ตอนที่ 48 เส้นทางอสูร
อาหารที่พวกเขาเตรียมมานั้นเป็นอาหารที่เรียบง่ายและเจิ้งฟู่ได้ให้ตงควงเอาเนื้อสัตว์อสูรระดับก่อเกิดไปให้พวกเขาเพื่อทำอาหารด้วย......
นี่มันเนื้อสัตว์อสูรระดับสูงนิ!!
หจี่จุงกง: จริงๆด้วยเพียงแค่กัดไปคำเดียวความหวานนุ่มของมันก็แตกเต็มปากแล้วซ้ำยังชุ่มไปด้วยพลังอีกด้วย.....
อือ!!
เยี่ยหยู: นี่มันเนื้ออะไรกันหรอท่านพี่ตงควง?
ตงควงยิ้มให้กับพวกมันก่อนจะพูดขึ้นมา "นี้คือเนื้อสัตว์อสูรระดับก่อเกิดชั้นสูงนะก่อนที่มันจะตายมันมีระดับพลังอยู่ที่ระดับก่อเกิดขั้นเก้าทีเดียว" จากนั้นเขาก็กัดเนื้อไปคำใหญ่พร้อมกับหันไปมองที่เจิ้งฟู่.......
วุ่ยเสี่ยว: แล้วท่านเอาเนื้อของมันมาได้ยังไงกัน? ถ้าท่านบอกว่าระดับของมันสูงขนาดนั้น....
เรื่องนั้น!!
ตงควงไม่ได้ตอบเพียงแต่หันไปมองที่เจิ้งฟู่ด้วยสายตาที่เคารพและนับถือเท่านั้นทุกคนที่นั่งอยู่ก็มองตามตงควงไปที่เจิ้งฟู่และทันใดนั้นทุกคนก็คิดขึ้นได้ว่าทำไมตงควงถึงได้หันไปที่เจิ้งฟู่.....
เกิดความไม่เชื่อขึ้นในสายของพวกมันจะเป็นไปได้ยังไงกันที่เด็กอย่างเจิ้งฟู่จะสามารถเอาชนะสัตว์อสูรระดับนั้นได้แถมพลังของเขายังพึ่งอยู่ระดับพื้นฐานเองเมื่อเปรียบเทียบกับตงควงแล้วทำให้ทุกคนคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้......
ตงควง: พวกเจ้าอาจจะไม่เชื่อแต่ข้าขอบอกไว้ก่อนนายน้อยมีอะไรมากกว่าที่พวกเจ้าคิดเขานั้นทั้งฉลาดและเก่งอย่างมากข้าเองยังไม่รู้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่บ้าง......
ต้านซุนกู่: ถ้าท่านพี่ตงควงเชื่อแบบนั้นข้าเองก็เชื่อด้วยถึงข้าจะไม่รู้จักเขาดีพอแต่ข้ารู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างจากตัวเขา......
เมื่อคำพูดของต้านซุนกู่ดังออกมาหลางกว่างคงวที่ไม่ค่อยพูดก็พยักหน้าเหมือนเห็นชอบด้วยทำให้คนอื่นๆตะลึงไปชั่วขณะเพราะมันไม่ใช้เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้คนที่ไม่พูดไม่สนใจอะไรมากอย่างหลางกว่างควงพูดได้......
ทุกคนต่างก็พูดถึงเจิ้งฟู่โดยมีตงควงเป็นผู้เล่าเรื่องเขาให้ทุกคนฟังส่วนเจิ้งฟู่นั้นเขาไม่ได้นั่งร่วมกับทุกคนเขาแยกตัวออกมาฝึกนั่งบ่มเพาะพลังคนเดียวเขารู้สึกได้ว่าพลังซีที่ไหลเวียนอยู่ในป่าแห่งนี้มีมากเลยทีเดียว.....
เจิ้งฟู่จึงรีบนั่งลงและดูดซับพวกมันทันทีเขาจะไม่ปล่อยให้เวลาสูญป่าวแน่เพราถ้าหากเขาไม่รีบทำตัวเองให้แหข็งแกร่งขึ้นหละก็เมื่อเขาเจอกับสัตว์อสูรหรือคนที่แข็งแกร่งกว่าเขาคงไม่อาจป้องกันตัวเองได้........
ยามราตรีผ่านพ้นไปดวงตะวันก็ค่อยๆโผล่ขึ้นแสงอ่อนๆสาดส่องที่พื้นดินและกระทบกับหยดน้ำค้างทำให้เกิดแสงระยิบระยับเสียงนกร้องพร้อมลายลมเย็นอ่อนๆๆ......
"เช้าแล้วหรือเนี่ย"เจิ้งฟู่สูดหายใจอย่างแรกเข้าปอดรับกลิ่นอายยามเช้าที่สดชื่น.....
เขานั่งบ่มเพาะอยู่ทั้งคืนทำให้ในขอบเขตพลังของเขานั้นเริ่มที่จะมีแสงสว่างอ่อนๆเกิดขึ้นอีกอันตอนนี้เขาอยู่ระดับก่อเกิดขั้นสองชั้นสูงสุดแล้วอีกไม่นานก็จะสามารถเลื่อนขั้นไปขั้นสามได้แล้ว.......
ด้วยความเร็วในการเพิ่มพลังของเขานั้นช่างน่าตกใจยิ่งนักเมื่อเปรียบเทียบกับคนรุ่นเดียวกันนั้นไมมีใครมีระดับพลังเท่าเขาเลยแม้แต่อัจฉริยะของอีกสี่ตระกูลการที่จะไปถึงระดับก่อเกิดได้นั้นอย่างน้อยพวกเขาก็อายุราวๆสิบถึงสิบเอ็ดปีแล้ว.....
แต่เจิ้งฟู่เพียงจะอายุแปดใกล้จะเก้าปีเท่านั้นเขากลับมีพลังระดับก่อเกิดขั้นสองแล้วถ้าใครรู้เขาพวกเขาคงจะอิจฉาตาร้อนแน่ๆ..........
ตงควง: นายน้อยพวกเราพร้อมแล้วขอรับ!!
อือ!!
"ถ้างั้นก็ออกเดินทางเถอะ"เจิ้งฟู่ลุกขึ้นช้าๆพร้อมกับกล่าวและยิ้มให้ตงควง.....
หลังจากที่เก็บของเรียบร้อยแล้วพวกเขาก็ออกเดินทางทันทีจากจุดแวะพักของพวกเขาไปถึงเมืองอินทรีใช้เวลาราวๆสี่ถึงห้าชั่วยามทีเดียวในการเดินทางตลอดทางที่ผ่านไปนั้นก็มีเหล่าผู้คนเดินส่วนไมาเช่นกันแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนักและส่วนใหญ่พวกนั้นเองก็มีคนคุ้มกันเช่นกัน......
ภายในรถม้าเจิ้งฟู่ยังคงนั่งบ่มเพาะพลังอย่างต่อเนื่องโดยมีกลุ่มของตวควงนั้นคอยคุ้มกันอยู่ตลอดการเดินทาง.....
บู้มมมม!!
หลังจากที่ผ่านมาประมาณสองชั่วยามในที่สุดระดับพลังของเขาก็ถึงจุดสำคัญแล้วอีกเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้นก็จะสามารถทะลวงไปขึ้นต่อไปได้แล้วและลำแสงอันที่สามของเขานั้นก็เริ่มที่จะส่องแสงชัดขึ้นชัดขึ้น.....
ปั๊ก!!
ทันใดนั้นเองจู่ๆรถม้าก็หยุดกระทันทำให้ตัวของเขาถึงกับโยกไปมาทันทีเจิ้งฟู่ค่อยๆลืมตาของเขาขึ้นและออกจากรถม้าเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น....
"ท่านพี่ตงควงเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเรอะ?"
ตงควง:เรียนนายน้อยสะพานข้ามไปยังอีกฝังเสียหายขอรับตอนนี้กำลังซ่อมแซมกันอยู่.....
สะพานพัง!!?
เจิ้งฟู่เงยหน้าขึ้นไปมองยังสะพานที่อยู่ห่างออกไปทันทีและก็พบว่ามีผู้คนจำนวนมากยืนรออยู่จากนั้นเขาก็เดินลงมาพร้อมกับเดินไปที่ฝูงชนก่อนจะถามขึ้น......
"ท่านลุงครับเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรอครับ?"
ชาวบ้าน: ก็สะพานนะสิจู่ๆก็พังสะงั้นได้ข่าวว่าเมื่อสองวันก่อนมีพวกอสูรผ่านมาทางนี้และพวกมันก็ทำลายสะพานข้ามฝั่งนะสิ!!
ชาวบ้าน: ใช่ๆ ทำให้พวกเราเดือดร้อนไปหมดเลย!!
เจิ้งฟู่เมื่อได้ยินแบบนั้นเขาก็พอเข้าใจได้จากนั้นจึงถามขึ้นว่า"แล้วไม่มีทางอื่นหรอครับ?" พร้อมกับทำหน้าตาบ๊องแบ๊วของเขาใส่.....
ชาวบ้าน: ไอ้มีมันก็มีอยู่หรอกนะ แต่ว่า.....
"แต่ว่าอะไรหรือครับ!!?"
เจิ้งฟู่อดสงสัยไม่ได้เมื่อเห็นสีของชาวบ้านที่ทำท่าแปลกๆไปในแววตาของพวกเขานั้นแฝงไปด้วยความหวาดกลัวอย่างมาก.....
ชาวบ้าน: เส้นทางนั้นมันอันตรายเกินไปนะสิมีพวกอสูรอยู่เต็มไปหมดถึงแม้ว่ามันจะเป็นทางที่ไปถึงเมืองได้เร็วที่สุดก็ตามทีแต่ใครมันจะไปกล้าไปหละถ้าไม่ได้จ้างคนคุ้มกันระดับสูงไปด้วย.....
ชาวบ้าน:และที่ข้าได้ยินมานะแม้แต่คนคุ้มกันระดับสูงยังไม่สามารถต้านพวกมันได้เลย!!!
ชาวบ้าน: ใช่!! เจ้าหนูเลิกคิดที่จะไปทางนั้นได้เลยพื้นทีแทบนั้นตอนนี้ไม่มีใครอาศัยอยู่แล้วหละ!!
"ขอบคุณท่านลุกท่านป้ามากๆเลยนะครับ"เขากล่าวพร้อมกับทำหน้าใสแบ๊วของเขายิ้มให้กับพวกชาวบ้านก่อนจะเดินกลับมาที่กลุ่มของเขา....
ตงควง: เป็นยังไงบ้างครับนายน้อย?
"ข้าได้ไปถามพวกเขาดูแล้ว ที่สะพานพักพระว่าพวกอสูรเป็นต้นเหตุ"
อสูร!!?
"ใช่!!และคาดว่าคงจะอีกหลายวันกว่ามันจะซ่อมเสร็จแต่พวกเราไม่มีเวลามากขนาดนั้นที่จะให้รอดังนั้นข้าคิดว่าจะไปอีกทาง"
ต้านซุนกู่: อย่าบอกนะว่าท่านคิดจะไปเส้นทางอสูร?
เส้นทางอสูร!!?
เม่อทุกคนได้ยินพวกเขาถึงกับขนแขนลุกทันทีถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีระดับไม่สูงนักแต่มันก็ไม่ได้น้อยเลยแต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังรู้สึกกลัวๆอยู่.....
หจี่จุงกง:เส้นทางอสูรจากที่ข้าได้ยินมาที่นั้นเต็มไปด้วยพวกอสูรมากมายอาศัยอยู่เต็มไปหมดถ้าพวกเราไปทางนั้นข้าคิดว่า.......
เยี่ยหยู: เจ้ากลัวหรือยังไง..? เจ้าหมูตอนบ้าพลัง!!
หจี่จุงกง: เจ้าว่าใครกลัว..? คนอย่างข้าไม่กลัวอยู่แล้ว!!
วุ่ยเสี่ยว:ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเส้นทางอสูรนั้นเป็นเช่นใด...?
ฟู่เฉาฉี: ข้ายังไงก็ได้ เพราะข้าได้หมดถ้าสดชื่น!!!
ส่วนหลางกว่างควงนั้นเขาเพียงแค่พยักหน้าเบาๆเท่านั้น.....
ต้านซุนกู่: ในเมื่อทุกคนต่างก็มีความคิดเห็นที่ตรงกัน ถ้าเช่นนั้นข้าเองก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้วแล้วแต่นายน้อยเจิ้งฟู่จะพาพวกเราไป.....
"ขอบคุณทุกคนมากที่ยอมไปกับข้า และนี้สำหรับพวกท่าน"เจิ้งฟู่ยิ้มพร้อมกับยื่นเม็ดยาให้กับทุกคน........
ทุกคนต่างก็มองมาที่เม็ดยาด้วยความงงงวยแต่เมือพวกเขาสูดดมกลิ่นของมันแล้วเขาก็รู้ได้ทันทีเลยว่ายาที่เจิ้งฟู่ให้มานี้ไม่ใช้เม็ดยาธรรมดาเลย.....
หมับ!!
"เม็ดยาพวกนี้คือเม็กยาระดับสองเป็นยารักษาร่างกายที่ได้ผลดีอย่างมากพวกท่านจงเก็บมันได้ใช้เมื่อยามจำเป็น"
ขอบคุณนายน้อย!!
จากนั้นพวกเขาก็ออกเดินทางทันทีและมุ่งตรงไปยังเส้นทางที่ถูกเรียกว่าเส้นทางอสูรและเมื่อกลุ่มของเขาเดินทางไปทางนั้นก็ทำให้คนที่ยืนรอสะพานซ่อมอยู่อดไม่ได้ที่จะหันมามองทางกลุ่มของเจิ้งฟู่.....
???: นั้นพวกเขาจะไปไหนกันนะ?
???: อย่างบอกนะว่าพวกเขาจะใช้เส้นทางอสูรในการเดินทาง!!
???: พวกเขาบ้าไปแล้วหรือยังไงกัน ที่นั้นมีแต่พวกอสูรเต็มไปหมดพวกนั้นคิดจะไปหาความตายหรอยังไงกัน.....
เสียงซุบซิบดังขึ้นทั่วทั้งลานกว้างที่มีผู้คนยืนกันอยู่บ้างก็มองพวกเจิ้งฟู่ด้วยสายตาสงสารบางก็สมนำหน้าและดูถูกเพราะคิดว่ากลุ่มของเจิ้งฟู่นั้นต้องตายอย่างแน่นอนที่เลือกเดินในเส้นทางนั้น....
วุ่ยเสี่ยว: เชอะ!!ข้าหละเกลียดจริงๆไอ้พวกขี้ขลาดตาขาวดีแต่เห่าไปวันๆเท่านั้น......
นายกล่าวพร้อมกับทำหน้าดูถูกและไม่สบอารมณ์......
เยี่ยหยู: ช่างหัวพวกมันสิ ชีวิตเรายังไงก็ต้องตายอยู่ที่ว่าจะตายเร็วตายช้าเท่านั้นเองแต่ก่อนตายข้าขอซบที่อกเจ้าสักครั้งหนึ่งนะ........
เยี่ยหยูกล่าวพร้อมกับทำหน้าทะเล้นทะลึ่งไปด้วยแต่มันก็ไม่กล้าเข้าไปไกลวุ่ยเสี่ยวเพราะกลัวว่ามันจะถูกตัดไอ้จอนทิ้ง.........
เมื่อพวกเขาเริ่มเดินลึกเข้าไปหมอกควันก็เริ่มที่จะหนาขึ้นหนาขึ้นบรรยากาศรอบๆนั้นเย็นจนขนลุกไปหมดทั้งเสียงโหบหวยที่ดังเป็นระยะเพิ่มเสริมความหลอนเข้าไปอีก.......
ทุกคนต่างก็เตรียมพร้อมอยู่เสมอเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าพวกสัตว์อสูรจะโผล่ออกมาตอนไหนดังนั้นพวกเขาจึงต้องเตรียมพร้อมตลอด.....
แต่สำหรับเจิ้งฟู่เมื่อเขาเข้ามายังเขตของเส้นทางอสูรนั้นเขาสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่คลุมเคลือไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไรแต่ว่าพลังซีในพื้นที่แห่งนี้นั้นช่างหน้าแน่นกว่าทางที่เข้าผ่านมาอีก.....
ถึงแม้มันจะรู้สึกคาใจแต่เจิ้งฟู่ก็ไม่ปล่อยให้เวลาเสียป่าวเขาเริ่มทำการดูดซับทันทีและเมื่อเขาเริ่มดูดซับพลังงานซีจากธรรมชาติก็ไหลเข้าสู่ขอบเขตพลังของเขาอย่างบ้าคลั่ง......
บู้มมมมมม!!
ครืดดดดด!!!
ระดับก่อเกิดขั้นสาม!!
ในที่สุดเขาก็สามารถทะลวงขั้นต่อไปได้แล้วทำให้เขารู้สึกถึงพลังที่เพิ่มขั้นอย่างเห็นได้ชัดแต่ว่าคลื่นพลังที่ไหลเข้ามานั้นยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลย......
ปกติแล้วถ้าพวกเขาไปตามเส้นทางเก่านั้นจะใช้เวลาอีกเพียงแค่สองชั่วยามเท่านั้นแต่เมื่อหันมาใช้เส้นทางอสูรการเดินทางของพวกเขาจะช้าลงไปอีกเพราะต้องคอยระวังตัวตลอด.....
ถ้าเกิดว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ปลอดภัยพวกเขาจะใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้น.....
หมอกควันเริ่มหนาขึ้นจนทำให้มองเห็นรอบข้างได้ยากขึ้นแม้แต่เส้นทางข้างหน้าก็ถูกปกปิดด้วยหมอกที่หนาแน่น.....
ต้านซุนกู่:พี่ตงควงเราจะทำยังไงดีพวกเราเริ่มที่จะมองไม่เห็นทางแล้ว?
อือ!!
ตงควงเองก็มีสีหน้าที่ไม่ดีนักเพราะว่ามันเป็นจริงอย่างที่ต้านซุนกู่บอกยิ่งพวกเขาเดินมาลึกเท่าไหร่เส้นทางก็มองได้ยากขึ้นถ้าขืนยังเป็นแบบนี้พวกเขาอาจจะหลงทางได้.......