ลานหินกว้างขวางเบื้องหน้าประตู สำนักยุทธ์เมฆาคราม... เนืองแน่นด้วยฝูงชนนับร้อยผู้มารอคอยการคัดเลือก
เสียงพูดคุยจอแจดังอื้ออึงไปทั่ว... ล้วนเป็เื่เล่าลือเกี่ยวกับ "อัจฉริยะ" จากตระกูลดัง หรือผู้มี "ปราณฟ้า" กำเนิดซึ่งมารวมตัวกันในวันนี้
ท่ามกลางกลุ่มคนหนุ่มสาวสวมอาภรณ์หรูหราและพกพากระบี่ชั้นดี... เย่เฉิน ในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้มเรียบง่ายดูแปลกแยกอย่างเห็นได้ชัด เขาไร้กลิ่นอายพลังปราณแผ่ออกมาแม้แต่น้อย ดูประหนึ่งคนรับใช้หลงทางเข้ามาในดงพยัคฆ์
เย่เฉินยืนสงบนิ่งท้ายแถว สายตาทอดมองประตูสำนักสูงตระหง่าน ทว่าความสงบของเขากลับขัดหูขัดตาผู้คุมกฎ
"เฮ้ย! ไอ้หนู!"
ศิษย์พี่ผู้คุมแถว รูปร่างผอมเกร็งแต่แววตาหยิ่งผยอง เดินปรี่เข้ามาหาเย่เฉิน เขาปรายตามองสำรวจั้แ่หัวจรดเท้าด้วยความดูแคลน
"ที่นี่คือสำนักเมฆาคราม ไม่ใช่โรงทาน... คนไร้ปราณอย่างเ้าจะมาต่อแถวให้เปลืองที่ทำไม? กลับไปทำนาซะเถอะ อย่ามาเกะกะขวางทางอัจฉริยะคนอื่น!"
ศิษย์พี่คนนั้นไม่พูดเปล่า ยื่นมือออกไปหมายจะ "ผลัก" ไหล่เย่เฉินให้เซถลาพ้นแถว... เพื่อแสดงอำนาจต่อหน้าผู้สมัครคนอื่น
เย่เฉินเห็นฝ่ามือนั้นพุ่งเข้ามา... แต่เขาไม่หลบ
เขาเพียงแค่สูดลมหายใจเข้าลึก โคจรพลังกายาเทพอสูรไปที่หัวไหล่ซ้าย และปักหลักยืนหยัดมั่นคงดุจรากไม้พันปี
ปึก!
เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังทึบๆ
แต่ทว่า... ร่างเย่เฉินกลับ ไม่ไหวติง แม้แต่นิ้วเดียว!
ในทางตรงกันข้าม แรงผลักซึ่งศิษย์พี่ใส่มาเต็มแรงกลับถูก "สะท้อน" กลับไปด้วยความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อหนาแน่นดุจเหล็กกล้า!
"โอ๊ย!"
ศิษย์พี่ผู้นั้นร้องอุทานเบาๆ รีบชักมือกลับ ข้อมือสั่นสะท้านและเจ็บแปลบราวเพิ่งผลักใส่กำแพงเหล็กมองไม่เห็น
เขามองหน้าเย่เฉินด้วยความตกตะลึงระคนโกรธเคือง "เ้า..."
เย่เฉินค่อยๆ หันมาสบตา ดวงตาสีดำสนิทราบเรียบไร้อารมณ์ ไร้ความหวาดกลัว ไร้การขอโทษ มีเพียงความหนักแน่นบอกชัดเจนว่า...
‘ข้าไม่ใช่เหยื่อให้พวกเ้าผลักไสได้ง่ายๆ อีกต่อไป’
บรรยากาศรอบตัวเย่เฉินเปลี่ยนไปชั่ววูบ ทำให้ศิษย์พี่คนนั้นชะงักคำด่าไว้ในลำคอ ไม่กล้าลงมือซ้ำท่ามกลางสายตาคนนับร้อยเริ่มหันมามอง
ศิษย์พี่ผู้คุมแถวปัดความเ็ปที่ข้อมือทิ้งด้วยความโมโห จ้องเย่เฉินด้วยความระแวง แต่ก็ไม่กล้าแตะต้องตัวเด็กหนุ่มอีก เขาเร่งดำเนินการทดสอบต่อไปอย่างรวดเร็ว
กระทั่งถึงคิวของเย่เฉิน
"คนต่อไป! ผู้สมัครหมายเลขสิบเก้า!"
เย่เฉินก้าวเดินอย่างสงบนิ่งไปสู่แท่นทดสอบหลัก มันคือ "ศิลาวัดปราณสำนัก" ใหญ่โตและศักดิ์สิทธิ์กว่าศิลาที่หมู่บ้านหลายเท่านัก
เขาไม่สนใจสายตาดูถูกทิ่มแทงมา เย่เฉินวางมือขวาหยาบกร้านลงบนผิวศิลาเย็นจัด
หนึ่งอึดใจผ่านไป...
ห้าอึดใจผ่านไป...
ศิลาวัดปราณ... นิ่งสนิท ไร้ซึ่งแสงสว่าง ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น
ความเงียบเข้าปกคลุมลานกว้าง... แต่เพียงชั่วครู่เดียว
"ฮ่า... ฮ่าๆๆๆ!"
ศิษย์พี่คุมสอบะเิหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง รีบตบไปที่ศิลาวัดปราณราวกับมันเป็ของเล่น
"ข้าไม่เคยเห็น! มันเป็เื่ตลกที่สุดที่ข้าเคยเจอมาในชีวิต! ผลเป็ ศูนย์! พลังปราณตั้งต้น... ระดับศูนย์อย่างสมบูรณ์!"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังกระหึ่มไปทั่วลานประดุจคลื่นสึนามิ
"หา? ระดับศูนย์จริงๆ?"
"มันทนความอับอายขนาดนี้ได้อย่างไรกัน!"
"เอ็งมาที่นี่เพื่ออะไร! มาเป็ขี้ข้ารึ! ฮ่าๆๆ!"
ศิษย์พี่คุมสอบแสยะยิ้มกว้าง ยื่นไม้เท้าชี้มาที่หน้าเย่เฉิน "ตกรอบ! ไสหัวไป! ไปเลี้ยงวัวดีกว่าเด็กน้อย อย่ามาเปลืองเวลาของสำนักเมฆาคราม!"
ความอัปยศในวันนี้รุนแรงกว่าที่เขาเคยเจอที่หมู่บ้าน... เพราะมันเกิดขึ้นต่อหน้าผู้มีพร์นับร้อย
เย่เฉินยังคงยืนหยัดมั่นคง เขาไม่ก้มหัว ไม่ร้องไห้ แต่กลับแหงนหน้าขึ้นมองแท่นผู้าุโด้วยสายตาท้าทาย
"สำนักเมฆาคราม..."
เย่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ แต่กลับก้องกังวานจนทำให้เสียงหัวเราะทั้งหมดพลันเงียบลงอย่างฉับพลัน
"สำนักเมฆาคราม... ประเมินคุณค่าของผู้คนด้วยศิลาก้อนเดียวแค่นี้หรือ?"
ทั้งลานเงียบสนิท ทุกสายตาหันกลับมามองเขา ผู้เคยหัวเราะต่างตกตะลึงกับความกล้าบ้าบิ่นที่จู่ๆ ก็ผุดขึ้นมา
บนแท่นสูง ผู้าุโฝ่ายนอก ผู้กำลังนั่งหลับตาอยู่ ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ แล้วมองตรงมายังเย่เฉินด้วยความสงสัยลึกซึ้ง
"เด็กคนนี้... น่าสนใจ" ผู้าุโเอ่ยเสียงเรียบ แต่ก้องกังวานไปทั่วลาน "เ้ามีฝีปากกล้า... เ้าคิดว่าเ้ามีพลังอันศิลานี้วัดไม่ได้อย่างนั้นรึ?"
"ข้าไม่รู้ว่าศิลานี้วัดอะไรไม่ได้" เย่เฉินตอบหนักแน่น "แต่ข้ารู้ว่าสิ่งที่อยู่ในกำปั้นของข้า... มิใช่สิ่งที่โลกใบนี้จะมองข้ามได้"
ผู้าุโหัวเราะน้อยๆ แล้วลุกขึ้นยืน เขาสูงใหญ่และมีกลิ่นอายพลังปราณบริสุทธิ์ยิ่งกว่าที่เย่เฉินเคยััมาก่อน เขาชี้ไปยังมุมลานซึ่งมีวัตถุขนาดมหึมาถูกคลุมผ้าไว้
"ถ้าเช่นนั้น... ข้าจะให้โอกาสเ้าพิสูจน์"
ผู้าุโสั่งให้ศิษย์รับใช้เปิดผ้าคลุมออก!
สิ่งที่ปรากฏคือ "กลองศิลาขนาดมหึมา" กว้างราวหนึ่งจั้ง สูงครึ่งคน พื้นผิวเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวโบราณ ราวผ่านการทดสอบอันรุนแรงมานับพันปี
"นี่คือ กลองศิลาพันชั่ง" ผู้าุโกล่าวเสียงเย็น "ั้แ่สำนักก่อตั้งมา มีผู้ทำให้มันดังด้วยมือเปล่าเพียงสองคน หากเ้าตีมันดัง... ข้าจะให้เ้าสอบต่อ"
ทันใดนั้น ผู้าุโก็แฝง "คำเตือน" โหดร้ายลงไปในประโยค
"แต่ข้าขอเตือน... กลองนี้มีแรงสะท้อนกลับมหาศาล หากผู้มีปราณต่ำกว่าระดับห้าตีมัน กระดูกแขนเ้าจะแหลกละเอียดกลายเป็ผง! เ้ากล้าเอาแขนข้างนั้นมาเสี่ยงหรือไม่?"
เสียงซุบซิบทั่วลานกลายเป็ความหวาดเสียวทันที "แรงสะท้อน!?" "มันจะฆ่าไอ้ขยะนั่นแน่นอน!"
ศิษย์พี่คุมสอบยิ้มเยาะด้วยความสะใจ "เด็กน้อย! ถึงคราวที่เ้าจะต้องชดใช้ความโอหังของเ้าแล้ว! ถอยไปซะตอนนี้ก็ยังไม่สาย!"
เย่เฉินไม่สนใจคำพูดเ่าั้ เขายกมือขึ้นมาััปานอัสนีบาตที่หน้าอก แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแข็งแกร่งกว่าความหวาดกลัวทั้งหมด
‘กระดูกแขนจะแหลกงั้นรึ? นี่คือสิ่งที่ข้า้า... การพิสูจน์ว่ากายาเทพอสูรของข้า... เหนือกว่ากฎเกณฑ์ของมนุษย์เหล่านี้!’
เย่เฉินเดินเข้าไปหากลองศิลาอย่างไม่ลังเล สีหน้าเรียบเฉยไร้ความหวาดกลัว เขาทำเพียงพยักหน้าให้ผู้าุโเป็การตอบรับคำท้า
ความเงียบปกคลุมลานพิธีหนักอึ้ง รอคอยการตัดสินชะตา
เย่เฉินยืนประจันหน้ากับกลองศิลาขนาดมหึมา เขาไม่สนใจเสียงซุบซิบ แต่หลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อผนึกจิตสำนึก
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก... พลังงานทั้งหมดซึ่งหลอมรวมไว้ในร่างกายถูกโคจรลงสู่เท้าเพื่อปักหลัก
ครืน!
แรงกดจากเท้าเขามหาศาลจนพื้นหินแกร่งที่ยืนอยู่ ส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ ก่อนจะยุบตัวลงจนข้อเท้าจมหายลงไปในดิน! ฝุ่นควันฟุ้งกระจายออกมารอบตัวเป็วงกว้าง!
นี่คือพลังอันถูกควบคุมให้ส่งผ่านเท้าสู่ปฐี เพื่อสร้างรากฐานมั่นคงดุจรากไม้เหล็ก!
เย่เฉินเปิดดวงตาขึ้น มันนิ่งสงบแต่เต็มไปด้วยความเด็ดขาด เขาบิดเอวส่งแรง เส้นเืที่แขนขวาปูดโปนขึ้นมาราวรากไม้โบราณ เสื้อผ้าฝ้ายบริเวณท่อนแขนขวา ฉีกขาดกระจุย ทันทีที่กล้ามเนื้อขยายตัวรับพลัง!
กำปั้นเหล็กไหลถูกปล่อยออกไปตรงๆ อย่างไม่ปราณีสิ่งใด
ตูมมมมม!!!
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวราวอสนีบาตฟาดลงกลางลานพิธี!
มันมิใช่แค่เสียงกลอง แต่เป็ คลื่นกระแทกอัดอากาศ ะเิออกจากจุดปะทะ! ผู้คนยืนใกล้ๆ ต่างถูกแรงลมอัดกระแทกจนหน้าสะบัด บางคนถึงกับหงายหลังล้มตึง!
แขนขวาเย่เฉินสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เืสีสดซึมออกจากรูขุมขนทั่วแขนเพราะแรงสะท้อนกลับมหาศาลดุจูเาถล่มทับ
แต่ทว่า... กระดูกของเขาไม่แตก!
เขากัดฟันแน่นจนได้ยินเสียงบดกราม ยืนหยัดต้านทานแรงสะท้อนนั้นด้วย กายาเทพอสูร!
แต่สิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าคือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับกลอง...
เปรี๊ยะ... แครก!
บนหน้ากลองศิลาพันชั่งอันแข็งแกร่งและถูกผนึกไว้ด้วยอาคมโบราณ... ปรากฏ รอยร้าวขนาดใหญ่ วิ่งเป็แนวยาวผ่ากลางหน้ากลองราวแผลฉกรรจ์! เศษหินร่วงกราวลงสู่พื้น
ผู้าุโฝ่ายนอก ลุกพรวด จากเก้าอี้ด้วยความลืมตัว ดวงตาเบิกกว้าง จ้องมองไปที่รอยร้าวบนกลองศิลาด้วยความใสุดขีด ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ความเสียดายระคนทึ่ง
"กลองศิลาพันชั่ง... ถึงกับร้าว?" ผู้าุโพึมพำเสียงสั่น "นี่มันแรงกายระดับไหนกัน? มนุษย์ปกติไม่มีทางทำลายศิลาอาคมนี้ได้!"
ศิษย์ทั้งลานนิ่งอึ้ง... ปากอ้าค้าง ไม่มีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว มีเพียงความเงียบสงัดและความหวาดกลัวที่ได้เห็น "พลังระดับศูนย์" ทุบทำลายสมบัติของสำนักลงต่อหน้าต่อตา!
ฝุ่นผงจากการะเิค่อยๆ จางลง เผยให้เห็นเย่เฉินยืนหอบหายใจ แขนขวาอาบไปด้วยเืซึมออกมา แต่เขายังคงยืนหยัดมั่นคง ไม่ล้มลง
ผู้าุโฝ่ายนอกมองเย่เฉินสลับกับกลองที่เสียหาย เขาขมวดคิ้วแน่น สมบัติเสียหายเป็เื่ใหญ่ แต่... เด็กหนุ่มผู้มีร่างกายดุจสัตว์อสูรเช่นนี้ หายากยิ่งกว่าสมบัติเสียอีก
"รองรับแรงสะท้อนเช่นนี้ได้... แต่ไร้ปราณ..." ผู้าุโถอนหายใจยาว พยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเคร่งขรึม
เขาประกาศเสียงหนักแน่นก้องกังวานไปทั่วลาน
"เ้ามีพละกำลังกายาที่น่าทึ่ง... ทึ่งจนน่ากลัว แต่กฎย่อมเป็กฎ... ผู้ไร้ปราณไม่อาจฝึกวิชาเซียนสายหลักของสำนักเมฆาครามได้ เ้าจะเข้าเป็ศิษย์สายในหรือสายนอกไม่ได้"
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง ความโล่งใจปรากฏบนใบหน้าของเหล่าศิษย์พี่และผู้สมัครคนอื่น ที่ไม่ต้องยอมรับ "ตัวประหลาด" นี้มาเป็ศิษย์ร่วมรุ่น
"แต่..." ผู้าุโเว้นจังหวะ ั์ตาเป็ประกายวูบหนึ่ง "สำนัก้าคนที่มีรากฐานร่างกายแข็งแกร่งเช่นเ้า... จากวันนี้ไป ข้าอนุญาตให้เ้าเข้าสำนักได้ในฐานะ 'ศิษย์แรงงาน'"
"ศิษย์แรงงาน!"
เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นเบาๆ ในหมู่ฝูงชนอีกครั้ง แม้จะมีความหวาดกลัวปนอยู่บ้าง
"ฮ่าๆๆ! ทุบกลองแทบแตก แต่สุดท้ายก็ได้แค่ไปกวาดลาน!"
"แรงควายก็สมควรแล้วที่ต้องไปแบกหาม! มันไม่มีวาสนาจะเป็เซียนหรอก!"
ศิษย์พี่คุมสอบที่เคยหน้าเสีย บัดนี้กลับมายิ้มเหยียดหยามอีกครั้ง "ยินดีด้วยนะเ้าหนู... ที่นั่นเหมาะกับสวะอย่างเ้าที่สุดแล้ว"
เย่เฉินฟังคำตัดสินนั้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย
เขาไม่ได้โกรธ... ไม่ได้เสียใจ... แต่กลับ "ยิ้ม" ที่มุมปากเล็กน้อย
‘ศิษย์แรงงานงั้นรึ? ดี... ดียิ่งนัก’
ตำแหน่งต่ำต้อยที่สุด คือตำแหน่งที่ถูกจับตามองน้อยที่สุด...
งานหนักที่สุด คือการฝึกร่างกายที่ดีที่สุด...
และทรัพยากรเหลือทิ้งของสำนัก คือขุมทรัพย์ที่เขาจะกอบโกยได้โดยไม่มีใครสนใจ
"ข้าน้อมรับคำตัดสิน" เย่เฉินประสานมือคารวะผู้าุโอย่างนอบน้อม (แต่แววตาไม่ได้ก้มหัวให้ใคร)
เขาเดินไปรับชุดศิษย์แรงงานสีเทาหม่นดูสกปรกและเก่าคร่ำครึมาถือไว้ในมือ ก่อนจะหันหลังเดินแยกตัวออกไปทางเรือนพักคนงานที่อยู่ท้ายสำนัก ท่ามกลางสายตาที่มองเขาเป็เพียง "กรรมกรผู้มีแรงควาย"
ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า... ภายใต้ชุดคนงานซอมซ่อนั้น "ั" ได้เล็ดลอดเข้ามาซ่อนกายอยู่ในถ้ำเสือแล้ว
‘ยิ่งต่ำ... ยิ่งไม่มีใครมองเห็น’
‘จากในเงามืดนี้... ข้าจะกลืนกินทุกสรรพวิชาของพวกเ้าจนหมดสิ้น!’
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของเย่เฉินดังก้องไปตามทางเดินหิน มุ่งหน้าสู่ชีวิตใหม่ที่จะสั่นะเืสำนักเมฆาครามในไม่ช้า!
[จบตอนที่ 23]