คุยกันสักนิด
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บทที่ 21
มู่หยางหันไปหาหัวหน้ากลุ่มการผลิตของหมู่บ้านเฟิงหยวนอีกครั้ง เมื่อเขาเห็นว่าในตอนนี้มีชาวบ้านทยอยเข้ามากันเรื่อยๆ
“ชาวบ้านมาที่นี่กันครบทุกคนหรือยัง”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ทหารแดงถามขึ้นมา หวงสือฉินก็เดินเข้าไปหาอีกฝ่ายเล็กน้อย “ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านตอนนี้มาอยู่ที่นี่กันครบทุกคนแล้วครับ มีเพียงแค่ยุวชนและชาวบ้านบางส่วนที่เดินทางเข้าไปในตำบลเพื่อซื้อข้าวของมากักตุนเอาไว้ครับ”
มู่หยางพยักหน้าอย่างรับรู้ ก่อนที่เขาจะก้าวเดินขึ้นไปบนเวทีตรงหน้าด้วยท่าทางเคร่งเครียด พร้อมกับกวาดสายตามองไปยังชาวบ้านที่ยืนอยู่ด้านล่างอีกครั้งหนึ่ง
“ก่อนหน้านี้ได้มีการรายงานให้พวกเราได้ทราบว่ามีหญิงสาวจากหมู่บ้านเฟิงหยวนได้เข้าไปในตลาดมืดเพื่อทำงานซื้อขายสินค้า ซึ่งแน่นอนว่าเป็เื่ที่ผิดกฎหมาย และบุคคลดังกล่าวจะต้องถูกพวกเรานำตัวไปปรับทัศนคติต่อไป"
ทันทีที่ชาวบ้านได้ยินสิ่งที่ทหารแดงคนดังกล่าวพูดขึ้นมา พวกเขาต่างก็รู้สึกโกรธเคืองหญิงสาวคนดังกล่าวที่ทำให้หมู่บ้านเฟิงหยวนของพวกเขาต้องตื่นตระหนกกับการมาเยือนของทหารแดงไปตามๆ กัน ซึ่งแน่นอนว่าชาวบ้านเห็นเมิ่งจือหลันยืนอยู่ใกล้กับทหารแดงเ่าั้เช่นเดียวกัน
ดังนั้นแทนที่พวกเขาจะคิดว่าเป็คนในหมู่บ้านอย่างกัวซือเยว่ ถานลู่เฟยหรือหวังซูอี้เป็ผู้กระทำความผิดในครั้ง แต่พวกกับโยนความผิดทั้งหมดไปอยู่บนหัวของเมิ่งจือหลันเสียมากกว่า เพราะนอกจากเมิ่งจือหลันจะไม่ใช่คนในหมู่บ้านของพวกเขาแล้ว อีกฝ่ายยังเป็คนในตำบลที่ดูเหมือนจะกระทำกันซื้อขายสินค้าได้ง่ายกว่าคนในหมู่บ้านเฟิงหยวนเสียอีก
“ดูก็รู้ว่าคนที่กระทำความผิดต้องเป็เมิ่งจือหลันอย่างแน่นอน” หวงเหยาฉีหันไปพูดคุยกับเพื่อนสนิทของตัวเองอย่างร่าเริง เพราะว่าเธอรู้สึกอิจฉาครอบครัวลู่มานานหลายปีแล้ว ที่อีกฝ่ายมีลูกสาวและลูกเขยที่ทำงานอยู่ในตำบลแบบนั้น อีกทั้งการอยู่อาศัยของอีกฝ่ายก็ไม่ได้ลำบากเหมือนกับพวกเธออีกด้วย
“นั่นสิ ผู้หญิงคนนั้นอยู่ในตำบลย่อมทำเื่ราวเหล่านี้ได้มากกว่าพวกเราที่เป็ชาวบ้านธรรมดา” จูเจิ้งอวี๋รีบพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของหวงเหยาฉี “ฉันละอยากเห็นครอบครัวลู่ลำบากมานานแล้ว คอยดูเถอะทหารแดงจะต้องลากตัวครอบครัวลู่ไปจัดการด้วยอย่างแน่นอน เพราะว่าอีกฝ่ายก็ได้รับข้าวของและเงินทองมาจากเมิ่งจือหลันไม่ใช่เหรอ”
ทันทีที่ได้ยินเสียงของทหารและชาวบ้านที่พูดคุยกัน กัวหลินลู่ก็รู้สึกมีความหวังขึ้นมาอีกนิดว่าลูกสาวของเธอจะต้องไม่ได้ทำผิดจนถูกทหารแดงจับกุมตัวอย่างแน่นอน แต่เพราะอีกฝ่ายอาจจะเข้าไปรายงานเื่ราวของเมิ่งจือหลันให้ทหารแดงได้รับรู้ ดังนั้นที่อีกฝ่ายมากับทหารแดงในครั้งนี้จะต้องเป็เพราะทหารแดง้าสรรเสริญความดีความชอบของลูกสาวเธอเป็แน่
กัวหลินลู่รีบสะบัดตัวออกจากพี่ชายของเธอในทันที ซึ่งแน่นอนว่าด้วยการที่อีกฝ่ายกำลังดังใจฟังคำพูดของทหารแดงและชาวบ้าน ทำให้กัวหลินลู่สามารถสะบัดตัวออกจากอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย
“พวกพี่ได้ยินหรือเปล่า คนที่จะต้องถูกจับกุมตัวไปเป็นังเมิ่งจือหลัน ส่วนลูกสาวของฉันจะต้องเป็คนที่ไปรายงานทหารแดงเ่าั้ และต้องได้รับการสรรเสริญจากทหารแดงอย่างแน่นอน ครอบครัวกัวของพวกเราเตรียมรับความดีความชอบได้เลย”
“ก็เห็นๆ อยู่ว่าคนที่ทหารจับตามองที่สุดเป็ลูกสาวของเธอกับเพื่อน”
หย่งเถียงอี้รู้สึกไม่ชอบใจกับคำพูดของกัวหลินลู่ เพราะว่าคนในหมู่บ้านต่างก็รู้ดีว่ากัวซือเยว่และเพื่อนทั้งสองคนนั้นต่างก็มักจะชอบจับกลุ่มนินทาชาวบ้านเสียมากกว่า อีกทั้งเื่การเรียนก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะหลังจากที่อีกฝ่ายจบมัธยมก็ไม่ยอมเรียนต่อมัธยมปลาย ทั้งๆ ที่แม่ของพวกเธอต่างก็ยินดีที่จะส่งเสีย
ช่างน่าผิดหวังจริงๆ
“ส่วนเมิ่งจือหลันนั้น ทหารแดงแถมจะมองใส่ใจเธอเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งยังยอมให้ครอบครัวลู่เข้าไปยืนอยู่ข้างกายเสียด้วยซ้ำ”
“นั่นสิ ฉันว่าคนที่ถูกจับกุมตัวไม่ใช่เมิ่งจือหลันแน่นอน แค่มองการกระทำของทหารแดงพวกนั้นก็รู้แล้ว ต่อให้เป็เด็กน้อยก็คิดได้” เฉินเข่อหนี่ว์อยากจะหัวเราะให้กับความคิดของครอบครัวกัวซะเหลือเกิน เพราะขนาดหลานชายหลานสาวของเธอก็ยังคิดว่ากลุ่มของกัวซือเยว่ต่างหากที่ถูกจับกุมตัวเอาไว้
แต่ก่อนที่ชาวบ้านจะได้พูดคุยกันไปมากกว่านี้ หวงสือฉินก็เคาะสัญญาณเพื่อให้ชาวบ้านกลับมาให้ความสนใจกับทหารแดงที่ยืนอยู่บนเวทีอีกครั้ง
“เงียบเสียงกันหน่อย”
หลังจากที่ชาวบ้านเริ่มเงียบลงกันแล้ว หวงสือฉินก็หันกลับไปค่อมศีรษะให้กับทหารแดงที่อยู่บนเวทีอีกครั้ง
“ซึ่งผู้ที่ถูกรายงานก็คือสหายเมิ่งจือหลัน” มู่หยางผายมือไปยังทิศทางที่เมิ่งจือหลันยืนอยู่ “แต่จากการตรวจสอบของผมและเพื่อนร่วมงานแล้วนั้น กับผมว่าการรายงานในครั้งนี้ไม่เป็ความจริง เพราะว่าภายในตะกร้าของสหายเมิ่งมีเพียงอาหารที่ทำมาจากบ้านและ้านำมาให้กับครอบครัวฝั่งแม่ที่หมู่บ้านแห่งนี้เท่านั้น ส่วนถุงเงินที่สหายเมิ่งพกติดตัวเอาไว้ ก็มีเงินเพียงแค่ไม่กี่หยวน ซึ่งด้วยหลักฐานต่างๆ นี้ทำให้สหายเมิ่งพ้นจากข้อกล่าวหาทั้งหมด”
มู่หยางพยักหน้าให้เพื่อนร่วมงานทั้งสองของเขา นำตัวหญิงสาวทั้งสามคนเดินขึ้นมาบนเวที
“ซึ่งสหายทั้งสามคนนี้เป็ผู้รายงานข้อความที่ไม่เป็ความจริง ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็เยี่ยงอย่างที่ไม่ดีของชาวบ้านในหมู่บ้านเฟิงหยวนแห่งนี้ สหายทั้งสามคนนี้จะต้องถูกส่งตัวไปปรับทัศนคติที่ค่ายในมณฑลชานชีเป็ระยะเวลาสามเดือน”
“ไม่จริง ลูกสาวของฉันต้องไม่โกหกอยู่แล้ว เมิ่งจือหลันจะต้องเข้าไปซื้อขายของในตลาดมืดแน่นอน ไม่อย่างนั้นครอบครัวของเธอจะมีเงินมาซื้อของมากมายให้กับครอบครัวลู่ได้ยังไงกัน” กัวหลินลู่ไม่เชื่อคำพูดของทหารแดง
จินอวี่ถงอยากจะหัวเราะให้กับความพยายามของกัวหลินลู่ “เธอลืมไปแล้วเหรอว่าลูกสาวของฉันทำงานในร้านสหกรณ์ ส่วนลูกเขยของฉันเป็ถึงผู้จัดการของร้านอาหารของรัฐ ดังนั้นด้วยเงินเดือนเหล่านี้ จะไม่เพียงพอที่จะนำมาซื้อข้าวของส่งมากตัญญูให้กับฉันได้ยังไง”
“ถ้าหากไม่ใช่พวกที่ปิดกั้นสายตาของตัวเอง ก็คงจะรู้ดีว่าการทำงานในตำบลนั้นได้เงินเดือนมากแค่ไหน อีกทั้งข้าวของหรืออาหารที่ครอบครัวเสิ่นส่งมาให้กับพวกเรานั้น ก็ไม่ใช่ของที่ราคาแพงสำหรับคนในตำบลสักเท่าไหร่” เมื่อเื่ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับหลานสาวของเขา ลู่เจิ้งชุนก็ไม่รีรอที่จะยืนมือเข้าไปช่วยเหลือหลานสาวของเขาในทันที
“น้าหลินลู่ลืมไปแล้วเหรอว่าครอบครัวของน้าก็มีคนทำงานอยู่ในตำบล ขนาดตำแหน่งเล็กๆ ของกัวิจุนยังทำให้ครอบครัวกัวของน้ามีความเป็อยู่ที่ดีขึ้นเลย แล้วทำไมครอบครัวเสิ่นที่มีคนทำงานในตำบลถึงสองคน แถมคนหนึ่งยังมีตำแหน่งเป็ถึงผู้จัดการ จะไม่สามารถซื้อข้าวของมาให้กับครอบครัวลู่มากมายแบบนี้ได้ละ”
เหอกู้จิ้งรู้สึกไม่ชอบใจครอบครัวกัวเป็อย่างมาก เพราะว่าเธอเคยถูกครอบครัวกัวส่งแม่สื่อมาเพื่อตบแต่งเธอเข้าไปเป็สะใภ้นั่นเอง แต่เพราะเธอชื่นชอบสามีของเธออยู่ก่อนหน้านั้น และด้วยครอบครัวของเธอที่ไม่ได้เข้ามาบังคับกะเกณฑ์ชีวิตของเธอ ดังนั้นครอบครัวเหอจึงได้ปฏิเสธแม่สื่อของครอบครัวกัว
และหลังจากวันนั้นเป็ต้นมาอีกฝ่ายก็มักจะหาเื่เธออยู่เป็ประจำ จนถึงจุดแตกหักที่เธออยากจะทำให้ครอบครัวกัวล่มสลายหายไปจากโลกนี้เลยทีเดียว เพราะว่าน้องชายคนเล็กของกัวหลินลู่ดักฉุดเธอตอนที่เธอเข้าป่าไปเก็บผักป่านั่นเอง โชคยังดีที่เธอถูกสามีของเธอช่วยเหลือเอาไว้ได้ ทำให้เธอสามารถรอดพ้นจากนรกที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้
ถึงแม้ว่าจะไม่มีชาวบ้านคนไหนมาเห็นเหตุการณ์ในครั้งนั้น แต่เหอกู้จิ้งก็รู้สึกชิงชังครอบครัวกัวมากขึ้นไปกว่าเดิม โชคดีที่หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น น้องชายคนเล็กของกัวหลินลู่ก็ถูกหมูป่าทำร้าย ต่อให้ชาวบ้านช่วยเหลือมาได้ แต่ด้วยอาการที่สาหัสทำให้อีกฝ่ายเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าทันทีที่เหอกู้จิ้งได้ทราบข่าวนี้ขึ้นมา เธอก็รู้สึกยินดีและดีใจเป็อย่างมาก
“ดังนั้นต่อจากนี้หวังว่าสหายทุกคนจะคิดให้รอบคอบก่อนที่จะมารายงานเื่ราวต่างๆ ให้พวกเราได้ทราบกัน เพราะถ้าหากเื่ดังกล่าวไม่ได้เป็ความจริงแล้วละก็ สหายทุกคนก็จะต้องถูกส่งตัวไปปรับทัศนคติที่ค่ายชานชีเช่นเดียวกับสหายทั้งสามคนนี้เช่นกัน”
“ไม่นะ ฉันไม่อยากไปที่ค่ายนั้น” กัวซือเยว่รู้สึกหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น เมื่อได้ยินสิ่งที่ทหารแดงตรงหน้าพูดออกมา ก่อนที่เธอจะหันไปหาแม่ของเธอเพื่อขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่าย “แม่คะ ช่วยฉันด้วย ฉันไม่อยากไปปรับทัศนคติที่ค่ายชานชี”
เสียงร้องของกัวซือเยว่ ถานลู่เฟยและหวังซูอี้ ต่างก็ดังขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว เพราะพวกเธอรู้ดีว่าถ้าหากพวกเธอถูกส่งตัวไปปรับทัศนคติแล้วนั้น สิ่งที่รอพวกเธอทั้งสามคนอยู่มีแต่ความยากลำบาก ซึ่งแน่นอนว่าที่แห่งนั้นจะต้องยากลำบากมากว่าหมู่บ้านเฟิงหยวนแห่งนี้อย่างแน่นอน ดังนั้นพวกเธอทั้งสามคนจึงไม่้าที่จะจากหมู่บ้านแห่งนี้ไป
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++