บทที่ 32 ผึ้งร้อยบุปผารวบรวมิญญา 2
“ปัง!”
ซือหม่าอ๋าวลงมือฆ่าหมาป่าตัวใหญ่จากนั้นทั้งสามคนก็นำตราประทับร้อยเมืองของตัวเองออกมาดูดซับพลังิญญาจากศีรษะของมัน
เย่อู๋เชวียเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว ในวันนี้พวกเขาฆ่าสัตว์อสูรไปนับสิบตัวแต่ตราประทับของพวกเขายังไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนเป็สีฟ้าด้วยซ้ำนับประสาอะไรกับการเปลี่ยนเป็สีม่วง
“การล่าสัตว์อสูรและดูดซับพลังิญญาดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์สักเท่าไรเราอาจต้องค้นหาผู้เข้าแข่งขันจากเมืองอื่นหรือไม่ก็สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”
เย่อู๋เชวียมองดูตราประทับร้อยเมืองในมือด้วยสีหน้าอับจนปัญญาหากความเร็วในการล่าของพวกเขายังอยู่ในระดับนี้ เกรงว่าเมื่อผ่านพ้นสามวันไปแล้วพวกเขาอาจต้องเก็บข้าวของออกจากการแข่งขันั้แ่รอบแรก
“ในตอนที่ล่าหมาป่าวายุเมื่อครู่ข้าพบโพรงไม้ที่เป็รังของมันอยู่ไม่ไกล คืนนี้เราพักที่นั่นกันเถอะ”
หลินอิงหลัวชี้ไปยังทิศทางหนึ่งก่อนจะเดินนำหน้าไปอย่างรวดเร็ว
“ตลอดทั้งวันนี้พวกเราทำความคุ้นเคยกับค่ายกลัพิโรธรูปแบบใหม่มามากพอแล้วคืนนี้เราควรจะพักผ่อนให้เต็มที่” เย่อู๋เชวียก็พยักหน้าเห็นด้วย
…
พื้นที่ภายในโพรงต้นไม้อายุนับร้อยปีค่อนข้างกว้างขวางพวกเขาทั้งสามนั่งอยู่บนพื้นรอบๆ กองไฟจากนั้นซือหม่าอ๋าวก็หยิบเนื้อแห้งและอาหารหลายอย่างออกมาแจกจ่ายให้กับเย่อู๋เชวียและหลินอิงหลัว
โพรงต้นไม้ค่อนข้างสะอาดและไม่มีกลิ่นเหม็นสักเท่าไรทั้งสามคนรับประทานอาหารพร้อมกับนำสิ่งที่พวกเขาได้จากการต่อสู้ในวันนี้ออกมาวิเคราะห์และหาทางปรับปรุงร่วมกัน
“ข้าจะเป็คนเฝ้ายามครึ่งคืนแรก”
หลินอิงหลัวพูดจบก็เดินไปนั่งที่บริเวณปากทางเข้าโพรงไม้โดยไม่รอให้ชายหนุ่มทั้งสองคัดค้านเส้นผมสีดำของนางดูงดงามราวกับน้ำตกและร่างกายอันบอบบางก็ถูกห่อหุ้มอยู่ภายในชุดนักรบสีครามที่ถูกสร้างออกมาอย่างเหมาะสม
ดวงตาของซือหม่าอ๋าวมีความหลงใหลอย่างไม่อาจปิดบังจากนั้นเขาก็ส่ายหน้า เพื่อเรียกสติของตัวเองอีกครั้ง เขารู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเื่ความรักเหมือนเด็กๆ
เย่อู๋เชวียและซือหม่าอ๋าวแยกย้ายกันออกไปหาสถานที่เหมาะสมเพื่อนั่งทำสมาธิโดยไม่รอช้าเพราะใน่ครึ่งหลังเย่อู๋เชวียจะเป็คนทำหน้าที่เฝ้าระวังผลัดต่อไป
หลินอิงหลัวซึ่งนั่งอยู่ที่ทางเข้าถ้ำก็หลับตาเช่นกันแต่จิติญญาการต่อสู้ของนางนั้นยังคงตรวจจับความเปลี่ยนแปลงภายในรัศมีสิบวาโดยไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อย
หลินอิงหลัวมีนิสัยเ็าั้แ่เด็กและนางก็คุ้นเคยกับการฝึกฝนเพียงลำพังมาหลายปีแล้วในขณะนี้เมื่อมีโอกาสได้นั่งทำสมาธิอยู่ใกล้ๆ ชายหนุ่มทั้งสองคนหญิงสาวก็อดที่จะรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้
รอยยิ้มจางๆผุดขึ้นบนใบหน้างดงามของหลินอิงหลัวและในชั่วพริบตารอยยิ้มของหญิงสาวก็เปล่งประกายสดใสราวกับดอกกล้วยไม้น่าเสียดายที่เย่อู๋เชวียและซือหม่าอ๋าวไม่มีโอกาสมองเห็นรอยยิ้มนี้
เวลาผ่านไปทีละนิดในชั่วพริบตาครึ่งคืนหลังก็มาถึงแล้ว
หลินอิงหลัวนั่งสมาธิอย่างเงียบๆทันใดนั้นนางก็ััได้ถึงปฏิกิริยาบางอย่างที่บุกรุกเข้ามาในขอบเขตพลังิญญาของนางอย่างรวดเร็ว!
การเคลื่อนไหวดังกล่าวดึงดูดความสนใจของหลินอิงหลัวในทันทีนางกระจายจิติญญาการต่อสู้ออกไปค้นหาเป้าหมายเพื่อดูว่านี่เป็การบุกรุกของผู้คนหรือสัตว์อสูรกันแน่หากมันเป็เพียงการบุกรุกของสัตว์อสูรนางก็ไม่จำเป็ต้องปลุกเย่อู๋เชวียและซือหม่าอ๋าวให้ตื่นจากสมาธิ
“หึ่ง หึ่ง”
ขณะที่หลินอิงหลัวเร่งเร้าพลังแห่งจิติญญาถึงขีดสุดนางก็เห็นว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นนั้นเป็แมลงกลุ่มใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายกับผึ้ง!
แมลงบินกลุ่มนี้กำลังรวมตัวกันอย่างเป็ระเบียบและปลดปล่อยกลิ่นที่หอมอบอวลของบุปผาออกมาอย่างต่อเนื่อง
“ขนาดเท่าฝ่ามือ ไม่มีพลังโจมตีมาพร้อมกับกลิ่นหอมของบุปผา นี่คือ...ผึ้งร้อยบุปผารวบรวมิญญา!”
หลังจากระบุตัวตนของผึ้งกลุ่มนี้ใบหน้าอันงดงามของหญิงสาวก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความสุขขึ้น!
นางรีบลุกจากพื้นและสะกิดเตือนสหายทั้งสองโดยไม่ลังเล“เย่อู๋เชวีย ซือหม่าอ๋าว รีบตื่นเร็ว!”
เมื่อได้ยินเสียงของหลินอิงหลัวเย่อู๋เชวียและซือหม่าอ๋าวก็รีบลืมตาตื่นขึ้นจากนั้นจิติญญาการต่อสู้ของพวกเขาก็กระจายออกไปด้านนอกเพื่อค้นหาความผิดปกติ
เย่อู๋เชวียเกิดความสับสนเล็กน้อยแต่เมื่อมองเห็นรอยยิ้มที่สดใสของหลินอิงหลัวเขาก็คิดว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นแน่นอน!
“เกิดอะไรขึ้น?” ซือหม่าอ๋าวสงสัย
“อย่าเพิ่งถาม รีบตามข้ามา!”
หลินอิงหลัววิ่งออกจากโพรงไม้เป็คนแรกซือหม่าอ๋าวมองเย่อู๋เชวียเล็กน้อยก่อนที่พวกเขาทั้งสองจะรีบวิ่งตามหญิงสาวออกไปอย่างรวดเร็ว!
หลินอิงหลัวยังคงใช้จิติญญาการต่อสู้ของนางติดตามกลุ่มผึ้งร้อยบุปผารวบรวมิญญาอย่างใกล้ชิด!
หลังจากพบว่าหลินอิงหลัวกำลังติดตามผึ้งกลุ่มใหญ่ซือหม่าอ๋าวก็รู้สึกงงเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทีของสหายทั้งสองใบหน้าอันงดงามของหลินอิงหลัวก็ปรากฏรอยยิ้มลึกลับขึ้น!
“ผึ้งร้อยบุปผารวบรวมิญญาไม่ได้มีความสำคัญอะไรแต่สิ่งที่มันกินต่างหากคือสมบัติแห่ง์พิภพที่เราต้องไปเอามาให้ได้!”
.......