เช้าวันรุ่งขึ้นมนัสนั่งกินข้าวตามลำพังในห้องอาหารขนาดใหญ่ถัดจากห้องรับแขก มีโจวซื่อไห่ทำหน้าที่ดูแลปรนนิบัติรับใช้กับหญิงสูงวัยหนึ่งนางซึ่งคาดว่าเป็แม่ครัว เห็นคนในบ้านทั้งหญิงและชายเดินผ่านไปมาแต่ไม่มีใครเฉียดกายเข้าใกล้ในระยะสิบเมตร ่เช้าตรู่บ้านหลังนี้คงวุ่นวายตามปรกติคนแปลกหน้าพยายามคิดในแง่ดีไว้ก่อน
กินข้าวได้เพียงครึ่งชามชักเริ่มเอะใจภายในบ้านหลังโตค่อนข้างเงียบผิดปรกติ ราวกับว่าทุกคนหายไปยังโลกใบอื่น ส่วนหลินเส้าเฟยผู้เป็ภรรยาตัวเองเข้ามาทักทายสองสามคำแล้วหายตัวไปอีกคน บอกแค่ว่าต้องรีบจัดการธุระสำคัญในเมืองเธอะโขึ้นม้าเคียงคู่สาวใช้วัยรุ่นหน้าตาดีก่อนหายลับตาราวกับสายลมหนาวพัดผ่าน
เมื่อภรรยาจากไปมนัสถอนหายใจเบาๆอยู่บ้านหลังนี้มาแล้วเกือบหนึ่งวันเต็ม นี่คือครั้งที่สองที่สองเราได้เห็นหน้าค่าตาเมื่อวานตอนเย็นเขากินข้าวตามลำพัง ส่วนเธออยู่ที่ไร่ชาจนพระอาทิตย์ตกดิน ตกกลางคืนก็ไม่ได้นอนห้องเดียวกันเขานอนในห้องโล่งๆ เหมือนห้องนอนแขก มีข้าวของเครื่องใช้แค่พอจำกัดจำเขี่ยและเหมือนทุกคืนมีโจวซื่อไห่นอนขวางประตู
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างประหลาดทว่าสิ่งนี้กลับทำให้เขาทั้งดีใจและโล่งใจ สองเราไม่ได้นอนเตียงเดียวกันถือว่าโชคดีมากหวังว่าคืนนี้จะไม่มีเหตุพลิกผันเกิดขึ้น เธอเป็ภรรยาถูกต้องตามกฎหมายก็จริงแต่เธอเป็ภรรยาแม่ทัพไม่ใช่ภรรยาตัวเอง เกิดมีบทเข้าพระเข้านางขึ้นมาจริงๆ ละก็ ไม่รู้จะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ด้วยวิธีไหน
อยู่ที่นี่ไม่ทันครบวันเกิดคำถามมากมายทำไมต้องแยกห้องนอน? ทำไมเธอแทบไม่คุยกับเขา? ทำไมเราต้องคิดมาก? ความคิดในหัวสมองทำงานอย่างเต็มที่ปัญหาข้อแรกอาจเป็เื่ประเพณี แต่ถ้าเป็จริงชนชาตินี้คงสูญพันธ์นานแล้วหรือว่าสองคนนี้กำลังโกรธกัน ถ้าเป็เช่นนั้นเธอคงไม่ยอมคุยกับเขา ที่น่าเป็ไปได้ที่สุดก็คือคู่นี้เบื่อกันน้ำพริกถ้วยเก่าบูดแล้วไม่น่าสนใจแล้ว แต่หลินเส้าเฟยทั้งสาวทั้งสวยทั้งน่ารักเหนือใครท่านแม่ทัพคงไม่ตาต่ำเห็นสาวขายชาดีกว่า
ปัญหาข้อถัดไปทำไมเธอไม่ยอมคุยกับเขาแม้ว่าเธอมักอ้างเื่งานบังหน้าก็ตาม แต่ใครๆ ก็ดูออกว่าเสแสร้งขาดความจริงใจเื่นี้ยังคงเป็ปริศนาค้างคาใจ ส่วนปัญหาข้อสุดท้ายทำไมตัวเองต้องคิดมากนี่คือคำถามที่มีคำตอบชัดเจนที่สุด คำตอบที่ชัดเจนอยู่บนใบหน้าหลินเส้าเฟยแค่เจอกันครั้งแรกเขาประสบปัญหาใหญ่ทันที
กินข้าวหมดชามมนัสรีบเผ่นไปที่อื่นแสร้งทำเป็ไม่ได้ยินคำสั่งให้รอกินยา คนแปลกหน้าก้าวเท้าออกมาทางด้านหลัง เดินลงบันไดสี่ขั้นพบลานอเนกประสงค์กว้างๆเชื่อมต่อมายังหน้าบ้านแต่อ้อมพอสมควร บนทางเดินปลูกต้นไม้ไว้เพียงไม่กี่ต้น ไม่ทราบพันธ์อะไรตอนนี้ผลัดใบเหลือเพียงกิ่งก้านที่นี่อากาศเย็นสบายและค่อนไปทางหนาว ไม่จำเป็ต้องมีไม้ใหญ่บดบังตัวอาคาร แต่จำเป็ต้องยกพื้นป้องกันสัตว์เล็กรบกวนจึงเต็มไปด้วยบันไดปูนสูงสี่ขั้นบ้างหกขั้นบ้าง
ระหว่างก้าวเท้าสายตาเริ่มสำรวจไปพร้อมกันและได้พบว่าบ้านหลังนี้ประดับโคมแดงมากมาย เสาใหญ่ทุกต้นติดแผ่นผ้าสีแดงตามยาวเขียนตัวอักษรสีดำคล้ายภาษาจีนอ่านไม่ออก ประตูหน้าต่างถูกทำความสะอาดจนใหม่วับช่องลมลายรวงผึ้งแทบไม่มีเม็ดฝุ่นกล้ำกราย สีบนไม้กระดานใหม่มากเหมือนเพิ่งทาไม่นานแม้แต่กำแพงทำจากอิฐมอญอายุหลายสิบปี ยังมีร่องรอยการตกแต่งซ่อมแซมอย่างดีบ้านสกุลเส้าเฟยดูดีมากๆ ในสายตาคนแปลกหน้า
มนัสเดินมาหยุดหน้าซุ้มประตูทางเข้าตรงนั้นมีต้นสาลี่ขนาดใหญ่พอสมควร ปลูกคู่กันสองต้นถัดจากกล้วยใบใหญ่รูปพัดชายหนุ่มเดินมานั่งใต้ร่มเงาไม้เมืองหนาว ขณะคิดถึงปัญหาข้อที่สามของตัวเองเมื่อวานนี้มีเื่สุดยอดพิสดารเกิดขึ้น ใบหน้าเ้าของบ้านดันไปเหมือนยายการะเกดลูกสาวเพื่อนสนิทแม่ซึ่งรู้จักกันมาั้แ่เด็ก
หรือว่า…หลินเส้าเฟยผู้เป็ภรรยาที่แคว้นเสียมคือคนคนเดียวกับคู่หมั้นตัวเองที่กรุงเทพ?
ร้อยโทกองทัพพายัพใช้สองมือกุมหัวอุตส่าห์ย้อนอดีตมาสู่ดินแดนอันไกลโพ้น ยายส้มเขียวหวานยังตามมาหลอกหลอนไม่เลิกที่สำคัญเป็สามีภรรยากันแล้วด้วย แล้วนี่ตัวเองยังจะหลบหนีไปไหนได้
เพราะเื่นี้ทำให้เขาดีใจะโตัวลอยเมื่อรู้ว่าได้นอนห้องเดียวกับโจวซื่อไห่ แม้ว่าเธอจะเป็การะเกดคู่หมั้นในชาติก่อนรวมทั้งเป็หลินเส้าเฟยภรรยาในชาตินี้ แต่เขาไม่เคยคิดอะไรทำนองนั้นกับเธอ ไม่ได้รักไม่ได้ชอบเป็แค่เพียงคนรู้จักกันในใจดวงน้อยมีแค่คุณหญิงดุจดาวเท่านั้น เธอคนนี้ทำให้เขามีกำลังใจต่อสู้ในสนามรบ
บ้าชะมัด!ทำไมหลินเส้าเฟยไม่ใช่คุณหญิง ถ้าเป็แบบนั้นเขาจะมีความสุขมาก
คนขี้บ่นนั่งบ่นลมบ่นฟ้าตามนิสัยไม่ทันสังเกตใครบางคนมาจากด้านหลัง หันมาเห็นจมูกโด่งเป็สันเข้าก็พลันใคนรับใช้ส่วนตัวโผล่เข้ามาพร้อมกับของกิน เป็ถ้วยใบน้อยใส่น้ำสีทองร้อนๆกลิ่นหอมฉุย
“ท่านต้องดื่มยาบำรุง” โจวซื่อไห่ยื่นถ้วยใบน้อยถึงมือ
“ข้าหายดีแล้วน่ากินยาทุกวันขมคอไปหมด”
“คุณหนูสั่งให้ท่านดื่ม”
“คุณหนู?” ผู้เป็นายคิ้วขมวดทันที “เ้าหมายถึงแม่นางหลินใช่ไหม”
“ท่านต้องเรียกหลินเส้าเฟย”
“เออ...นั่นแหละ ทำไมข้าต้องทำตาม”
คำถามจากผู้เป็นายไม่ได้รับการตอบสนองมนัสรีบจ้องหน้าแต่ทว่าไม่ส่งผลสักนิด คนรับใช้ส่วนตัวยังคงนิ่งเงียบเหมือนเก่าไม่มีสิ่งใดทำให้พ่อเทพบุตรยอมเปิดปาก เขาตัดสินใจรับถ้วยใบน้อยมากระดกลงคอแล้วพลันสะดุ้งโหยงพร้อมไอเสียงดังติดกัน น้ำสีทองกลิ่นหอมฉุยรสชาติขมเหลือกำลังขมกว่าบอระเพ็ดที่ยายการะเกดชอบนำมาแกล้ง
“ไอ้นี่คืออะไร?” คนถามทำปากเบี้ยวจมูกย่น
“ซุปกระเพาะแพะ”
“ซุปกระเพาะแพะ!”
เมื่อแน่ใจชัดเจนว่าตัวเองไม่ได้หูแว่วมนัสพยายามโก่งคออาเจียนแบบไร้ความหวัง ซุปกระเพาะแพะขมมากก็จริงแต่ไม่มีกลิ่นคาวกระเพาะมนุษย์รับมือได้แต่ปลายลิ้นรับมือไม่ได้ กว่าจะหายขมคอใช้เวลานานพอสมควร อยู่เชียงตุงเขามักด่าทอทหารฝ่ายตรงข้ามซึ่งชอบกินเครื่องในสัตว์ว่าไอ้หน้ากระเพาะแพะนาทีนี้ตัวเองเป็ไอ้หน้ากระเพาะแพะเสียเอง
ขณะนั่งกลืนน้ำลายเริ่มเห็นสมาชิกภายในบ้านเป็เด็กหนุ่มสามคนกับชายสูงวัยหนึ่งคน เดินเข้ามาตกแต่งทางเข้าห้องรับแขก ซึ่งปรกติสวยงามอยู่แล้วให้สวยงามยิ่งกว่าเดิมคนขี้สงสัยรีบหันหน้ามองคนรับใช้ส่วนตัว
“พวกเขากำลังทำอะไร”
“เย็นนี้ที่นี่มีงานมงคล”
“งานมงคล...งานมงคล?” มนัสทำท่าครุ่นคิด “เอ็ง…เอ๊ย! เ้าหมายถึงงานแต่งงานใช่ไหม ทำไมแม่นางหลินไม่บอกข้าสักคำอ้าวลืมไป…ข้าต้องเรียกหลินเส้าเฟยถูกไหม ตกลงใครแต่งกับใครเ้ารู้หรือ…เฮ้ย!”
เ้าของคำถามสะดุ้งใคำรบสองเมื่อคนรับใช้จมูกโด่งหายตัวไปราวกับเล่นกล ทิ้งให้ตัวเองนั่งพูดคนเดียวอยู่นานสองนานคนขมคอทำได้แค่เพียงสวดบทแผ่เมตตา ตอนนี้พึ่งพาใครไม่ได้เลยนอกจากตัวเอง มนัสเริ่มนึกทบทวนทุกสิ่งทุกอย่างอีกครั้งเขาจำได้ว่าหลินเส้าเฟยมีพี่ชายหนึ่งคน เห็นแม่ครัวพูดว่าคุณชายอู๋หรืออุ๋ยนี่แหละ
หมายความว่าเย็นนี้มีงานแต่งพี่ใหญ่ว่าแล้วเชียวหลินเส้าเฟยถึงหนีเข้าเมือง เธอคงสั่งชุดใหม่ไว้ใส่ต้อนรับในฐานะเ้าบ้านตามประสาคนรักสวยรักงามเหมือนกับสาวอื่น มนัสเผลอมองเสื้อผ้าหน้าผมโดยไม่ตั้งใจตอนนี้เขาเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ทหารหวางซื่อ แต่ดันแต่งตัวซอมซ่อไม่ต่างทหารรับใช้ เขาจำเป็ต้องรักษาหน้าตาสกุลเส้าเฟยแม้ไม่ได้เป็ลูกเขยสกุลเส้าเฟยตัวจริงก็ตาม ปัญหาก็คือจะจัดการแก้ไขด้วยวิธีไหนบอกตามตรงมืดแปดด้านคิดอะไรไม่ออก
ลูกเขยกำมะลอนั่งเกาหัวสีหน้าเหยเกความหวังเดียวของเขาคือให้โจวซื่อไห่ช่วย ทบทวนอีกครั้งความเป็ไปได้ขอใช้คำว่าติดลบเหลืออีกหนึ่งวิธีแอบหนีเข้าเมืองเดี๋ยวนี้เลย ปัญหาใหญ่ตามมาคือไม่มีเงินแม้แต่เฟืองเดียวขณะที่มนัสกำลังอับจนหนทางอยู่นั้น ประตูไม้สีแดงอิฐเจาะช่องลมได้พลันเปิดกว้างด้วยแรงผลักชายวัยกลางคนสวมเครื่องแบบสีกรมท่า
“ท่านแม่ทัพ! ท่านไม่ควรออกมานั่งตรงนี้”
ผู้ก้าวเท้าผ่านซุ้มประตูคือนายกองเพ้งทหาราุโเพียงหนึ่งเดียวที่ยังหลงเหลือ มนัสเห็นเข้าะโเข้าไปกอดคอดีใจเหลือเกินที่ได้เจอลูกน้องอีกครั้ง แต่ที่ดีใจยิ่งกว่าคือ้าใช้เงินก้อนหนึ่งและนายกองคือความหวังเดียวในเวลานี้
“ผมออกมานั่ง…เอ๊ย! ข้าออกมานั่งกินลมชมวิวอยากเจอตัวท่านอยู่พอดี”
เห็นนายกองทำคิ้วหักมนัสเพิ่งนึกออกแกคงสงสัยทำไมกินลมเหมือนอย่างวันนั้น ต่อไปนี้เขาสมควรระวังคำพูดให้ดีคนแคว้นเสียมมีวิธีคิดวิธีพูดแตกต่างจากคนไทยต้องคิดให้เหมือนเสียก่อนจะได้พูดเหมือนภายหลัง
“วันนี้ที่นี่มีงานมงคลอยากให้ท่านช่วยทำอะไรสักอย่าง”ลูกเขยสกุลเส้าเฟยพุ่งตรงเข้าประเด็น
“เพราะเื่นี้ข้าถึงมาที่นี่”
ก่อนมนัสจะขอยืมเงินไปซื้อเสื้อผ้านายกองเพ้งดันลุกพรวดเดินกลับไปที่ประตู สักพักเดียวกลับมาพร้อมทหารรับใช้สองนายทั้งคู่ช่วยกันหามลังไม้ขนาดใหญ่มากสองลังนำมาวางบนพื้นให้ท่านแม่ทัพมองเห็นชัดเจน
“มันคืออะไรหรือ?” คนถามทำหน้าสงสัยมาก
“ของใช้ส่วนตัวของท่านข้าขนมาให้ทั้งหมดตามคำสั่ง”
เมื่อนายกองพูดจบมีเด็กหนุ่มจำนวนสามคนตรงเข้ามาต้อนรับสู้ด้วยความสนิทสนม พร้อมกับเพ่งมองมาที่ลังไม้สีหน้ายิ้มแย้มทิ้งให้มนัสมองตามตาปริบๆ ตามลำพัง เขานึกแปลกใจตัวเองออกคำสั่งตอนไหน แต่แปลกใจยิ่งกว่ากับเื่ราวเ้าของร่างร่างแม่ทัพใหญ่ที่ตัวเองแอบเข้ามาสิงสู่เขาผู้นี้มีเื่ราวแปลกประหลาดไม่แพ้หน้าไหน
ท่านแม่ทัพมีข้าวของส่วนตัวสองลังไม่มีที่ซุกหัวนอนเหมือนคนทั่วไป ต้องพักอาศัยบ้านพ่อตาหลังเบ้อเริ่มเทิ่มมีคนรับใช้หน้าตาดีแต่นิสัยประหลาด มีภรรยาสวยน่ารักแต่หน้าเหมือนลูกสาวเพื่อนแม่ ได้ตำแหน่งแม่ทัพเพราะอดีตเป็รองแม่ทัพแต่ที่เขาเป็รองแม่ทัพทั้งที่อายุเพียงยี่สิบสี่ เนื่องจากตัวเองเป็ลูกเขยท่านแม่ทัพลู่เส้าเฟย
การแต่งงานมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องชายคนนี้อาจไม่ได้รักหลินเส้าเฟยสักนิด จึงขอแยกตัวมานอนกอดคนรับใช้หน้าหล่อมีการใช้เส้นสายเหยียบข้ามหัวคนเก่งมากมาย นี่คือสิ่งที่ตัวเองรู้สึกเกลียดเข้ากระดูกดำเคยเห็นมาก่อนและเคยสาบานว่าจะไม่ทำตาม แต่แล้วตัวเองในโลกใบใหม่กลับทำเสียเองแล้วยังทำหนักมากชนิดไม่เกรงใจใคร
หลังถอนหายใจแ่เบาครบสามครั้งการเจรจาระหว่างสองฝ่ายสิ้นสุดลง ลังไม้ทั้งสองใบถูกยกเข้ามาในตัวบ้านโดยเด็กหนุ่มจำนวนห้านายอายุไล่เลี่ยกัน นายกองเพ้งเดินกลับมาพบอีกครั้งมนัสรีบสลัดความเศร้าเพื่อพูดคุยด้วย
“ข้าให้สองคนนี้อยู่ช่วยงานอาฟู่เคยทำหลายครั้งท่านโปรดวางใจ”
“ขอบใจท่านมากที่ช่วยเป็ธุระ” แม้สงสัยทำไมให้อาฟู่กับเพื่อนอยู่ที่นี่ ทว่ามนัสยังมีเื่อื่นสำคัญกว่า“ข้าอยากถามท่านสักหน่อยทำไมข้าวของของข้าถึงอยู่ที่ค่ายทหาร”
“ท่านให้โจวซื่อไห่ขนมา” นายกองตอบแบบสงวนถ้อยคำ
“ทำไมข้าไม่นำมาไว้บ้านภรรยา”
“เื่นั้นข้าไม่ทราบวันนี้ข้าติดธุระข้าขอตัว”
“นายกอง…ท่านฟังข้า” เมื่อลูกน้องทำท่าจะเผ่นแนบ มนัสชิงลงมือตัดหน้าทันที“ท่านรู้ใช่ไหมว่าข้าความจำเสื่อม”
“เื่นี้ท่านพูดถูก”
“ในเมื่อความจำข้าเสื่อมข้าย่อมจำไม่ได้ในเมื่อข้าจำไม่ได้ข้าย่อมเอ่ยถาม ท่านข้าจำเป็ต้องถามใช่หรือไม่”
“เื่นี้ท่านพูดถูก”
“ทีนี้ถ้าข้าถามท่านแล้วท่านไม่ตอบข้าจำเป็ต้องถามคนอื่นถูกต้องไหม ทีนี้ถ้าข้าถามคนอื่นที่ไม่ใช่ทหารหวางซื่อคนอื่นย่อมรู้ว่าข้าความจำเสื่อม แล้วเขาจะเอาไปพูดต่อทั่วทั้งเมือง แม่ทัพใหญ่ทหารหวางซื่อความจำเสื่อมจำอะไรไม่ได้เลยทีนี้ข้าขอถามท่านอีกครั้ง เื่นี้ใครเป็ผู้เสียหาย…ข้าหรือทหารหวางซื่อข้าคิดว่าอย่างหลังถูกต้องใช่หรือไม่”
“เื่นี้ท่านก็พูดถูก”
ผู้ชายหัวล้านไข่ดาวถอนหายใจเสียงดังนายกองเพ้งทำหน้าบอกบุญไม่รับ เริ่มมีอาการปากสั่นมือสั่นเล็กน้อย มนัสแอบสงสัยแกจะควักลูกประคำหรือเปล่าในเมื่อที่นี่ไม่ใช่เขตทหารมีผู้คนมากมาย ปรากฏว่านายกองใจเด็ดรักศักดิ์ศรีกว่าชีวิตทั้งที่หวาดหวั่นไม่อยากพูดถึงเื่ราวในอดีต แต่ไม่แสดงความอ่อนแอต่อหน้าสาธารณชน
“ท่านขนข้าวของมาอยู่ในค่ายเกือบสองปี” คนใจเด็ดยอมเปิดปากในที่สุด “ข้าให้ท่านนอนห้องทำงานแต่ท่านไม่ยอมแอบมานอนกับพวกทหารในเรือนนอน ข้าวของพวกนี้อยู่ในห้องทำงานข้าเอง มันควรถูกย้ายมาที่นี่ั้แ่สามอาทิตย์ที่แล้ว”
“แล้วทำไมถึงยังไม่มา”
“วันนั้นมีเื่สำคัญเกิดขึ้นข้าขอไม่พูดถึงได้ไหม”
“ท่านช่วยเล่ารวดเดียวจบได้ไหมไม่อย่างนั้นข้าจะไปถามเด็กในบ้าน”
เห็นลูกน้องอิดออดมนัสต้องทำเสียงแข็งนายกองเพ้งดีหมดทุกอย่างยกเว้นเื่นี้ ชักเริ่มสงสัยทำไมต้องทำให้มันวุ่นวายแล้วในอดีตท่านแม่ทัพใช้ชีวิตอย่างไร แต่เขาไม่กล้าถามเนื่องจากส่วนตัวเกินไปคนที่ตอบคำถามได้ดีที่สุดคือหลินเส้าเฟย เธอเป็ภรรยาย่อมรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับสามีไว้เจอหน้ากันค่อยสอบถามเป็การส่วนตัว
“ข้าจะเล่าแค่ครั้งเดียว” คนใจเสาะตัดสินใจเด็ดขาด “สามอาทิตย์ก่อนท่านแต่งงานกับคุณหนูก่อนพิธีส่งตัวเข้าหอแคว้นซ่งบุกเข้ามาในเขตพิเศษท่านกับท่านแม่ทัพลู่ต้องไปแนวหน้าทันที หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์จึงเกิดเื่ใหญ่”
นายกองเพ้งเผลอมองหัวไหล่ซ้ายตัวเองบนเครื่องแบบทหารหวางซื่อสีกรมท่า มีผ้าดิบสีดำผืนเล็กๆ เย็บติดอย่างดีนี่คือสัญลักษณ์การไว้ทุกข์ให้ผู้วายชนม์ เป็ใครไปไม่ได้นอกจากแม่ทัพของตัวเองเช้านี้มนัสแอบเห็นผ้าดิบบนเสื้อหลินเส้าเฟยเธอไว้ทุกข์ให้พ่อตัวเองในวันพี่ชายแต่งงานช่างเป็ผู้หญิงที่น่าสงสารเสียเหลือเกิน
“าจบลงโดยไม่มีผลแพ้ชนะ” ชายวัยกลางคนพูดต่อ “แคว้นซ่งเสียไพร่พลมากกว่าเราก็จริงแต่ทหารปาซาทุกคนรวมทั้งท่านแม่ทัพลู่ ยอมเสียสละเพื่อให้ทหารห้าร้อยนายรอดชีวิตเสร็จจากงานศพมีพิธีส่งตัวเข้าหอครั้งที่สอง กำหนดจัดงานหลังท่านรับตำแหน่งวันเดียว่บ่ายวันนั้นท่านเริ่มป่วยโรคประหลาด งานที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าถูกยกเลิกกะทันหัน”
เมื่อตัวเองเล่าจบนายกองเพ้งรีบขอตัวบอกแค่เพียงให้ท่านแม่ทัพมีความสุขมากๆ ไม่ต้องห่วงค่ายทหารข้าจัดการทุกอย่างหมดแล้วก่อนเดินฉับๆ มาะโขึ้นคร่อมม้าแก่จุ่ยโก้ทิ้งม้าเทียมเกวียนให้อาฟู่กับเพื่อนช่วยกันดูแล
มนัสกำลังตกตะลึงเอาแต่มองตามหลังในใจคิดถึงลูกสาวคนสวยท่านแม่ทัพลู่ เธอเพิ่งแต่งงานสดๆ ร้อนๆ ไม่ทันครบอาทิตย์ปรากฏว่าพ่อตัวเองต้องจากไปเพราะภัยาผู้เป็สามีถึงรอดตัวกลับมาได้เลื่อนตำแหน่ง ก็ดันล้มหมอนนอนเสื่อเกือบได้กลับบ้านเก่าคนเป็เ้าสาวจะต้องทุกข์ใจอย่างถึงที่สุด ด้วยเหตุนี้หรือเปล่าเธอถึงไม่อยากคุยกับเขา
นายกองเพ้งจากไปยังไม่ทันครบห้านาทีทหารรับใช้ทั้งสองนายเดินกลับมาอีกครั้ง โดยมีโจวซื่อไห่ถักเปียเดี่ยวทรงผีเสื้อสวยงามมากเดินตามหลังเพื่อนๆ มาพบเ้านายตัวเอง เพื่อรายงานเื่งานในความดูแลรับผิดชอบ
“ท่านต้องมาดูชุดที่ข้าเตรียมให้”
จบคำพูดพ่อหนุ่มรูปงามยืนทำหน้าเฉยมนัสพยักหน้ารับรู้ไม่ได้พูดจาโต้ตอบ แต่เหลียวมองอาฟูกับเพื่อนเดินมาที่เกวียนลืมถามไปเลยสองคนนี้มาช่วยอะไร ทำไมต้องช่วยในเมื่อโจวซื่อไห่ทำได้ทุกอย่าง อะไรที่หมอนี่ทำไม่ได้แต่คนอื่นทำได้น่าจะมีแค่เื่จีบแม่ค้าขายชาตาโตหุ่นสะบึ้ม คนที่เป็น้องร่วมสาบานเขาคนนั้นแหละ
ยืนอยู่ดีๆมีหิมะตกลงมานิดหน่อย เท่านั้นเองโจวซื่อไห่รีบดันหลังเข้าบ้าน มนัสยอมทำตามเพราะกลัวตัวเองไม่สบายกลัวมาช่วยต้อนรับแเื่ในงานเย็นนี้ไม่ได้ ทันใดนั้นเองลูกเขยบ้านนี้พลันเกิดคำถาม
“เย็นนี้ข้าต้องทำอะไรบ้างเป็เพื่อนเ้าบ่าวหรือเปล่า หรือให้ข้าแบกกล้วยแบกอ้อยรำหน้าขบวน”
“ข้าบอกท่านแล้ว…ท่านไม่ฟังข้าเลย”
ได้ยินคำถามโจวซื่อไห่ทำหน้าหงิกส่ายหัวเบาๆ สายตาเหล่มองผู้เป็นาย พร้อมเดินก้นงอนแซงหน้าเข้าบ้านไปก่อน ทิ้งให้มนัสยืนตากหิมะพร้อมทำหน้าเซ็งหมอนี่มันบอกข้อมูลเขาตอนไหน ได้ยินแค่เพียงเย็นนี้มีงานมงคล ไม่บอกสักคำว่างานแต่งงานคุณชายอู๋ถ้าไม่ได้ยินจากแม่ครัวคงงมโข่งต่อไปทั้งวัน
เ้าของลังไม้สองใบก้าวเท้าขึ้นบันไดเดินเอื่อยๆ มาถึงเสาไม้ติดแผ่นผ้าสีแดง ประดับตัวอักษรสีดำเขียนด้วยพู่กันอย่างวิจิตรบรรจงเพราะความแปลกใจมนัสเพ่งมองอีกครั้ง แล้วพลันสะดุ้งโหยงเมื่อตัวเองดันอ่านรู้เื่แค่เปลี่ยนวิธีคิดและพิจารณาอีกหนึ่งมุมมอง สิ่งที่เคยคิดว่ายากก็กลับกลายเป็เื่หมูตู้
มนัสเปลี่ยนวิธีคิดและพิจารณาอีกมุมมองอีกครั้งคิดถึงการกระทำของภรรยาตัวเอง การกระทำของคนรับใช้ส่วนตัว การกระทำของนายกองเพ้งรวมทั้งหลักฐานอื่นที่เห็นคาหนังคาเขา ทันใดนั้นเองเขาพลันใอ้าปากหวอ
หรือว่า…งานมงคลในบ้านสกุลเส้าเฟย จะเป็พิธีส่งตัวเข้าหอรอบที่สาม
-------------------------------
ปล. เข้าบ้านวันแรกก็สนุกเสียแล้วพิธีส่งตัวเข้าหอคงวุ่นวายพิลึก