การตัดสินใจ 1/3
ในที่สุดอีกไม่เกินยี่สิบวันก็จะถึงงานประลองของแคว้นแล้ว ซึ่งคาดการณ์เอาไว้ว่าน่าจะมีผู้ฝึกตนจากทั่วสารทิศเข้ามาร่วมงานประลองในครั้งนี้มากเป็เเน่ เนื่องจากว่าปีนี้ของรางวัลสำหรับผู้ชนะนั้น ทางเเคว้นเต่าดำที่รับเป็เ้าภาพจัดงานนั้นค่อนข้างที่จะทุ่มงบประมาณอย่างมหาศาลเลยทีเดียว...
อันดับหนึ่งการประลองจะได้รับบทเวทย์ป้องกันเเละบทเวทย์โจมตีระดับเซียน,ระดับเทวะเเละระดับสูงอีกอย่างละหนึ่งบทเวทย์อีกทั้งเงินจำนวนสองหมื่นเหรียญทอง
อันดับที่สองจะได้รับบทเวทย์ป้องกันเเละบทเวทย์โจมตีระดับเทวะเเละระดับสูงอีกอย่างละหนึ่งบทเวทย์ อีกทั้งเงินจำนวนหนึ่งหมื่นเหรียญทอง
อันดับที่สามนั้นจะได้รับบทเวทย์ป้องกันเเละบทเวทย์โจมตีระดับเทวะเเละระดับสูงอีกอย่างละหนึ่งบทเวทย์ อีกทั้งเงินจำนวนเจ็ดพันเหรียญทอง
อันดับที่สี่จะได้รับบทเวทย์ป้องกันเเละบทเวทย์โจมตีระดับสูงอีกอย่างละหนึ่งบทเวทย์ อีกทั้งเงินจำนวนห้าพันเหรียญทอง
อันดับที่ห้าจะได้รับบทเวทย์ป้องกันเเละบทเวทย์โจมตีระดับสูงอีกอย่างละหนึ่งบทเวทย์ อีกทั้งเงินจำนวนสามพันเหรียญทอง
และสุดท้ายสำหรับอันดับที่หกถึงสิบจะได้รับบทเวทย์ป้องกันเเละบทเวทย์โจมตีระดับขุนนางขั้นต้นอีกอย่างละหนึ่งบทเวทย์และเหรียญทองจำนวนสามพันเหรียญ
ซึ่งเมื่อมีข่าวของรางวัลในการประลองนี้ได้แพร่ไปให้ทราบโดยทั่วกันแล้วทำให้การประลองแคว้นครั้งนี้นั้นได้ดึงดูดผู้ฝึกตนจากทุกแคว้นเข้ามาอย่างนับไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็ผู้ฝึกตนพเนจรตระกูลน้อยใหญ่ที่ขึ้นชื่อของแต่ละแคว้นรวมไปถึงสำนักศึกษาที่มีชื่อเสียงและ้าแสดงความเป็ที่หนึ่งของสำนักศึกษาต่างได้เตรียมส่งศิษย์ที่มีฝีมือดีที่สุดในสำนักของตนให้เข้าร่วมการประลองครั้งนี้ถึงแม้ว่ารางวัลของแต่ละอันดับจะเป็สิ่งที่คุ้มค่าอย่างมากคุ้มค่าแก่การลงประลองครั้งนี้แต่นอกจากนั้นหากคุณชายของตระกูลใดได้ลงประลองแสดงฝีมือรวมไปถึงศิษย์ของสำนักศึกษาใดที่ได้ลำดับต้นๆ ของการประลองนั้น สำนักศึกษาที่ผู้เข้าประลองสังกัดอยู่ก็จะมีชื่อเสียงมากขึ้นได้รับการยอมรับและดึงดูดผู้ฝึกตนต่างๆ ให้เข้าศึกษาในสำนักของตนเพื่อแสดงความเป็อันดับหนึ่งของสำนักศึกษานั่นเอง
ซึ่งผลประโยชน์จากงานประลองแคว้นครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การสร้างชื่อเสียงของสำนักศึกษาที่มีลูกศิษย์เข้าร่วมและได้รับอันดับที่ดีเพียงเท่านั้น ผู้ที่ชนะอันดับหนึ่งถึงสิบต่างย่อมได้รับการยอมรับนับถือโดยทั่วไปไม่ต่างกับบรรดาขุนนางในราชวงศ์เสียด้วยซ้ำเป็ที่เชิดหน้าชูตาแก่ตระกูลตนยิ่งนักอาจกล่าวได้เลยว่าผู้ฝึกตนที่ได้เข้าร่วมการประลองของแคว้นในแต่ละครั้งนั้นหากได้เเสดงฝีมือเป็ที่ประจักษ์และได้อันดับต้นๆในการประลองแล้วบรรดาตระกูลนั้นๆจะเป็ที่น่าจับตามองอาจจะมีการทาบทามเเม่สื่อเพื่อเกี่ยวดองเชื่อมความสัมพันธ์เพิ่มความมั่นคงของสองตระกูล
นอกจากนั้นแล้วกิจการต่างๆของแคว้นที่มีการประลองนั้นต่างได้รับผลตอบรับที่มหาศาลมีกำไรเพิ่มขึ้นหลายเท่าไม่ว่าจะเป็กิจการเหลาอาหารน้อยใหญ่ที่มีและไม่มีชื่อเสียงกิจการโรงเตี๊ยมที่ถูกจองจนเต็มไม่เพียงพอต่อความ้ากิจการร้านขายเสื้อผ้าที่ถูกสั่งตัดอย่างเร่งด่วน หรือแม้กระทั่งแผงร้านขายสินค้าต่างๆที่อยู่ในตลาดติดสนามประลองก็มีรายได้มากขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน
จากข่าวสารต่างๆที่ลู่ซีเป็ผู้ไปรวบรวมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและความเป็ไปได้ในตอนนี้ที่จะเกิดขึ้นในการประลองของแคว้นทำให้่วันเวลาที่เหลืออยู่ไม่กี่สิบวันหนิงอ้ายจึงเพิ่มเวลาในการฝึกให้มากขึ้นเพื่อให้ร่างกายนั้นคุ้นชินมากที่สุดกับการใช้วรยุทธการใช้บทเวทย์ต่างๆให้เป็ไปดั่งใจคิดคล้ายกับการหายใจเข้าออก นอกจากนี้เขายังได้ทำการเขียนบทเวทย์โจมตีขึ้นมาเองใหม่อีกบทหนึ่งเมื่อทบทวนแล้วว่าตำแหน่งของบทเวทย์ที่ตนเขียนนั้นถูกต้องตามหลักแล้วจึงตั้งใจว่าวันนี้จะทำการทดสอบดูเสียก่อน
พรึบ!
ด้านหลังของหนิงอ้ายปรากฏเป็วงแหวนเวทย์สีเขียวหนึ่งวงแสดงถึงพลังระดับจักรพรรดิขั้นสามัญ ซึ่งตอนนี้เขากำลังเร่งทำการยกระดับพลังให้เป็ระดับจักรพรรดิขั้นสูงให้ได้ในเร็ววัน เพราะหากยิ่งมีระดับพลังิญญาเพิ่มขึ้นมากเท่าใด เขาก็จะสามารถปกป้องตัวเองและท่านแม่เพิ่มขึ้นได้เท่านั้น
สำหรับระดับพลังิญญาขั้นนี้กับระยะเวลาที่ได้ทำการเข้าสู่วิถีผู้ฝึกตนไม่ถึงปีนับได้ว่าเป็อัจฉริยะก็คงไม่เกินจริงไปนัก ต้องบอกว่าเขานั้นโชคดีอย่างมากที่ได้ศึกษาเคล็ดวิชาลับตระกูลหวัง จึงทำให้สามารถขยายจุดตันเถียนได้รองรับและขยายเส้นปราณทั่วร่างกายเพิ่มการดูดซับพลังปราณมากกว่าคนอื่นหลายเท่า จึงทำให้เขาสามารถดูดซับพลังปราณฟ้าดินได้โดยตรงโดยที่คนอื่นนั้นสามารถทำได้เพียงแค่ดูดซับผลึกธาตุและกระดูกิญญาเท่านั้น เเละเมื่อหนิงอ้ายทบทวนว่าตนจดจำบทเวทย์ใหม่ที่ตนปรับได้เแล้วอย่างถูกต้องจึงทำการร่ายบทเวทย์นี้ขึ้นโดยทันที
อัญเชิญบทเวทย์โจมตีมหาบุปผชาติเหมันต์จำเเลงลักษณ์!
พรึบ!
เมื่อกล่าวจบทันใดนั้นสภาพอากาศโดยรอบของเขตของบทเวทย์อากาศลดลงโดยฉับพลัน จากนั้นปรากฎเป็ดอกบัวเหมันต์สีขาวบริสุทธิ์ดอกใหญ่แผ่อายความเย็นจางๆไปทั่วบริเวณ ้านั้นเห็นเป็เกล็ดบัวเหมันต์หิมะที่มีไอเย็นค่อยๆลอยตกลงไปทั่วเขตของบทเวทย์เมื่อตกลงถึงพื้นปรากฏเป็แท่งน้ำแข็งใสกระจ่างน้อยใหญ่ผุดขึ้นดั่งผลึกน้ำงามที่ส่องประกายหยอกล้อกับแสงแดด แม้ไม่ได้ััก็รับรู้ได้ถึงความแหลมคมที่เปี่ยมไปด้วยอันตรายของมันไม่น้อย
หนิงอ้ายปรับเปลี่ยนบทเวทย์นี้ขึ้นอ้างอิงจากปราณธาตุน้ำที่เป็หนึ่งในปราณธาตุหลักของตน แม้ว่าเขาจะเป็ผู้ฝึกตนที่สามารถใช้พลังปราณธาตุสองสายก็จริงแต่สำหรับปราณสุริยะธาตุนั้นเขา้าเก็บไว้เป็ไพ่ลับมากกว่ายิ่งท่านแม่บอกว่าปราณสุริยะธาตุนั้นเป็ปราณธาตุหายากที่ไม่ปรากฏมานานแล้ว หากเขาเปิดเผยความสามารถนี้ไปไม่แคล้วว่าจะต้องถูกดึงตัว เกิดการแย่งชิงจากสำนักน้อยใหญ่หรือบางทีอาจจะถูกตามล่าเพื่อนำเืของเขาไปทำส่วนผสมของโอสถระดับสูงก็เป็ไปได้เพราะมีความเชื่อที่ว่าเเม้จะเป็เพียงแค่เืหนึ่งหยดของผู้ฝึกตนที่มีพลังธาตุต้นกำเนิดสามารถนำมาเป็ส่วนผสมฟื้นคืนชีวิตของผู้คนได้นั่นเอง
หนิงอ้ายตั้งใจว่าหากเมื่อใดที่เขาสามารถเป็ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งมากกว่านี้...ในสักวันเขาคงจะเปิดเผยความสามารถของปราณสุริยะธาตุอย่างแน่นอน เพราะจะให้หนีปัญหาไม่กล้าเผชิญหน้าย่อมไม่ใช่ตัวเขาอยู่แล้ว เมื่อเขาเห็นว่าบทเวทย์บทเวทย์โจมตีมหาบุปผชาติเหมันต์จำเเลงลักษณ์นี้ผลเป็ไปตามที่ตนคิดไว้จึงสลายบทเวทย์ดังกล่าวและตั้งใจฝึกฝนวรยุทธต่อ เพราะวันนี้ท่านลุงจางปินได้นัดทดสอบทั้งเขาและลู่ซีสำหรับเคล็ดวิชาวรยุทธลับที่ท่านลุงเป็ผู้ถ่ายทอดให้โดยตรงนั่นเอง
...........................
ทางฝั่งของเย่วซินนั้นหลังจากที่มีนักฆ่าเข้ามาลอบสังหารบุตรของนางในคืนนั้นแม้จะโชคดีที่ไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นหลักฐานทุกอย่างที่มีอยู่ทั้งหนังสือจ้างวานนักฆ่าที่เป็ลายมือของฮูหยินรองหรือเเรงจูงใจของการกระทำนี้ที่นาง้าผลักดันบุตรของนางให้ขึ้นมาเป็ผู้สืบทอดของตระกูลแทนจางหนิงอ้ายคุณชายใหญ่ของตระกูลจางสวายหลักเช่นนี้
แต่แล้วอย่างไรเล่าจางเลี่ยงหวงสามีของนางก็คงไม่เชื่อต่อหลักฐานที่มีอยู่และคงเข้าข้างคนรักของตนเฉกเช่นทุกครั้งแม้นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หนิงอ้ายถูกรังแกและโดนทำร้ายต่อให้นางมีหลักฐานเพียงใดสามีของนางไม่เคยลงโทษหรือเอาผิดกับฮูหยินเลยซักครั้ง เย่วซินหยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าของตนที่อยู่ในช่องลับบนหัวเตียงขึ้นมาพร้อมกับเปิดอ่านอีกครั้งพลันย้อนคิดไปถึงอดีตเมื่อครั้งก่อนที่นางเข้ามาเป็ฮูหยินเอกของตระกูล
ที่ผ่านมานั้นเย่วซินได้สอนตำราความรู้ศาสตร์ทั้งสี่ของสตรีรวมไปถึงการใช้อาวุธเพื่อสำหรับในการต่อสู้ป้องกันตัวเองได้ให้เเก่หนิงอ้ายไม่ว่าจะเป็การยิงธนูการใช้มีดสั้นรวมไปถึงการฝึกกระบี่ซึ่งเย่วซินตั้งใจไว้ว่าถึงแม้บุตรของตนจะไม่สามารถปลุกพลังิญญาได้เเต่แล้วอย่างไรเล่าแม้จะไม่ใช่ผู้ฝึกตนก็สามารถฝึกความแข็งแกร่งทางร่างกายได้เช่นกัน
จนเมื่อวันเวลาผันผ่านจนในตอนนี้บุตรของนางนั้นอายุสิบสี่ปีซึ่งถือว่าเติบโตขึ้นอย่างสง่างามเป็ที่น่าภูมิใจแก่นาง ซึ่งหลายปีมานี้นางแทบจะไม่ได้พูดคุยกับเลี่ยงหวงเลยด้วยซ้ำหากไม่มีเื่จำเป็เเต่ถึงอย่างนั้นการดูแลความเรียบร้อยของจวนรวมไปถึงการดูเเลตรวจสอบร้านค้ากิจการในตระกูลจางนางมักจะนำสมุดบัญชีกิจการต่างๆมาตรวจสอบในทุกเจ็ดวันอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับชื่อเสียงของจางหนิงอ้ายบุตรชายของนางนั้นผู้คนทั้งที่อยู่ในเหตุการณ์ในพิธีปลุกพลังิญญาเมื่อเจ็ดปีก่อนต่างมีการร่ำลือถึงชื่อเสียงบุตรของนางอย่างเสียหายบ้างว่าคุณชายใหญ่หนิงอ้ายป็นสวะของตระกูลจางหากไม่ได้เกิดเป็คุณชายคนเเรกจากฮูหยินเอกป่านนี่ตำแหน่งว่าที่ผู้สืบทอดของตระกูลจางย่อมเป็ของคุณชายรองจางเหยากวงไปเสียเเล้ว ด้วยเพราะความที่คุณชายรองนั้นห่างจากคุณชายใหญ่ไม่ถึงปีและมีหน้าตาถอดมาจากเลี่ยงหวงผู้เป็บิดาเสียส่วนใหญ่อีกทั้งเป็ผู้ฝึกตนที่มีสองพลังธาตุเป็ถึงศิษย์สายในของผู้าุโในสำนักศึกษาผิงอานเพียงเท่านี้ย่อมทำให้เป็ที่เชิดหน้าชูตากว่าคุณชายใหญ่จางหนิงอ้ายยิ่งนัก
ในบรรดาบุตรชายบุตรสาวของจางเลี่ยงหวงนั้นมีอายุลดหลั่นกันไปเพียงหนึ่งหรือสองปีเท่านั้นซึ่งประกอบไปด้วย
คุณชายใหญ่จางหนิงอ้าย
คุณชายรองจางเหยากวง
คุณหนูสามจางฝูเยว่
คุณหนูสี่จางลี่เหมย
คุณชายห้าจางิหวัง
คุณหนูหกและคุณหนูเจ็ดซึ่งเป็แฝดหญิง
คนพี่จางเหมยกุ้ย
คนน้องจางเหมยฮวา
ซึ่งทั้งหกนั้นเมื่ออายุครบเจ็ดขวบปีก็สามารถปลุกพลังิญญาได้ทั้งสิ้นซึ่งตอนนี้ทั้งหกคนต่างได้เข้าศึกษาในสำนักมีแต่เพียงจากหนิงอ้ายเท่านั้นที่ไม่สามารถเข้าศึกษาในสำนักเนื่องด้วยไม่สามารถปลุกพลังิญญาได้นั่นเอง...
...อยู่มาวันหนึ่งหนิงอ้ายหลังจากอ่านตำราอยู่ในเรือนของตนแล้วอยากที่จะผ่อนคลายความเมื่อยล้า จึงให้ลู่ซีบ่าวรับใช้คนสนิทของตนพาไปยังศาลากลางสระบัวในเรือนหลัก ในขณะที่ตนกำลังนั่งเพลิดเพลินผ่อนคลายอารมณ์นั้นหนิงอ้ายรู้สึกว่าอากาศเช่นนี้ช่างเหมาะกับการจิบชาและทานขนมยิ่งนักจึงสั่งให้ลู่ซีไปนำของว่างมาให้ตน ซึ่งในตอนแรกแม้ว่าลู่ซีจะไม่ยินยอมเนื่องจากเป็ห่วงคุณชายของตนแต่หนิงอ้ายยืนยันว่าสามารถอยู่คนเดียวได้อีกทั้งรับปากว่าตนจะไม่ไปไหนเมื่อเห็นดังนั้นลู่ซีไม่ลืมกำชับให้คุณชายรอตนอยู่ตรงนี้ตัวคนจะรีบไปนำของว่างมาให้ทาน
ทันทีที่ลู่ซีหายไปจากบริเวณดังกล่าวก็มีกลุ่มคนเดินเข้ามาหนิงอ้ายจึงมองผ่านภายใต้ผ้าคลุมที่ปกปิดใบหน้าตนไว้ ซึ่งเห็นเป็คุณหนูใหญ่ที่เป็บุตรีของฮูหยินรองตามมาด้วยคุณหนูสามบุตรีของอนุหนึ่งและคุณหนูหกและคุณหนูเจ็ดที่เป็บุตรแฝดของอนุสามเข้ามาอย่างพร้อมหน้ากับบ่าวรับใช้คนสนิท ทางฝั่งของหนิงอ้ายเมื่อเห็นว่าเป็ใครจึงพยายามไม่สนใจเพราะตนจำได้หลังจากที่ตนไม่สามารถปลุกพลังิญญาได้เพียงคนเดียวในเหล่าบรรดาลูกของบิดาคนเหล่านี้มักจะกลั่นเเกล้งหาเื่และทำร้ายตนเสมอ
เเต่ด้วยที่หนิงอ้ายนั้นคิดว่าตนเป็พี่ใหญ่จึงไม่สมควรจะโกรธเหล่าน้องของเขาที่ยังเด็กจึงไม่เคยถือสาเอาความหรือแม้กระทั่งบอกให้มารดาของตนได้รับรู้ หลายครั้งที่ร่องรอยความาเ็รอยแผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของพวกนางเมื่อมารดาถามถึงที่มาของรอยฝกช้ำดังกล่าวหนิงอ้ายจะบอกเสมอว่าเกิดจากที่ตนนั้นฝึกฝนวิชาการต่อสู้และได้รับาเ็ในขณะนั้น จนเมื่อเป็หลายครั้งเข้ามารดาเห็นก็ไม่สบายใจทำให้นับจากวันนั้นหนิงอ้ายจึงหันมาสนใจตำรารักษา รวมไปถึงการหลอมโอสถต่างๆ แม้จะเป็เพียงโอสถระดับขั้นต้นเท่านั้นเเต่ก็ไม่ทิ้งรอยให้มารดาของตนได้เป็ห่วง
แม้ว่าหนิงอ้ายจะหลีกเลี่ยงที่จะตอบโต้เพราะตนไม่อยากมีปัญหาโดยเฉพาะกับคุณหนูสามที่บิดาของเขามักจะตามใจนางอยู่เสมอ ด้วยเพราะว่าอีกฝ่ายมีใบหน้างดงามอ่อนหวานเหมือนกับฮูหยินรองรวมไปถึงเป็ผู้ฝึกตนหญิงที่มีสองพลังธาตุ เมื่อเป็เช่นนั้นยิ่งทำให้นางเป็ที่กล่าวถึงจากผู้คนนอกจวนั้แ่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นก็มีตระกูลน้อยใหญ่รวมไปถึงองค์ชายของแคว้นต่าง้าจะส่งเทียบเชิญสู่ขอนางไปเป็ฮูหยินเอกของตน
หนิงอ้ายไม่รู้เลยว่าการที่เขานิ่งเงียบไม่ตอบโต้นั้นจะยิ่งทำให้นางโมโหจนท้ายที่สุดขณะที่หนิงอ้ายตัดสินใจจะไปรอลู่ซีที่เรือนของตน แล้วค่อยให้บ่าวรับใช้ไปตามลู่ซีมีหลัง ขณะเดินข้ามสะพานไม้นั้นเองเขารู้สึกได้ว่ามีพลังบางอย่างผลักเขาตกสระบัวโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเสียด้วยซ้ำ...
แม้หนิงอ้ายนั้นจะชื่นชอบการชมดอกบัวแต่ก็คนละส่วนกับการว่ายน้ำเป็ ตอนเป็เด็กหนิงอ้ายนั้นเลยแอบมารดาไปเก็บดอกบัวที่สระ ด้วยตั้งใจจะนำมาปักไว้ในเรือนเเต่ดันพลาดท่าจมน้ำ เคราะห์ดีที่มีบ่าวอยู่ในบริเวณนั้น จึงได้ให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที เมื่อมารดาของตนรู้เื่ราวที่เกิดขึ้น จึงสั่งห้ามไม่ให้เขานั้นลงเล่นน้ำอีก
หนิงอ้ายจำไม่ได้เเล้วว่าตนนั้นหลับไปกี่วันเเต่พอตื่นขึ้นมากับพบห้องที่ตนไม่คุ้นเคยข้าวของเครื่องใช้ก็น้อยลงไปมากโข ตรงข้างเตียงนอยนั้นท่านแม่คอยดูแลป้อนน้ำป้อนยาเเก่เขาเพราะตอนนี้ตนเเทบไม่มีเเรงเสียด้วยซ้ำ เมื่อหมอประจำตระกูลมาตรวจอาการก็เเจ้งว่าเนื่องจากเขานั้นจมอยู่ในน้ำนานเกินไปธาตุหยินจึงเข้าแทรกจึงทำให้หลังจากนี้จำเป็ต้องรักษาความอบอุ่นอยู่เสมออีกทั้งร่างกายนี้จะอ่อนแอลงอย่างมากไม่สามารถทำอะไรได้ตามใจเหมือนเมื่อก่อนหนิงอ้ายได้ยินด้งนั้นจึงหันไปมองมารดาของตนที่ตอนนี้ใบหน้างดงามนั้นนิ่งสงบและยังฝากให้ลู่ซีดูเเลเขาต่อเพราะนางมีธุระที่ต้องไปจัดการ...