรือ?” เธอพึมพำกับตัวเอง
อีกด้านหนึ่งของเรือนใหญ่
เหวินเจาเหยียนนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ ท่ามกลางเสียงรายงานจากลูกน้องของเขา
“นายท่าน นางยังไม่ได้แตะอาหารเลยขอรับ” ลูกน้องคนหนึ่งรายงานเสียงเรียบ
เหวินเจาเหยียนพยักหน้าเบาๆ ริมฝีปากของเขายกขึ้นเป็รอยยิ้มบางที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “แน่นอน นางยังไม่เชื่อว่าข้าจะปล่อยให้นางมีชีวิตอยู่ได้ง่ายๆ”
“แต่นางดูสับสนมากขอรับ นางไม่เหมือนซูเหมยหลินคนเดิม…” ลูกน้องอีกคนเอ่ยอย่างลังเล
เหวินเจาเหยียนหันไปยังทิศทางของผู้พูด แม้ดวงตาของเขาจะถูกปิดด้วยผ้าสีดำ แต่สายตาที่แผ่ออกมากลับทำให้ผู้พูดสะดุ้งและก้มหน้าเงียบ
“อย่าให้สิ่งที่เ้าเห็นหลอกเ้า” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ซูเหมยหลินที่ข้ารู้จัก มีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่านี้ นางอาจกำลังวางแผนบางอย่างอยู่”
“แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปขอรับ?” ลูกน้องถาม
เหวินเจาเหยียนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ รอยยิ้มจางๆ ที่เต็มไปด้วยความเ็าแสดงออกบนใบหน้า “จับตามองนางไว้ อย่าให้นางคลาดสายตา แม้ข้าจะมองไม่เห็น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้าจะไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไร”
กลับมาที่เรือนพัก
หยางลี่เจินมองอาหารตรงหน้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เธอยังไม่อาจทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่เสียงท้องร้องเบาๆ ทำให้เธอรู้ว่าการอดอาหารจะไม่ช่วยอะไร
เธอเริ่มต้นด้วยการยกช้อนซุปขึ้นชิมเล็กน้อย รสชาติอ่อนโยนและอบอุ่นทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ในขณะที่เธอกำลังพยายามกิน เสียงประตูเลื่อนเปิดอีกครั้ง
หยางลี่เจินเงยหน้าขึ้นและเห็นเหวินเจาเหยียนยืนอยู่ที่ประตู
“เ้าตัดสินใจกินในที่สุดหรือ?” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
หยางลี่เจินวางช้อนลง เธอรู้สึกถึงความกดดันที่มาจากตัวเขา “คุณ้าอะไรจากฉัน?”
เขาก้าวเข้ามาใกล้ โต๊ะไม้ที่อยู่ระหว่างเขาและเธอไม่อาจลดทอนแรงกดดันจากตัวเขาได้ “สิ่งที่ข้า้าคือความจริงจากเ้า
ซูเหมยหลิน”
“ฉันไม่ใช่ซูเหมยหลิน!” หยางลี่เจินพูดเสียงดัง น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เหวินเจาเหยียนหัวเราะเบาๆ “คำพูดของเ้าไร้น้ำหนักสำหรับข้า เ้าจะต้องพิสูจน์ว่าเ้าคือใคร และทำไมเ้าถึงกลับมาในตอนนี้”
เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้จนเธอรู้สึกถึงลมหายใจของเขา
“จำไว้… ในโลกนี้ เ้าจะไม่มีวันหนีพ้นข้าได้อีก”
หยางลี่เจินนั่งอยู่ในห้องพักเล็กๆ ที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นธูป เธอก้มมองมือของตัวเอง มือเรียวบางที่ไม่ใช่ของเธอ ผิวที่ขาวซีดและเล็บที่ตกแต่งอย่างประณีต เธอสูดลมหายใจลึก พยายามตั้งสติ แต่หัวใจของเธอยังคงสั่นไหว
“นี่มันไม่ใช่เื่จริง…” เธอพึมพำกับตัวเอง “ฉันแค่ฝันไป… หรือไม่ก็กำลังเสียสติ”
แต่ไม่ว่าความคิดไหนก็ไม่สามารถปฏิเสธความเป็จริงตรงหน้าได้ ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเธอ คนรอบข้างแต่งตัวเหมือนหลุดมาจากยุคโบราณ และชายผู้มีดวงตาที่มืดบอด แต่กลับจับจ้องเธอด้วยความแค้น เขาเหมือนคนที่จ้องจะจับผิดเธอทุกการกระทำ
เธอพยายามหาคำอธิบาย “หรือว่าฉันตายไปแล้วจริงๆ… แต่กลับมาอยู่ในร่างของผู้หญิงคนนี้?”
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธอ เธอนึกถึง
ซีรีส์หรือนิยายที่เคยดู ที่ตัวเอกทะลุมิติไปยังโลกอื่น หลายเื่ที่เธอเคยอ่านเล่นกับแิการข้ามเวลาและกลับชาติมาเกิด
“ไม่จริง…” เธอพูดเบาๆ พร้อมกับส่ายหัว เธอไม่อยากเชื่อว่าเื่เ่าั้จะเกิดขึ้นกับเธอจริงๆ
“ฉันไม่ใช่นางเอกในนิยาย… ฉันเป็แค่คนธรรมดา” เธอกระซิบออกมา หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น
แต่ความรู้สึกในร่างกายของเธอชัดเจนเกินไป เธอรู้สึกถึงความเ็ป ความเย็นจากลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่าง ความหิวที่ท้องของเธอกำลังเรียกร้อง มันสมจริงจนเกินกว่าจะเป็แค่ความฝัน
ในขณะที่เธอกำลังจมอยู่กับความคิด ประตูเลื่อนเปิดออกอีกครั้ง เธอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นหญิงสาวในชุดเรียบง่ายเดินเข้ามาพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่
“นายหญิง โปรดเปลี่ยนเป็ชุดนี้ค่ะ” บ่าวรับใช้เอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา แต่ไม่กล้าสบตา
หยางลี่เจินมองเสื้อผ้าที่ถูกวางไว้ตรงหน้า มันเป็ชุดที่ดูหรูหรา ผ้าสีแดงสดปักลายดอกเหมยงดงาม เธอแตะมันอย่างลังเล ก่อนจะมองหน้าหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงนั้น
“นี่… ที่นี่คือที่ไหนกันแน่?” เธอถามเสียงเบา
บ่าวรับใช้เงยหน้ามองเธอเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะรีบก้มลง “นายหญิง… โปรดอย่าล้อเล่นเลยเ้าค่ะ”
“ฉันไม่ได้ล้อเล่น ฉัน้าคำตอบ” น้ำเสียงของ
หยางลี่เจินเริ่มหนักแน่นขึ้น
หญิงสาวมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวังก่อนจะตอบเบาๆ
“ที่นี่คือจวนของนายท่านเหวินเ้าค่ะ”
“เหวินเจาเหยียน…” หยางลี่เจินพึมพำชื่อของชายผู้มีดวงตาที่มืดบอดแต่กลับเ็าและน่ากลัวที่สุดในชีวิตของเธอ
“ใช่เ้าค่ะ นายท่านเป็สามีของท่าน…” หญิงสาวตอบ
คำพูดนั้นทำให้หยางลี่เจินนิ่งงัน เธอพยายามรวบรวมความคิดที่กระจัดกระจาย “ฉันเป็ภรรยาของเขาอย่างนั้นเหรอ?”
“ข้าขอตัวนะเ้าคะ” หญิงสาวกล่าวพลางรีบถอยออกจากห้องอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่อยากตอบคำถามเพิ่มเติม
หยางลี่เจินนั่งลงอย่างหมดแรงบนเตียงไม้ ความจริงที่หญิงสาวพูดออกมานั้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกลับตาลปัตร เธอไม่ใช่แค่ทะลุมิติมาอยู่ในโลกที่ไม่รู้จัก แต่เธอต้องใช้ชีวิตในร่างของภรรยาชายที่เกลียดชังเธอที่สุด
ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านนอกอีกครั้ง ก่อนที่ประตูจะเปิดออก เผยให้เห็นเหวินเจาเหยียนที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางสง่างาม ร่างสูงใหญ่ของเขาเต็มไปด้วยรังสีที่กดดัน
“เ้าอยากรู้อะไรอีกหรือ ซูเหมยหลิน?” เขาถามเสียงเย็น
หยางลี่เจินกัดริมฝีปาก พยายามควบคุมอารมณ์และความกลัวของตัวเอง “ฉันไม่ใช่คนที่คุณคิด… ฉันไม่ใช่ซูเหมยหลิน”
เขาหัวเราะเบาๆ แต่ในน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “เ้าจะเล่นละครเื่นี้ไปอีกนานแค่ไหน? ซูเหมยหลินของข้าคงไม่ยอมรับง่ายๆ แบบนี้”
“ฉันพูดความจริง…” เธอยืนยันด้วยเสียงสั่น “ฉันไม่รู้จักคุณ และฉันก็ไม่รู้ว่าฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!”
เหวินเจาเหยียนยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังไตร่ตรองคำพูดของเธอ แต่ดวงตาที่มืดบอดนั้นยังคงจับจ้องเธอด้วยความไม่ไว้ใจ
“ข้าจะทำให้เ้าพูดความจริงออกมาเอง… ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม” เขากล่าว ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป ทิ้งให้หยางลี่เจินจมอยู่กับความคิดที่เต็มไปด้วยความกลัวและความสิ้นหวัง
“นี่ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็ฝันร้ายที่เธอต้องหาคำตอบเพื่อรอดพ้นจากมัน… ก่อนที่เขาจะพาเธอจมลึกลงไปในความมืดมิดของความแค้น”
หยางลี่เจินนั่งอยู่ในห้องเล็กๆ ที่ดูเก่าแก่และเงียบงัน ดวงตาของเธอมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย แม้ว่าเธอ
พยายามทำใจยอมรับสถานการณ์ แต่ทุกอย่างรอบตัวก็ยังดูเหมือนภาพลวงตาที่แสนแปลกประหลาด
“นี่ฉันเป็ใครกันแน่? แล้วฉันมาที่นี่ได้ยังไง?” เธอพึมพำ
ประตูห้องเลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ หญิงรับใช้สองคนเดินเข้ามาด้วยท่าทีลังเล มือของพวกเธอถือถาดอาหารและชุดเสื้อผ้า บ่าวทั้งสองก้มหน้าหลบสายตา ไม่กล้าสบตากับหยางลี่เจินโดยตรง
หยางลี่เจินสบโอกาสที่จะหาคำตอบ เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นี่… พวกเธอช่วยตอบฉันหน่อยได้ไหม?”
หญิงรับใช้ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองเธอเล็กน้อย ก่อนจะรีบก้มหน้าลงอีกครั้ง ท่าทางของพวกเธอเต็มไปด้วยความประหม่า
“ฉันอยากรู้…” หยางลี่เจินพูดต่อ “ฉันเป็ใคร? แล้วฉันมาที่นี่ได้ยังไง?”
คำถามนั้นทำให้หญิงรับใช้ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความใ ดวงตาของพวกเธอเบิกกว้าง เหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“นายหญิง… โปรดอย่าพูดอะไรแปลกๆ เช่นนั้นเลยเ้าค่ะ” หญิงรับใช้คนหนึ่งพูดเสียงสั่น
หยางลี่เจินขมวดคิ้ว “แปลก? ฉันถามเื่จริง ฉันอยากรู้ว่าฉันเป็ใคร และทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่”
หญิงรับใช้อีกคนถอยหลังไปเล็กน้อย สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็หวาดกลัว “นายหญิง… ท่าน… ท่านฟื้นขึ้นมาจากโลง ท่านอย่าล้อเล่นกับพวกเราเลยเ้าค่ะ”
“โลง?” หยางลี่เจินทวนคำด้วยความงุนงง “หมายความว่าไง? ฉันฟื้นขึ้นมาจากโลงเหรอ?”
หญิงรับใช้ทั้งสองมองหน้ากันอย่างตื่นกลัว ก่อนที่คนหนึ่งจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “นายหญิง… ท่าน… ตายไปแล้วเ้าค่ะ แต่หลังจากพิธีศพ ท่านก็ลุกขึ้นมาอีกครั้ง…”
คำพูดนั้นทำให้หยางลี่เจินรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบ เธอสูดลมหายใจลึก พยายามประมวลสิ่งที่ได้ยิน
“แล้วทำไม… พวกเธอถึงเรียกฉันว่าซูเหมยหลิน?” เธอถามอีกครั้ง น้ำเสียงเริ่มแข็งกร้าวขึ้น
หญิงรับใช้คนหนึ่งตัวสั่นเทา “ก็เพราะ… ท่านคือ
ซูเหมยหลิน นายหญิงแห่งจวนนี้…”
หยางลี่เจินนิ่งงัน คำตอบนั้นทำให้เธอแทบหยุดหายใจ
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ในร่างของหญิงที่ชื่อซูเหมยหลิน
ทั้งที่เธอไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้เลยแม้แต่น้อย
“แต่ฉันไม่ใช่ซูเหมยหลิน…” เธอกระซิบออกมา
“ฉันชื่อหยางลี่เจิน… ฉันไม่ใช่คนที่พวกเธอพูดถึง”
หญิงรับใช้ทั้งสองถอยหลังด้วยความใ ใบหน้าของพวกเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “นายหญิง… ท่าน… ท่านเป็อะไรไปเ้าคะ? ทำไมท่านพูดเหมือนไม่ใช่ตัวท่านเอง?”
หยางลี่เจินพยายามจะอธิบาย แต่ก่อนที่เธอจะพูดอะไรต่อ หญิงรับใช้ทั้งสองก็รีบก้มศีรษะและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เธอนั่งอยู่คนเดียวในห้อง
เมื่อหญิงรับใช้วิ่งออกไปยังลานด้านนอก พวกเธอรีบเล่าให้คนอื่นฟังถึงสิ่งที่ได้ยิน ทุกคนต่างพากันพูดคุยด้วยน้ำเสียงแ่เบา แต่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“นางเปลี่ยนไปจริงๆ…”
“หรือว่าิญญาของนางไม่ได้กลับมาอย่างที่ควรจะเป็?”
“ข้าบอกแล้วว่าเราไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับนางอีก!”
เสียงซุบซิบนั้นดังก้องไปทั่วบริเวณ จนในที่สุด ลูกน้องคนสนิทของเหวินเจาเหยียนก็ได้รับรายงาน เขาเดินตรงไปหาเ้านายพร้อมกับความกังวล
ในห้องโถงใหญ่
เหวินเจาเหยียนยืนฟังรายงานจากลูกน้อง สีหน้าของเขาเรียบเฉย แต่รอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากกลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“นางถามว่าตัวเองเป็ใครอย่างนั้นหรือ?” เขาทวนคำด้วยน้ำเสียงเ็า “ช่างเป็การเล่นละครที่แยบยลนัก”
“แต่นายท่าน…” ลูกน้องลังเลเล็กน้อย “นางดูเหมือนจะไม่รู้จริงๆ ว่านางคือใคร และพวกบ่าวต่างหวาดกลัวว่านางจะไม่ใช่คนเดิม…”
“คนเดิมหรือไม่ ข้าไม่สน” เหวินเจาเหยียนกล่าว ดวงตาที่ถูกปิดบังด้วยผ้าสีดำหันไปยังทิศทางของลูกน้อง “แต่ข้าจะไม่ปล่อยให้นางหลุดมืออีกครั้ง”
เขาหยุดชั่วครู่ ก่อนจะออกคำสั่ง “จับตาดูนางต่อไป อย่าให้ความหวาดกลัวของพวกเ้าเบี่ยงเบนสิ่งที่ข้า้า”
หยางลี่เจินในห้องพัก
หยางลี่เจินนั่งกุมหัวด้วยความสิ้นหวัง เธอไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงเชื่อว่าเธอคือซูเหมยหลิน และทำไมพวกเขาถึงมองเธอเหมือนเป็ตัวประหลาด
“นี่มันอะไรกันแน่…” เธอกระซิบ น้ำตาคลอเบ้า “หรือว่าฉันจะติดอยู่ในฝันร้ายนี้ตลอดไป?”
“ในเมื่อไม่มีใครเชื่อเธอ เธอจะหาคำตอบจากที่ใดในโลกที่เต็มไปด้วยความกลัวและความเกลียดชังนี้?”