พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    เล่ม 3 บทที่ 79 วางแผนซ้อนแผนเล่นให้หนัก

            ซือหม่าหลิงอวิ๋นมั่นใจในเสน่ห์ของตนเองอย่างยิ่ง คุณหนูที่มาจากบ้านนอกอย่างเมืองอวิ๋นเฉิงจะต้องไม่เคยเห็นบุรุษที่สง่างามและสุภาพเรียบร้อยเช่นตนเองเป็นแน่ ขอเพียงแค่แสดงความอ่อนโยนเอาอกเอาใจมากหน่อย หญิงสาวที่ไม่เคยมีความรักมาก่อนก็ย่อมไม่พ้นมือไปได้แน่

            เมื่อใจเต็มไปด้วยความลำพอง รอยยิ้มก็ยิ่งอ่อนโยนเปี่ยมเสน่ห์ ดวงตาอบอุ่นอย่างไร้ขีดจำกัดที่จับจ้องมาทำให้โม่เสวี่ยถงขนลุกซู่ไปทั้งตัว ใบหน้าจำต้องทอยิ้มอ่อนโยนอย่างไม่มีทางเลือก แต่กลับยิ้มเยาะในใจ อยากเข้าไปฉีกหน้ากากจอมปลอมของเขาออกจนแทบทนไม่ไหว

            ชาติที่แล้ว พอตนเองได้พบซือหม่าหลิงอวิ๋น ก็เฝ้าฝันละเมอคิดแต่อยากจะแต่งให้เขา เขาได้หัวใจของนางไปโดยไม่ต้องออกแรงอะไรเลย ชาตินี้นางได้รู้เช่นเห็นชาติ มองทะลุไปถึงจิตใจอันต่ำช้าโสมมของเขา แล้วจะแต่งให้เขาอีกได้อย่างไร ดังนั้นเขาจึงพยายามจับตนเองซ้ำแล้วซ้ำอีก หากครานี้สามารถปล่อยข่าวลือออกไปได้ จึงจะดีที่สุดกระมัง

            ข่าวลือ? ก็ต้องดูว่าพวกเขามีความสามารถจะกุมันขึ้นได้หรือไม่

            รถม้ากว้างขวาง ซือหม่าหลิงอวิ๋นรอให้โม่เสวี่ยถงกับโม่เสวี่ยฉงขึ้นรถไปเรียบร้อยแล้วจึงค่อยก้าวเข้าไป เมื่อเข้ามาถึงในตัวรถก็พบว่า โม่เสวี่ยฉงนั่งอยู่ตำแหน่งในสุด โม่เสวี่ยถงนั่งถัดออกมาด้านนอก ซือหม่าหลิงอวิ๋นเข้ามาถึง ที่นั่งด้านนอกเต็มหมดแล้ว จึงต้องเข้าไปนั่งด้านใน ซึ่งอยู่ใกล้กับโม่เสวี่ยฉง กลิ่นหอมจรุงเข้มข้นแผ่กำจายออกมาจากกายนาง กลิ่นหอมประเภทนี้เมื่อผสมผสานกลับความร้อนที่ออกมาจากร่างกายสามารถทำให้คนรู้สึกร้อนวูบวาบหัวใจเต้นแรง

            “ตอนผ่านทางมา ซื่อจื่อเห็นพี่หญิงใหญ่บ้างหรือไม่เจ้าคะ” โม่เสวี่ยถงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พิงผนังรถด้านในแล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

            ที่หน้าต่างแขวนด้วยม่านโปร่งบางเบา แสงสว่างจากภายนอกลอดผ่านเข้ามา ใบหน้าด้านข้างฉาบฉายด้วยแสงสีทองระยิบระยับเปล่งประกายในความมืด ทำให้ใบหน้าของนางยิ่งงดงามเหนือสามัญ ดูลึกลับมีเสน่ห์ประหนึ่งเทพเซียน แม้ว่ารูปร่างจะยังไม่เติบโตเต็มที่ แต่รอยยิ้มที่เจิดจรัสบนใบหน้ากลับทำให้คนตะลึงลาน

            ซือหม่าหลิงอวิ๋นหันศีรษะไป มิได้เห็นนางเต็มใบหน้า แต่กลับเห็นซีกหน้าด้านข้างที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนฉาบฉาย หัวใจพลันกระตุกเต้นไม่เป็นจังหวะ ดวงตาร้อนผ่าวอย่างน่าประหลาด นัยน์ตาฉายแววลึกล้ำ รู้สึกรุ่มร้อนขึ้นอีกหลายส่วน หายใจหอบแรง ทันใดนั้นกลิ่นหอมฉุนจากกายของโม่เสวี่ยฉงที่อยู่ด้านข้างก็ลอยมาปะจมูก ทำให้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา รีบหันศีรษะกลับไปอีกด้าน จึงค่อยสงบอารมณ์ลงได้

            “ทางที่ข้าผ่านมาไม่พบกับคุณหนูใหญ่เลย แต่มาชมดอกเหมยวันนี้ถือว่าไม่เลว ได้ยินว่าดอกเหมยที่นั่นเบ่งบานเร็วกว่าที่อื่น คุณหนูทั้งสองจะได้เด็ดสักสองสามช่อไปปักแจกันไว้ชื่นชมเพื่อความสำราญ” เขายิ้มพลางซ่อนเร้นความผิดปรกติบางอย่างของร่างกายเอาไว้ แล้วขยับตัวไปด้านนอกให้ห่างจากโม่เสวี่ยฉง

            โม่เสวี่ยฉงทำทีเหมือนต้องการฟังคำให้ได้ยินชัดเจนขึ้น จึงขยับเข้าไปให้ใกล้กับซือหม่าหลิงอวิ๋น เอียงคอขึ้นจ้องหน้าเขาก่อนเอ่ยถาม “อีกสักครู่ซื่อจื่อช่วยข้าเลือกสักสองสามกิ่งได้หรือไม่ ข้าจะได้นำกลับไปปักใส่แจกันที่ท่านมอบให้คราที่แล้ว”

            “น้องหญิงสี่เกรงใจไปแล้ว แจกันใบนั้นลูกผู้น้องของข้าเป็นคนนำมายามที่เข้าเมืองหลวง ข้าเห็นว่าเป็นของสตรี จึงส่งไปให้เหล่าคุณหนูและฮูหยินแต่ละจวน จวนละหนึ่งใบ คุณหนูสี่ชอบก็ดีแล้ว” แม้ว่าใบหน้าของเขาจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่เบื้องลึกในดวงตากลับฉายแววไม่พึงพอใจ

            โม่เสวี่ยฉงแม้จะเป็นบุตรอนุ แต่ก็ไม่มีความนุ่มนวลอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความสามารถเหมือนโม่เสวี่ยหมิ่น ถึงแม้จะหน้าตาสะสวย แต่ก็มิได้งามล่มเมืองเหมือนกับโม่เสวี่ยถง เขาไม่มีความสนใจในตัวนางแม้แต่น้อย แต่นางก็เพียรจะเบียดกายกระแซะเข้ามาไม่เลิกรา นำเรื่องที่ไม่มีราคาค่างวดอันใดมาทำให้ดูเหมือนเขากับนางมีความรู้สึกพิเศษต่อกัน กลิ่นหอมฉุนจากกายนางทำให้เขารู้สึกรังเกียจยิ่ง ทว่าใบหน้าก็ยังคงผลิยิ้มเพื่อรักษาภาพลักษณ์อันดีงาม

            เขามีใจต่อโม่เสวี่ยถง แล้วจะให้นางเกิดความแคลงใจได้อย่างไร ดังนั้นจึงต้องรีบอธิบายให้กระจ่างแจ้ง

            เห็นโม่เสวี่ยฉงพยายามเบียดกายเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม โม่เสวี่ยถงก้มลงด้วยท่าทางสงบนิ่ง กลอกตารอบหนึ่งก่อนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ซื่อจื่อสนิทสนมกับพี่หญิงใหญ่อย่างยิ่ง มิใช่ว่าก่อนหน้านี้ก็เคยส่งดอกเหมยไปให้อยู่หลายคราหรอกหรือเจ้าคะ”  

            คำพูดแบบนี้ เมื่อออกจากปากของโม่เสวี่ยถงกลับเป็นการเสียมารยาทอยู่ไม่น้อย เหมือนกับคำพูดของโม่เสวี่ยฉงที่มีนิสัยปากไว ซือหม่าหลิงอวิ๋นคิดไม่ถึงว่าโม่เสวี่ยถงจะเอ่ยวาจาตรงไปตรงมาเช่นนี้ ก็ตะลึงงันพูดไม่ออก สีหน้าทะมึนลงเล็กน้อย ขณะที่กำลังคิดหาวิธีแก้ต่าง โม่เสวี่ยถงกลับหัวเราะขำตนเองด้วยท่าทางเอียงอาย

            “ข้าพูดผิดไปใช่หรือไม่เจ้าคะซื่อจื่อ เอ... หรือว่าคราที่พี่หญิงใหญ่ตกม้า ซื่อจื่อจะไม่ได้เป็นคนช่วยไว้ หากข้ากล่าวไม่ถูกต้องก็โปรดอย่าถือสาเลย ครั้งต่อไปข้าจะไม่เอ่ยถึงอีกแล้วเจ้าค่ะ” ด้วยน้ำเสียงไพเราะอ่อนหวาน ยิ่งในตอนท้ายยังแสดงเจตนายอมรับผิด ทำให้คนนึกถึงเรื่องที่นางถามอย่างไร้มารยาทเมื่อครู่ ผนวกกับเรื่องนี้เข้าไปอีกเรื่อง ก็พอจะรู้ได้ว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ หากซือหม่าหลิงอวิ๋นยังหยิบเรื่องนี้มากล่าวอีก ก็เท่ากับว่าจิตใจคับแคบ

            ยิ่งไปกว่านั้นบุรุษที่ไหนจะเอาเรื่องเอาราวกับสาวน้อยคนหนึ่งที่กล่าวคำขออภัยอย่างบริสุทธิ์ไร้เดียงสากันเล่า

            “บ้านข้ากับสกุลโม่มีมิตรภาพที่ดีต่อกันมายาวนาน ข้ากับคุณหนูใหญ่ย่อมสนิทสนมกันมากกว่าบ้านอื่น นอกจากนี้ก็ยังเป็นเพื่อนสนิทกับคุณชายใหญ่ด้วย เห็นคุณหนูใหญ่ได้รับบาดเจ็บจึงส่งนางกลับบ้าน จริงสิ... คุณหนูสามก็เพิ่งมาถึงเมืองหลวง ไม่ทราบว่าได้ไปเที่ยวเล่นในเมืองมาบ้างหรือยัง หากคุณหนูสามอยากไปเที่ยวชมเมือง ให้คนมาตามข้าก็ได้ ข้าจะพาคุณหนูสามไปเที่ยวในที่สนุกๆ อย่างแน่นอน”

            แม้จะกล่าวโทษโม่เสวี่ยถงไม่ได้ แต่ก็จำเป็นต้องอธิบาย สีหน้าของซือหม่าหลิงอวิ๋นยังคงอาบด้วยรอยยิ้มอบอุ่น สายตาทอดมองมาทางโม่เสวี่ยถง แล้วเสชวนคุยไปเรื่องอื่น

            แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาล้วนอยู่ในสายตาของโม่เสวี่ยฉง

            “ซื่อจื่อกับพี่หญิงใหญ่ของข้าสนิทกันมากจริงๆ นั่นแหละ ครั้งก่อนได้ยินว่าซื่อจื่อยังไปที่เรือนฝูฉิงของพี่หญิงตั้งสองสามครั้ง นำกำไลข้อมือไปให้พี่หญิงหลายชิ้น ข้ายังได้ตุ้มหูคู่หนึ่งมาจากนางเลย สวยงามยิ่ง สายตาของซื่อจื่อนับว่าไม่เลวจริงๆ ครั้งหน้าหากนำเครื่องประดับมาให้พี่หญิงใหญ่อีก ไม่ทราบว่าจะช่วยหามาให้ฉงเอ๋อร์สักสองสามชิ้นได้หรือไม่”

            หากกล่าวว่าคำพูดของโม่เสวี่ยถงเมื่อครู่เป็นการละลาบละล้วงเสียมารยาท คำพูดนี้ของโม่เสวี่ยฉงก็เป็นการตีแสกหน้าโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ซือหม่าหลิงอวิ๋นพยายามจะเบี่ยงเบนประเด็นไปคุยเรื่องอื่น แต่นางก็เพียรใช้สีหน้าน่ารักไร้เดียงสา คล้ายไม่รู้สักนิดว่าคำพูดของตนเองเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าซือหม่าหลิงอวิ๋นกับโม่เสวี่ยหมิ่นมีสัมพันธ์ส่วนตัวกันจริง และยังมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้อีกด้วย

            เรื่องนี้หากแพร่งพรายออกไป อีกทั้งยังมีโม่เสวี่ยฉงเป็นพยานรู้เห็น ชื่อเสียงของทั้งสองคนคงถูกทำลายย่อยยับ

            ยิ่งในเวลาที่ซือหม่าหลิงอวิ๋นกำลังพยายามทำให้โม่เสวี่ยถงเกิดความรู้สึกดีกับตนเอง คำพูดของโม่เสวี่ยฉงเมื่อครู่นี้ถือเป็นการเปิดเผยว่าซือหม่าหลิงอวิ๋นกับโม่เสวี่ยหมิ่นแอบมีความรู้สึกส่วนตัวกันจริงๆ ใบหน้าของซือหม่าหลิงอวิ๋นพลันแดงก่ำ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ

            “คุณหนูสี่กล่าวอะไรเช่นนั้น แม้ว่าข้าจะไม่รู้ความเพียงใด ก็ไม่อาจส่งของขวัญไปให้คุณหนูใหญ่โดยตรงได้ ครั้งนั้นเป็นเพราะมารดาของข้าชมชอบคุณหนูใหญ่ จึงกำชับให้ข้าส่งกำไลไปให้นาง มิใช่ว่าข้ากับคุณหนูใหญ่มีความสัมพันธ์อันใดต่อกัน คุณหนูสี่เข้าใจผิดไปแล้ว”

            คำพูดของเขาในเวลานี้เปลี่ยนจากความอับอายกลายเป็นโทสะ ยิ่งมีกลิ่นหอมจากกายของโม่เสวี่ยฉงลอยมาเป็นระยะก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกรังเกียจ หัวใจเริ่มกรุ่นโกรธ คำพูดจึงไม่ได้น่าฟังเท่าใดนัก

            “ขออภัยเจ้าค่ะ ซื่อจื่อ ฉงเอ๋อร์ไม่มีเจตนาเช่นนั้น อาจเป็นเพราะพี่ใหญ่เข้าใจผิดไปแล้ว ฉงเอ๋อร์ก็เลยพลอยเข้าใจผิดตามไปด้วย ฉงเอ๋อร์ก็คิดว่าบุรุษที่มีคุณธรรมดีงามเช่นซื่อจื่อจะกระทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร วันนี้ก็แค่ลองถามดู แท้จริงแล้วพี่หญิงใหญ่ก็เข้าใจผิดไปจริงๆ” โม่เสวี่ยฉงรีบกล่าวขอโทษอย่างรวดเร็ว ทำเหมือนว่าคำพูดร้ายกาจเมื่อครู่มิใช่นางเป็นคนพูด ยิ้มอ่อนหวานปัดความผิดไปที่โม่เสวี่ยหมิ่นทั้งหมด

            คิดเองเออเอง ตัดสินใจโดยพลการ ช่างสำคัญตนเองสูงยิ่ง...

            โม่เสวี่ยถงซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังของนางแอบเบ้ปากอย่างลับๆ ดูๆ ไป โม่เสวี่ยฉงก็มิใช่หุ่นฟางสมองกลวง น้องสี่ของตนผู้นี้มิอาจดูแคลนได้จริงๆ แต่แบบนี้ก็ดี เหมาะสมที่จะใช้เป็นหมากเอาไว้ต่อสู้กับคนใจอำมหิตอย่างโม่เสวี่ยหมิ่น เดิมทียังวิตกอยู่ว่าโม่เสวี่ยฉงอ่อนแอเกินไป ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของโม่เสวี่ยหมิ่น คิดไม่ถึงว่าโม่เสวี่ยฉงจะทำให้นางรู้สึกทึ่งได้ถึงเพียงนี้

            แม้ว่าซือหม่าหลิงอวิ๋นจะไม่ชอบโม่เสวี่ยฉง แต่เมื่อเห็นนางยอมกล่าวขอโทษ แววตาคล้ายตัดพ้อ คล้ายฉอเลาะอยู่ในทีที่มองมา กระตุ้นให้เขานึกถึงศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย แม้ว่าจะโมโหโกรธาเพียงใดก็ไม่อาจระบายโทสะออกไปได้ ยามนี้เมื่อเห็นใบหน้าของนางดูงดงามอ่อนหวาน ความรักฉายชัดในแววตา ชั่วขณะนั้นก็รู้สึกว่าโม่เสวี่ยฉงมิได้ดูน่ารังเกียจถึงเพียงนั้นอีก กลิ่นหอมจากกายนางก็ไม่ถึงกับฉุนจนรับไม่ได้

            ปฏิกิริยาเมื่อโม่เสวี่ยฉงเข้ามาใกล้ ก็มิได้มีท่าทางต่อต้านเหมือนเช่นตอนแรก รู้สึกว่าร่างกายของตนเองรุ่มร้อนขึ้นเล็กน้อย กลิ่นหอมจรุงและเรือนร่างที่อ่อนนุ่มของโม่เสวี่ยฉงยามที่กระแซะเข้ามาใกล้ ทำให้หัวใจรู้สึกหวิวไหว

            “ซื่อจื่อ ป่าเหมยที่พวกเรากำลังจะไป ต้องผ่านป่าเหมยในจวนของจิ้นอ๋องหรือไม่ ได้ยินว่าทิศใต้ด้านหลังของป่าเหมยผืนนั้นคือจวนจิ้นอ๋อง มีคนเล่าขานกันว่าเมื่อสามสิบปีก่อน จวนจิ้นอ๋องงดงามเป็นหนึ่ง ด้านในเดินสามก้าวก็จะเห็นทิวทัศน์แบบหนึ่ง ทุกห้าก้าวก็จะเห็นหอสูงหลังหนึ่ง งดงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าวังหลวง ไม่ทราบว่าซื่อจื่อเคยเข้าไปในจวนจิ้นอ๋องหรือไม่” แววตาของโม่เสวี่ยฉงเต็มไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง คำถามที่หวานหูเยี่ยงนี้ยิ่งทำให้เขารู้สึกดี

            โดยเฉพาะในสถานการณ์แบบนี้ ไม่รู้ว่าซือหม่าหลิงอวิ๋นจงใจหรือไม่ มือของเขาแหวกผ่านชายกระโปรงด้านหนึ่งของนางราวกับกำลังเลิกผ้าม่าน ดูใกล้ชิดอบอุ่นยิ่ง โม่เสวี่ยฉงหน้าแดงระเรื่อ ลูบไล้ไปบนชายกระโปรงของตนเองด้วยท่าทางเอียงอาย ใบหน้าแดงระเรื่อยิ่งทำให้ดูงดงามแช่มช้อยกว่าปรกติมากนัก

            ดวงตาของซือหม่าหลิงอวิ๋นจับอยู่ที่ใบหน้าของโม่เสวี่ยฉง ลมหายใจรุ่มร้อนขึ้น ขณะที่กำลังจะเอ่ยปาก รถม้าพลันหยุดกะทันหัน โม่เสวี่ยฉงที่นั่งอยู่ข้างเขาจับยึดสิ่งใดไว้ไม่ทันจึงพุ่งถลาเข้าสู่อ้อมอกของซือหม่าหลิงอวิ๋นโดยตรง

            ทั้งสองต่างตะลึงงัน ตระกองกอดซึ่งกันและกันด้วยสัญชาตญาณไร้ปฏิกิริยาตอบสนองไปชั่วขณะ ซือหม่าหลิงอวิ๋นรู้สึกเพียงว่าใบหน้าที่อยู่เบื้องหน้าสายตาของตนเองช่างเย้ายวนมีเสน่ห์เหลือเกิน ทำให้เขาไม่อยากปล่อยมือ อยากสบตาอยู่เช่นนี้มีเพียงกันและกันเท่านั้น

            “ซื่อจื่อ ถึงป่าเหมยแล้วขอรับ” เสียงคนบังคับรถกล่าวรายงานมาจากด้านนอก

            โม่เยี่ยลากสาวใช้ของโม่เสวี่ยฉงกระโดดลงจากรถก่อน

            “ถึงป่าเหมยแล้ว งั้นข้าลงไปก่อนนะ” โม่เสวี่ยถงร้องบอกเสียงเบา ก่อนยกกระโปรงขึ้นเล็กน้อย เลิกม่านรถออกไป โม่เยี่ยรอรับนางอยู่นานแล้ว และค่อยๆ ประคองให้ลงจากรถ ม่านรถปิดลงไปเช่นเดิม บดบังภาพของสองคนด้านในที่กำลังกอดกันกลม

            เมื่อก้าวลงมาจากรถ สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็คือดอกเหมยที่งดงามละลานตา ชูกิ่งก้านระหงอวดประชันความงาม หิมะสีขาวเกาะพราวอยู่นดอกเหมยสีชมพู งามสล้างไปทั้งผืนป่า เมื่อมองแวบแรกเห็นแต่สีขาวๆ แดงๆ เป็นพุ่มกระจายไปทั่ว ดอกเหมยถูกหิมะขาวกระจ่างปกคลุมไปเสียสามส่วน แต่หิมะกลับพ่ายต่อกลิ่นหอมจรุง ทว่าเมื่อทั้งสองอย่างมาจับคู่กันกลายเป็นความกลมกลืน เสมือนหญิงสาวที่มีความงามเป็นเลิศ

            สมแล้วที่เป็นป่าเหมยที่ขึ้นชื่อที่สุดในจวนจิ้นอ๋อง

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604