คิมหันต์พาเซร่าไปหาหมอที่โรงพยาบาล Saint Paul ขณะที่กำลังรอหญิงสาวเข้ารับการตรวจ
ชายหนุ่มตัดสินใจเดินเอื่อยๆ ไปตามทางเดินของโรงพยาบาล จนกระทั่งไปหยุดที่หน้าห้อง ICU
เขาหยุดและมองเข้าไปด้านในของห้อง ICU ก็พบกับเตียงเปล่าๆ
ชายหนุ่มเอามือทาบไปกับกระจกที่หน้าห้อง ความทรงจำสมัยเด็กของเขาเริ่มผุดขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย และเริ่มแจ่มชัดขึ้น ราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
เมื่อไหร่เด็กคนนั้นจะลุกขึ้นมาพูดคุยกับเราได้นะ….
เด็กชายคิมหันต์ยืนจ้องมองเด็กหญิงที่นอนอยู่ภายในห้อง ICU ครุ่นคิดอย่างสงสัย เพราะตลอดเวลาที่เขามายังโรงพยาบาลนี้ คิมหันต์จะเห็นเด็กหญิงคนนี้นอนอยู่ในห้องแห่งนี้เป็ประจำ
ถ้าเธอลุกขึ้นมาพูดคุยกับเราได้คงดี…..
อยากรู้จังว่าเธอทนนอนในห้องนี้นานๆ ได้ยังไงกันนะ....
ภาพความทรงจำในสมัยเด็กปรากฎเข้ามาในความคิดของชายหนุ่ม
แม้กระทั่งตอนนี้ สภาพภายในห้อง ICU ยังคงเหมือนเมื่อตอนเขายังเด็กไม่มีผิดเพี้ยน
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมา พร้อมกับเดินผ่านห้อง ICU ไปยังระเบียงของโรงพยาบาล
ด้านนอกเป็สวนดอกไม้ มีดอกไม้นานาพันธุ์ ขึ้นงอกงามเต็มไปหมด โดยเฉพาะดอกเจอราเนียมที่มีทั้งสีขาว ชมพู และแดงปะปนกันอย่างมีสีสันสดใส
เขายืนครุ่นคิดและมองสวนดอกไม้หวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคราวที่เขาเพียรพยายามหาดอกเดซี่ ดอกไม้ที่เด็กหญิงคนนั้นชอบมามอบให้เธอเป็ของขวัญ และเป็ครั้งสุดท้ายที่เขาได้เห็นเด็กหญิงคนนั้น
อา….เด็กคนนั้นชื่ออะไรนะ ??
ป่านนี้จะเป็ยังไงบ้างนะ ??
จะอยู่สุขสบายดีรึเปล่านะ ??
“นี่นาย.นายคิมหันต์” เซร่าเรียกชายหนุ่มยืนเหม่ออยู่ซ้ำกันหลายครั้ง
“อ้าว? เสร็จแล้วเหรอ?”
คิมหันต์สะดุ้ง ก่อนจะเดินมารับหน้าที่เข็นรถให้กับหญิงสาวจากนางพยาบาล
นางพยาบาลส่งยิ้มล้อเลียนให้กับคิมหันต์ เพราะคิดว่าพวกเขาเป็แฟนกัน ก่อนจะเดินกลับเข้าไปด้านในของโรงพยาบาล
“ว้าว!”
“ดอกเจอราเนียมเพียบเลยยย”
เซร่าเบิกตากว้างมองสวนดอกไม้ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างสดใส
รอยยิ้มของหญิงสาวทำให้คิมหันต์รู้สึกใจเต้นตึกตักขึ้นมากะทันหัน
เพราะรอยยิ้มของเธอช่างละม้ายคล้ายกับเด็กหญิงคนนั้น
เป็ไปไม่ได้น่ะ…..
สงสัยเราจะเพี้ยนเพราะบรรยากาศของโรงพยาบาลแหงเลย
คิมหันต์สะบัดหัวเล็กน้อย ไล่ความรู้สึกมึนงงที่เกิดขึ้นจากการเห็นรอยยิ้มของเซร่า
“กลับกันเถอะ”
คิมหันต์เข็นรถพยาบาลที่เซร่านั่งอยู่ออกมาทางด้านสวนดอกไม้ของโรงพยาบาล เพื่อให้เซร่าได้ชมดอกไม้ ก่อนจะเข็นรถไปตามทางเดินที่ปูด้วยแผ่นซีแพคตัวหนอน เพื่อออกไปขึ้นรถด้านหน้าของโรงพยาบาล
หลังจากคิมหันต์พาเซร่าไปส่งยังสถานทูตเรียบร้อย เขาก็ตัดสินใจแวะไปยังบ้านของออยเฟ่ย์ก่อน
“สวัสดีครับคุณน้า”
“อ้าว สวัสดีจ้ะ” แม่ของออยเฟ่ย์ทักด้วยความแปลกใจ
“เอ่อ..ผมแวะมาดูออยเฟ่ย์ครับ เมื่อตอนเช้าผมพาเธอกลับมาส่งที่บ้านน่ะครับ”
“ตายจริง ออยเฟ่ย์ไม่สบายเหรอ” แม่ของหญิงสาวมีท่าทีใ
“ครับ แต่คงไม่ต้องเป็ห่วงมากหรอกครับ ดูเหมือนไข้ของเธอจะลดลงแล้ว”
“ขอบคุณมากๆ เลยนะจ๊ะ ที่ช่วยดูแลออยเฟ่ย์ให้”
“ครับ งั้นผมขอตัวกลับไปซ้อมบาสฯ ก่อนนะครับ”
ออยเฟ่ย์ที่นอนพักผ่อนเต็มที่ ตื่นขึ้นมาพร้อมกับไข้ที่สร่างลง
หญิงสาวทบทวนความทรงจำอยู่ครู่หนึ่ง เธอรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่า เหมันต์มาเยี่ยมเธอที่บ้าน แล้วก็……
ออยเฟ่ย์เบิกตาโตอย่างใ ก่อนจะลุกพรวดจากเตียงและรีบวิ่งลงมาด้านล่างของบ้าน พร้อมกับสอดส่องสายตาหาชายหนุ่ม
“ออยเฟ่ย์? ดีขึ้นแล้วเหรอจ๊ะ ถึงลงมาข้างล่างน่ะ”
แม่ของออยเฟ่ย์ถามหญิงสาวที่ยืนหันรีหันขวางอยู่ภายในห้องนั่งเล่นด้วยความสงสัย
“แม่คะ มีใครมาเยี่ยมหนูรึเปล่าคะ?”
“มีจ้ะ”
แม่ของออยเฟ่ย์ตอบออยเฟ่ย์ และเดินตรงเข้าไปจับตัวออยเฟ่ย์เพื่อดูว่าไข้ลดหรือยัง
“จริงหรือคะ? ใครกันคะ? แม่ทันเห็นหน้าเขารึเปล่า?” ออยเฟ่ย์ถามด้วยน้ำเสียงความตื่นเต้น
“จ้ะ ก็คิมไงลูก เขาพาลูกกลับมาจากโรงเรียนไม่ใช่เหรอ ตอนแม่มาถึง แม่เห็นเขากำลังจะออกจากบ้านเราพอดี เห็นบอกว่าจะกลับไปซ้อมบาสฯ น่ะ”
คำตอบนั้นทำให้ออยเฟ่ย์ที่มีสีหน้าดีใจเมื่อครู่ มีสีหน้าหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด
“คิมหรอกหรือคะ?” ออยเฟ่ย์ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรง
“ก็ใช่น่ะสิจ๊ะ ถามแปลกจริงลูกคนนี้ เอ้า! มากินข้าวต้มซะ จะได้กินยาแล้วไปนอนพัก”
แม่ของออยเฟ่ย์บอกออยเฟ่ย์ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในครัว ทิ้งให้ออยเฟ่ย์นั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียวในห้องนั่งเล่น
แปลว่า..ทั้งหมดเป็ความฝันของเราสินะ….
นั่นสิ เหมจะมาได้ยังไง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราไม่สบาย….
สิ่งที่เขาพูดในความฝัน คงเป็ความคิดของเราฝ่ายเดียวแน่ๆ…..
ขนาดเราจับมือของเหมไว้แน่นแล้วนะ
พอตื่นขึ้นมาเขาก็กลับหายไป..
ออยเฟ่ย์เอ๊ย..เหมจะบอกชอบเราได้อย่างไรกัน
ในเมื่อความเป็จริงเขาเกลียดเราแบบนั้น
ออยเฟ่ย์ชันเข่าขึ้นมากอดเอาไว้บนโซฟา ก่อนจะซบหน้าลงกับเข่าของตัวเองด้วยความเหนื่อยใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และความคิดต่างๆ ที่วนเวียนอยู่ภายในหัวของเธออย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เซร่านั่งมองถุงยาของตัวเองและสลับกับมองที่ข้อเท้าของเธอที่พันแผลเอาไว้ พร้อมกับครุ่นคิดถึงตอนคิมหันต์ที่แวะมาหาเธอ
อีตานั่นมาหาเราทำไมกันนะ ?
แถมยังถามแปลกๆ อีกเกี่ยวกับคุณเหมันต์
หรือว่า.อีตานั่นคิดจะจับคู่เรากับคุณเหมันต์
ส่วนตัวเองก็จะได้ไปคบกับออยเฟ่ย์ ?
ไม่มั้ง.....ก็อีตานั่นแคร์ออยเฟ่ย์ขนาดนั้น....
ที่สำคัญคุณเหมันต์ชอบออยเฟ่ย์อยู่นี่นา
ถึงเราจะไปชอบเขา ก็คงไม่มีทางเป็ไปได้หรอก
ออยเฟ่ย์ออกจะเป็หญิงสาวที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ทั้งหน้าตา กริยา เป็กุลสตรี
แล้วดูเราสิ.....
เฮ้อ...อย่างกับเด็กกะโปโลแบบนี้....
ผู้ชายที่ไหนจะมาชอบเราได้....
เซร่านั่งคิดไป พร้อมกับส่ายหน้าไปมาจนผมกระจายให้กับความคิดของตัวเองที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันอยู่ภายในใจ
“เป็อะไรคะ? คุณหนู ส่ายหน้าไปมา เดี๋ยวก็คอเคล็ดเพิ่มหรอกค่ะ”
ป้าแมรี่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินถือจานใส่ผลไม้มาวางไว้บนโต๊ะ
“แหะๆ ไม่มีอะไรค่ะ...หนูคงฟุ้งซ่านไปเองล่ะค่ะ ป้าแมรี่” เซร่าหัวเราะกลบเกลื่อน
“นึกว่า..คุณหนูจะคิดถึงชายหนุ่มที่มาหาเมื่อตอนบ่ายซะอีก” ป้าแมรี่หรี่ตาล้อเลียนเซร่าอย่างรู้ทัน และอมยิ้มมองคุณหนูของเธอที่ใบหน้าเปลี่ยนเป็สีแดงเล็กน้อย
“ไม่ใช่ซักหน่อย ป้าแมรี่.....หนูไม่ได้คิดถึงอีตานั่นนะ”
เซร่าทำแก้มป่องงอนใส่ป้าแมรี่ของเธอ ทั้งๆ ที่ใบหน้าของเธอมีสีเข้มขึ้นเล็กน้อยด้วยความเขิน
“นอกจากคุณฮิเดกิแล้ว อิฉันก็เพิ่งเห็นผู้ชายคนนี้ล่ะค่ะ ที่มาหาคุณหนูน่ะ” ป้าแมรี่หัวเราะเบาๆ และพูดจาเป็นัยๆ
“ก็หนูไม่เคยออกจากที่นี่เลยสักครั้งนี่นา.. ป้าคิดมากไปได้ ไม่เอาละ...หนูไม่พูดด้วยแล้ว ฮึ”
เซร่าค้อนใส่ป้าแมรี่พร้อมกับเสไปหยิบส้อมจิ้มผลกีวี่ที่หั่นเรียงไว้อย่างสวยงามในจานใส่ปากทาน
“แล้วแต่ค่ะ อิฉันไปเตรียมอาหารเย็นก่อนนะคะ”
ป้าแมรี่หัวเราะเบาๆ เมื่อรู้ว่าเซร่าคงรู้สึกเขินที่ล้อเธอเื่คิมหันต์ ก่อนจะหมุนตัวและเดินออกจากห้องนั่งเล่นไป โดยมีสายตาของเซร่าแอบมองค้อนตามหลังเล็กน้อย
เหมันต์กำลังนั่งอ่านรายงานการประชุมของคณะกรรมการนักเรียนอยู่ภายในห้องนอนของเขา ที่ทาสีตกแต่งฝาผนังห้องด้วยสีโทนเหลืองปนน้ำตาลอ่อน
แม้ดูท่าทางเหมันต์เหมือนกับคร่ำเคร่งกับรายงานตรงหน้า หากแต่สายตาภายใต้แว่นกรอบเงินของเขากลับเหม่อลอยเหมือนคนมีความสับสนอยู่ภายในใจ
เฮ้อ..ทำไมเราถึงทำแบบนั้นนะ..
ไปบอกชอบออยเฟ่ย์ทำไมกัน
ถ้าหากคิมหันต์ไม่ใช่น้องชายของเรา....
เราคงไม่มีทางปล่อยออยเฟ่ย์ให้แน่ๆ
เฮ้อ..ไหนจะเื่ที่อยากเรียนต่อด้านออกแบบภายในอีก
เราจะทำยังไงดีนะ...
เราก็กรอกอันดับในใบสรุปขอเรียนต่อแล้ว
เหลือเพียงแค่....ทำให้พ่อยอมรับในทางที่เราเลือก...
เราจะทำได้รึเปล่านะ.....
ถ้าบอกพ่อว่า เรามีมิยาเกะซังเป็คนให้คำปรึกษาได้..
อ๊ะ...จริงสิ มิยาเกะซังจะหายเจ็บขาหรือยังนะ....
เหมันต์วางรายงานการประชุมไปทางด้านซ้าย และเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อต่อ internet เชื่อมต่อเข้ากับโรงเรียน Saint Helena
เนื่องจากเขาเป็ประธานนักเรียน จึงสามารถเปิดเข้าไปดูข้อมูลของนักเรียนภายในโรงเรียนได้ แม้จะไม่ได้อยู่ภายในโรงเรียนก็ตาม
เหมันต์ใช้เวลาไม่นานนักสำหรับการ connect และเข้าสู่แฟ้มข้อมูลประวัติของนักเรียนทั้งโรงเรียน
สายตาคมกริบภายใต้แว่นกรอบสีเงิน ไล่ดูรายชื่อของนักเรียนจนกระทั่งถึงรายชื่อของ มิยาเกะ เซร่า
เหมันต์จัดการ print รายละเอียดข้อมูลของเซร่าออกมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพร้อมกับกดเบอร์.....
ตื๊ด......ตื๊ด ~~ ตื๊ด........ตื๊ด......
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นพร้อมกับสายตาของเซร่าที่ดูนาฬิกาบนเตียงนอน ก่อนจะหันไปมองโทรศัพท์อย่างแปลกใจ
เอ๊ะ...ใครกันหว่า โทรมาหาเราเวลานี้
ที่สำคัญไม่มีใครรู้เบอร์โทรศัพท์บ้านเราเลยนี่นา.....
นอกจากฮิเดกิ....
เอ๊ะ..หรือจะเป็ฮิเดกิโทรมา..
วันนี้ฮิเดกิไม่ได้แวะมานี่นา....
เซร่าครุ่นคิดก่อนจะเอื้อมมือไปรับโทรศัพท์ขึ้นมา ทั้งๆ ที่ตัวเธอกำลังนอนกลิ้งเล่นไปมาอยู่บนเตียง
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับ ขอพูดกับมิยาเกะ เซร่าครับ” เสียงปลายสายที่ดังมานั้นไม่คุ้นหูหญิงสาวซักนิด
“ค่ะ...กำลังพูดอยู่ค่ะ ไม่ทราบใครจะพูดด้วยคะ?”
“เหมันต์ครับ”
โครม!
หญิงสาวถึงกับหล่นลงจากเตียง เมื่อได้ยินชื่อจากปลายสาย
“ห๊า!!! คะ...ใคร...ใครนะคะ?”
“เหมันต์ครับผม”
เหมันต์อดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อนึกถึงหน้าตาของเซร่าว่า คงใมากขนาดไหน
“คะ...ค่ะ ค่ะ... เอ่อ...ค่ะ ว่าอย่างไรคะ คุณเหมันต์” เซร่ามีความรู้สึกว่าเธอพูดติดอ่างขึ้นมาทันที
“ไม่ต้องพูดแบบเป็ทางการก็ได้” เหมันต์หัวเราะเบาๆ เขารู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับเซร่า
“แล้วคุณเหมันต์ทราบเบอร์โทรบ้านฉันได้ยังไงกันคะ?”
เซร่าสูดลมหายใจสงบสติอารมณ์ก่อนจะถามเหมันต์กลับด้วยน้ำเสียงที่เกือบเป็ปกติ
“ผมเป็ประธานนักเรียนนะครับ” เหมันต์อดยิ้มออกมาอย่างเสียไม่ได้เมื่อนึกถึงใบหน้าหวานแฉล้มของเซร่า
“เอ้อ..แหะ จริงสินะคะ ฉันก็ลืมไปน่ะค่ะ” เซร่านึกขึ้นได้ก่อนจะตอบอย่างเก้อเขิน และเผลอเอามือเกาหัวตัวเองเก้อๆ
“แล้ว..มีธุระสำคัญอะไรกับฉันรึเปล่าคะ?”
“เท้าของคุณเป็ยังไงบ้าง ค่อยยังชั่วบ้างหรือยัง
“อ๋อ..ค่อยยังชั่วแล้วล่ะค่ะ วันจันทร์ก็ไปโรงเรียนได้แล้ว” เซร่าตอบกลับอย่างร่าเริง
“งั้นหรือ? แล้ววันนี้ไปให้หมอดูอาการรึยัง?”
เหมันต์นึกขึ้นได้ว่าหมอได้นัดเซร่าให้ไปดูอาการอีกครั้ง
“ไปมาแล้วค่ะ พอดีอีตาคิมหันต์ เอ๊ย! เอ่อ.คุณคิมหันต์มาพาฉันไปหาหมอน่ะค่ะ”
เซร่าเผลอเรียกชื่อคิมหันต์ด้วยความไม่สุภาพ เธอจึงรีบเปลี่ยนสรรพนามการเรียกชื่ออย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็น้องชายของเขา
“คิมหันต์? เขาพาเธอไปโรงพยาบาลรึ?” เหมันต์ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าที่แปลกใจ
“ค่ะ...เขามาหาฉันที่บ้านตอนสายๆ ได้น่ะค่ะ แล้วก็ทานข้าวที่บ้าน ก่อนจะพาฉันไปหาหมอน่ะค่ะ” เซร่าเล่าให้เหมันต์ฟังอย่างคร่าวๆ โดยไม่บอกรายละเอียดมากนัก
“งั้นหรือ? แปลกจริง....” เหมันต์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจมากยิ่งขึ้น
“แปลกยังไงคะ?”
“เปล่า..ไม่มีอะไร จริงสิ ต่อไปเรียกผมว่า “เหม” ละกัน เรียก “คุณเหมันต์” มันดูเป็ทางการเกินไปน่ะ”
“เอ้อ..แต่ว่า...”
“ไม่สะดวกรึ?”
“เปล่าค่ะ งั้นฉันจะเรียกว่าคุณเหมละกันนะคะ”
“โอเค..งั้นเราเป็เพื่อนกันนะ มีอะไรก็ปรึกษาผมได้” เหมันต์บอกกับเซร่าอย่างเป็กันเอง
“คุณเหมคะ..พอดีพรุ่งนี้ลุงแองเจลโล่จะมาเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ที่สถานทูต ถ้าคุณว่างจะลองมาพบและพูดคุยเกี่ยวกับเื่เรียนต่อด้าน interior design มั้ยคะ?”
เซร่านึกขึ้นได้ว่า เมื่อตอนเย็นแม่ของเธอบอกเื่ที่ลุงแองเจลโล่จะมาช่วยออกแบบเรือนกระจกด้านหลังสถานทูตให้ในวันพรุ่งนี้
“อืม...ก็ดีเหมือนกัน...งั้นพรุ่งนี้ฉันจะไปหาเธอที่สถานทูตละกัน” เหมันต์ครุ่นคิดอยู่ซักพักก่อนจะตอบตกลง เพราะเขาก็อยากได้คำแนะนำอยู่เหมือนกัน
“ค่ะ...งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะคะ” เซร่าตอบรับคำของเหมันต์
“อืม...งั้น Good Night นะ” เหมันต์บอกลาเซร่าโดยรอฟังปลายสายบอกลากลับมาเช่นกัน ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงพร้อมกับความคิดที่วุ่นวายอยู่ภายในสมองของเขา
ทำไมคิมไปเยี่ยมเซร่า ?? .น่าแปลกจริงๆ
เหมันต์มีสีหน้าครุ่นคิดกับสิ่งที่คิมหันต์ทำ เขารู้สึกสบายใจและเป็ตัวของตัวเองยามที่ได้พูดคุยกับเซร่า
แต่การที่คิมหันต์ไปข้องแวะกับหญิงสาว ก็ทำให้เขารู้สึกไม่ชอบใจเช่นกัน
เหมันต์ยืนเหม่อมองดวงดาวตรงริมหน้าต่างด้วยความรู้สึกที่สับสนภายในใจ
คิมหันต์ที่อยู่ถัดไปอีกห้องก็นั่งมองดวงดาวด้วยความรู้สึกสับสนไม่แพ้กัน
ออยเฟ่ย์นั่งมองดวงดาวด้วยความรู้สึกที่เศร้าสร้อย
ค่ำคืนนี้คงมีเพียงเซร่าคนเดียวที่มองดูดวงดาวด้วยความรู้สึกของคนที่ไม่มีอะไรติดค้างอยู่ภายในใจ