ฟุ่บ!!!!! ฟุ่บ!!!!! ฟุ่บ!!!!! ฟุ่บ!!!!!
เสียงหมัดที่ชกออกไปกลางอากาศดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงันในหุบเหว หลังจากโดนฟ้าผ่ามาเมื่อวานกอนยังคงฝึกฝนเรื่อยๆ ซึ่งเหตุการณนั้นทำให้เขาผ่านประสบการณ์เฉียดตาย แถมยังได้ของขวัญที่ล้ำค่าและของขวัญที่ว่า นั้นคือความทรงจำจากชาติก่อน
เมื่อได้ความทรงจำกลับมาแล้ว แต่เขายังไม่คิดที่จะออกไปจากหุบเหวในตอนนี้ ความทรงจำจากชาติก่อนทำให้ความคิดหลายๆ อย่างของเขาเปลี่ยนไป ระบบความคิดและตรรกะการวิเคราะห์ต่างๆ ถูกยกระดับขึ้นมา เนื่องมาจากตอนนี้ในสมองของเขาไม่ใช่กอนคนเดิมแล้ว แต่ตอนนี้เขาคือโอรอนคนใหม่ที่เกิดมาอีกครั้งในร่างของกอน
แม้ว่าตอนแรกๆ เขาจะสับสนกับตัวตนทั้งสองของตัวเองอยู่พักใหญ่ว่าตกลงแล้วเขาคือใครกันแน่ แต่ไม่นานอาการเ่าั้ก็หายไปเพราะตอนนี้เขาถือว่าเขาคือกอน กอนที่เป็โอรอนกลับชาติมาเกิด
ความทรงจำของเขาในชาติที่แล้วของเขา เขามีอายุราวๆ สี่สิบสิบปลายๆ ก่อนจะตาย ทำให้ความคิดของ เขากลายเป็ผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมากราวกับเป็คนละคนกันเลย
แถมยังมีวิธีการฝึกและการควบคุมพลังธาตุทั้งหมดอยู่ในหัวของเขาแล้ว ดังนั้นก่อนที่จะออกไปจากหุบเหวนี้เขา ต้องฝึกให้ร่างกายและพลังธาตุรวมถึงระดับพลังธาตุิญญาของเขาในชาตินี้ให้แข็งแกร่งขึ้นซะก่อน
ถึงแม้ว่าจะมีความทรงจำและวิธีควบคุมพลังธาตุอยู่แต่การควบคุมพลังธาตุ ไม่สามารถทำได้เลยหากไม่ทำการ ฝึกให้ร่างกายชินกับพลังซะก่อน ไม่อย่างนั้นจะเกิดความเสียหายมหาศาลกับร่างกาย อีกทั้งการฝึกและใช้วิชาต่างๆ จำเป็จะต้องมีระดับพลังธาตุิญญาที่เพียงพอก่อน ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถฝึกฝนได้
ใจความสำคัญในการควบคุมพลังธาตุนั้นอยู่ที่หัวใจ หากจะควบคุมธาตุใดๆ จะต้องเรียกใช้พลังงานหรือเรียกอีก อย่างว่าพลังธาตุิญญาออกมาจากหัวใจ ก่อนจะแปรเปลี่ยนให้มันเป็พลังธาตุต่างๆ ภายในร่างกาย และปล่อยออกมา นอกร่างกายเพื่อควบคุมธาตุต่างๆ ในธรรมชาติ
ระดับพลังธาตุิญญามีอยู่สิบระดับ ระดับละสิบขั้น
1.ิญญาแรกเริ่ม>>>2.ิญญาหลอมรวม>>>3.ิญญาธาตุ>>>4.ิญญาพฤกษา>>>5.ิญญาโลกา>>> 6.ิญญาดารา>>>7.ิญญานภา>>>>8.ิญญาราชัน>>>9.ิญญาจักรพรรดิ>>>10.ิญญาา
โดยส่วนมากคนทั่วไปจะมีระดับพลังธาตุิญญาอยู่ในระดับิญญาแรกเริ่ม และระดับพลังธาตุิญญาจะเป็ตัวบ่งบอกปริมาณของพลังธาตุิญญา ยิ่งระดับสูงยิ่งสามารถควบคุมพลังธาตุได้มากและนานขึ้นทำให้มีพลังมากพอที่จะบีบอัดพลังธาตุให้รุนแรงขึ้น
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ผู้ควบคุมธาตุดินระดับิญญาหลอมรวมสามารถยกแผ่นดินขนาดเท่ากับประตูได้ ผู้ควบคุมธาตุดินระดับิญญาธาตุก็สามารถยกแผ่นดินเท่าฝาบ้านได้ และบางวิชาก็ต้องมีระดับพลังธาตุเพียงพอก่อนถึงจะฝึกฝนหรือใช้วิชานั้นได้
ธาตุหลักในโลกนี้มีอยู่ทั้งหมด 4 ธาตุได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ มีธาตุรองที่เกิดจากการผสานของสองธาตุอีก 4ธาตุ รวมเป็ 8 ธาตุ ธาตุผสานนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผสานธาตุหลักทั้งสองเข้าด้วยกัน แต่หากผสานธาตุที่ตรงข้ามกัน จะไม่ก่อเกิดอะไรขึ้นเลย
เช่นหากจะควบคุมธาตุพืช แต่การจะควบคุมธาตุพืชได้นั้นต้องเรียกใช้พลังธาตุิญญาออกมาจากนั้นก็แปลงให้เป็ธาตุดินและธาตุน้ำ แล้วรวมธาตุดินและน้ำไว้ในร่างกายให้เป็หนึ่งเดียวกันซะก่อน จึงค่อยปล่อยพลังธาตุออกมาสู่ภายนอกเพื่อใช้ควบคุมธาตุพืชตามธรรมชาติต่อไป
การควบคุมธาตุผสานนั้นมีความยากยิ่งกว่าควบคุมธาตุเพียงธาตุเดียวหลายเท่า โดยการควบคุมธาตุเพียงธาตุเดียวจะมีขั้นตอนตามลับดับดังนี้
1.เรียกใช้พลังธาตุิญญาออกมาจากหัวใจ
2.แปลงพลังธาตุิญญาเป็ธาตุที่เข้ากันได้กับร่างกาย
3.ปล่อยออกมานอกร่างกายเพื่อสร้างหรือควบคุมธาตุนั้นๆ
แต่หากเรียกควบคุมธาตุผสานจะมีขั้นตอนดังนี้
1.เรียกใช้พลังิญญา
2.แปลงพลังธาตุิญญาเป็ธาตุที่เข้ากันได้กับร่างกายมาสองธาตุเท่าๆ กัน
3.รวมธาตุทั้งสองให้เป็หนึ่งเดียว
4.ปล่อยออกมานอกร่างกายเพื่อสร้างหรือควบคุมธาตุนั้นๆ
ดังนั้นการควบคุมธาตุผสานก็เหมือนกับการเขียนหนังสือด้วยมือซ้ายและมือขวาพร้อมๆ กัน ความยากนั้นอยู่ที่การแปลงพลังธาตุิญญามาเป็ธาตุที่้าหลอมรวมในปริมาณที่ต้องเท่ากันทั้งสองธาตุ และอีกอย่างก็คือขั้นตอนในการหลอมรวมทั้งสองธาตุเข้าด้วยกันต้องใช้สมาธิเป็อย่างมาก หากไม่ฝึกฝนให้ชำนาญการจะควบคุมแต่ละครั้งก็กินเวลานานพอสมควร
แถมธาตุหลักของแต่ละธาตุยังมีระดับที่สองอีก โดยที่ธาตุไฟจะมีลำดับที่สองเป็สายฟ้า ธาตุน้ำจะมีลำดับที่สองเป็โลหิตแต่ธาตุน้ำยังมีคุณสมบัติพิเศษอีกหนึ่งอย่างนั่นก็คือมันสามารถรักษาอาการาเ็ได้ โดยจะรักษาอาการาเ็ได้ขนาดไหนก็จะขึ้นอยู่กับพลังของผู้ใช้ว่ามีพลังมากพอหรือไม่ ธาตุลมจะมีลำดับที่สองเป็เสียง สามารถควบคุมเสียงในการโจมตีหรือใช้ความสามารถต่างๆ เกี่ยวกับเสียงได้ ธาตุดินจะมีลำดับที่สองเป็โลหะ สามารถควบคุมโลหะได้ดังใจนึก
เหตุผลที่การควบคุมพลังธาตุขั้นที่สองยากยิ่งกว่าการควบคุมธาตุผสาน เนื่องมาจากผู้ควบคุมจะต้องมีความเข้าใจในธาตุนั้นๆ จนสามารถก้าวผ่านขีดจำกัดเดิมให้ได้ซะก่อน และขีดจำกัดที่ว่านั้นคือเส้นแบ่งระว่างพลังธาตุของทั้งสองลำดับ
แม้การควบคุมพลังธาตุลำดับสองจะมีการแปลงพลังธาตุิญญาเหมือนขั้นแรก แล้วค่อยยกระดับพลังขึ้นเป็ขั้นต่อไปก่อนจะปล่อยออกมาภายนอกเพื่อควบคุม แต่บางธาตุอาจมีผลข้างเคียง เช่นสายฟ้า เพราะเมื่อ้าควบคุมสายฟ้าก็ต้องแปลงพลังธาตุิญญาเป็ธาตุไฟก่อนแล้วบีบอัดยกระดับมันขึ้นมา ก็จะเกิดเป็สายฟ้าในร่างกาย แล้วปล่อยสายฟ้าออกมาสู่ภายนอก แต่หากไม่ระวังและปล่อยให้มันวิ่งไปที่หัวใจจะทำให้ผู้ควบคุมถึงตายในทันที
พลังธาตุลำดับสองของธาตุน้ำคือโลหิต ดังนั้นมันจึงสามารถบังคับควบคุมเืของตนเองและผู้อื่นรวมถึงสัตว์ทั้งหลายได้ราวกับว่ากำลังควบคุมน้ำนั่นเอง แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถควบคุมเืของคนอื่นได้ด้วยพลังธาตุของตนเองเพราะร่างกายของแต่ละคนก็มีพลังธาตุิญญาคุ้มครองเอาไว้อยู่ แต่หากว่าพลังธาตุิญญาอ่อนแรงหรือเหลือน้อยลงก็กลายเป็ข้อยกเว้น
การยกระดับพลังธาตุนั้นในชาติก่อนเขาสามารถทำได้จนถึงขั้นที่สามของธาตุดินและธาตุลม เนื่องจากมันเป็ ความบังเอิญ ที่จู่ๆ เขาก็เข้าใจธาตุทั้งสองมากขึ้นโดยที่ตัวเองก็ไม่ทราบสาเหตุ มันเหมือนกับว่าจู่ๆ เขาก็สามารถรู้แจ้งใน ธาตุทั้งสองได้ แต่ในเวลานี้เขาต้องฝึกควบคุมพลังธาตุลำดับหนึ่งของธาตุหลักและธาตุผสานให้ได้ก่อน
หลังจากที่เขาฝึกมวยไร้สิ้นสุดและท่าเท้าก้าวชมจันทร์แล้ว ร่างกายที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อก็นอนราบลงกับพื้น ตาทั้งสองข้างปิดลงช้า
กอนพยามนึกถึงวิธีฝึกการควบคุมธาตุและการเพิ่มระดับพลังธาตุิญญาที่ลดระยะเวลาลงโดยที่ได้ผลเท่าเดิม ถึงแม้ความทรงจำจะกลับมาแต่ ความทรงจำยังไงก็คือความทรงจำมันก็หลงๆ ลืมๆ ไปบ้างบางส่วนเช่นกัน
ที่เขานึกออกอย่างแรกเลยก็คือ ท่าร่างัร่อนระบำ ท่าร่างที่ว่านี้เป็ท่าร่างที่ใช้ในการฝึกฝนของธาตุไฟ เขา เจอท่าร่างนี้ตอนที่ไปสำรวจซากวิหารัเพลิงตั้งอยู่ในที่ๆ เคยเป็ูเาไฟมาก่อน และมีภาพัที่กำลังร่อนระบำท่ามกลางท้องฟ้า พุ่งทะลุมวลเมฆทั้งหลาย ปากของมันแยกออกเสียงกู่ร้องก้องไปทั่วผืนนภา เปลวไฟสีแดงสดพุ่งออกมาจากปากของมัน ย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็ดั่งสีเื
ภาพพวกนี้ถูกจารึกไว้บนกำแพงของพนังภายในวิหารและมีอักษรเขียนอธิบายอยู่ข้างใต้ แม้ว่าภาพบางส่วนจะ เลือนหายไป แต่อักษรภาษาที่จารึกอยู่แผ่นเหล็กและถูกฝังไว้บนกำแพงนั้นยังคงครบถ้วน แต่ภาษาที่สลักตัวอักษรไว้เป็ ภาษาของอาณาจักรโบราณ โชคดีที่เขาได้เข้าไปอ่านหนังสือจำพวกภาษาโบราณมามากพอควรใน เดอะไลบารี่ หอสมุดของเมืองแห่งการประดิษฐ์ครีท ที่เพื่อนของเขาเป็ผู้ปกครองดินแดน ที่นั่นรวบรวมองค์ความรู้หลายแขนงเอาไว้
ขั้นตอนการฝึกท่าร่างัร่อนระบำ ถูกจารึกไว้อย่างละเอียด ทั้งการก้าวเท้า การวาดมือ จุดการเดินพลังธาตุไว้ในร่างกาย และสิ่งที่ทำให้เขาสนใจที่สุดคือหลังจากที่แปลงพลังธาตุิญญามาเป็ธาตุไฟ วิธีทั่วนั้นจะแปลงพลังธาตุิญญา แล้วนำออกมาใช้ควบคุมธาตุภายนอกเลย แต่จากภาพที่เห็นและจารึกที่เขียนบอกเอาไว้ของชาวเมืองโบราณนี้
เมื่อพวกเขาทำการแปลงพลังธาตุเสร็จแล้วก็จะโคจรพลังไปตามจุดต่างๆ ตามตำแหน่งบนภาพนั้น ในชาติที่แล้วเขาก็ไม่ทราบว่าเหตุใดชาวเมืองโบราณเหล่านี้ถึงสามารถรู้ได้ว่า ต้องโคจรพลังธาตุที่แปลงมาแล้วไปที่จุดไหนถึงจะสามารถทำให้พลังที่โคจรไปเพิ่มพูนขึ้นได้
แต่ในชาตินี้ที่เขาได้เรียนรู้วิชาลมปราณแล้วมันจึงพอจะทำให้เขาไขข้อข้องใจไปได้บ้าง เนื่องจากมันคล้ายกับการโคจรลมปราณ ต่างแค่ว่ามันไม่ได้ไหลผ่านเส้นลมปราณ แต่มันไหลผ่านกระดูกและกล้ามเนื้อและอวัยวะส่วนต่างๆ แทนเส้นลมปราณ
เมื่อเขาเข้าใจความหมายจากจารึก เขาก็ไม่รอช้าเตรียมท่าร่างและลองทำตามรูปสลักและจารึกในวิหาร และเื่ที่เกิดขึ้นกับเขาขณะที่ทำการร่ายรำท่าร่างนี้มันน่าอัศจรรย์มาก ร่างกายของเขาร้อนรุ่มเหมือนกับโดนเผาด้วยเปลวไฟ แม้จะทรมานแต่พลังธาตุไฟในร่างกายของเขาเพิ่มทวีคูณขึ้น ทั้งๆ ที่ั้แ่แปลงพลังธาตุิญญาออกมาเป็ธาตุไฟ เขาไม่ได้เพิ่มปริมาณเลยแม้แต่น้อย ทว่าเมื่อปล่อยออกมาภายนอกเพลิงสีแดงสดก็พุ่งขึ้นไปข้างบน
เขาแปลกใจอีกครั้งเพราะปกติเปลวไฟส่วนใหญ่ที่ผู้ควบคุมธาตุไฟปล่อยออกมานั้นจะเป็สีส้ม ส่วนเปลวไฟในตอนนี้นั้นมันแผดเผาได้รุนแรงกว่าไฟที่เขาควบคุมตามปกติ มันสามารถเผาต้นไม้ให้เป็เถ้าถ่านได้อย่างง่ายดาย สมแล้วที่ถูกเรียกว่า” ท่าร่างัร่อนระบำ”
หากจะให้เปลวไฟธรรมดาทำได้เหมือนเปลวไฟสีแดงนี้ต้องใช้พลังธาตุิญญามากว่าปกตินับสิบเท่า แต่หากจะใช้เพลิงันี้ในระหว่าการต่อสู้จะต้องร่ายรำท่าพวกนี้ก่อนเขาคงถูกศัตรูรุมทึ้งก่อนจะได้ใช้แน่ๆ เขาจึงลองตัดการร่ายรำออกไปเหลือเพียงแต่การโคจรพลังเท่านั้น
และมันก็ได้ผลแต่ดูเหมือนผลของมันจะได้แค่8ใน10ส่วนจากเดิมเท่านั้นเอง ทว่าแค่นี้ก็ทำให้รอยยิ้มของเขาปรากฏออกมา สิ่งนี้มันเหมือนกับขุมทรัพย์อันล้ำค่าของผู้ควบคุมพลังธาตุ เพราะหากพลังธาตุิญญาของแต่ละคนมีเท่าๆ กัน ก็มักจะวัดกันที่เทคนิคการควบคุมพลังธาตุ และเทคนิคที่ดีก็หายากยิ่งและคงไม่มีใครสอนเทคนิคของตนให้ผู้อื่นอย่างง่ายดายอยู่แล้ว แม้กระทั่งโรงเรียนใหญ่ๆ หากจะฝึกฝนวิชาหรือเทคนิคดีๆ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องเป็ผู้มีความสามารถหรือมีเส้นสายที่มากพอ
น่าเสียดายที่การโคจรธาตุสามารถทำได้แค่ธาตุไฟเท่านั้น ดังนั้นก่อนจะจากไปนั้นเขาก็ไม่ลืมใช้ไฟเผาจารึกให้ละลายทำให้จารึกของวิหารัเพลิงขาดหายไปบางส่วน หลังจากเป็ต้นมาเขาก็ไล่ตามหาวิหารสำหรับธาตุอื่นๆ อย่างบ้าคลั่งสุดท้ายก็พบเจอเพียงแค่วิหารธาตุดิน ซึ่งอยู่ลึกลงไปในพื้นดินหลายร้อยเมตร
วิหารธาตุดินนั้นถูกเรียกว่าวิหารตุ่นปฐี และท่าร่างที่เขาได้เห็นในตอนนั้นถูกเรียกว่า วิถีแห่งผืนปฐี ท่วงท่าการร่ายรำนั้น เป็ท่วงท่าที่ดุดันและทรงพลังให้ความรูสึกที่หนักแน่ราวกับเป็ตุ่นั์สัตว์โบราณในอดีต ที่กำลังขุดดินและในแต่ละครั้งที่จ้วงมือขุดผืนปฐีก็สั่นไหวราวกับเกิดหายนะ
พลังธาตุดินที่เขาใช้ออกมา หลังจากทำการร่ายรำท่าร่างและโคจรพลังธาตุเสร็จ ก็ทำให้ดินที่เขาควบคุมแข็งแกร่งขึ้นมันแข็งแรงน้อยจากเหล็กไปไมเท่าไหร่ และจุดในการโคจรพลังนั้นแตกต่างจากธาตุไฟอย่างสิ้นเชิง
เมื่อหลุดออกจากภวังค์ความคิด เขาก็ลุกขึ้นและเริ่มร่ายรำท่าร่างัร่อนระบำเป็อันดับแรก เขาทำมันซ้ำไปเรื่อยๆ ก่อนจะค่อยๆ ลองโคจรพลังธาตุไฟ เมื่อทำการโคจรพลังธาตุไฟร่างกายของเขาก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าครั้งแรกๆ จะทรมานทั้งจุดที่พลังธาตุผ่านทั้งความร้อนของร่างกายที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อทำไปจนชินมันก็จะไม่เกิดปัญหาอะไรกับร่างกายอีก เขาโคจรมันซ้ำไปซ้ำมาจนเขารู้สึกว่ามันถึงขีดจำกัดที่ร่างกายเขาสามารถรับได้ในตอนนี้แล้ว
จากนั้นเขาก็ปล่อยมันออกมาบนเมือของเขา และแล้วไฟที่เคยเป็แค่เปลวเทียนก็หายไป บัดนี้มันมีขนาดเท่าหัวของเขาแล้ว และสีของเปลวไฟเองก็เป็สีแดงราวกับดวงอาทิตย์ตกดิน เขาปามันไปยังพื้นด้านหน้า
ตู้ม!!!!!!
เปลวไฟะเิแผ่ออกไปเป็วงกว้างราวๆ หนึ่งเมตร ส่วนพื้นที่โดนไฟนี้ะเิใส่ถึงกับเป็หลุมลึกในทันทีเปลวไฟะเิออกมา เหงื่อมากมายกลับมาปกคลุมร่างกายอีกครั้งหลังจากที่ได้พักไปไม่นาน ขีดจำกัดในการโคจรพลังธาตุของร่างกายตอนนี้สามารถทำได้เพียงสามรอบเท่านั้น แต่ตอนนี้มันก็เพียงพอแล้วสำหรับการกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง
เงาร่างของคนผู้หนึ่งกำลังร่ายรำท่วงท่าที่ดูแปลกตาอยู่กลางหุบเหวแห่งนี้ ท่วงท่าของเขาบางครั้งก็ดูดุดันรุนแรงราวกับเปลวไฟที่โชติ่ บางครั้งก็ดูเหมือนหนักแน่นมั่นคงดุจขุนเขา ยามเมื่อเขาร่ายรำ เปลวไฟหลากหลายสายวิ่งวนรอบเขาราวกับว่ามัน้าที่จะเต้นระบำไปพร้อมกับเขา
ด้วยประกายสีแดงสดของเปลวไฟเหล่านี้ทำให้มันสวยดังทับทิม จึงเหมือนกับว่ารอบตัวของเขานั้นมีทับทิมเป็วิ่งวนอยู่รอบๆ จากนั้นเปลวไฟที่แสนสวยงามาก็ค่อยๆ จางหายไป
และท่าร่างต่อมาที่เขาร่ายรำ บางครั้งมันก็ดูหนักแน่นมันคงไม่ต่างจากผืนปฐีและภูผา ดินแต่และก้อนที่ลอยวนเวียนอยู่รอบตัวเขา มันเป็เหมือนกับปราการดินที่คอยคุ้มครองเขาเอาไว้
ตุ๊บ!!!!
ดินและหินที่ล้อมรอบตัวเขานั้นหล่นลงไปบนพื้นจู่ๆ เขาก็นึกบางอย่างได้