ตลาดนัดในตัวอำเภอคึกคักสมคำร่ำลือสินค้าละลานตามากกว่าตลาดนัดตามหมู่บ้านหลายเท่าตัวนัก
ในยุคสมัยนี้ตลาดนัดชนบทยังไม่มีร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปแต่ตลาดนัดในตัวอำเภอเริ่มมีให้เห็นบ้างแล้ว
ทว่าเสื้อผ้าเ่าั้ในสายตาของหูหลันเยวี่ยกลับดูเชยะเิ
หูหลันเยวี่ยชี้ไปยังผ้าหลากสีสันที่วางเรียงราย"ถิงถิง เลือกผ้าสักผืนสิ เดี๋ยวพี่จะเอาไปตัดชุดให้"
"พี่สาว หนูไม่เอาหรอก พี่เลือกให้ตัวเองดีกว่า" ถิงถิงพูดพลางดึงกระโปรงที่ตัวเองใส่อยู่เบาๆ
"ถ้าไม่เลือกเอง พี่เลือกให้นะ" ว่าแล้วหูหลันเยวี่ยก็เดินไปยังแผงขายผ้าแผงหนึ่ง
หูหลันเยวี่ยไม่เพียงแต่เลือกผ้าให้ถิงถิงเท่านั้นเธอยังเลือกผ้าอีกสองผืนเตรียมไว้ตัดเสื้อให้พ่อกับแม่ด้วย
ผ้าสามผืนนี้ยังใช้เงินธนบัตรสองใบนั้นไม่หมด
เมื่อเห็นร้านขายข้าวสารหูหลันเยวี่ยก็เดินเข้าไปซื้อข้าวสารห้าจินและข้าวฟ่างห้าจิน
สมัยนี้ข้าวยังราคาถูกจินละแค่เหมานิดๆ
แถวนี้กินอาหารที่ทำจากแป้งเป็หลักส่วนใหญ่มีแต่คนในเมืองเท่านั้นที่กินข้าวสาร คนขายข้าวสารจึงไม่ค่อยมีเท่าไหร่
หูหลันเยวี่ยรู้สึกว่าตัวเองมีกระเพาะอาหารแบบคนทางใต้ได้ยินมาว่าคนทางใต้กินข้าวเป็อาหารหลัก
ใช้ชีวิตมาสองชาติหูหลันเยวี่ยก็ยังชอบกินข้าว
ตอนอยู่บ้านพ่อแม่อุปถัมภ์เธอได้กินข้าวบ่อยเป็เื่ปกติ แต่พอกลับมาอยู่กับพ่อแม่แท้ๆหากไม่ได้มาในตัวอำเภอ ก็แทบจะไม่ได้เห็นข้าวสารเลย
ไม่ได้กินข้าวผัดไข่นานแล้วหูหลันเยวี่ยอยากกินมาก
ระหว่างทางที่เดินผ่านร้านขายขนมหูหลันเยวี่ยเห็นถิงถิงจ้องเขม็งไปยังแผงขายขนมถั่วเขียวและขนมเกลียวเธอจึงรีบหยุด
แวะซื้อขนมถั่วเขียวและขนมเกลียวอย่างละจิน
ถิงถิงรอไม่ไหวที่จะกลับบ้านไปกินแล้วเธอจึงกินขนมถั่วเขียวคำโต เคี้ยวขนมเกลียวคำใหญ่ในตลาดนัดที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน
หูหลันเยวี่ยกลืนน้ำลายลงคอแต่ไม่ได้แตะต้อง
เธอเองก็ชอบกินของหวานเหล่านี้มากแต่เพื่อแผนการลดน้ำหนัก เธอจึงต้องหักห้ามใจ
ถึงแม้จะไม่ได้ชั่งน้ำหนักแต่หูหลันเยวี่ยรู้สึกว่า่นี้ตัวเองผอมลงบ้างแล้ว
กินไม่ดีเท่าเมื่อก่อนแถมยังต้องปีนเขา ทำงานบ้านทุกวัน ผอมลงก็เป็เื่ปกติ
แต่ก็ยังผอมลงไม่มากเท่าไหร่หูหลันเยวี่ยจึงไม่กล้าปล่อยตัว
เมื่อเห็นว่ายังมีเงินเหลืออยู่หูหลันเยวี่ยก็ซื้อสบู่หอมอีกก้อน
เธอไม่ถนัดใช้สบู่ธรรมดาล้างหน้าจริงๆ
หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงสองพี่น้องก็ไปเจอกับหูฉางหมินที่จุดนัดพบตรงบริเวณพื้นที่ขายสมุนไพร
หูฉางหมินซื้อเนื้อและซื้อใบยาสูบมาจำนวนหนึ่ง เตรียมไว้มวนสูบเอง
"พ่อ ซื้อปลามาไหมคะ" หูหลันเยวี่ยถาม
หูฉางหมินตอบ"ไม่ได้ซื้อนะ เยวี่ยเยวี่ย ลูกกินปลาแล้วแพ้ไม่ใช่เหรอ"
หูหลันเยวี่ยมองหน้าบิดาอย่างเอือมระอา
"พ่อคะ พ่อไม่ค่อยสนใจแม่เลยนี่นาหนูได้ยินมาว่ากินปลาช่อนดีต่อคนท้องเพราะจะช่วยบำรุงน้ำนม ตอนนี้เรามีเงินแล้วไม่ควรซื้อของดีๆ ให้แม่กินหน่อยเหรอคะ"
หูฉางหมินถูกหูหลันเยวี่ยต่อว่าจนหน้าเจื่อน"เดี๋ยวพ่อไปซื้อให้ รอหน่อยนะ"
หูฉางหมินไม่ได้ไม่สนใจภรรยาเพียงแต่คิดไม่รอบคอบเท่านั้น
พอหูหลันเยวี่ยเตือนเขาก็รีบเดินไปยังบริเวณขายปลา
ตรงนั้นมีคนขายปลาช่อนอยู่จริงๆไม่นานหูฉางหมินก็ซื้อปลาช่อนกลับมาสองตัว
เลยเวลาอาหารเที่ยงมานานแล้ว
หูฉางหมินจึงพาหูหลันเยวี่ยและถิงถิงไปกินซาลาเปา
กินซาลาเปาเสร็จพวกเขาก็ไม่ได้รีบเดินทางต่อ แต่หาร่มไม้พักเหนื่อย
การเดินทางตอนกลางวันแสกๆทรมานเกินไป พวกเขาจึงรอให้อากาศเย็นลงอีกเล็กน้อย ค่อยเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน
สามพ่อลูกกลับถึงบ้านก็เกือบ่โพล้เพล้แล้ว
จ้าวหงเหมยรินน้ำให้สามีและลูกสาวดื่มพลางถามว่าขายของเป็อย่างไรบ้าง
ถิงถิงรีบตอบ"แม่ ขายได้เกือบเก้าสิบหยวนเลยค่ะแค่เหอโส่วอูต้นใหญ่สามต้นก็ขายได้ตั้งสามสิบกว่าหยวน ถ้าไม่ได้พี่สาวพวกเราคงโดนหลอกไปแล้ว"
ถิงถิงเล่าเื่การขายเหอโส่วอูให้จ้าวหงเหมยฟังอย่างละเอียด
จ้าวหงเหมยเอ่ยชมหูหลันเยวี่ยในทันที"เยวี่ยเยวี่ยของพวกเราเก่งจริงๆไม่นึกเลยว่าลูกจะรู้จักวิธีขายเหอโส่วอูด้วย ใครสอนลูกเหรอ?"
หูหลันเยวี่ยตอบ"แม่คะ หนูเรียนรู้จากหนังสือกับโทรทัศน์ค่ะรอให้เรามีเงินเมื่อไหร่ ค่อยซื้อโทรทัศน์สักเครื่องนอกจากจะดูเพื่อความบันเทิงแล้ว ยังได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นอีกเยอะเลยค่ะ"
พูดพลางหยิบผ้าที่ซื้อไว้สามผืนออกมาแล้วส่งผ้าลายดอกสีม่วงให้จ้าวหงเหมย "แม่คะผืนนี้พ่อฝากหนูเลือกให้แม่ค่ะ ตัดเสื้อใส่แล้วแม่ต้องสวยมากแน่ๆ เลยค่ะ"
หูฉางหมินกำลังจะอ้าปากพูดก็ถูกหูหลันเยวี่ยส่งสายตาปรามเสียก่อน
จ้าวหงเหมยพิจารณาผ้าในมือแล้วหันไปมองหน้าสามีที่กำลังยกแก้วดื่มน้ำ "คุณนี่ก็จริงๆเลย ฉันก็มีเสื้อผ้าใส่อยู่แล้ว จะเสียเงินเปล่าๆ ทำไม"
ถึงแม้ปากจะบ่นว่าสามีใช้เงินเปลืองแต่บนใบหน้าของจ้าวหงเหมยกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มยินดี
เมื่อเห็นภรรยายิ้มอย่างมีความสุขหูฉางหมินก็รู้สึกละอายใจ "หงเหมย จริงๆแล้วผ้าผืนนี้เยวี่ยเยวี่ยซื้อให้ต่างหาก ผม..."
หูฉางหมินไม่รู้จะพูดยังไงเขาบิดมือไปมาอย่างกระอักกระอ่วน "ลูกคนนี้เลือกผ้าให้พวกเราสามคนแต่ตัวเองไม่ได้ซื้ออะไรเลย"
จ้าวหงเหมยยิ้มบางๆ"ฉันรู้ค่ะว่าคุณคงไม่ได้คิดรอบคอบขนาดนั้น"
จากนั้นสายตาของจ้าวหงเหมยก็หันมามองหูหลันเยวี่ย"เยวี่ยเยวี่ย ไม่ได้บอกว่าจะซื้อให้ตัวเองเยอะๆ เหรอทำไมถึงซื้อให้แต่แม่ ให้พ่อ แล้วก็ให้ถิงถิงล่ะ"
หูหลันเยวี่ยตอบด้วยรอยยิ้ม"แม่คะ หนูไม่้าเสื้อผ้าใหม่จริงๆ ค่ะแม่คลอดน้องสาวคนเล็กมาเหนื่อย ควรจะได้รางวัลเป็เสื้อผ้าใหม่สักชุดส่วนเสื้อผ้าของพ่อส่วนใหญ่ก็ปะแล้วปะอีก ควรจะเปลี่ยนใหม่ได้แล้วและถิงถิงก็ควรจะได้เสื้อผ้าใหม่ใส่มากกว่าใครๆ เลยค่ะที่ผ่านมาน้องไม่ค่อยได้ใส่เสื้อผ้าใหม่เท่าไหร่หนูมีเสื้อผ้าใหม่ใส่อยู่หลายชุดแล้ว ไม่จำเป็ต้องซื้อเพิ่มแล้วค่ะ"
"เยวี่ยเยวี่ย ลูกต้องลำบากมากแน่ๆ ที่มาอยู่กับพวกเรา" จ้าวหงเหมยพูดพลางน้ำตาคลอเบ้า
หูหลันเยวี่ยรีบเดินเข้าไปสวมกอดจ้าวหงเหมยอย่างเอาใจ"หนูไม่ได้รู้สึกว่าลำบากเลยค่ะเพราะหนูรู้ว่าพ่อกับแม่รักและเอ็นดูหนูเท่าที่จะทำได้แล้วค่ะ"
หลังจากที่หูหลันเยวี่ยและถิงถิงออกไปแล้วหูฉางหมินก็มอบเงินที่เหลือทั้งหมดให้จ้าวหงเหมยเก็บไว้
หูฉางหมินเป็ผู้ชายที่ซื่อสัตย์อย่างแท้จริงเขาหาเงินมาได้เท่าไหร่ก็จะมอบให้ภรรยาเก็บไว้ทั้งหมด
เวลาออกไปข้างนอกต้องใช้เงินเท่าไหร่ก็จะขอจากภรรยาเท่านั้น
จ้าวหงเหมยเก็บเงินแล้วกระซิบกับสามี"ตอนนี้เราเอาเงินแปดสิบกว่าหยวนที่ติดค้างเยวี่ยเยวี่ยไว้ไปคืนลูกดีไหมแต่ว่าลูกคงไม่ยอมรับหรอก เราเอาเงินไปฝากไว้ให้ลูกน่าจะดีกว่า"
หูฉางหมินเห็นด้วยกับแผนการของภรรยา"อีกไม่กี่วันก็ไม่ต้องถอนหญ้าในไร่แล้ว ผมจะขึ้นเขาไปหาของป่าจะไม่ให้เยวี่ยเยวี่ยกับถิงถิงขึ้นเขาอีกแล้ว"
มื้อเย็นวันนี้จ้าวหงเหมยได้ซดน้ำแกงปลาช่อนสดใหม่
ส่วนหูหลันเยวี่ยและคนอื่นๆกินเนื้อตุ๋นมันฝรั่ง กับแตงกวาคลุก
อาหารหลักคือขนมปังอบที่ซื้อมาจากในตัวอำเภอ
ก่อนกินข้าวหูฉางหมินบอกกับถิงถิงว่า "ตักเนื้อตุ๋นมันฝรั่งไปให้ย่าด้วยแล้วเอาขนมปังอบที่เราซื้อไปให้ท่านชิมด้วยนะ"
ถึงแม้จะมีความไม่พอใจในตัวมารดาเกิดขึ้นมากมายแต่หูฉางหมินก็ยังรู้สึกว่าถ้าตัวเองกินของดีๆ แล้วไม่แบ่งให้แม่บ้างก็คงจะไม่ดีเท่าไหร่
ถิงถิงไม่เต็มใจแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งพ่อ
หูหลันเยวี่ยได้ยินว่าเนื้อตุ๋นมันฝรั่งที่ตัวเองทำอย่างยากลำบากจะต้องตักไปให้ย่ากินด้วยเธอก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาทันที
"พ่อคะ พวกเรากินกันเองก็แทบจะไม่พอแล้ว ถ้าต้องแบ่งออกไปอีกชามพวกเราจะยิ่งไม่พอกินนะคะ"
ถิงถิงรีบเห็นด้วย"ใช่ค่ะพ่อ กับข้าวพวกนี้พวกเรากินกันเองก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว"