แสงแดดยามเช้าสาดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาภายในห้องพักของอารามสำนึกตน เยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นจากการหลับใหล ก่อนรอยยิ้มบางจะปรากฏตรงมุมปาก เมื่อรู้สึกถึงน้ำหนักบางอย่างซึ่งกดทับอยู่บนหน้าอก
นางเหลือบมองแขนข้างหนึ่งที่พาดอยู่บนตัวอย่างคุ้นเคย
“ฉิงอี...” น้ำเสียงเจือทั้งความอ่อนใจและจนปัญญา “เหตุใดเ้าจึงไม่กลับไปนอนที่เตียงของตนเอง”
ฉิงอียังคงงัวเงียอยู่ในห้วงนิทรา ร่างเล็กขยับเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย ก่อนกอดเยว่เสวี่ยหลิงแน่นกว่าเดิม ราวกับเกรงว่าอีกฝ่ายจะหายไป
อีกด้านของห้อง โยวหงซึ่งเพิ่งตื่นเงยหน้าขึ้นตามเสียง เมื่อเห็นเตียงของฉิงอีว่างเปล่า จึงหันมามองเตียงของเยว่เสวี่ยหลิงแล้วหลุดหัวเราะออกมาทันที ส่วนหยางเสวี่ยอินนั่งอยู่ข้างโต๊ะกลางห้อง ใช้หวีไม้สางเส้นผมสีดำยาวของตนอย่างใจเย็น พลางมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเอือมระอา
“เมื่อคืนข้าเห็นนางย่องไปที่เตียงของเ้าเอง”
เยว่เสวี่ยหลิงใช้นิ้วหยิกแก้มฉิงอีเบา ๆ จนเ้าตัวลืมตาขึ้น
“แม้แต่อารามสำนึกตน เ้าก็ยังไม่เว้นอีกหรือ”
ฉิงอีกะพริบตาปริบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ
“ใช่แล้ว”
คำตอบนั้นทำให้เยว่เสวี่ยหลิงถอนหายใจยาว ทว่าสุดท้ายก็ยังยกแขนขึ้นโอบอีกฝ่ายไว้ตามเดิม
ภาพเมื่อวานพลันผุดขึ้นในความทรงจำ
ข้าจะคอยปกป้องเ้า
รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าของนางโดยไม่รู้ตัว ทว่าไม่นานก็เลือนหาย เมื่ออีกภาพหนึ่งซ้อนทับขึ้นมาในห้วงความคิดชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งล้มลงเคียงกัน ภายใต้คมกระบี่เล่มเดียว
ฉิงอีซึ่งซบอยู่ในอ้อมแขนเงยหน้าขึ้นมอง และสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ทันที นางจึงขยับเข้ามากอดเยว่เสวี่ยหลิงแน่นกว่าเดิม
“ความรักไม่ใช่สิ่งที่ผิด”
น้ำเสียงของนางอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง
“และไม่ว่าเ้าจะตัดสินใจอย่างไร ข้าก็จะอยู่เคียงข้างเ้า”
เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนหันมายิ้มให้อีกฝ่าย
“ขอบใจนะ ฉิงอี”
ฉิงอียิ้มตอบ แล้วถือวิสาสะยกขาข้างหนึ่งพาดบนตัวนาง
“ก็เหมือนที่ข้ารักเ้าอย่างไรเล่า”
เสียงหัวเราะพลันดังขึ้นทั่วทั้งห้อง ทว่ายังไม่ทันจางหาย เสียงะโร้อนรนจากภายนอกก็ดังแทรกเข้ามา
“เยว่เสวี่ยหลิง! ทุกคน!”
เป็เสียงของซุนหยุนฟง และถ้อยคำต่อมาก็ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนแข็งค้าง
“หย่งฟางกับหลี่เซวียนตายแล้ว!”
หญิงสาวทั้งสี่รีบวิ่งออกจากห้องพักพร้อมกัน เมื่อมาถึงลานหน้าอาราม ก็เห็นเหยียนซานกับซุนหยุนฟงยืนอยู่ข้างบ่อน้ำเทวะ สีหน้าของคนทั้งสองเคร่งเครียดผิดปกติ ขณะที่เหยียนซานกำลังก้มตรวจร่างไร้ิญญาของสหายอย่างระมัดระวัง
เยว่เสวี่ยหลิงกับคนอื่น ๆ ชะลอฝีเท้าลงเมื่อเข้าใกล้จุดเกิดเหตุ สายตากวาดสำรวจบริเวณโดยรอบอย่างรวดเร็ว พื้นหญ้ายังคงเรียบร้อย กระบี่ของผู้ตายยังอยู่ในฝัก มีเพียงกระบวยตักน้ำซึ่งตกอยู่ข้างกาย ทุกสิ่งสงบเกินกว่าจะเป็สถานที่ซึ่งเพิ่งเกิดการต่อสู้
เยว่เสวี่ยหลิงก้มลงตรวจร่องรอยบนพื้น ขณะที่หยางเสวี่ยอินเดินสำรวจรอบบ่อน้ำ กระทั่งไปหยุดใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง พื้นหญ้าตรงนั้นยุบตัวลงเล็กน้อย ราวกับเคยมีผู้ใดซ่อนตัวอยู่เป็เวลานาน
นางหันกลับมามองทุกคน
“มีคนเฝ้ามองพวกเราอยู่ภายในอารามนี้”
ถ้อยคำนั้นทำให้บรรยากาศรอบด้านเย็นเยียบลงในทันที
ฉิงอีนั่งยองลงข้างร่างของหลี่เซวียนกับหย่งฟาง นางพลิกเปลือกตาของผู้ตายขึ้นตรวจ ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่ริมฝีปากสีม่วงคล้ำและคราบน้ำตรงมุมปาก
นางนิ่งไปชั่วครู่ แล้วหยิบกระบวยข้างศพขึ้นมาดมกลิ่น จากนั้นจึงเดินไปยังบ่อน้ำ ชักรอกขึ้นมาตักน้ำอีกครั้งเพื่อตรวจสอบ
“พวกเขาถูกพิษ”
ทุกคนชะงักพร้อมกัน
ฉิงอีมองน้ำใสภายในกระบวย สีหน้ายิ่งเคร่งเครียดกว่าเดิม
“บ่อน้ำเทวะถูกวางยาพิษ”
โยวหงคลายฝ่ามือเรียกสามง่ามออกจากมิติ พลางกวาดสายตาสำรวจอาณาเขตโดยรอบอย่างระแวดระวัง ก่อนหันกลับมามองบ่อน้ำ
“คงต้องรอจนกว่าประตูมิติจะเปิดอีกครั้ง บ่อน้ำเทวะจึงจะฟื้นคืนสภาพเดิม”
ฉิงอีลุกขึ้นยืนแล้วกำกระบี่แน่น ขณะที่เยว่เสวี่ยหลิงเรียกเสี้ยวจันทราออกมา พร้อมชักกระบี่ในมืออย่างช้า ๆ ส่วนหยางเสวี่ยอินขยับเข้ามาสมทบโดยกำขลุ่ยเหมันต์ไว้แน่นไม่ต่างกัน
“เราไม่รู้ว่าคนซึ่งซ่อนอยู่ภายในนี้แข็งแกร่งเพียงใด”
เยว่เสวี่ยหลิงหันกลับไปมองร่างไร้ิญญาของหลี่เซวียนกับหย่งฟางเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนกล่าวด้วยเสียงต่ำ
“พวกเราต้องค้นหาให้ทั่วอาราม”
สายตาของนางเคลื่อนผ่านทุกคนทีละคน
“เพราะเรายังต้องอยู่ที่นี่อีกสองวัน”
จากนั้นทุกคนจึงแยกย้ายกันสำรวจพื้นที่อย่างระมัดระวัง พวกเขาเดินผ่านสวน แนวต้นไม้ใหญ่ และอาคารไม้ซึ่งเงียบสงัดผิดปกติ หลายแห่งมีร่องรอยเล็กน้อยบ่งบอกว่า เคยมีผู้ใดเคลื่อนไหวอยู่บริเวณนั้นมาก่อน
ทว่าขณะที่พวกเขากำลังตามหาร่องรอย สายตาอีกสองคู่ก็กำลังจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวจากเงามืดเช่นกัน
เงาร่างทั้งสองซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบ เฝ้ามองกลุ่มศิษย์อย่างเงียบเชียบ ก่อนหันมาสบตากันราวกับตัดสินใจบางสิ่งร่วมกัน
วินาทีถัดมา พุ่มไม้พลันสั่นไหว เงาร่างหนึ่งพุ่งออกจากที่ซ่อนด้วยความเร็วสูง
“ตรงนั้น!”
สิ้นเสียงเตือน เยว่เสวี่ยหลิงกับสหายก็ทะยานไล่ตามไปพร้อมกัน
เงาร่างพุ่งผ่านลานกว้างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันกลับมากะทันหัน เสียงัคำรามพลันะเือากาศ ปราณสีแดงพวยพุ่งออกจากฝ่ามือ ก่อตัวเป็คลื่นเพลิงรูปัขนาดมหึมาซัดตรงเข้าหากลุ่มศิษย์จวินเหิงหย่วน
หยางเสวี่ยอินยกขลุ่ยเหมันต์ขึ้นแนบริมฝีปากทันที ท่วงทำนองกังวานแผ่คลื่นปราณออกไปต้านรับ ขณะเดียวกัน ซุนหยุนฟงกับเหยียนซานก็ทะยานออกจากกลุ่ม คลื่นกระบี่และคมดาบพุ่งประสานเข้าปะทะัเพลิงกลางอากาศจนเกิดเสียงะเิกึกก้อง
โยวหงสยายปีกทะยานขึ้นฟ้า แล้วพุ่งเข้าโจมตีรวดเร็วดุจสายฟ้า ทว่าชายผู้นั้นกลับยกมือเรียกปราณัสีเขียวขึ้นห่อหุ้มร่าง กลายเป็เกราะขนาดใหญ่รับคมสามง่ามไว้ทั้งหมด
เยว่เสวี่ยหลิงก้าวออกไปข้างหน้า เสี้ยวจันทราพลันทะยานออกจากข้างกายเป็เส้นแสงสีเงิน คมจันทราผ่าร่างัแดงจนแตกสลาย ก่อนพุ่งตรงเข้าหาเ้าของปราณ
ชายผู้นั้นถอยฉากอย่างรวดเร็ว พลางเรียกปราณัสีเหลืองออกมาอีกสาย เสียงคำรามดังสนั่น คลื่นพลังแผ่กระจายออกเป็วงกว้างจนโยวหงซึ่งลอยอยู่กลางอากาศถูกซัดกระเด็นไปกระแทกต้นไม้ ส่วนคนที่เหลือต้องเร่งโคจรลมปราณขึ้นต้านรับ
ฉิงอีตวัดกระบี่ลงสู่พื้น เถาวัลย์จำนวนมากพลันแทงทะลุผืนดินขึ้นมาพันรัดข้อเท้าของชายผู้นั้นไว้ในชั่วพริบตา อีกฝ่ายชะงักไปเพียงเสี้ยวลมหายใจ และในจังหวะนั้น คนทั้งหกก็ทะยานฝ่าคลื่นพลังเข้าโจมตีพร้อมกัน
ทว่าชายผู้นั้นกลับยกมุมปากขึ้นเป็รอยยิ้ม
แววตาที่มองสวนมาทำให้หัวใจของฉิงอีหล่นวูบ
ลำแสงสายหนึ่งพลันพุ่งแหวกความมืดออกมาจากด้านหลัง
ฉิงอีเหลือบเห็นเงาร่างอีกคนซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางพุ่มไม้ พร้อมคันธนูซึ่งถูกง้างจนสุด นางจึงหันกายพุ่งเข้าหาเยว่เสวี่ยหลิงทันที แล้วใช้ร่างของตนเองขวางอยู่เบื้องหน้า
กระบี่ในมือฟาดออกไปตามสัญชาตญาณ
เคร้ง!
ลูกธนูดอกแรกถูกปัดกระเด็นออกไปกลางอากาศ ขณะเดียวกัน เสี้ยวจันทราซึ่งกำลังไล่โจมตีศัตรูเบื้องหน้าก็พลันวกกลับมาปกป้องผู้เป็นาย
ทว่าลูกธนูอีกดอกพุ่งตามดอกแรกมาติด ๆ
ฉึก!
หัวลูกธนูปักลึกลงบนหัวไหล่ของฉิงอี ร่างบางสั่นสะท้าน ก่อนทรุดลงในอ้อมแขนของเยว่เสวี่ยหลิง
“ฉิงอี!”
เสียงเรียกดังขึ้นอย่างตื่นตระหนก ทว่าลูกธนูนับสิบกลับพุ่งตามมาอย่างไม่หยุดยั้ง
แววตาของเยว่เสวี่ยหลิงพลันเปลี่ยนไป เสี้ยวจันทราหมุนวนกลางอากาศ ก่อนกางม่านพลังโปร่งใสครอบคลุมร่างของทั้งสอง เสียงลูกธนูกระแทกม่านพลังดังต่อเนื่องราวพายุฝนเหล็กซึ่งตกลงมาไม่ขาดสาย
หยางเสวี่ยอินอาศัยจังหวะนั้นยกขลุ่ยขึ้น เสียงแหลมกังวานพุ่งเข้าปะทะผู้ลอบยิงจนอีกฝ่ายเสียจังหวะ
ร่างของโยวหงพลันหายวับไปจากจุดเดิม
พริบตาถัดมา นางก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าผู้ใช้ธนู สามง่ามในมือแทงตรงเข้ากลางอกของอีกฝ่าย แม้โยวหงจะถูกแรงถีบกระแทกจนปลิวกลับมา แต่การโจมตีนั้นก็เปิดช่องให้เหยียนซานทะยานตามเข้าไป คมดาบในมือฟาดลงอย่างหนัก
ในเวลาเดียวกัน เสี้ยวจันทราก็ทะลวงผ่านคลื่นปราณที่ขวางอยู่ ก่อนคมจันทร์สีเงินจะผ่าร่างของผู้ใช้ธนูออกกลางอากาศ
เสียงขลุ่ยของหยางเสวี่ยอินดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ท่วงทำนองทั้งหมดมุ่งตรงไปยังชายผู้ยังถูกเถาวัลย์พันธนาการ ร่างของเขาชะงัก ก่อนผลึกน้ำแข็งซึ่งก่อตัวจากคลื่นเสียงจะกระแทกเข้าใส่จนกระอักเื
ซุนหยุนฟงฉวยโอกาสนั้นแทงกระบี่ออกไปหลายสิบครั้ง แสงกระบี่ถาโถมเป็ระลอกคลื่นเข้าสู่ร่างศัตรู จนร่างนั้นแน่นิ่งลงในที่สุด
ทุกอย่างพลันกลับคืนสู่ความเงียบ
เหลือเพียงเสียงหอบหายใจอันสับสนของผู้รอดชีวิต และกลิ่นเืที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
เยว่เสวี่ยหลิงทรุดตัวลงกับพื้น ประคองร่างของฉิงอีไว้แน่น ราวกับหวาดกลัวว่าเพียงคลายอ้อมแขน อีกฝ่ายจะจากไป
โลหิตสีแดงยังคงไหลซึมออกจากาแไม่หยุด ขณะที่ลมหายใจของฉิงอีค่อย ๆ แ่ลงทีละน้อย ถึงกระนั้น นางกลับยังคงยิ้มและกำมือของเยว่เสวี่ยหลิงไว้แน่น
เยว่เสวี่ยหลิงมองรอยยิ้มนั้น ก่อนยกมือข้างหนึ่งขึ้นปัดปอยผมที่ปรกอยู่บนใบหน้าของนางอย่างแ่เบา
“เ้ายังยิ้มเหมือนวันแรกที่มอบรอยยิ้มให้ข้าเลยนะ”
มือซึ่งเริ่มเย็นลงของฉิงอีค่อย ๆ ยกขึ้นอย่างยากลำบาก ก่อนแตะลงบนแขนของอีกฝ่ายเบา ๆ ดวงตาคู่นั้นยังคงมองเยว่เสวี่ยหลิงอยู่เช่นเดิม ราวกับไม่เคยนึกถึงความเ็ปของตนเองเลยแม้แต่น้อย
“เ้า...ไม่เป็ไรใช่ไหม...”
เยว่เสวี่ยหลิงพยักหน้าเบา ๆ
ฉิงอีกระอักเืออกมา ก่อนฝืนยิ้มขึ้นอีกครั้ง
“คืนนี้...ข้าไปนอนกับเ้าอีกได้ไหม”
รอยยิ้มนั้นยังคงเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา คืนที่ฟ้าร้อง คืนที่นางแอบปีนขึ้นเตียง และคืนที่เยว่เสวี่ยหลิงบ่นว่าอีกฝ่ายไม่เคยยอมกลับไปนอนห้องของตนเอง
มือของเยว่เสวี่ยหลิงสั่นจนแทบประคองร่างในอ้อมแขนไว้ไม่อยู่ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนหลังมือของฉิงอี
“ได้สิ”
มือซึ่งกำแขนของนางไว้ค่อย ๆ คลายออก
เหยียนซานรีบเข้ามาอุ้มร่างของฉิงอีขึ้น ก่อนทุกคนจะเร่งกลับสู่อารามโดยไม่เสียเวลาแม้แต่ชั่วลมหายใจ
ทันทีที่มาถึงห้องพัก หยางเสวี่ยอินเพียงเหลือบมองาแก็รู้ว่าต้องรีบจัดการ นางหันไปทางซุนหยุนฟงกับเหยียนซานทันที
“ออกไปก่อน ข้าต้องนำลูกธนูออก”
คนทั้งสองพยักหน้าแล้วถอยออกจากห้อง ก่อนปิดประตูตามหลัง เหลือเพียงเยว่เสวี่ยหลิง หยางเสวี่ยอิน และโยวหงอยู่ภายใน ท่ามกลางกลิ่นคาวเืซึ่งคละคลุ้งไปทั่วห้อง
หยางเสวี่ยอินสูดลมหายใจลึก จับก้านลูกธนูไว้แน่น แล้วค่อย ๆ ดึงออกจากาแอย่างระมัดระวัง
โลหิตสีม่วงเข้มพลันไหลทะลักออกมา
เยว่เสวี่ยหลิงรับลูกธนูนั้นไว้เงียบ ๆ นางมองคราบเืซึ่งติดอยู่บนหัวเหล็กอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกขึ้นดมอย่างระมัดระวัง เพียงชั่วอึดใจ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
นางรีบหันไปค้นย่ามสมุนไพรของฉิงอี ถุงแล้วถุงเล่าถูกเปิดออก สมุนไพรจำนวนมากถูกเทกระจายจนเต็มโต๊ะ ทว่ายิ่งค้น สีหน้าของเยว่เสวี่ยหลิงก็ยิ่งซีดลง
ท้ายที่สุด นางทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง สายตาจับอยู่ที่ร่างของฉิงอีซึ่งยังคงไม่ได้สติ
“ต้องรีบพานางไปหาพี่หญิง...” น้ำเสียงนั้นแ่เบาและสั่นไหว “นางถูกพิษสลายวารี”
หยางเสวี่ยอินชะงัก ก่อนหันกลับไปมองฉิงอีอีกครั้ง ใบหน้าซึ่งเคยสดใสเริ่มขาวซีดลงเรื่อย ๆ ริมฝีปากที่ก่อนหน้านี้เป็สีม่วงคล้ำกำลังสูญเสียสีสันจนเกือบขาวสนิท ส่วนมือทั้งสองข้างก็เย็นเฉียบราวกับไม่มีโลหิตไหลเวียนอยู่ภายใน
“พิษสลายวารีคือสิ่งใด”
เยว่เสวี่ยหลิงหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนตอบออกมาอย่างยากลำบาก
“มันจะค่อย ๆ สลายน้ำภายในร่างกายจนหมด”
มือของนางกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ต้องใช้ดอกมหาสมุทรจึงจะถอนพิษได้”
ความเงียบพลันปกคลุมทั่วทั้งห้อง
โยวหงเดินไปเปิดหน้าต่าง สายตาทอดมองประตูมิติซึ่งยังคงปิดสนิทอยู่ไกลลิบ
“แต่พวกเรายังต้องติดอยู่ที่นี่อีกสองวัน...”
ถ้อยคำนั้นราวกับค้อนหนักซึ่งทุบลงกลางหัวใจของทุกคน
เยว่เสวี่ยหลิงก้มหน้าลง มือที่วางอยู่บนขอบเตียงเริ่มสั่น ขณะที่ภาพของฉิงอีผุดขึ้นมาในความคิดไม่หยุด รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ คำบ่นจู้จี้ในเื่เล็กน้อย และประโยคซึ่งเพิ่งเอ่ยออกมาเมื่อครู่
คืนนี้...ข้าไปนอนกับเ้าอีกได้ไหม
เยว่เสวี่ยหลิงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ต้นไม้กำลังไหวเอนอยู่ท่ามกลางสายลม
“เราต้องหาน้ำให้นาง”
น้ำเสียงนั้นแ่เบา แต่กลับหนักแน่นอย่างยิ่ง
โยวหงหันกลับมามอง ก่อนเหลือบสายตาไปยังร่างของหลี่เซวียนกับหย่งฟาง ซึ่งยังคงนอนนิ่งอยู่ข้างบ่อน้ำเทวะ
“แต่บ่อน้ำถูกวางยาพิษแล้ว เ้าจะไปหาน้ำจากที่ใด”
เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งไปชั่วครู่ จากนั้นจึงคว้าถ้วยใบหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมา แล้วลุกขึ้นเปิดประตูห้องโดยไม่ลังเล
“ถ้าหาน้ำไม่ได้...”
มือซึ่งถือถ้วยสั่นไหวเล็กน้อย ทว่าดวงตากลับแน่วแน่กว่าครั้งใด
“ข้าก็จะใช้เืของข้าให้นางดื่ม”