เมืองดราโกวิช
ณ สนามประลองภายในค่ายทหาร เหล่าทหารที่ไม่ได้เข้าเวรต่างพากันล้อมรอบบริเวณพื้นที่ประลอง เสียงเชียร์ของเหล่าผีพนันพากันร้องดังระงมไปทั้งสนามประลอง ชายชราผู้มีผมขาวทั่วศีรษะซึ่งดูขัดแย้งกับกำลังวังชาที่ดูเปี่ยมล้น กำลังยืนมองการประลองของทหารหนุ่มสองคนอย่างใจเย็น มาร์ควิสราฟาเอลผู้บัญชาการที่มีอำนาจสูงสุดในป้อมปราการดราโกวิช
ข้างกายของเขามีเด็กคนหนึ่งอายุประมาณ 10 ขวบกำลังมองลานประลองอย่างสนใจ เด็กคนนี้มีผิวสีขาวเนียนไว้ผมสั้นให้ความรู้สึกทะมัดทะแมง ดวงตาสีน้ำทะเล ใบหน้าให้ความรู้สึกเป็เด็กที่น่ารักคนหนึ่ง ชุดเกราะที่เด็กใส่ก็ล้วนทำอย่างประณีต เด็กคนนั้นหันมาถามมาร์ควิสราฟาเอล
“ท่านปู่คิดว่าใครจะชนะ”
มาร์ควิสมองสองคนในพื้นที่ประลองอย่างพินิจพิจารณา คนหนึ่งใช้เวทย์ธาตุลมเสริมพลังที่ดาบเพื่อเพิ่มพลังและยืดระยะโจมตี ส่วนอีกคนกลับใช้เวทย์เสริมพลังให้ร่างกายของตนบางส่วนมีลักษณะคล้ายหมาป่า ชายคนที่ใช้เวทย์ธาตุลมเน้นรักษาระยะห่างในขณะที่ชายหมาป่ากลับพยายามเข้าประชิด แม้ว่าชายที่ใช้เวทย์ธาตุลมจะสามารถสร้างาแให้อีกฝ่ายได้ แต่การสมานาแด้วยตนเองคือหนึ่งในคุณสมบัติของผู้ใช้เวทย์จำแลงอสูร
มาร์ควิสยืนมองพร้อมกับประเมินสถานการณ์ก่อนจะพูดว่า
“ต้องดูว่าเ้าคนที่ใช้เวทย์ธาตุลมนั่นจะรักษาระยะห่างได้ตลอดแล้วสร้างความเสียหายให้คนที่ใช้เวทย์จำแลงอสูรจนผลาญมานาหมดไปกับการสมานาแ หรือว่าเ้าคนที่ใช้เวทย์จำแลงอสูรจะเข้าประชิดอีกฝ่ายได้ก่อน”
เด็กคนนั้นหันไปมองมาร์ควิสแล้วถาม
“แม้แต่ท่านปู่ก็ไม่รู้ ?”
มาร์ควิสราฟาเอลยิ้มให้แล้วตอบว่า
“ในการต่อสู้จริงนั้นไม่มีอะไรที่แน่นอนหรอกนายน้อย คนที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่น้อยนิดแต่กลับสังหารคนที่มีพลังเวทย์เหนือกว่าไปมากมายก็ยังมีเลย”
เด็กคนนั้นทำตาโตถามอย่างไม่เชื่อว่า
“เป็ความจริง ?”
มาร์ควิสราฟาเอลยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะที่เตรียมจะเล่าให้ฟัง ทหารนายหนึ่งก็เดินมากระซิบเขาว่า
“ท่านครับ คนของศาสนจักรมาขอพบครับ ขณะนี้กำลังรออยู่ที่ห้องรับรอง”
มาร์ควิสราฟาเอลพยักหน้าให้เขาตอบว่า
“เดี๋ยวข้าไป” แล้วหันไปพูดกับเด็กคนนั้นว่า “รบกวนนายน้อยมอแกนอยู่คนเดียวไปก่อนนะพะย่ะค่ะ”
เด็กคนนั้นพยักหน้าก่อนจะหันไปสนใจการประลองต่อ
สิบนาทีต่อมา
ที่ห้องรับรองสตรีอายุ 18-19 ปีนางหนึ่งกำลังนั่งรออยู่อย่างใจเย็น เธอมีผิวขาวที่เปล่งประกายเข้ากับผมสีทองของเธอ ตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกให้ความรู้สึกดึงดูดใจอย่างประหลาด ตัวเธอสวมชุดเกราะมิธริลงดงามที่ถูกสลักตราของศาสนจักรเป็รูปวงกลมโดยตรงกลางวงกลมจะมีรูปดวงตาในตาจะเป็รูปดาว 3 แฉก
วงกลมนั้นสื่อว่ามานามีอยู่ทุกที่และในทุกสรรพสิ่ง ส่วนรูปดวงตาเป็สื่อว่าพระเนตรของพระเ้าคอยสอดส่องอยู่ทุกที่ และดาว 3 แฉกนั้นก็สื่อถึงอำนาจ ความเที่ยงธรรม และความเป็นิรันดร์
ชุดเกราะของเธอราวกับเป็ชุดเกราะที่สั่งทำเป็พิเศษทั้งส่วนโค้งส่วนเว้าและส่วนนูนล้วนพอดีทุกอย่าง ด้านหลังของสตรีผมทองมีผู้ชายสองคนยืนอยู่ พวกเขาใส่ชุดเกราะมิธริลเช่นกันแต่กลับให้ความรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์และสง่างามด้อยกว่าเธอ
ประตูเปิดออกตามมาด้วยมาร์ควิสราฟาเอลในสภาพที่แต่งตัวเรียบร้อย อัศวินสาวลุกขึ้นทักทายอีกฝ่าย
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ หนึ่งในสิบสองอัศวินศักดิ์สิทธิ์ คาทาริน่า เฟย์ไรน์”
มาร์ควิสจึงแนะนำตัวว่า
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน ข้าเป็ผู้ดูแลป้อมปราการแอสทราวินแห่งนี้ มาร์ควิสราฟาเอล ฟานโก้”
มาร์ควิสแนะนำตัวอย่างปลอดโปร่ง แต่ภายในใจเขานั้นมีอาการตึงเครียดอย่างที่สุด
หากถามว่าในโลกนี้องค์กรใดมีอิทธิพลมากที่สุดคำตอบก็ต้องเป็ ศาสนจักรมานานิรันดร์ ที่ตั้งอยู่ ณ ใจกลางทวีปอาร์เคนัส แม้ตัวศาสนจักรจะมีพื้นที่ไม่มากแต่อำนาจและอิทธิพลนั้นสุดที่ใครจะคาดถึง เพียงสั่งคำเดียวเมืองเล็ก ๆ ก็สามารถถูกลบหายไปได้ในเวลาเพียงแค่หนึ่งคืน ศาสนจักรมานานิรันดร์เชื่อว่ามานาคือพรที่ประทานมาจากพระเ้า และเป็พลังอันเที่ยงธรรม คนไหนยิ่งพลังมานาสูงยิ่งแปลว่าคน ๆ นั้นได้รับความรักจากพระเ้า ในศาสนจักรมีอัศวินที่เป็ที่หวาดเกรงผู้คนมากที่สุดคือสิบสองอัศวินศักดิ์สิทธิ์
แม้ว่าจะมีเพียงสิบสองคนแต่การจะขึ้นเป็หนึ่งในสิบสองอัศวินศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ใช่เื่ง่าย เงื่อนไขแรกก็คือต้องเป็ผู้ที่มีความเข้ากันได้กับธาตุใดธาตุหนึ่งในปฐมธาตุ คือธาตุแสงหรือไม่ก็มืด สองต้องเป็ผู้ที่ได้รับความรักจากพระเ้าหรือก็คือมีพลังมานามากมายมหาศาล และสามพลังความสามารถ อย่าได้เห็นว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงผู้นี้นำผู้ติดตามมาแค่สองคน แท้จริงแล้วตัวเธอเพียงแค่คนเดียวก็สามารถรับมือกับกองทัพขนาดใหญ่ได้อย่างไม่ยากเย็น
“ไม่ทราบว่าทางศาสนจักรมีอะไรให้ข้ารับใช้”
มาร์ควิสถามพลางนั่งลงบนเก้าอี้ พร้อมกับคิดในใจถึงสาเหตุที่อีกฝ่ายมาพบเขา เพราะถ้าว่ากันตามตำแหน่งแล้วต่อให้เป็พระาาของดราโกวิชมาพบหน้าก็ต้องเป็ตัวาาเสียเองที่ต้องสุภาพและนอบน้อม การที่อีกฝ่ายมาพบเขาที่นี่แปลว่าธุระของเธออยู่ที่เมืองดราโกวิชนี้ คาทาริน่าตอบว่า
“เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีพ่อค้ากลุ่มหนึ่งกำลังเดินทางเอาของมาขายที่เมืองนี้แต่กลับโดนปล้นเสียก่อน พวกเขาทุกคนล้วนโดนฆ่าอย่างโเี้ ทางเราทราบมาว่าคนที่ลงมือนั้นคือกลุ่มโจรที่เรียกตนเองว่า เพลิงอสูร”
รับฟังถึงตรงนี้มาร์ควิสก็ตอบว่า
“พวกกลุ่มโจรเพลิงอสูรนี้แม้ว่าฝีมืออาจไม่เท่าไหร่ แต่ที่รับมือยากเพราะว่าพวกมันเปลี่ยนที่กบดานไปเรื่อย สิ่งที่ท่านอัศวินหญิง้าคือ...”
“ข้าอยากได้ข้อมูลทั้งหมดของคนพวกเพลิงอสูรจึงอยากรบกวนท่านมาร์ควิสให้ช่วยเหลือ”
แม้จะมีอำนาจเหนือกว่าแต่อัศวินศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้กลับไม่เคยวางท่าทั้งยังให้ความเกรงใจมาร์ควิสอีกด้วย มาร์ควิสรู้สึกเป็มิตรกับอีกฝ่ายขึ้นมาพยักหน้าตอบว่า
“ข้าจะให้ตามที่ท่านขอ พวกท่าน้าอะไรอีกหรือไม่”
“ไม่แล้วท่านมาร์ควิส”
คาทาริน่าปฏิเสธมาร์ควิสจึงให้สาวใช้คนหนึ่งพาพวกเธอไปพักที่ห้องพักของพวกแขก ก่อนจะเรียกทหารคนสนิทมาสั่งการ
เมื่อเข้ามาถึงที่พักและให้สาวใช้ที่มาส่งออกไปก่อน หนึ่งในอัศวินที่ติดตามคาทาริน่าก็บ่นว่า
“ท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทำไมท่านไม่สั่งให้พวกมันใช้กำลังทหารปูพรมหาไปเลยล่ะครับ จะรอข้อมูลเกี่ยวกับพวกโจรทำไม”
อัศวินที่ติดตามอีกคนก็กล่าวบ้างว่า
“จริงด้วยท่านเป็ถึงอัศวินศักดิ์สิทธิ์เพียงท่านสั่งคำเดียวเ้าพวกชั้นต่ำพวกนั้นก็กุลีกุจอทำตามที่ท่านสั่งแล้ว โจรพวกนั้นไม่ควรค่าแก่การให้ท่านเสียเวลาเลยสักนิด”
กับปฏิกิริยาและความคิดของพวกเขาทั้งสองคาทาริน่าไม่ได้สนใจอะไรเธอเพียงแค่ขมวดคิ้วเท่านั้น สาเหตุที่เป็เช่นนี้ก็เพราะศาสนจักรเรืองอำนาจมากจนเกินไป ใครก็ตามที่ได้เข้าเป็อัศวินของศาสนจักรมักจะมีนิสัยยกตนข่มท่านแล้วใช้อำนาจของศาสนจักรข่มคนอื่นเสมอ แม้แต่ในหมู่อัศวินศักดิ์สิทธิ์เองก็มีบางคนที่มีนิสัยเช่นนี้ ถ้าไม่ใช่ว่าคาทาริน่าสั่งกำชับไว้สองคนนี้จะทำอะไรบ้างก็ไม่รู้ คาทาริน่าตัดสินใจอธิบายจุดประสงค์ว่า
“ที่พวกเรามาที่นี่นั้นไม่ใช่เพื่อมาจับโจรแต่เพื่อมาหาของชิ้นหนึ่งที่โจรได้ไปจากพ่อค้า”
“ของชิ้นหนึ่ง ?” อัศวินผู้ติดตามทั้งสองทวนคำ คาทาริน่าพยักหน้า
“ใช่ ของชิ้นนี้มีความสำคัญมาก แต่จะให้ใครรู้เกี่ยวกับมันไม่ได้ งานของเราก็คือนำเอาของชิ้นนี้มาจากพวกโจรแล้วนำกลับไปที่ศาสนจักรอย่างเร็วที่สุดและมีคนรู้น้อยที่สุด”
เหล่าอัศวินผู้ติดตามทั้งสองพยักหน้าแม้ว่าพวกเขาจะชอบยกตนข่มท่าน แต่พวกเขาไม่ใช่คนโง่พวกเขารู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ถึงจะสงสัยว่าของสำคัญที่ถึงขนาดให้อัศวินศักดิ์สิทธิ์ผู้หนึ่งมานำเอามันไปด้วยตนเองคืออะไรแต่เขาก็ไม่คิดจะถาม เพราะเื่บางเื่รู้น้อยเท่าไหร่ยิ่งดีและบางเื่จะดีที่สุดคือไม่รู้อะไรเลย
..............................................................................................................
แสงแดดส่องจากหน้าต่างกระทบหน้าเป็สัญญาณของเช้าวันใหม่ ลิลิธเด็กผู้หญิงวัย 13 ปี ลืมตาตื่นด้วยความงัวเงียเธอขยี้ตาก่อนจะบิดี้เี เสียงที่คุ้นเคยเสียงหนึ่งดังขึ้น
“15 16 17”
มันเป็เสียงของเออร์วินที่ดังมาจากพื้นข้างเตียงเธอชะเง้อไปเห็นน้องชายเธอกำลังวิดพื้นอยู่ นี่เป็สิ่งที่เธอจะได้เห็นเป็ประจำเวลาที่เธอตื่นนอนบนเตียงของเขา และมันเป็เครื่องยืนยันว่าน้องชายของเธอนั้นได้กลับมาหาเธออย่างปลอดภัย พอเออร์วินวิดพื้นครบ 20 ครั้งเขาก็ยืนขึ้นแล้วมองพี่สาว
"ตื่นแล้วเหรอครับท่านพี่"
ลิลิธที่มักจะแสดงท่าทีเ็ายิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนแล้วพยักหน้า เธอรู้ดีว่าน้องชายเธอคนนี้ไร้พร์ในเื่พลังเวทย์ แต่เขากลับไม่เคยเอามันมาเป็เหตุผลที่จะไม่ทำอะไรเลย เกี่ยวกับเื่ความพยายามของน้องชายเธอแม้ว่าเธอจะไม่รู้ทั้งหมดแต่เธอก็รู้ดียิ่งกว่าใคร เพราะทุกเช้าเธอมักจะได้เห็นเขาออกกำลังกายท่าต่าง ๆ พอเรียนเสร็จเขาก็จะขลุกอยู่ในห้องสมุดเพื่อศึกษาหาความรู้
ั้แ่เด็กลิลิธไม่เคยเห็นน้องชายคนนี้วิ่งเล่นสนุกสนานเหมือนพวกลูกหลานขุนนางทั่วไปเลยสักครั้ง และนั่นมันกลับทำให้เธอมุ่งมั่นฝึกฝนเวทย์สายฟ้าอยู่เสมอ เพราะเธอมองว่ามันเป็หน้าที่ของเธอที่จะปกป้องเขาในฐานะพี่สาว กับโลกที่ยึดถือเวทย์มนตร์เป็ใหญ่ความพยายามและความมุมานะของน้องชายเธอไม่มีวันได้รับการยอมรับเด็ดขาด แต่ตราบใดที่เธอยังอยู่เธอจะไม่มีวันให้ใครมาทำร้ายน้องชายเธอเด็ดขาด เธอเชื่อว่าเธอกับเออร์วินจะอยู่ด้วยกันสองพี่น้องกันไปตลอดถ้าไม่มีมารผจญ ใช่แล้วถ้าไม่มีมารผจญ
ราวกับตอบสนองต่อความคิดของลิลิธอยู่ ๆ ประตูห้องก็เปิดออก เด็กสาวผมน้ำตาลมัดเป็หางม้าโผล่หน้าเข้ามาในห้องเผยให้เห็นั์ตาสีแดงสดเช่นเดียวกับของเออร์วินและลิลิธ
“ตื่นหรือยังคะท่านพี่เออร์วินไปอาบน้ำกันเถอะ...”
เด็กสาวพูดยังไม่ทันขาดคำก็สะดุดเพราะเห็นลิลิธอยู่ในห้องด้วย เธอหรี่ตาแวบหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็ทำตาไร้เดียงสา ถามลิลิธว่า
“เอ๋ ท่านพี่ลิลิธก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอคะไม่ทราบว่าท่านพี่ลิลิธมาทำอะไรที่นี่คะ เพราะห้องนี้ไม่ใช่ห้องของท่านพี่นี่คะ”
พูดจบก็มองลิลิธด้วยแววตาไร้เดียงสาของเด็ก 9 ขวบ
ลิลิธลอบด่าน้องสาวต่างมารดาผู้นี้ในใจว่ายัยมารผจญ เพราะั้แ่ผู้หญิงคนนี้ได้เป็เ้าหญิงลิลิธก็มีเวลาอยู่กับน้องชายเธอน้อยลง เออร์วินต้องคอยแบ่งเวลาไปดูแลเธอต้องคอยสอนเื่การวางตัว สอนเื่มารยาท สอนเื่การอ่านและเขียน และที่หนักสุดคือให้เออร์วินเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนทุกคืน
“เป็พี่น้องที่สนิทกันจะอยู่ด้วยกันก็ไม่เห็นแปลกนี่”
ลิลิธตอบพร้อมทำแววตาท้าทายแล้วพูดต่อไปอีกว่า “ว่าแต่เธอเถอะเรเชลอายุ 9 ขวบแล้วยังต้องให้เออร์วินสระผมให้ไม่รู้จักโตเลยนะ”
เรเชลที่ได้ยินอีกฝ่ายว่าไม่รู้จักโตก็กัดฟันกรอดแล้วตอบโต้ไปว่า
“ก็หนูยังเด็กนี่คะไม่ได้อายุเยอะเหมือนคุณป้าแถวนี้เสียหน่อย”
พูดจบเธอก็ยังไม่ลืมทำท่าทางไร้เดียงสาแต่สำหรับลิลิธแล้วเธอกลับรู้สึกหมั่นไส้
‘เอาแล้วไง’ เออร์วินรู้สึกเอือมกับเหตุการณ์ตรงหน้า เขาไม่รู้ว่าทำไมสองพี่น้องคู่นี้ถึงมักมีเื่ให้ทะเลาะกันบ่อยนักเจอหน้ากันทีไม่เขม่นใส่กันก็โต้เถียงกันไม่รู้จักจบจักสิ้น ขณะที่เออร์วินกำลังเอือมกับความไม่ถูกกันของสองพี่น้องต่างมารดา เขากลับเอะใจอะไรบางอย่าง
‘ว่าแต่ยัยเรเชลเปิดประตูห้องเราเข้ามาได้ไงหว่า’
พอคิดถึงตรงนี้เขาก็เหลือบมองไปทางพี่สาว เพราะจะว่าไปเขาก็เอะใจเื่ที่พี่สาวมักจะเปิดประตูห้องนอนแล้วมานอนบนเตียงเขาเป็ประจำ
เออร์วินมองสลับลิลิธกับเรเชลไปมาแล้วถอนหายใจ เพราะเขาเดาว่าสองคนนี้คงเอากุญแจห้องเขาไปก๊อบปี้โดยไม่บอกไม่กล่าวเป็แน่ ถึงจะไม่รู้ว่าทั้งสองคนทำไปเพื่ออะไรก็เถอะ เออร์วินตัดสินใจทิ้งทั้งสองไว้แบบนี้แล้วเดินไปที่ห้องด้านข้างเพื่อจะไปอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน
“ท่านพี่เออร์วินจะไปไหนคะหนูไปด้วย”
เรเชลทำท่าจะตามเออร์วินไปแต่กลับถูกลิลิธคว้าตัวเอาไว้แล้วพูดว่า
“จะไปไหนยัยเด็กนี่มาคุยกันก่อนบอกมานะว่าเมื่อกี้ว่าใครป้า”
ทันทีที่เออร์วินลับสายตาไปเรเชลก็สลัดมาดของเด็กสาวผู้ไร้เดียงสาแล้วมองลิลิธอย่างยียวนว่า
“หนูก็แค่พูดลอย ๆ เองเท่านั้นนะคะท่านพี่ หนูยังไม่ได้บอกเลยสักคำนะคะว่าว่าท่านพี่คือคุณป้า ท่านพี่ลิลิธร้อนตัวอะไรกันคะ”
หลังจากอาบน้ำอาบท่าเสร็จเออร์วินก็เดินกลับเข้าห้องพบว่าตอนนี้ทั้งพี่สาวและน้องสาวเขาไม่อยู่แล้วเขาจึงแต่งตัวเพื่อลงไปทานมื้อเช้า พบว่าทั้งพระาาและราชินีรออยู่ก่อนแล้วแต่ยังไม่มีวี่แววของสองเด็กสาว เขานั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่งก่อนที่สาวใช้จะยกโจ๊กมาเสิร์ฟ เออร์วินสังเกตเห็นว่าพ่อกับแม่เขามีบรรยากาศผิดปกติ พ่อเขามีท่าทางเลี่ยงการสบตากับแม่ส่วนแม่เขากลับดูร่าเริงกว่าปกติ ขณะที่เออร์วินกำลังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นแม่เขาก็พูดว่า
“นี่ ๆ เออร์วินลูกแม่เราสัญญากันไว้แล้วใช่มั้ยเนาะ”
เออร์วินที่ได้ยินก็ทำหน้างง
“สัญญา? สัญญาอะไรเหรอครับ”
“บู่.....” ราชินีเอลิเซียทำปากยื่นแสดงความไม่พอใจ “ก็ที่ลูกสัญญาว่าจะสอนแม่ทำอาหารเมื่อคืนยังไงล่ะลืมแล้วเหรอ”
เออร์วินที่ได้ฟังก็ถึงบางอ้อเพราะนึกออกแล้วว่าเมื่อคืนแม่พูดกับเขาทำนองนี้จริง ๆ แต่เขากลับจำไม่ได้ว่าไปสัญญาตอนไหนว่าจะสอนเธอทำอาหาร
“ไงล่ะจำได้แล้วใช่มั้ย ?” ราชินีเอลิเซียมองไปที่ลูกชายเธอด้วยแววตาที่เป็ประกาย ทำเอาเขาปฏิเสธไม่ได้จึงได้แต่ตอบไปว่า
“ก็.....ครับ”
“งั้นเดี๋ยวทานมื้อเช้าเสร็จแล้วเราไปเรียนกันเลยเนอะ”
“เอ๋!!!” เออร์วินอุทานออกมาเพราะไม่นึกว่าแม่เขาจะใจร้อนขนาดนี้
“หืม มีอะไรเหรอ” ราชินีเอลิเซียมองมาที่เขาด้วยแววตาที่เป็ประกายอีกรอบ
“ปะปะเปล่าครับ”
เมื่อเห็นว่าลูกชายไม่ได้ปฏิเสธเธอจึงหันไปหาสามีที่กำลังหลบสายตาเธออยู่
“คุณจะไม่สนใจทานมื้อเที่ยงที่เป็อาหารที่เออร์วินสอนฉันทำจริง ๆ เหรอคะ”
“มะไม่เป็ไร ไม่เป็ไรจริง ๆ พอดี่นี้ผมงานยุ่งน่ะผมได้สั่งให้คนรับใช้เตรียมอาหารไว้ให้แล้ว”
พระาาอัลเฟรดรีบปฏิเสธทันควันพร้อมกับมีอาการเหงื่อไหลเต็มใบหน้า เออร์วินที่เห็นดังนั้นรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
สักพักเรเชลกับลิลิธก็ลงมาทานข้าวพร้อมกับสาวใช้ส่วนตัว ในบรรดาพี่น้องสามคนเออร์วินเป็คนเดียวที่ไม่มีสาวใช้ส่วนตัวไม่ใช่เพราะพ่อแม่ไม่ให้เขาแต่เขาเลือกที่จะปฏิเสธเองเพราะเขามีเื่ที่ไม่อยากให้ใครรู้ ลิลิธนั่งลงด้วยท่าทางเ็าเหมือนปกติส่วนเรเชลนั่งข้างเออร์วินด้วยท่าทางสดใสไร้เดียงสา พอได้รู้ว่าวันนี้เออร์วินจะสอนราชินีเอลิเซียทำอาหารเรเชลก็เสนอตัวเข้าร่วมด้วยทันควัน ในขณะที่ลิลิธขอบายเพราะเธอต้องฝึกฝนเวทย์สายฟ้า เออร์วินสังเกตว่าพ่อของเขามองมาที่เรเชลแล้วอ้าปากคล้าย้าพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนคำพูดไว้ เออร์วินยิ่งสังหรณ์ไม่ดีหนักกว่าเก่า
‘หรือว่าท่านแม่จะทำอาหารได้ไม่ค่อยเก่ง’ เออร์วินคิดในใจไว้เช่นนั้นแล้วทานมื้อเช้าต่อไปจนทานมื้อเช้าเสร็จ เขาก็โดนแม่ของตนลากไปที่ครัวด้วยท่าทางกระตือรือร้น แล้วเขาก็ได้พบว่าเขาคิดผิดที่เขาคิดว่าแม่เขาทำอาหารไม่เก่ง เพราะที่จริงแล้วมันอยู่ในระดับที่เลวร้ายต่างหาก
เออร์วินมองสภาพห้องครัวที่ตอนนี้เละตุ้มเป๊ะเหมือนมีการรบกันในนี้ก็ไม่ปาน เมนูที่แม่เขาจะทำก็คือสตูว์เนื้อกับผักราก แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้มีเศษเนื้อเศษผักกระจายอยู่ทั่วครัวก็ไม่รู้ เออร์วินที่ตอนนี้เนื้อตัวมอมแมมกำลังทำสีหน้าปลาตาย พูดตามตรงแล้วเขาที่เผชิญหน้ากับพวกกลุ่มโจรเพลิงอสูรยังไม่ระทึกขวัญเท่ากับการอยู่ในห้องครัวที่แม่เขาทำอาหารอยู่ ส่วนเรเชลตอนนี้ก็ลี้ภัยไปอยู่นอกห้องโดยคอยชะโงกมาดูชะตากรรมอันแสนน่าเวทย์นาของพี่ชาย
ฝ่ายราชินีเอลิเซียที่ตอนนี้กำลังอยู่ในสภาพที่มอมแมมก็นิ่งค้างเพราะสิ่งที่ได้มันไม่เป็อย่างหวัง เธอวาดฝันไว้ว่าจะได้ทำอาหารที่แสนวิเศษให้ลูก ๆ และสามีของเธอทานสักครั้งในชีวิตแต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้... น้ำตาของเธอเริ่มไหลรินลงมา แต่ยังไม่ทันที่เธอจะร้องไห้เธอก็ปาดน้ำตาและพยายามอดทนไว้เพราะไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าลูก ๆ
เออร์วินที่เห็นอาการของแม่จึงดึงแขนเสื้อของเธอ ราชินีเอลิเซียจึงก้มมองเขาแล้วพยายามฝืนยิ้มให้ลูกชายเธอบอกว่า
“แม่ไม่เป็ไรหรอกเออร์วินแม่สบายดี”
เออร์วินมองตาเธอแล้วถามว่า
“แม่อยากทำอาหารจริง ๆ ใช่ไหมครับ”
“เอ๊ะ!” ทันทีที่เออร์วินถามเช่นนั้นเธอก็นิ่งไป แล้วตอบว่า “แม่อยากทำอาหารมาั้แ่เด็กแล้วล่ะ แต่เพราะทุกคนเอาแต่บอกว่าแม่ไม่ควรทำงานแบบนี้บ้างล่ะ นี่เป็หน้าที่ของคนใช้บ้างล่ะ แม่ก็เลย...”
พูดถึงตรงนี้เธอก็เงียบไป เออร์วินที่ได้ฟังเื่นี้เขาก็ใช้แขนกวาดสิ่งที่อยู่บนโต๊ะลงพื้นแล้วเอาเขียงขึ้นมาวางตามด้วยแครอทและมีดหนึ่งเล่ม
“นี่คือ?” ราชินีเอลิเซียถามด้วยความสงสัย
“ถ้าท่านแม่อยากหัดทำอาหารจริง ๆ ล่ะก็ ท่านแม่ต้องเริ่มจากการหั่นผักก่อนนะครับ”
เออร์วินพูดก่อนจะลงมือหั่นให้ดูพร้อมให้คำแนะนำ
“ท่านแม่ เราต้องเริ่มจากพื้นฐานก่อน... ท่านต้องวางมือให้ปลอดภัยก่อนจะลงมีดนะครับ”
“ดูนะครับมือที่จับผัก ให้หงายฝ่ามือเล็กน้อยแล้วงอนิ้วเข้าแบบนี้ เหมือนกำมือไว้หลวม ๆ แล้วใช้ข้อนิ้วตรงกลางนี่แหละ ชี้นำใบมีด”
เขาทำให้ดูช้า ๆ โดยให้ใบมีดเลื่อนไปขนานกับข้อนิ้ว ไม่โดนเนื้อ
“แบบนี้จะช่วยให้ท่านไม่โดนบาด ถ้าจังหวะพลาด ก็แค่ชนข้อนิ้ว ไม่โดนนิ้วจริง”
ราชินีเอลิเซียมองตามตาโต เออร์วินส่งมีดให้เธอแล้วพูดว่า
“ท่านแม่ลองดูสิครับ”
เธอรับมีดไปแล้วเริ่มลงมือเธอเม้มปากพลางพยายามเลียนแบบท่าทางของเออร์วิน มือข้างที่จับผักสั่นเล็กน้อย มีดในมืออีกข้างยังไม่มั่นคงนักเออร์วินขยับเข้ามาประคองข้อมือแม่เขา
“อย่ากดแรง ใบมีดมันคมอยู่แล้ว แค่ปล่อยให้น้ำหนักของมันไหลลงมาตามจังหวะเองก็พอ”
เธอพยักหน้าเบา ๆ แล้วลองหั่นอีกครั้ง คราวนี้แครอทออกมาเป็แผ่นที่ค่อนข้างเท่ากัน ราชินีเอลิเซียดีใจจนเนื้อเต้นพร้อมแกว่งมีดทำครัวไปมา ทำเอาเออร์วินหน้าซีดร้อง
“มีด มีด อย่าแกว่งมีดแบบนั้นครับท่านแม่”
เรเชลมองภาพเหตุการณ์ทุกอย่างจากนอกประตูแล้วยิ้มออกมา ส่วนเหล่าคนครัวหลายคนก็รู้สึกซึ้งใจจนน้ำตาไหลพรากเช่นกันต่างพากันคิดว่า
“พรุ่งนี้จะเก็บกวาดกันเสร็จไหม”