แม้ว่าภายนอกมันจะแสดงถึงโทสะอย่างมากแต่ภายในมันกลับเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง
หนิงเทียนค่อยๆพินิจถึงเหตุผล ‘ทุกๆสิ่งที่ปะทะกับปราณประหลาดของมันจะหายไปโดยทันที มันเป็เพราะอะไรกันแน่’
“สารเลว มนุษย์ตัวเหม็น เ้า้าที่จะเด็ดปีกของาาผู้นี้?”สิ้นเสียงตัวประหลาดมันส่งปราณสามสายพุ่งเข้าใส่หนิงเทียน
แม้พลังของพวกมันทั้งคู่จะแตกต่างกันมากนัก แต่หนิงเทียนก็ไม่กล้าที่จะเข้าปะทะตรงๆแต่อย่างใด มันทำได้แต่ใช้เก้าิญญาท่องนภาของมันหลบไปรอบเพียงเท่านั้น
ใบหน้าอันเล็กจ้อยของตัวประหลาดยกยิ้มขึ้น มนุษย์หน้าโง่คนนี้แม้จะมีพลังที่สูงเกินอายุ แต่ประสบการณ์ต่อสู้ช่างอ่อนหัดยิ่งนัก
“มนุษย์ตัวเหม็น ข้ามิใช่ผู้โหดร้ายอันใด เพียงเ้าหมอบกราบและลองเรียกเราว่าปู่ดู าาผู้นี้จะพิจารณาทางรอดให้แก่เ้า”
“ผายลม!! ไอ้คนแคระถ้าเ้ามีปัญญาชดใช้กระบี่ข้ามา ข้าจะเว้นทางรอดให้” หนิงเทียนคำรามด้วยความโกรธ
“คนแคระ?? ....พอกันทีาาผู้นี้ไม่ให้โอกาสใครซ้ำสอง” มันเกรี้ยวกราดอย่างมาก
กริ้ง!
หนิงเทียนตัดสินใจ มันต้องจับตัวประหลาดนี้มาชำแระดูให้รู้ความลับของมันให้ได้ มันพุ่งทะยานไปข้างดุจสายฟ้าฟาด น้ำแข็งนับสิบสายพุ่งใส่ มนุษย์ตัวจิ๋วด้านหน้ามัน
“เฮอะ โง่งมยิ่งนัก” ตัวประหลาดเค้นเสียงออกมาพลันส่งปราณประหลาดออกมา
กริ้ง! กริ้ง!
ปราณน้ำแข็งนับสิบสายอันตธานหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะทักษะใดที่หนิงเทียนใช้ออกไปเมื่อปะทะกับปราณของตัวประหลาดแล้ว มันกลับหายไปทุกครั้ง
การต่อสู้ของมันทั้งสองจึงเป็การใช้ความเร็วเข้าห่ำหันกันมากกว่าใช้การร่างกายปะทะกัน
.....การต่อสู้กินเวลาหลายชั่วยาม
หนิงเทียนรู้สึกปวดหัวเป็อย่างมาก ทุกๆการโจมตีของมันหายไปอย่างไร้ร่องรอยไม่ว่ามันจะใช้ทักษะระดับสูงเพียงใด
และทุกๆครั้งที่ฝ่ามือของหนิงเทียนเข้าใกล้ตัวประหลาด มันกลับหายไปเลือนหายคล้ายกับไม่มีตัวตน
ทั้งสองพุ่งใส่กันดุจสายฟ้า หนิงเทียนนั้นอยู่ในดินแดนขององครักษ์ แต่ตัวประหลาดตรงหน้ามันเป็แค่แดนมนุษย์เท่านั้น ด้วยพลังฝึกตนของหนิงเทียนที่สูงกว่าตัวประหลาดมากนัก
ประกอบกับท่าเท้าที่แข็งแกร่งอย่างเก้าิญญาท่องนภา แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้หนิงเทียนััตัวประหลาดนี้ได้เลยแม้แต่น้อย
“ตัวเ้าอายุเพียง15-16ปีเท่านั้น กลับมีทักษะสุดยอดมากมายขนาดนี้ จงตอบาาผู้นี้มาใครเป็อาจารย์ของเ้า” เวลานี้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองของมันเริ่มที่จะซีดขาว
กริ้ง!...
“ไปถามยมบาลเอาเถอะไอ้คนแคระ” ทุกครั้งที่หนิงเทียนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเสียงกระดิ่งเร้นลอยที่ห้อยอยู่กับเอวของมันส่งเสียงออกมาทุกคร่า
ทันใดนั้นราวกับว่ามีอัสนีสายใหญ่ฟาดเข้ามากลางศีรษะของหนิงเทียน....เดียว!!! ‘กระดิ่งเร้นลอย!!!!หรือว่า….’
คราวนี้หนิงเทียนเร่งพลังปราณจากร่างของมันออกมา ‘เหมันต์ไร้ใจ’กระบวนท่านี้ของมันแช่แข็งได้แม้กระทั่งปราณธาตุไฟ
เมื่อเหมันต์ไร้ใจเข้าปะทะกับปราณประหลาด รอบๆปราณประหลาดนั้นถูกแช่ไปด้วยไอเย็นชั่วครู่ก่อนที่ลมปราณของหนิงเทียนจะถูกกลืนกินจากกระแสปราณประหลาดของมัน ปราณหยินที่ทรงพลัง มันหายไปราวกับว่าถูกส่งไปยังที่อื่น...
‘ถูกส่งไปยังที่อื่น!!’
“ใช่จริงๆ!! พลังของธาตุมิติ” มันเอ่ยด้วยเสียงแ่เบา เวลานี้สีหน้าของหนิงเทียนกลายเป็ปั้นยากขึ้นมาทันที
สิ่งของที่ถูกพลังปราณของมัน มิใช่สูญสลายไป มันเพียงถูกส่งไปที่อื่นเท่านั้น
ผู้ใช้มิติธาตุถึงจะแข็งแกร่งเพียงใดก็มิสามารถใช่ออกได้ดั่งใจเหมือนเ้าตัวประหลาดนี้ ประตูเคลื่อนย้ายมิติระหว่างเมืองยัง้าผู้ใช้มิติธาตุระดับสูงนับ100ในการเดินทางครั้งเดียว
“ในโลกนี้มีสัตว์ป่าที่ใช้พลังของธาตุได้อย่างไร? อีกทั้งมันยังเป็ธาตุมิติที่หาได้ยากมากในหมู่ของมนุษย์”หนิงเทียนพึมพำกับตนเองอย่างเลือนลอย
ใบหน้าอันเล็กของตัวประหลาดเป็ประกายขึ้น“โอ้เ้ามนุษย์ตัวเหม็นในที่สุดก็เริ่มที่จะฉลาดขึ้นมาบ้าง แต่าาผู้นี้มิใช่เผ่าอสูรอันต่ำต้อยเช่นนั้น”
“เผ่าิญญา?” หนิงเทียนอุทานออกมาอย่างเผลอตัว
“าาผู้นี้ก็ไม่ใช่ พวกสัมภเวสีเร่รอน พวกนั้น”
หนิงเทียน ‘….’ ตอนนี้มันรู้สึกเหมือนพูดสิ่งใดไม่ออกทั้งสิ้น ตัวประหลาดนี้เหนือภูมิความรู้มันไปมาก
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้มันสบายใจก็คือกระบี่พิรุณโปรยของมันยังมิได้ถูกทำลายแค่เพียงมันจับตัวประหลาดนี้ได้มันย่อมได้กระบี่คืนอย่างแน่
ตัวประหลาดมองไปยังสีหน้าของหนิงเทียนด้วยอาการขบขัน มันเปล่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมา “ฮ่าๆ าาผู้นี้จะบอกเ้าให้เอาบุญ าาผู้นี้เป็เผ่าพันธุ์ภูต ที่ปกครองโลกหล้าแห่งนี้”
‘เผ่าภูต? ในหนังสือของบิดาสี่มีการบันทึกเกี่ยวกับเผ่าภูตไว้อยู่บ้าง
เผ่าพันธุ์ภูตเป็เผ่าพันธุ์โบราณ พวกมันเป็ต้นกำเนิดของพลังธาตุมิติ เช่นเดียวกับเผ่าิญญาที่ให้กำเนิดธาตุมืด
แต่เนื่องจากภูตไม่มีความสามารถในการสืบพันธุ์ พวกมันจึงได้สาบสูญพันไปจากพื้นที่ราบภาคกลางนับหมื่นปีแล้ว?’
“เหตุใดถึงมันถึงปรากฏตัวต่อหน้าข้า??”
‘แดนภูตเร้นลับ มิใช่ว่าบิดาใหญ่เป็ผู้ตั้งชื่อเองหรอกหรือ? เหตุใดในป่าพฤกษาทมิฬ ถึงมีภูตอยู่จริงๆ’
ภายในหัวของหนิงเทียนแทบจะะเิออกมาเพราะเื่ราวของตัวประหลาดที่บอกว่าตนเองคือ เผ่าพันธุ์ภูต
หนิงเทียนคิดถึงทางออกสำหรับเหตุการณ์ตรงหน้ามัน การไม่ยุ่งกับตัวประหลาดแบบนี้น่าจะเป็ทางออกที่ดีสำหรับมัน
“เพียงเ้าคืนกระบี่แก่ข้า ข้าจะจากไปโดยทันที”
“ฮ่าๆ าาผู้นี้ไม่้าคืน าาผู้นี้ชอบวารีน้อยตัวนั้น”มันใช้มืออันเรียวเล็กลูปไปยังท้องของมัน
“ภูตบัดซบ!!!”ความคิดที่จะจากไปของหนิงเทียนหายไปทันที ถ้าข้าไม่จับสารเลวตัวนี้มาถลกปีกและบังคับให้มันคืนกระบี่ ข้าไม่ขอเป็คน
หนิงเทียนในตอนนี้ไม่มีคำพูดใดๆทั้งสิ้นกับตัวประหลาดเช่นนี้ มันใช้ออกโดยท่าเท้าเก้าิญญาท่องนภาอย่างเต็มที่
ยาฟื้นลมปราณระดับ์ของพ่อรองนับ100เม็ดมันควักออกมาใช้อย่างฟุ่มเฟือยเพื่อที่จะจับภูตตัวนี้
พวกมันทั้งสอง หนึ่งหนีหนึ่งไล่อยู่เช่นนี้ ยากที่ผู้ใดบอกได้ว่ามันจะไล่กันเยี่ยงนี้นานเพียงใด
....
ดวงอาทิตย์แลลับ ดวงจันทร์ขึ้นมาแทนที่ มันไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไรแล้ว
เวลานี้ตัวประหลาดเผ่าภูตมันอ่อนแรงอย่างที่สุด ใบหน้าของมันขาวซีดไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะบิด ด้วยพลังที่น้อยกว่าหนิงเทียนถึงสองดินแดน การหลบหนีมาได้นานเพียงนี้ถือว่าเป็ปาฎิหาริย์แล้ว
หนิงเทียนพลิ้วกายอย่างรวดเร็วมือของมันกำลังจะคว้าไปที่ปีกของตัวประหลาดเผ่าภูตนี้เป็ครั้งแรกที่หนิงเทียนเข้าใกล้มันได้มากที่สุด มุมปากของหนิงเทียนยกยิ้มอย่างชั่วร้าย “เ้าเสร็จข้าละ”
ในระหว่างที่มือของหนิงเทียนกำลังจะกุมไปยังลำตัวของภูตลึกลับ
ใบหน้าที่ซีดขาวของตัวประหลาดเผ่าภูตกลับแย้มยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ พร้อมกับใบหน้าของหนิงเทียนบิดเบี้ยวขึ้นทันที นี้มัน……
‘กับดัก?’ มือของมันปะทะเข้ากับปราณมิติของภูตประหลาดทันที
ฟึ่บ!!!
นี้เป็ครั้งแรกที่หนิงเทียนััถูกปราณมิติที่ภูตประหลาดตัวนี้ส่งออกมา
ร่างกายของหนิงเทียนถูกดูดเข้าไปในมิติขนาดเล็กทันที พริบตาเดียว บรรยากาศรอบๆของมัน แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
เดิมรอบๆตัวมันที่เป็พื้นป่า เวลานี้มันกลับกลายเป็พื้นน้ำทะเลทั้งหมด
‘ทะเลสาบ?’ ภายในมิติของภูตประหลาดคือทะเลสาบขนาดใหญ่
“ฮ่าฮ่า เ้ามนุษย์ตัวเหม็นกล้าที่จะหลบหลู่าาผู้นี้ เ้าจงติดอยู่ในพื้นมิตินี้ไปจนตายเถอะ” เสียงของาาภูตดังก้องไปทั่วพื้นที่ แต่ร่างของมันไม่ได้ปรากฎให้หนิงเทียนเห็นแต่อย่างใด
‘…..’ เวลานี้หนิงเทียนสงบเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน มันจำไม่ได้แล้วว่านี้เป็ครั้งที่เท่าใด ที่ตัวมันตกอยู่ภายใต้กับดักของศัตรู
มันไม่ได้มีอาการตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อยตัวมันกับเพิ่มความระวังตัวมากขึ้นอีก
มันพยามส่งจิตััของมันสำรวจทะเลสาบแห่งนี้ ความสงสัยปรากฏภายในหัวของหนิงเทียน ‘นี้เป็ทะเลสาบจริงๆหรือเป็เพียงโลกในมิติของมัน’
หนิงเทียนมองไปยังกระดิ่งเร้นรอยข้างเอวมัน บัดนี้มันเป็เหมือนกับเช่นกระดิ่งธรรมดาทั่วไปเท่านั้น สมบัติมิติไม่สามารถแทรกแซงมิติที่สูงกว่าได้
เพียงชั่วครู่ภาพที่มันเห็นตรงหน้ามันทำให้เื่ราวมากมายในหัวของมันกระจายหายไปทันที แรดหลังเหล็กอสูรขั้นที่3ในระดับแดนวีรชนที่มันเห็นเมื่อครู่
บัดนี้ ตัวของมันขาดเป็สองท่อนคล้ายกับโดนฟันขนาดั์ฉีกกระฉากออกจากกัน
หนิงเทียนแทบไม่เชื่อในสายตา แรดหลังเหล็กสัตว์อสูรขั้นที่3กลับถูกฆ่าอย่างโเี้
ขนในกายของมันลุกชันทันที นี้เป็สถานการณ์อันตรายที่สุดั้แ่มันได้รับชีวิตใหม่มา หนิงเทียนรีบลดจิตััของมันลง มันไม่กล้าที่จะใช้จิตััของมันสำรวจบริเวณรอบๆอีกต่อไป
‘ในทะเลสาบแห่งนี้ต้องมีสัตว์อสูรเ้าถิ่นอาศัยอยู่’ หนิงเทียนค่อยก้าวไปข้างหน้าอย่างระวัง ในขณะที่มือของมันกำโล่ปราการ์ของบิดาสามไว้แน่น
มันเพียงภาวนาว่าให้ระดับฝึกตนแดนมนุษย์ของมันมิไปกระตุ้นความสนใจของสัตว์เ้าถิ่น มิเช่นนั้นภาพที่เกิดกับแรดหลังเหล็กนั้นจะกลายเป็สภาพการณ์ตายของมันอย่างแน่นอน
เวลานี้หนิงเทียนไม่กล้าใช้จิตััแม้แต่น้อยมันจึงทำได้เพียงก้าวเดินไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดหมาย
ในใจมันหวังเพียงแค่หาทางออกไปจากมิติทะเลสาบและไม่กระตุ้นสัตว์อสูรในที่แห่งนี้
ยิ่งมันก้าวเข้าไปใกล้ทะเลสาบมากเพียงใด เมฆหมอกโดยรอบค่อยๆคลายลง คล้ายกับหญิงสาวบน์กำลังร่ายรำอย่างอ่อนช้อย
สุดพื้นที่ชายฝั่ง ปรากฏสะพานหินอ่อนแห่งหนึ่ง ปลายด้านมันเชื่อมต่อกับพื้นที่ชายฝั่งแล้วทอดยาวออกไปกลางทะเล
ดั่งเช่นักำลังทะยานลงสู่มหาสมุทรแสดงออกซึ่งความอหังการให้ผู้คนที่ได้พบเห็นต้องตกตะลึง มันให้อารมณ์ที่น่าหวาดกลัวและสวยงามตระการตาจนหาที่เปรียบมิได้
‘นี้คือ์?’
มันค่อยๆเหยียบย่างขึ้นสะพานหินอ่อนไป ขณะเดินหนิงเทียนรู้สึกว่าเมฆค่อยๆลดระดับต่ำลงมา เดินไปอีกระยะหนึ่งมันถึงกับตกตะลึงในทิวทัศน์ตรงหน้า
น้ำทะเลเดิมทีเป็พื้นฟ้ากลับกลายเป็สีทอง ใจกลางของทะเลสีทองปรากฎ ‘วิหารลึกลับ’ ลอยเด่นอยู่กลางท้องทะเล มันขัดกฎของธรรมชาติอย่างแท้จริง
‘เหตุใดที่แห่งนี้ถึงมีวิหาร หรือที่แห่งนี้ยังมีมนุษย์อาศัยอยู่’ ทันใดนั้นบังเกิดเสียงคำรามกึกก้องดั่งสนั่นไปทั่วชั้นฟ้า และใจกลางน้ำทะเลสีทองกระฉอกออกคล้ายกับสิ่งใดจะโผล่จากเบื้องร่างท้องทะเลขึ้นมา้า
เพียงชั่วลมหายใจเดียว เงาร่างขนาดใหญ่มหึมาสายหนึ่งทะยานขึ้นมา
หนิงเทียนยังคงเบิกตาค้างจ้องมองสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ตรงหน้ามันอย่างตกตะลึง
สัตว์ขนาดมหึมาตัวนี้ สูงสิบจั้ง หัวเป็ัร่างเป็สิงห์ ทั่วร่างปกคลุมด้วยเกล็ดคล้าย ปลา เขี้ยวยาวทั้งสองข้างลักษณะคล้ายดาบขนาดั์ ดวงตาของมันอัปลักษณ์ และ ปากที่ขนาดกว้างสร้างความน่ากลัวให้แก่ผู้ที่พบเห็นอย่างมาก
‘กก...กิเลน’ ดวงตาของหนิงเทียนเบิกกว้าง
สัตว์ประหลาดตัวนั้นชะโงกหน้ามาบนสะพานหิน มันจังจ้องไปยังมนุษย์ตัวจ้อยที่หลงเข้ามาในดินแดนของมัน
"มนุษย์ผู้ละโมบและแสวงหาความตาย" เสียงต่ำทุ่มของมันดังก้องเข้าไปในหูของหนิงเทียน
"มัน....มันพูดภาษามนุษย์ได้แล้ว…..นี้มันวันบ้าอะไรกัน เหตุใดข้าถึงโชคร้ายเช่นนี้ !!!" หนิงเทียบสบถอย่างหยาบคาย
เพียงแค่วันเดียวมันพบเื่แปลกประหลาดมากมาย ทั้งเผ่าพันธุ์ภูตที่สูญพันธุ์ไปแล้วและยังมีกิเลนที่พูดภาษามนุษย์ได้อีก
แต่ครั้งนี้มันแตกต่างจากตอนที่พบภูตตัวนั้นมาก ในคร่าที่พบาาภูตหนิงเทียนสามารถบอกถึงระดับฝึกตนของมันได้ แต่ตอนนี้มันต่างออกไป เขาไม่สามารถบ่งบอกถึงระดับของกิเลนตัวนี้ได้เลย
ดวงตาของหนิงเทียนจับจ้องไปยังกิเลนตรงหน้ามัน ตอนนี้มันได้ยืนอยู่ต่อหน้ามัจจุราชที่จะมาเอาชีวิตของมันแล้ว…
แน่นอนว่าการต่อสู้ไม่ใช่ทางรอดของมัน “ท่านสัตว์เทพอย่าได้เข้าใจผิด ผู้เยาว์เพียงหลงทางเข้ามาในดินแดนแห่งนี้เท่านั้น”
“เ้ามนุษย์ อย่าได้โกหกข้า ไม่มีผู้ใดสามารถหาสถานที่แห่งนี้เจอ”มันตวาดเสียงดังด้วยโทสะสัตว์ชั้นต่ำเช่นมนุษย์กำลังโกหกมัน
แค่เพียงเสียงตวาดเท่านั้น หนิงเทียนรู้สึกว่าร่างกายภายในของมันปั่นป่วนเป็อย่างมาก หนิงเทียนพยามข่มความรู้สึกภายในและกล่าวออก
“ผู้เยาว์มิได้โกหกท่านเทพแต่อย่างใด ผู้เยาว์เพียงมาตามหากระบี่เท่านั้น แต่กลับถูกเผ่าพันธุ์ภูต ตนหนึ่งส่งมายังที่แห่งนี้”
“หืมมม...เฒ่าอู๋ ส่งเ้ามา? มนุษย์ชั้นต่ำเ้าคงจะโลภโมโทสันกระหายในเผ่าพันธุ์พิเศษอย่างเผ่าภูตสิน่ะ” ทันใดนั้นมันคำรามก้องดุจอสนีบาต
แม้แต่หนิงเทียนที่อยู่จุดสูงสุดของดินแดนองครักษ์นั้น ยังมิสามารถป้องกันเสียงคำรามของกิเลนได้ แก้วหูของมันคล้ายจะะเิออกมา โลหิตเริ่มที่จะไหลผ่านลำคอ มันต้องใช้ความพยายามอย่ามากที่จะกลืนมันลงไป
“จงยอมรับความตายแต่โดยดี” ดวงตาที่อัปลักษณ์ของกิเลนสาดประกายดุร้าย มันอ้าปากกว้างให้เห็นฟันที่แหลมคมดุจดาบ หมายจะกลืนกินมนุษย์ตัวเล็กให้หายไป.....
ในชีวิตที่แล้วของหนิงเทียน กิเลนเป็สัตว์ที่ผู้คนล้วนกราบไหว้บูชา มันถูกนับเป็ตัวตนของเทพ ตามความเชื่อแต่เดิมเมื่อกิเลนปรากฏกายขึ้นมา
แสดงว่าผู้มีบุญที่จะปกครองบ้านเมืองให้สงบร่มเย็นกำลังจะกำเนิดขึ้น มันจึงถือเป็หนึ่งในสี่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ประกอบไปด้วยหงส์ เต่า ั กิเลน
กระแสน้ำในทะเลสีทองหมุนวนอย่างอย่างบ้าคลั่ง อึดใจเดียวก็มีเสียงะเิกึกก้อง ลำน้ำขนาดใหญ่พุ่งใส่หนิงเทียนอย่างรวดเร็ว
หนิงเทียนยืนอยู่ตรงบันได มองไปที่สายน้ำสีทองด้วยความตกตะลึง แต่มันก็มิได้หวั่นกลัวแต่อย่างใด “ชีวิตข้า ไม่ต้องให้กิเลนอย่างเ้ามาตัดสินแทน”
มันบิดตัวกลางอากาศหลบกระแสน้ำอย่างรวดเร็ว มันเรียกใช้เหมันต์ไร้ใจทันที เสาน้ำแข็งขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่กิเลนอย่างรุนแรง
กิเลนั์พลันส่งลมหายใจออกทางจมูกแค่เพียงลมหายใจเท่านั้น เสาน้ำแข็งขนาดใหญ่ละลายกลายเป็น้ำล่วงหล่นลงสู่พื้นสมุทรในทันที
ยามนี้ท้องฟ้ามืดสนิท สายลมโหมกระหน่ำอย่างคลุ้มคลั่ง หนิงเทียนประจักษ์ถึงความแตกต่างของพลัง และความพิโรธของกิเลน แววตาของมันเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเย็นเยียบ
หนิงเทียนเยียดยิ้มอย่างเยือกเย็น แม้การแสดงออกของกิเลนตัวนี้จะน่ากลัวเพียงใด แต่หนิงเทียนหาได้มีความกลัวต่อมันแม้แต่น้อย
ครั้งนี้มันเข้าใกล้ความตายอย่างแท้จริง แต่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ัั มันซึ่งเป็ผู้ที่เคยเหยียบอยู่บนเส้นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน หาได้หวั่นเกรงอันใดไม่
หนิงเทียนพลางเร่งพลังในร่างออกมา ผนึกศิลาทองในร่างของมันหมุนวนอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นพยัคฆ์กลืนจันทราในภาพแรกของม้วนภาพเทพยุทธ์ก็ปรากฎขึ้นด้านหลังของหนิงเทียนราวกับมันมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ
มันคำรามออกอย่างบ้าคลั่ง ประกายสีทองปกคลุมไปทั่วร่างของหนิงเทียน
สิ้นเสียงดัง ‘ครืน....’ กระแสน้ำขนาดั์พุ่งเข้าปะทะกับร่างของหนิงเทียนอย่างรุนแรงแม้ว่ามันจะถุกปกคลุมด้วยปราณจากผนึกศิลาทองก็ตาม
แต่ด้วยความห่างของระดับพลังที่มากเกินไป ตัวหนิงเทียนกระเด็นไกลดุจว่าวที่สายป่านขาด ร่างของมันถูกฉีก กระฉากจากสายน้ำอันรุนแรง
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วจนเกินไปแม้แต่โล่ปราการ์ในมือมันก็ยังมิทันได้ใช้ออก
“นี้มัน” ทันใดนั้นดวงตาอันอัปลักษณ์ของกิเลนแปรเปลี่ยนในทันที ความตกตะลึงปรากฎบนใบหน้า มันพลันกลายร่างเป็บุรุษร่างกายสูงใหญ่ สวมชุดเกราะสีน้ำเงิน หนวดเคราสีทอง พุ่งตรงไปยังร่างไร้สติของหนิงเทียนอย่างรวดเร็ว
มันะโขึ้นมาดังก้อง “ตาเฒ่าอู๋ ตาเฒ่าอู๋” เสียงของมันดังไปทั่วชั้นฟ้า
“เฒ่าซาน” มีเหตุอันใด ต้องะโเสียงดังหนวกหูเช่นนั้น สิ้นเสียงปรากฏตัวาาแห่งเผ่าพันธุ์ภูตบินอยู่เหนือร่างที่ไร้สติของหนิงเทียน
“เฒ่าอู๋เ้าส่งใครเข้ามาใน มิติอนันตเวคี??” น้ำเสียงของมันตอนนี้ตกตะลึงเป็อย่างมาก
าาภูตปีกสีทอง มันมิแยแสที่จะตอบคำถาม มันเพียงแต่สนใจในร่างของสหายมันมากกว่า “กี่หมื่นปีมาแล้วที่เ้ามิได้ปรากฏกายในรูปลักษณ์ของมนุษย์”
“นั้นไม่ใช่เื่สำคัญ....เ้ารีบตอบคำถามของข้ามาก่อน” กิเลนในร่างมนุษย์นั้นตอบสหายของมันอย่างหงุดหงิด มันเหม่อหมองไปยังร่างไร้สติของหนิงเทียน
“เพียงแค่เื่ของมนุษย์ตัวเหม็น เ้าถึงกับต้องเรียกให้ข้ามาพบ เฒ่าซาน เ้าอย่าได้ลืมถึงข้าจะเป็เ้าของมิติแห่งนี้ แต่ตัวข้านั้นไม่สามารถเข้าออกได้ตามใจนึก
ข้าต้องเสี่ยงทิ้งร่างกายของข้าไว้ด้านนอก ถ้าร่างกายของข้าถูกหมาป่าคาบไป เ้าจะรับผิดชอบเช่นไร” าาภูตกล่าวด้วยเสียงเชิงตำหนิไปยังสหายของมัน
“เฒ่าอู๋ เ้าอย่าได้พูดพล่ามไร้สาระอยู่เลย จงรีบตอบคำถามของข้ามาเร็ว เด็กคนนี้เป็ใคร?” กิเลนในร่างมนุษย์กล่าวด้วยน้ำเสียงอันร้อนรน
“เฒ่าซาน เ้าเป็อะไรไป ข้าเพียงส่งมนุษย์ตัวเหม็นไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำคนหนึ่งเข้ามาเท่านั้น” น้ำเสียงของาาภูตเมื่อกล่าวถึงมนุษย์แล้วมันเต็มไปด้วยความยโสโอหัง
ในขณะที่าาภูตมองไปยังร่างของหนิงเทียนที่นอนแน่นิ่งอยู่ มันะเิเสียงหัวเราะดังลั่นออกมา
“ฮ่าฮ่า เ้าฆ่ามันแล้วเช่นนั้นรึ สมควรแล้ว สมควรแล้ว...เ้ามนุษย์ตัวเหม็นนี้กล้าเรียกาาผู้นี้ว่าคนแคระและยังบอกว่าจะเด็ดปีกของข้าอีก มันสมควรตายแล้ว”
กิเลนในร่างมนุษย์หันไปมองสหายตัวน้อยของมันด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว
“อันใด? เฒ่าซาน หรือว่าเ้าไม่ได้กินร่างมนุษย์มาหลายหมื่นปีแล้วจึงเกิดความสงสารขึ้นมา” าาภูตยังคงกล่าวหยอกเหย้าสหายของมันราวกับว่าพวกมันนั้นไม่ได้เจอกันมานาน
สหายของมันหันกลับมามองไปที่ร่างกายของหนิงเทียน มันจ้องมองลึกอยู่ชั่วขณะคล้ายกับว่ามันไม่กล้าย้ายสายตาไปที่ใด
“เฒ่าอู๋ ถ้าเกิดว่า เราสังหารผู้สืบทอดของท่านหวงตี้ไป เ้าคิดว่า เราทั้งคู่จะเป็เช่นไร”
“ฮ่าๆ เฒ่าซาน เ้าแก่จนหลงลืมไปแล้วหรือไร ในตอนที่ท่านหวงตี้กำลังละสังขารทิ้งกายไปนั้น
พวกเราทั้งห้าได้ให้สัจจะสาบานแก่ท่านไว้ ตราบใดที่ผู้สืบทอดของท่านปรากฏตัวพวกเราจะปกป้องผู้สืบทอดของท่านด้วยชีวิต
เ้าไม่ต้องกล่าวถึงการสังหารทายาทของท่าน แค่เพียงพวกเรารับรู้และไม่ได้ปกป้องทายาทของท่านจากอันตราย พวกเราทั้งห้าจะถูกกักขังในโลก ‘อนธกาล’จนกว่าจะสิ้นอายุไขของพวกเรา
เช่นนั้นแล้ว เฒ่าซาน เ้าอย่าพูดถึงเื่ที่เป็ไปไม่ได้เช่นนี้ออกมาอีกเลย” ในเวลานี้าาภูติไม่ได้มีน้ำเสียงเย่อหยิ่งแม้แต่น้อยทุกถ้อยคำที่มันกล่างถึงหวงตี้นั้นเต็มไปด้วยความเคารพ
“เฒ่าอู๋....แต่เมื่อครู่ ข้าเห็นจิติญญาเทพพยัคฆ์ด้านหลังมนุษย์คนนี้” กิเลนในร่างมนุษย์กล่าวออกมาด้วยความยากลำบาก
“ฮ่าๆ ฮ่าๆ เฒ่าซาน....เ้าหลับนานเกินไป จนฝันเสียมากกว่า” าาภูตหัวเราะเยาะสหายของมันอย่างสนุกสนาน
กิเลนในร่างมนุษย์ส่ายศีรษะอย่างรวดเร็ว “ข้าไม่ได้ฝัน เฒ่าอู่ ถ้าเ้าไม่เชื่อเ้าดูสิ่งนี้”มันคลายมือของมันออกปรากฏรอยช้ำเล็กๆให้สหายของมันดู
“ฮ่าๆ อะไรเฒ่าซานเ้าถูกมนุษย์ในแดนองครักษ์ ทำร้าย” ภูตตัวน้อยยังกล่าวด้วยเสียงหยอกล้ออยู่เช่นเดิม
สายตาของกิเลนในร่างมนุษย์เหม่อลอยไปยังร่างที่ไร้สติของหนิงเทียนเช่นเดิม “เฒ่าอู๋ เ้าลองััไอปราณที่แฝงมากับร่องรอยนี้ดู”
“เ้านี่ยิ่งแก่ยิ่งเื่มากเสียจริง” มันกล่าวตำหนิสหายของมัน
ทันทีที่มันเอามือน้อยๆของมันไปััรอยช้ำของสหายมันนั้น ทุกสิ่งถูกความเงียบเข้าปกคลุม ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจของทั้งคู่ดังออกมา
าาภูตมองไปยังสหายของมันสลับกับมองร่างที่แน่นิ่งของหนิงเทียน มันสลับแบบนี้อยู่สองถึงสามรอบ
“………..”
“…………”
“เฒ่าซาน พวกเราจะทำอย่างไรต่อไปดี” าาภูตยังกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ
‘……’ ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากสหายของมัน
เพียงชั่วครู่ าาภูตส่งเสียงดังเอะอะโวยวายแก่สหายของมัน “เฒ่าซานเ้าทำอะไรลงไป! เ้าแก่จนหลงลืมแล้วหรือไร เ้าเห็นพลังปราณของเทพพยัคฆ์ เหตุใดถึงไม่หยุดมือ....”
าาภูตตำหนิสหายของมันอย่างเกรี้ยวกราด ราวกับว่าเื่ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับมันแม้แต่น้อย
“ไม่ใช่เ้าหรือเฒ่าอู๋ที่ส่งเขามาหาข้า?” มันมองไปที่สหายมันอย่างขุ่นเคือง
ถ้ากิเลนในร่างมนุษย์ตัวนี้ไม่ได้ยั้งมือตามที่สหายของมันกล่าวละก็ เวลานี้หนิงเทียนคงจะไม่เหลือร่างกายให้พวกมันทั้งสองได้เห็นแล้วและพวกมันทั้งคู่จะต้องตกลงไปในโลกอนธกาล โดยที่พวกมันไม่รู้สาเหตุด้วยเหมือนกัน
“เฒ่าซานเ้าจะยืนนิ่งอีกนานแค่ไหน รีบมาช่วยเขาก่อนเร็ว” าาภูติหยิบขวดเล็กๆออกมาภายในบรรจุน้ำสีขาวบริสุทธิ์ จากนั้นมันนำไปหยดกลางหน้าผากของหนิงเทียน
“น้ำตาภูต” เมื่อสหายของมันเห็นสิ่งนั้น ถึงกับอุทานออกมา
“เฒ่าซานเ้าอย่ามั่วแต่พูด รีบใช่พลังรักษาอวัยวะภายในของเขาก่อน”
เสียงของาาภูตปลุกมันให้ตื่นจากภวังค์ มันรีบส่งพลังปราณเข้าไปรักษาร่างกายของหนิงเทียนอย่างรวดเร็ว
าาภูตที่มองไปยังสหายของมันที่กำลังช่วยเหลือหนิงเทียนอยู่นั้น มันกล่าวออกมาอย่างเหนื่อยใจ “เฒ่าซานเ้านั้นสร้างปัญหาใหญ่ให้แก่เราแล้วจริงๆ!!”
ณ หมู่บ้านปี้จุ่ย ภายในบ้านโกโรโกโสหลังหนึ่ง
แกร๊กก..... เสียงของประตูที่ใกล้จะผุพังดังขึ้น ด้วยประตูหน้าบ้านของนางเป็เพียงการนำไม้แผ่นใหญ่มาวางกั้นเท่านั้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่หนิงเทียนจะบอกว่ามันเป็บ้านร้าง
“ท่านแม่ท่านไปที่ใดมา” เสียงของปี้ยี่ดังขึ้นด้วยความเป็ห่วง
“ท่านปี้ฟางให้ชาวบ้านไปช่วยกันขนตะกร้าผลไม้จากบ้านของท่าน เพื่อการฉลองสำหรับผู้ชนะการประลองวันนี้”ปี้เหยาตอบด้วยเสียงปกติพร้อมกับกล่าวต่อ
“ปี้ยี่ลูกแน่ใจหรือว่าจะเข้าร่วมการประลองวันนี้”นางยังกล่าวด้วยความเป็ห่วง
“ท่านแม่ ข้าแน่ใจ และข้าต้องชนะการประลองให้ได้” ปี้ยี่ทุบไปที่อกของตัวเอง จากคำพูดของนายน้อยเฟยและคำพูดของพี่ชายหนิงที่กระซิบบอกมันก่อนจะจากไป ทำให้เวลานี้ตัวมันมีกำลังใจอย่างสูง
ปี้เหยามองไปยังลูกของนาง “เ้าต้องสัญญากับแม่ก่อน ว่าจะไม่ทำอะไรที่เป็การเสี่ยงเกินไป”
“ท่านแม่ ข้าให้สัญญา ข้าต้องชนะแน่นอน” ปี้ยี่ตบปากรับคำเสียงดัง
ปี้เหยาส่ายศีรษะขณะที่มองไปทางปี้ยี่ “แม่ให้เ้าสัญญาว่าจะไม่เสี่ยงไม่เป็อันตราย ไม่ใช่สัญญาว่าต้องชนะ”
“ฮี่ๆ คอยดูฝีมือข้าเถอะ สามวันมานี้ข้ารู้สึกเหมือนมีกำลังเพิ่มมากขึ้น หลังจากดื่มน้ำผึ้งของพี่ชายหนิง ท่านแม่รู้สึกเหมือนลูกหรือไม่?” มันมองไปยังร่างกายของตนเองที่แต่ก่อนเคยผอมแห้ง บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็กล้ามเนื้อในบางส่วน
“แม่ก็คิดเช่นเ้า ว่าแต่นี้ก็3วันมาแล้วเหตุใดคุณชายหนิงยังมิกลับออกมาจากป่าพฤกษาทมิฬเลย แม่เกรงว่าเขาจะเื่ไม่ดี” น้ำเสียงของนางเวลามีความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“ ท่านแม่คิดถึงพี่ชายหนิง ท่านแม่ไม่ต้องห่วงยังไงพี่ชายหนิงเป็ถึงผู้ฝึกตนในดินแดนมนุษย์ขั้นที่9”
“แม่ไม่ได้ห่วงเขาสักหน่อย ว่าแต่เด็กคนนี้ เ้าไปเรียนรู้เื่พวกนี้มาจากใคร”ใบหน้าของนางปรากฏเค้าสีแดงจางๆบนแก้มทั้งสอง
“ ท่านปู่ซาง มักจะเล่าเื่ในยามที่ท่านเป็หนุ่มให้ข้าฟังบ่อยๆนะท่านแม่”
ทั้งสองคนแม่ลูก หยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
….
ดวงอาทิตย์กำลังขึ้นพ้นขอบฟ้า ในเวลานั้นผู้คนจำนวนมากแอดอัดกันอยู่ที่ลานกว้าง
เวทีนั้นได้ถูกจัดตั้งอยู่บนพื้นราบเรียบบริเวณใจกลางของหมู่บ้าน
ทุกคนในหมู่บ้านมารวมตัวกันที่จุดรวมพล เพียงไม่ถึงสิบนาที ทุกคนในหมู่บ้าน ต่างพากันมามุ่งดูกันอยู่ที่ลานประลองอย่างไม่ขาดแม้แต่คนเดียว
คนส่วนใหญ่นั้นตื่นเต้นที่จะมีคนจากหมู่บ้านมันเข้าร่วมเผ่าใหญ่เช่นเผ่าซิ แต่ก็เป็เพียงส่วนใหญ่เท่านั้น มันมิใช่ทุกคนที่อยากดูการประลองครั้งนี้
แต่ที่พวกมันทุกคนมารวมตัวกันโดยไม่ขาดแม้แต่บ้านเรือนเดียว ก็เพียงเพราะหวาดกลัวว่าเผ่าซิจะเอาเื่คนที่ไม่มาชมการประลองแห่งนี้เท่านั้น
ปี้ยี่เป็คนสุดท้ายที่มาถึง เด็กน้อยเดินจูงมือแม่ของมันมา
ปี้ยี่นั้นกลับเป็จุดสนใจอย่างรวดเร็ว เป็เพราะทุกสายตามองมาที่มันด้วยแววตาสังเวช บ้างก็สงสาร
จะมีเพียงกลุ่มผู้เยาว์ด้วยกันนั้นต่างออกไป มันมองไปยังปี้ยี่ด้วยความตื่นเต้น
ถ้างานนี้ขาดปี้ยี่ การประลองจะไปสนุกได้อย่างไร
ชายหนุ่มผมดำสวมชุดนักรบสีเงินยืนอยู่ใจกลางลานประลอง โดยด้านข้างมี ปี้ชีและซิตู่ยืนขนาบทั้งสองข้าง มันเหลือบมองไปทางปี้ยี่และพยักหน้าให้
ปี้ยี่มองไปยังซิเฟย พร้อมกับก้มหัว ภายในใจมันเกิดความตื้นตันกับท่าทีของนายน้อยเฟยเป็อย่างมาก ท่านช่างเมตตามันเหลือเกิน
ใครจะรู้ว่าสิ่งที่น่าสนใจในสายตาของซิเฟยนั้นจะเป็ปี้ยี่ หรือ ปี้เหยาที่อยู่ด้านหลังกันแน่
ปี้เหยานั้นมีท่าทางเรียบร้อย สง่างาม แม้จะปรากฏความหยาบกร้านจากการทำงานหนักบนิัเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความงามของนางลดลงเลย
ใบหน้าของนางแม้จะยังไม่ถึงกับล้มเมืองได้ แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้นางเป็สาวงามอันดับ1ของหมู่บ้านนี้ หรือแม้แต่ในเผ่าซิเองก็ตาม ยังปฎิเสธไม่ได้ว่าปี้เหยาจะไม่ใช่นางงามอันดับ1ของเผ่า
หลังจากที่ปี้เหยาได้ทานน้ำผึ้งหยกเย็นแล้วนั้น ไม่เพียงแค่ใบหน้า แม้แต่ผิวที่แห้งกรานจากการทำงานหนักยังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ผิวพรรณของนายกลายเป็ละเอียดอ่อน เปล่งประกาย ชวนให้ผู้ได้มองเกิดอาการหลงใหล
มุมปากของซิเฟยยิ้มขึ้น ไม่มีใครผู้ใดรู้ได้ว่ารอยยิ้มนี้มีสาเหตุมาจากอะไร
พวกมันทั้งหลายเพียงคิดว่า ซิเฟยนั้นรู้สึกดีใจที่เห็นผู้เยาว์ของหมู่บ้านมันมีพร์เช่นนี้
วันนี้เป็วันที่ได้นัดหมาย เพื่อหาผู้ที่จะได้เข้าร่วมกับเผ่าซิ ข้าซิเฟยขอแทนตัวเองเป็
กรรมการในการต่อสู้นี้ ผู้เยาว์ที่ชนะจะได้รับทักษะบ่มเพาะกระดูราชสีห์และโสมอายุวัฒนะของเผ่าซิเรา
ในการต่อสู้นั้นจะแบ่งเป็3รอบ จาก8เหลือ4จาก4เหลือ2และเราจะหาผู้ชนะเพียงคนเดียว “ผู้เยาว์ที่เข้าร่วมการประลองจงก้าวมาข้างหน้า ชิตู่ เ้าเอาสลากให้พวกเขาจับ”
“ขอรับนายน้อย” ซิตู่ตอบรับคำสั่งพร้อมทั้งส่งเสียงดังออกมา “พวกเ้า จงเรียงแถวกันมาจับฉลากอย่าได้ชักช้า”
“ข้า ขอจับคนแลก” เสียงดังออกมาจากกลุ่มของผู้เยาว์ มันเป็เสียงของปี้ฟาน
ปี้ฟานก้าวไปหาซิตู่พร้อมกับถูมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน “ขอให้ข้าโชคดีได้อัดเ้าเด็กน้อยปี้ยี่ ั้แ่รอบแรกเถอะนะ”
ปี้ยี่กัดฟันแน่น ภายในใจของมันส่งเสียงออกมา ‘ข้าก็รอเ้าอยู่เช่นกัน’
ปี้ฟาน หมายเลข 1 ชิตู่ะโเสียงดัง
ปี้ซิง หมายเลข 2
.....
…..
ปี้ยี่หมายเลข7
และปี้จู หมายเลข8
ทั้งหมดเตรียมพร้อม ข้าให้เวลาพวกเ้าเตรียมตัว 100ลมหายใจ
“ฮ่าๆ พี่ฟาน ข้านั้นโชคดีมากที่ได้อัดเ้าปี้ยี่” เสียงของปี้จูดังขึ้นมันไม่รีรอที่จะกล่าวประจบปี้ฟาน
“ดีมาก ปี้จู เ้าจงอัดมันให้หนัก หักแขนและขาของมันทิ้ง เมื่อข้าได้เข้าเผ่าซิแล้ว เ้าจะได้รับรางวัลอย่างงาม”
“ขอบคุณพี่ฟาน”เด็กหนุ่มนามว่าปี้จูมองไปยังร่างกายของปี้ยี่ด้วยสายตาอำมหิต
“หมายเลข1และหมายเลข2 เริ่มการประลองได้” สิ้นเสียงของซิตู่
ปี้ฟานในชุดไหมถักส่งให้รูปลักษณ์ของมันเด่นขึ้นคล้ายกับชนชั้นสูงอยู่เล็กน้อย มันก้าวขึ้นมาบนลานประลองอย่างสง่างาม คู่ต่อสู้ของมันคือ ปี้ซิง ลูกน้องมือซ้ายของมันเอง
เสียงของฝูงชนะโเรียกชื่อปี้ฟาน ปี้ฟาน... ปี้ฟานนั้นคือความหวังของหมู่บ้านมันเป็ผู้มีพร์ที่สุดในหมู่บ้านปี้จุ่ยแห่งนี้แล้ว
ปี้ซิง เหลือบตาไปมองปี้ฟานเล็กนาย ก่อนจะกล่าว “ท่านกรรมการ ข้าขอยอมแพ้”
ซิตู่ที่เป็กรรมการ มองไปยังปี้ซิงด้วยสายตาเหยียดยาม “ขยะก็ยังเป็ขยะเช่นเคย”มันกล่าวด้วยเสียงที่ไม่ดังและไม่เบาแต่ก็พอที่จะทำให้หน้าของปี้ซิงชาขึ้นมา
“ในการประลองคู่ที่1 ปี้ฟานเป็ผู้ชนะ”
การประลองก็ยังดำเนินต่อไป บนเวทีการต่อสู้ของผู้เยาว์ยังคงสู้กันอย่างดุเดือด แม้ว่าผลมันจะถูกกำหนดไว้ให้ปี้ฟานอยู่แล้ว
แต่เด็กคนอื่นก็พยามที่จะแสดงความสามารถโดยหวังว่าเพียงว่า ขอให้มันได้เข้าไปเป็เด็กรับใช้ของเผ่าซิก็พอ
พวกมันไม่ได้มีความหวังถึงทักษะบ่มเพาะและโสมอายุวัฒนะแต่อย่างใด
ซิตู่เปิดปากขึ้น “นายน้อยเฟย ท่านมาดูการต่อสู้ของเหล่าขยะเช่น ไม่เป็การเสียเวลาเปล่าหรือขอรับ”
“เ้าคิดเสียว่าเรากำลังดูการแสดงปาหี่ จะได้ไม่เบื่อ”น้ำเสียงของซิเฟยปราศจากความรู้สึกใดๆ
“ทักษะบ่มเพาะของพวกเราไม่อาจแพร่งพายให้ขยะพวกนี้ได้รู้ และอีกอย่างโสมอายุวัฒนะเป็สิ่งที่ท่านหัวหน้าให้เรานำไปมอบให้แก่เ้าเมืองฉางผิง
ถ้าท่านเอามารางวัลแก่ผู้ชนะ แล้วเราจะให้คำตอบแก่ท่านหัวหน้าอย่างไร” ซิตู่ที่ยืนอยู่ด้านหลังซิเฟยกล่าวด้วยความกังวล มันไม่รู้ว่าเหตุใดนายน้อยของมันต้องเมตตาขยะเหล่านี้ด้วย
“ไม่มีผู้ใดจะได้เรียนรู้ทักษะบ่มเพาะของเผ่าเราและของต้องส่งถึงเมืองฉางผิงอย่างแน่นอน เ้ารอดูเื่สนุกๆต่อไปเถอะ”
“การประลองคู่ที่4 ปี้ยี่ และ ปี้จู ก้าวขึ้นมาบนเวที” ซิตู่ะโเสียงดัง
“ปี้ยี่ เ้าอย่าได้หักโหมเกินไป” เสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของปี้เหยาะโมาจากด้านล่างเวที
“ฮ่าๆอัดให้มันเละเลย ปี้จู” เสียงของปี้ซิงะโออกมาจากด้านหลังของปี้ฟานแววตาของปี้ฟานเต็มไปด้วยความดูถูก
‘ขยะเช่นนี้ไม่สมควรแม้แต่จะยืนอยู่บนเวที นายน้อยเฟยช่างตาถั่วเหลือเกิน’
อัดมันให้เละ เสียงะโของผู้เยาว์ทั้งหมด เชียร์ปี้จู ไม่มีแม้แต่คนเดียวในหมู่ผู้เยาว์จะส่งเสียงเชียร์ปี้ยี่
“ปี้ยี่ถ้าเ้าคุกเข่าลงหมอบกราบข้าและคลานลงไปจากเวที ข้าจะยอมเหลือขาไว้ให้เ้าเดิน มิเช่นนั้นข้าจะหักแขนและขาของเ้าให้หมด” มันพยามจะเน้นคำว่า คุกเข่า กราบข้าและคลานลงให้ดังเป็พิเศษ
“ตกลง” ปี้ยี่กล่าวด้วยเสียงอ่อน หน้าตาของมันซีดขาว ท่าทีมั่นใจเมื่อครู่หายไปหมด
เมื่อเผชิญหน้ากับปี้จูนั้น ปี้ยี่ทำตัวเหมือนกับพวกเศษสวะที่ขี้ขลาดและก้มหน้าพูดว่า 'ตกลง' เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้คนที่มองอยู่ผิดหวังทันที
“ทำไมหมู่บ้านข้าถึงมีผู้เยาว์ที่ขี้ขาดเช่นนี้” เสียงดังมาจากกลุ่มฝูงชนที่กำลังมองดูการประลอง
แม้แต่ปี้จูยังยิ้มเยาะเย้ยและอดไม่ได้ที่จะก่นด่าว่าขี้ขลาดออกมา เพียงแค่มันขู่เล็กน้อยไอ้ขยะนี้กับก้มหน้ายอมรับทันที
ปี้เหยานั้นดวงตาเธอเปิดกว้างและสายตานั้นแสดงให้เห็นว่าไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตามปี้ยี่ที่ทำตัวขี้ขลาด ไม่นานหลังจากที่ มันพูดว่า ตกลง
จู่ๆก็ขยับตัวของเขา และชกไปที่หัวของปี้จูอย่างรุนแรง จากนั้นมันก็พูดว่า “ข้าล้อเล่น”
“…..”
ความเงียบเข้าปกคลุมทุกคนในหมู่บ้าน ไม่มีใครเปล่งเสียงใดๆออกมาราวกับพวกมันกำลังตกตะลึงกับภาพที่เห็นอยู่
พวกมันทุกคนนั้นรู้จักปี้ยี่ดี เขาเป็เด็กที่ไม่มีเล่ห์กลใดๆ และไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ปี้ยี่จะใช้วิธีนี้ลอบโจมตีปี้จู
ปี้ยี่มองไปยังปี้จู ที่บัดนี้หัวของมันปูดบวมเพราะหมัดของเขา แววตามีประกายความมั่นใจ ขึ้นมาทันที แต่ก่อนปี้ยี่นั้นเป็เด็กที่ไม่มั่นใจอย่างมาก แม้แต่ตอนโดนกลั่นแกล้งก็ทำได้เพียงวิ่งหนีเท่านั้น
‘ซ่อนดาบบนรอยยิ้ม’ คำพูดที่พี่ชายหนิงบอกข้าเป็เื่จริง ทำให้ศัตรูชะล่าใจไม่ระวังตัว จึงจู่โจม ช่างเป็ทักษะต่อสู้ที่เรียบง่ายจริงๆ
‘เมื่อเ้าต่อยศัตรูได้สักหมัด ความไม่มั่นใจของเ้าก็จะหมดไปละนะ’ ปี้ยี่นึกถึงคำพูดที่หนิงเทียนกระซิบกับมันก่อนจะจากไป
“สารเลว เ้ากล้าลอบกัดข้า” ปี้จูยันตัวลุกขึ้นยืน ตอนนี้สติของมันยังมึนงงจากแรงหมัดของปี้ยี่
สำหรับพวกปี้ฟานที่ชมการต่อสู้อยู่ด้านล่าง พวกมันล้วนตกตะลึงกับการตอบโต้ของปี้ยี่อย่างมาก นี้เ้าขยะนั้นกล้าเล่นลูกไม้
“ไอ้ขี้ขลาดปี้ยี่”
“สารเลวตัวนี้กล้าเล่นลูกไม้”
“ฆ่ามันพี่ปี้จู”
เสียงก่นด่าจากผู้เยาว์ด้วยกัน ดังขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน
ปี้ยี่ไม่ได้สนใจคำพูดใดๆของพวกมัน ‘ถ้าข้าละทิ้งโอกาสทองเช่นนี้ข้าคงจะกลายเป็ตัวโง่งมตามที่พวกเ้าทุกคนด่า’
เมื่อมันสังเกตเห็นปี้จูยังมีอาการมึนงงอยู่ มันพุ่งตัวเข้าไประดมหมัดใส่ปี้จูอย่างหนัก
ปี้จูจะพยามปัดป้องสุดชีวิต แต่อย่างไรพวกมันทั้งคู่ยังเป็เพียงมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น ปี้ยี่เองก็ยังไม่ได้มีประสบการณ์ต่อสู้ถึงขนาดใช้ช่องว่างในการลอบโจมตีเปลี่ยนมาเป็ผลแพ้ชนะได้
ถึงแม้ปี้ยี่นั้นจะได้ทานน้ำผึ้งหยกเย็นก็ตามแต่มันยังเร็วเกินไปที่จะกลายเป็ผู้ฝึกตนถ้ามีเวลามากกว่านี้อีกสัก4-5วัน มันสามารถล้มปี้จูได้ภายในหมัดเดียวอย่างง่ายดาย
แต่ด้วยความแข็งแกร่งที่ยังไม่สมบูรณ์ของปี้ยี่ ปี้จูเริ่มจะประครองได้สติขึ้นมาได้ ดวงตาของมันแดงฉาน มันคำรามด้วยความโกรธ
“ปี้ยี่เ้าขยะ ข้าจะฆ่าเ้า” มันพลางหยิบมีดขึ้นมา และพุ่งใส่ปี้ยี่อย่างรวดเร็ว
ปี้ยี่นั้นตกตะลึงและหวาดกลัวเป็อย่างมาก ั้แ่เกิดมามันพึ่งเคยได้รับประสบการณ์จากการต่อสู้กับอาวุธคร่าแรก
มันแตกต่างจากการใช้มือและเท้ามากนัก ถ้าพลาดเพียงนิดเดียวนั้นหมายถึงชีวิต
เมื่อมีดในมือของปี้จูที่กำลังใกล้เข้ามา มันส่งผลให้ร่างกายของปี้ยี่แข็งทื่อคล้ายกับโซ่ตรวนขนาดั์ล่ามขาของมันไม่ให้ขยับ
“ปี้ยี่ระวัง” เสียงมารดาของมันที่ะโออกมา คล้ายกับพรวิเศษที่ทำลาย โซ่ที่ลามขาไม่ให้มันขยับ ปี้ยี่พยามที่จะบิดตัวหลบ
ในขณะที่มีดของปี้จูแทงไปที่แขนของมัน เืสดๆไหลตามแขนของมันล่วงลงสู่พื้นดินอย่างน่ากลัว
เสียงกรีดร้องของฝูงชนดังขึ้นเมื่อเห็นเืที่ไหลอาบแขนของปี้ยี่ อย่างไรก็ตามพวกมันนั้นเป็คนหมู่บ้านเดียวกัน ไม่มีใครคนอยากเห็นการนองเืเช่นนี้
“ท่านซิตู่การต่อสู้นี้ ไม่ใช่ห้ามให้มีการใช้อาวุธ” ปี้เหยาะโอย่างร้องอย่างลนลาน
ซิตู่ มองไปยังเบื้องล่างลานประลอง มันตอบกลับอย่างไม่แยแส ข้าพูดไปเมื่อไรว่าห้ามใช้อาวุธ เมื่อผู้เยาว์ในหมู่บ้านเ้า้าฆ่ากันเอง ตัวข้าเป็เพียงคนนอกจะเข้าไปยุ่งได้อย่างไร
ทุกคนในหมู่บ้านที่มองดูการประลองะโออกมาอย่างโมโห
“ปี้จูนี้เป็แค่การประลองเหตุใดถึงต้องใช้อาวุธ”
“ใช้แล้ววางอาวุธลงเถอะ แค่เพียงการประลองอย่าได้ถึงกับฆ่าแกงกันเลย”
เสียงของผู้คนะโขึ้นเสียงดัง แต่นั้นมิได้เข้าไปในหูของปี้จูเลย บัดนี้มันโกรธแค้นที่ถูกขยะอย่างปี้ยี่ต่อยจนไม่ฟังเสียงรอบข้างแล้ว
ปี้ยี่ ฉีกแขนเสื้อของมันมามัดที่ปากแผลห้ามเืเอาไว้ ตาทั้งสองจับจ้องไปยังปี้จู และพูดออกมาเบาๆ “ข้าไม่แพ้คนขี้ขลาดเช่นเ้าแน่”
ปี้จูที่โกรธจนไม่ได้ยินเสียงะโของรอบข้าง แต่ด้วยเสียงพูดเบาๆของปี้ยี่นั้นมันกับกระทบเข้าไปโสดประสาทของปี้จู
‘ข้าไม่แพ้คนขี้ขลาดเช่นเ้า ข้าไม่แพ้คนขี้ขลาดเช่นเ้า’ เสียงของปี้ยี่ดังก้องในหูมันซ้ำๆ
อ้ากกกกไอ้ขยะ ปี้จูพุ่งใส่ปี้ยี่อย่างคลุ้มคลั่งอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ปี้ยี่ไม่ได้หลบอย่างใด
มีดเล่มนั้น ห่างจากปี้ยี่เพียงไม่กี่เซนเท่าไร ทุกคนมองไปด้วยความความกลัว เกรงว่าปี้ยี่นั้นจะต้องตายเสียแล้ว
ปี้เหยา ะโออกมา “หนีไป” เวลานี้มันไม่มีคำพูดใดๆที่คิดออกแล้วนอกจากคำว่าหนีไป
ใน่เวลาที่ความเป็และความตายอยู่ตรงหน้าให้ตัดสินใจ
ดวงตาของปี้ยี่นั้นจับจ้องไปยังมีดในมืออย่างไม่กระพริบ มันยกเท้าขึ้นมาเตะสวนจากด้านล่างขึ้น้า
มีดในมือของปี้จูกระเด็นออกไปนอกเวทีประลอง จากนั้นมันชกหมัดขวาออกไปอย่างรวดเร็ว
ปี้ยี่รู้สึกว่า มีอะไรบางอย่างเคลื่อนตัวจากไหลขวาไปสู่นิ้วมือทั้งห้าของมันที่กำแน่นอยู่ หมัดขวาของมันกระทบกับหน้าอกของปี้จู
ปัง!!! ร่างอันไร้สติของปี้จูลอยออกนอกเวทีประลองไปนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นดิน
ซิตู่ที่เป็กรรมการอยู่นั้น ดวงตาของมันหดแคบลง ‘เด็กน้อยนี่ใช้ลมปราณได้’
เส้นแบ่งของดินแดนมนุษย์ขั้นที่2กับมนุษย์ธรรมดานั้นคือลมปราณ ผู้ที่ััได้ถึงลมปราณเท่านั้นถึงจะถูกเรียกว่าผู้ฝึกตน
‘ความรู้สึกแปลกๆนี้คืออะไร? ปี้ยี่ยังไม่เข้าใจถึงสิ่งที่มันได้กระทำไป
ทั่วทั้งลานประลองตกอยู่ในความเงียบสงบอีกครั้ง ไม่มีใครกล่าวอันใดออกมา ไม่มีใครจะเชื่อว่าเด็กอ่อนแออย่างปี้ยี่จะชนะปี้จูได้
“สารเลว!!” ปี้ฟานคำรามออกมา เ้ากล้าทำร้ายพี่น้องของข้า มันะโขึ้นเวทีไปหมายจะเอาเื่ปี้ยี่ให้ได้
“หยุด” เสียงตวาดลั่นออกมาจากปากของซิเฟย “พวกเ้าเห็นกฎที่ข้าตั้งเป็อันใด”มันมองไปที่ปี้ฟานอย่างจงใจ
ปี้ฟานหยุดอยู่กับที่ในทันที มันไม่กล้าขยับไปเอาเื่ปี้ยี่แม้แต่ก้าวเดียว ใบหน้าของมันซีดลงพร้อมทั้งอาการตัวสั่นด้วยความกลัว “ข้าขออภัยนายน้อย”
ซิเฟยมองไปที่ปี้ยี่ ด้วยความแปลกใจ “เนื่องจากปี้ยี่ได้รับาเ็ ข้าจะให้เวลาพัก1ชั่วยามค่อยกลับมาประลองในรอบ2” เสียงประกาศของมันนั้นถือว่าเป็กฎ
ปี้ฟานไม่พอใจอย่างมาก ที่ซิเฟยทำเช่นนี้เห็นได้ชัดว่ากำลังช่วยเหลือเด็กเหลือขออย่างปี้ยี่อยู่ “นายน้อยเฟยแต่ว่า...” ยังไม่ทันกล่าวจบประโยค
เสียงคำรามต่ำแฝงโทสะของซิเฟยดังขึ้น “เ้า้าโต้แย้ง?”
“มมม...ไม่มีอะไรขอรับ” มันลืมกลืนคำพูดลงไปในคอทันที
ซิเฟยหันไปกล่าวบางอย่างแก่ซิตู่พร้อมทั้งะโขึ้น
“ข้าจะให้เวลานักสู้ผู้เยาว์พัก1ชั่วยามและเพื่อป้องกันไม่ให้มีการทำร้ายกันระหว่งประลอง ข้าขอสั่งห้ามใครหน้าไหนออกจากลานประลองแห่งนี้เด็ดขาด”
…
ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย
ตัวหนังสือในกลุ่มอ่านง่ายกว่านี้ และ สนุกกว่านี้ รับประกัน100%