ในต้นฉบับไม่ได้เขียนถึง ‘ลู่ฉิวเซียน’ ไว้มากมายนัก แต่กู้หลานที่เคยอ่านผ่านตามากลับจดจำเขาได้แม่นยำ
ยอดขุนศึกในชุดขาว ผู้เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊
หลังจากที่เขาโด่งดังไปทั่วแผ่นดิน เขาก็กลายเป็บุคคลอันดับหนึ่งของแคว้นจิ้งรองจากองค์จักรพรรดินีเลยทีเดียว!
“ไม่มีใครรู้ชื่อจริงของเขาหรอก คำว่า ‘ฉิวเซียน’ ... เป็เพียงชื่อที่เขาตั้งให้ตัวเองเพราะความยึดติดในอดีตน่ะ”
กู้หลานค่อย ๆ อธิบาย “เพราะความยึดติดนั้น เขาจึงอุทิศชีวิตเพื่อแสวงหาวิถีเซียนไร้ขีดจำกัด บุกเดี่ยวเข้าสู่โลกปีศาจ ตกระกำลำบากในเซียงโจว จนสุดท้ายกลายเป็เสาหลักผู้ปกป้องแคว้นต้าจิ้ง...”
ภาพลักษณ์ของแม่ทัพผู้นั้นค่อย ๆ ปรากฏขึ้นผ่านคำบอกเล่าของกู้หลาน
จากทหารเลวสู่ตำแหน่งจอมทัพ เรียกได้ว่าเป็ตำนานบทหนึ่งอย่างแท้จริง!
กลยุทธ์การรบดุจเทพ ยิ้มยากเ็า และในใจนั้นมีความยึดติดลึกซึ้งเกี่ยวกับสตรีผู้หนึ่ง ดูเหมือนจะเป็ภรรยาของเขา...
มู่อวี่เยียนตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ เพราะนี่เป็เื่เกี่ยวกับบุคลากรสำคัญของแคว้นจิ้งในอนาคต นางกลัวเหลือเกินว่าจะตกหล่นรายละเอียดใดไป
ครู่ใหญ่ให้หลัง กู้หลานก็เล่าเื่ราวของลู่ฉิวเซียนตามที่ปรากฏในหนังสือจนจบ
เนื่องจากเป็นิยายที่ถูกตัดจบกลางคัน กู้หลานจึงไม่รู้ภูมิหลังของลู่ฉิวเซียนชัดเจนมากนัก
เขารู้เพียงแค่ว่าสุดท้ายแล้ว ลู่ฉิวเซียนจะยอมเข้าพวกกับตัวเอกเพราะคำสัญญาปากเปล่าเพียงคำเดียว และกลายเป็กำลังสำคัญให้ตัวเอก
‘ใช้คำสัญญาปากเปล่าหลอกใช้งานคน นี่มันมุกเดิม ๆ ของนิยายกำลังภายในชัด ๆ !’
กู้หลานนวดขมับ รู้สึกว่าตอนที่อ่านนิยายเื่นี้มันช่างดูโง่เขลาสิ้นดี พอเปิดโหมดบัฟตัวเอกขึ้นมา โลกทั้งใบก็หมุนรอบตัวหมอนั่นทันที
ในขณะนั้น มู่อวี่เยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามขึ้นว่า “ท่านพี่ แล้วสุดท้ายเขาบรรลุเซียนหรือไม่เ้าคะ?”
“ไม่รู้สิ แต่คิดว่าน่าจะไม่” กู้หลานส่ายหน้า “กำลังของมนุษย์ย่อมมีขีดจำกัด ความยึดติดของเขาดูเหมือนจะไม่เคยได้รับการปลดปล่อย...”
หากความยึดติดนั้นถูกคลี่คลาย ในหนังสือก็น่าจะมีฉากที่เขาเผยรอยยิ้มออกมาบ้าง
แต่ทว่าจนกระทั่งนิยายถูกตัดจบ เขาก็ยังคงทำหน้าตายเป็ก้อนน้ำแข็งอยู่อย่างนั้น
“เข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
มู่อวี่เยียนรู้สึกเสียดายไม่น้อย
แม่ทัพผู้หนึ่งที่ยึดติดกับการเป็เซียนเพื่อสตรีเพียงนางเดียว นี่มันช่างเป็เื่รักเคล้าน้ำตาเสียงยิ่งกว่าตำนานรักในวรรณกรรมเสียอีก
ไม่นึกเลยว่าจุดจบจะเป็เช่นนี้…
แต่ทว่าในเมื่อรู้เื่นี้ล่วงหน้า มู่อวี่เยียนก็คิดว่าตนเองอาจจะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงมัน
การจะหาคนในกองทัพสำหรับลุงหยางนั้นยากดุจงมเข็มในมหาสมุทร แต่สำหรับนางที่เป็ถึงองค์จักรพรรดินี การจะหาคนสักคนย่อมเป็เื่ง่ายดายเพียงแค่มีพระราชโองการฉบับเดียว!
‘ตามหาคนผู้นี้ ให้ราชสำนักสนับสนุนช่วยเหลือทุกอย่างที่เขาขาด เลื่อนตำแหน่งเป็แม่ทัพใหญ่โดยเร็ว จัดหาทรัพยากรให้มากพอ บางทีดวงเมืองต้าจิ้งอาจพลิกฟื้นกลับมาได้...’
ดวงตาของมู่อวี่เยียนเป็ประกาย ในใจได้วางแผนภารกิจให้สำนักเสวียนเทียนเรียบร้อยแล้ว
และในขณะที่นางกำลังเหม่อลอย เสียงกลไกก็ดังขึ้นในหัวของกู้หลาน
[คุณสปอยล์ตัวละครสำคัญของโลกสำเร็จ]
[ได้รับรางวัล]
[วิชาเซียนระดับเซียน · ควบคุมิญญา]
[สมุนไพรระดับศักดิ์สิทธิ์ · หญ้าน้ำลายับริสุทธิ์ (หนึ่งหมื่นปี)]
[หลอมรวม · กายาเซียนโบราณ · ฉีหยาง]
[...]
กู้หลานเห็นรางวัลแล้วก็เบิกบานใจ
พูดตามตรง การเล่าเื่ลู่ฉิวเซียนในครั้งนี้เขาวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว
การเอาใจฮูหยินเป็เื่รอง สิ่งที่เขา้าคือรางวัลจากระบบต่างหาก!
ครั้งก่อนการสปอยล์เนื้อเื่ว่ายอดเยี่ยมแล้ว ไม่นึกเลยว่าครั้งนี้จะเหนือชั้นยิ่งกว่า โดยเฉพาะการได้รับกายาเซียนโบราณที่ล้ำค่าหาที่เปรียบไม่ได้!
ต้องรู้ไว้ว่าเื่ร่างกายนั้นเป็พร์จาก์ เป็กุญแจสำคัญที่ตัดสินว่าคุณเกิดมาพร้อมกับดวงชะตาเช่นไร!
ทำไมตัวเอกถึงมีดวงชะตาที่เหนือชั้นนัก?
ก็เพราะพวกเขาเ่าั้ล้วนมีกายาเซียน กายาศักดิ์สิทธิ์ หรือกายามาร... ที่ได้รับบัฟดวงชะตาจาก์!
ในวรรณกรรมเล่มนี้ ตัวเอกมีกายาถึงสิบชนิดในร่างเดียว!
กู้หลานอาศัยระบบนักปราชญ์จนได้ตบะระดับศักดิ์สิทธิ์มา แต่เนื้อแท้ของพร์ยังคงเป็ร่างมนุษย์ธรรมดา ซึ่งต่างจากบุตรแห่งโชคชะตาอย่างแท้จริง
แต่ตอนนี้!
เขาได้กายาเซียนฉีหยางแล้ว
เส้นทางชีวิตและโชคชะตาต่อจากนี้ย่อมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!
กู้หลานรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของเส้นชีพจรในร่าง สงบใจที่เต้นรัวแล้วหันไปดูรางวัลอื่น ๆ
‘หญ้าน้ำลายัหมื่นปีเอาไว้ใช้บำเพ็ญเพียรได้ แต่ถ้าดูดซับไปตรง ๆ ก็เสียของเปล่า ๆ เก็บไว้ก่อนดีกว่า...’
กู้หลานรู้ดีว่าในโลกนี้มีนักปรุงยา หากมีโอกาสนำมันไปหลอมเป็โอสถแล้วค่อยดูดซับ จะได้ประโยชน์มหาศาลกว่ามาก
เมื่อเทียบกับสองอย่างนี้ รางวัลอื่นดูจะด้อยกว่า กู้หลานเพียงแค่กวาดตามองวิชาควบคุมิญญาแล้วเก็บเข้าพื้นที่จัดเก็บของระบบไป
ในขณะนั้น มู่อวี่เยียนก็ตัดสินใจได้แล้ว
นางลุกขึ้นมารินน้ำชาให้กู้หลานอย่างอ่อนโยน “ท่านพี่อ่านตำรามาเหนื่อย ดื่มน้ำให้ชุ่มคอหน่อยนะเ้าคะ”
“ขอบใจน้องหญิงมากนะ”
กู้หลานรับมาพลางยิ้ม
"วันนี้ลุงหยางจ้างคนมาเตรียมเปิดร้าน คงจะยุ่งจนดึกแน่ ๆ ... ให้ข้าทำอาหารให้ท่านพี่เองดีกว่า ท่านพี่อยากกินอะไรเป็พิเศษไหมเ้าคะ?"
มู่อวี่เยียนเก็บวรรณกรรมบนเก้าอี้ไม้ไผ่ไว้อย่างทะนุถนอม พลางหยิบผ้ากันเปื้อนมาผูกไว้ที่เอวคอดกิ่ว ดวงตาเป็ประกายมองสามี
“ทำบะหมี่ให้พี่หน่อยแล้วกัน”
...
วันต่อมา สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านอย่างอ่อนโยน
หลิ่วเย่ซีรีบเดินทางกลับจากเมืองหลวงโดยไม่ยอมหยุดพัก เพื่อมาช่วยลุงหยางจัดการงานที่โรงธัญพืช
กู้หลานในฐานะเ้าของร้าน วันแรกของการเปิดกิจการย่อมต้องมาปรากฏตัวสักหน่อย
เสียงประทัดดังขึ้น
บนถนนสายยาว ป้ายชื่อร้านที่ขัดจนเงาวับถูกแขวนขึ้นอย่างโดดเด่น
“โรงธัญพืชตระกูลกู้!”
เสียงประทัดดึงดูดผู้คนให้หยุดดู พวกเขาเงยหน้ามองเข้าไปข้างในด้วยสายตาที่อยากรู้อยากเห็น และต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์
“แคว้นจิ้งเรากำลังจะทำากับโลกปีศาจแล้ว ยังจะกล้ามาเปิดโรงธัญพืชอีก ไม่กลัวตายหรืออย่างไร?”
“นั่นสิ ข้าเห็นโรงรับฝากเงินกับโรงธัญพืชที่อื่นเขาปิดกันหมด เพราะกลัวพวกปีศาจบุกมาถึงที่นี่”
“ถึงพวกปีศาจจะไม่บุกมา แต่ถ้าทหารหลวงมาเก็บภาษีหรือเกณฑ์เสบียงเข้าที ก็ปิดร้านเจ๊งกันพอดี!”
“นี่มันโรงธัญพืชของตระกูลกู้ โรงน้ำชาของเขาก็ถือว่ามีเมตตา... เอาเถอะ เดี๋ยวข้าจะลองอุดหนุนสักหน่อย ถือว่าช่วยกันแบบคนบ้านเดียวกัน...”
“...”
บางคนจำกู้หลานได้เพราะเขามีชื่อเสียงที่ดี แม้จะไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่หลายคนก็ยังคงรอชมเหตุการณ์ต่อ
ในตอนนั้นเอง สาวใช้ในชุดสีเขียวถือตะกร้าเมล็ดข้าวเดินออกมาอย่างแช่มช้อย ตามหลังมาด้วยคุณชายรูปงามในชุดสีฟ้าที่กำลังถือพัดจีบ
นั่นย่อมเป็กู้หลานและหลิ่วเย่ซี
สาวน้อยหลิ่วเย่ซีที่หน้าตาสะสวยปรากฏตัวขึ้น ทำให้เหล่าชายฉกรรจ์บนถนนเงียบกริบไปชั่วขณะ
แต่พอเห็นใบหน้าหล่อเหลาของกู้หลาน บรรดาสาวแก่แม่ม่ายที่ยืนดูอยู่ต่างก็ซุบซิบกัน
“คุณชายตระกูลกู้คนนี้ หน้าตาหล่อเหลาชะมัด!”
“ไม่รู้ว่าแต่งงานหรือยัง น้องสาวข้ายังโสดอยู่นะนั่น”
“ถ้าได้เป็อนุเขาก็ไม่เลวเหมือนกันนะ เดี๋ยวต้องซื้อข้าวแล้วลองถามดูหน่อย...”
“...”
“อะแฮ่ม ๆ ! สงบหน่อย!”
หลิ่วเย่ซีที่หูดีได้ยินชัดเจนว่าพวกผู้หญิงพวกนี้กำลังคิดจะ ‘ขุดทอง’ ของฝ่าาก็นิ่วหน้าด้วยความไม่พอใจ
กู้หลานเองกระแอมก็เล็กน้อยแล้วกล่าวเปิดงาน
“พี่น้องทุกท่าน โรงธัญพืชตระกูลกู้ของเราเปิดกิจการแล้วในวันนี้ สินค้าชิ้นแรกที่นำมาเสนอคือเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ ซึ่งอย่างที่ทุกท่านเห็นว่ามีจำนวนจำกัด ดังนั้น เพื่อให้ทั่วถึง ข้าจึงขอจำกัดการซื้อเพียงบ้านละสองตำลึงเท่านั้น..."
พอเขาพูดจบ ผู้คนก็มึนงง
“คุณชายกู้ ร้านคนอื่นเปิดวันแรกมีแต่ลดแลกแจกแถม นี่ท่านเพิ่งเปิดก็บอกของไม่พอขายเลยงั้นหรือ?”
“นั่นสิคุณชายกู้ เื่จำกัดจำนวนน่ะข้าเพิ่งเคยได้ยินเป็ครั้งแรก ท่านจะเล่นตลกอะไรกัน?”
“...”
กู้หลานยิ้มอย่างใจเย็นแล้วอธิบาย “เพราะสิ่งที่ข้าขายไม่ใช่เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วไป ข้ากลัวว่าจะมีคนกักตุนเก็งกำไร เลยต้องใช้วิธีนี้เพื่อรับประกันว่าทุกคนจะได้ซื้อกันทั่วถึง”
“ไม่ปกติอย่างไร?”
มีคนไม่เชื่อะโถาม
ร้านข้าวเปิดใหม่ส่วนใหญ่ก็มักจะมีลูกเล่นเรียกลูกค้า แต่เนื้อแท้ก็คือเมล็ดพันธุ์ข้าวธรรมดานั่นแหละ
เมื่อเจอสายตาเคลือบแคลง กู้หลานจึงกวักมือเรียก ลุงหยางพยักหน้าแล้วชูป้ายไม้ขึ้น
‘ข้าววิเศษจากบูรพาทิศ ผลผลิตห้าสิบสือต่อไร่!’
‘สามเดือนเก็บเกี่ยวได้ ใช้เป็เมล็ดพันธุ์ต่อได้!’
‘โรงธัญพืชตระกูลกู้รับประกัน ไม่จริงดังว่าคืนเงินสิบเท่า!’
อักษรที่เขียนด้วยพู่กันอย่างเข้มข้นปรากฏชัดต่อสายตาของทุกคน
เมื่อเห็นข้อความ ผู้คนต่างพากันฮือฮา!
“คุณชายกู้ นี่ท่านขายข้าวหรือขายความฝันกันแน่ ในโลกนี้จะมีข้าวที่ผลผลิตสูงขนาดนี้ได้อย่างไร!”
“แถมสามเดือนเก็บเกี่ยวได้อีก... คุณชายกู้ เห็นว่าพวกเราเป็คนบ้านเดียวกันเลยคิดจะมาหลอกพวกเราเล่นหรืออย่างไร!”
“นั่นสิ หน้าตาดีแต่ไม่ควรมาหลอกกันนะ!”
“...”
โดยทั่วไปร้านธัญพืชที่กล่าวอ้างเกินจริงก็แค่้าปั่นราคา ทุกคนคิดว่ากู้หลานก็คงจะใช้วิธีเดียวกันจึงทำท่าทางดูแคลน
แต่ทว่า
ลุงหยางพลิกป้ายอีกด้านหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเขียนตัวอักษรใหญ่ ๆ ไว้ว่า!
‘เมล็ดพันธุ์ราคายุติธรรม หนึ่งตำลึงเงินแลกเมล็ดพันธุ์ได้สองตำลึง!’
คราวนี้ ทุกคนอึ้งไปเลย!
การตบหน้ายังถือเป็เื่เล็ก
ในเมื่อกล้าโอ้อวดถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่ขายราคาแพง...
ข้าววิเศษนี่มันจะเทพอย่างที่เขียนไว้จริง ๆ หรือ?
กลุ่มคนมองหน้ากันไปมา!
ชีวิตนี้พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับความอดอยากมาค่อนชีวิต ย่อมไม่มีทางเชื่อว่าจะมีสมบัติล้ำค่าเช่นนี้อยู่จริงบนโลก!
ในตอนนั้นเอง ผู้คนที่ล้อมรอบร้านก็เริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
กู้หลานไม่คิดจะอธิบายต่อ เขานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่หลิ่วเย่ซีนำมาให้พลางหลับตาพักผ่อนอย่างใจเย็น
ปณิธานที่จะโปรดสัตว์โลก เขาได้ทำเสร็จสิ้นแล้ว ถือว่าไม่เสียแรงเปล่าสำหรับข้าววิเศษนี้
จะซื้อหรือไม่ก็แล้วแต่ ให้ชาวบ้านตัดสินใจเอาเอง
ในตอนนั้นเอง มีบางคนที่ไม่เชื่อสบถแล้วเดินจากไป แต่ก็มีอีกหลายคนที่ยังคงยืนหยัดและเดินเข้าไปในร้าน
กลุ่มแรกคือคนที่อยากลองดูจึงไปหาลุงหยางเพื่อซื้อข้าว ส่วนกลุ่มที่สองคือพวกผู้หญิงที่เริ่มหลงเสน่ห์กู้หลานและอยากจะเข้าไปตีสนิท
“คุณชายของข้ามีฮูหยินแล้ว พวกเ้าไปซื้อข้าวเถิด”
หลิ่วเย่ซีขวางพวกนางไว้ด้วยท่าทางเ็า
“โธ่ แม่หนู รู้หรอกว่าตระกูลเ้ามีนายหญิงแล้ว แต่ผู้ชายจะมีอนุสักสามสี่คนมันจะเป็ไรไป!”
พวกผู้หญิงหัวเราะคิกคัก
หลิ่วเย่ซี “...”
‘เื่มีอนุมันก็ปกติ แต่พวกเ้ากล้าให้ ‘ฝ่าา’ มาเป็ภรรยาร่วมกับลูกสาวพวกเ้าเนี่ยนะ?’
ไปเอาความกล้ามาจากที่ใดกัน!?
“พวกท่านทั้งหลาย ข้าไม่มีเจตนาจะรับอนุภรรยา”
ในตอนนั้น กู้หลานกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
ดวงตาของเขาสดใสราวกับดวงดาว กิริยาท่าทางดูสง่างาม
แม้ว่าในโลกก่อนเขาจะโหยหาชีวิตที่มีสาวงามห้อมล้อมเพียงใด แต่เมื่อทะลุมาในโลกนี้และได้พบกับมู่อวี่เยียน เขาก็พบว่าสายตาของเขานั้นไม่สามารถมองเห็นหญิงสาวอื่นใดได้อีกเลย
‘คุณชายช่างแตกต่างจากคนทั่วไปจริง ๆ ฝ่าาทรงมีสายตาที่เฉียบคมนัก...’
หลิ่วเย่ซีมองเหล่าสตรีอย่างมีชัย แต่ในใจกลับแฝงไปด้วยความอิจฉาเล็กน้อย
นางเคยคิดว่าชายหนุ่มรูปงามอย่างกู้หลานคงต้องมีความเ้าชู้อยู่บ้าง อย่างไรเขาก็ไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของภรรยาเขานี่นา...
“หากพวกท่านไม่ซื้อข้าว ก็เชิญกลับไปเถิด”
กู้หลานกล่าวอีกครั้ง
คราวนี้ ใบหน้าของเหล่าสตรีเ่าั้พลันเปลี่ยนเป็ไม่พอใจทันที!
“อะไรกัน ก็แค่ไอ้หน้าอ่อนคนหนึ่ง ลูกสาวข้ายังไม่อยากจะชายตามองเลย!”
“ตอนแรกว่าจะซื้อแล้วเชียว ทีนี้แม่ไม่ซื้อแล้ว!”
“มีดีอะไรนักหนา!”
“...”
กลุ่มสตรีเริ่มพากันกระซิบกระซาบและเดินออกไป
เป็ไปตามคำโบราณ ยิ่งอยากได้แต่ไม่ได้ ก็ยิ่งต้องใส่ร้ายป้ายสี
‘นี่มันช่างเหมือนพวกป้า ๆ ในโลกก่อนที่พยายามแนะนำลูกสาวสุดที่รักของตัวเองให้คนอื่นเปี๊ยบเลย...’ กู้หลานยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงคุ้นเคยเสียงหนึ่งก็ตวาดใส่พวกสตรีเ่าั้
“พวกเ้ามาโวยวายอะไรกันที่นี่? บังอาจใส่ร้ายคุณชายกู้ คิดอยากให้ข้าจับพวกเ้าเข้าที่ทำการเมืองหรืออย่างไร!?”