“ข้า...”
หานซั่วอ้าปากจะพูด แต่ไม่ทันได้มีคำใดหลุดออกมา หมัดของเธอก็ต่อยเข้าที่ใบหน้าของเขาทันที พร้อมกับสาปแช่ง
“ไบรอัน เ้าคนสารเลว กล้าดีอย่างไรมาจูบข้า จูบแรกของข้าต้องมาถูกคนบ้าขโมยไปหรือนี่ บ้าจริง น่าขยะแขยงที่สุด ข้าจะฆ่าเ้า!”
หานซั่วหัวร้อน เขาเพิ่งจูบลิซ่าก็จริง มันเป็จูบแรกของเธอ ก็แล้วใครบอกเล่า ว่านั่นไม่ใช่จูบแรกของเขาเองเหมือนกัน?
สีหน้าของลิซ่าดูหวาดกลัว และเพราะอาการเจ็บที่บั้นท้าย หมัดแบบเด็กผู้หญิงของเธอจึงไม่มีความรุนแรงแม้แต่น้อย หานซั่วไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่รู้สึกจั๊กจี้เลยด้วยซ้ำ เขาจึงไม่ขัดขืน แต่กำลังครุ่นคิดอย่างบ้าคลั่งว่าจะหาทางจัดการไม่ให้ลิซ่าเอาเื่กับเขาเพราะเื่ครั้งนี้อย่างไรต่อไป
ลิซ่าดูเหนื่อยหลังจากต่อยเขาไปได้สักพัก ทว่าดวงตายังคงแดงก่ำและเบิกกว้าง ส่งสายตามุ่งร้ายไปที่หานซั่ว หลังจ้องมองเขาอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ลิซ่าก็นิ่วหน้าและพูดอย่างเ็าว่า
“ไบรอัน ข้าจะปล่อยเ้าไปก็ได้ ถ้าเ้ายอมบอกข้ามาอย่างหนึ่ง”
หานซั่วตะลึงไปชั่วขณะ และถามกลับด้วยสีหน้าซื่อๆ
“บอกอะไรงั้นหรือ?”
“ทำไม่นี้ความแข็งแกร่งของเ้าถึงได้เพิ่มขึ้นนัก? ก่อนหน้านี้เ้าไม่เคยหลบนักรบโครงกระดูกได้เลยสักครั้ง แต่ตอนนี้ ขนาดนักรบผีดิบยังไล่เ้าไม่ทัน แม้แต่เ้าบาคปัญญาอ่อนนั่นก็โดนเ้าเล่นงาน ออร่าต่อสู้ของคล็อดก็เพิ่งพุ่งใส่ตัวเ้าไปเมื่อเช้า ทำไมเ้าถึงไม่ตาย? ทั้งหมดนี้มันเป็เพราะอะไรกัน?”
ลิซ่าจ้องมองหานซั่วอย่างใกล้ชิดขณะสอบสวนเขา
แย่ละสิ หานซั่วคิดขณะใจหล่นวูบ ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นจริง ๆ จากการบ่มเพาะแก่นมนตรา ใครจะไปคิดว่าลิซ่าสังเกตเห็นไวขนาดนี้
เขาพิจารณาหาคำตอบอย่างรวดเร็ว และตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มแห้งๆ
“ข้า... ข้าก็ไม่รู้... ไม่นานมานี้ ข้าแค่กินของสองสามอย่างแล้วรู้สึกเหมือนแข็งแรงขึ้นก็เท่านั้นเอง”
ตาของลิซ่าเป็ประกายอย่างเห็นได้ชัดหลังหานซั่วพูดจบ และยื่นหน้าเขาไปใกล้หานซั่วอย่างสงสัยใคร่รู้ เธอจ้องมองเขาเขม็งและพูดว่า
“เ้ากินอะไร? ข้าจะไม่เอาเื่เ้าวันนี้ ตราบใดที่เ้ายอมบอกข้า”
“ใช้น้ำยาเร่งปฏิกิริยามนตราผสมกับหางกิ้งก่าและเขี้ยวหมาใน... แช่ไว้ในน้ำอุ่นหนึ่งวัน แล้วค่อยดื่ม มันช่วยทำให้แข็งแกร่งขึ้นได้นะ”
หานซั่วขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง อธิบายขั้นตอนเ่าั้ออกมาและยิ้มอย่างไม่ประสีประสา
ลิซ่ามีสีหน้าจริงจัง เพ่งความสนใจทั้งหมดไปที่คำพูดของหานซั่ว เธอทวนประโยคนั้นซ้ำและพึมพำกับตัวเอง
“เอ๊ะ? ของน่าขยะแขยงพวกนั้นจะมีผลก็ต่อเมื่อเอามาผสมกันงั้นหรือ?”
หานซั่วไม่ตอบ เอาแต่จ้องมองและส่งยิ้มโง่ ๆ ให้ลิซ่า
“ฮึ! วันนี้ข้าปล่อยเ้าไปก่อนก็ได้ แล้วค่อยมาตามตัวเ้ามาฝึกซ้อมเวทมนตร์อีกวันหลัง”
ลิซ่าคิดครู่หนึ่ง และประคองตัวเองให้ลุกขึ้นยืน
“โอ๊ย!”
เธอร้องอย่างโกรธเคือง
“บ้าจริง ไบรอัน เ้าเตะแรงชะมัดเลย ทำไมข้าถึงโชคร้ายตลอดเวลาเลยนะเวลาอยู่ใกล้ ๆ เ้า!?”
ลิซ่าออกจากห้องฝึกซ้อมไปพลางสาปแช่งอย่างบ้าคลั่ง มือข้างหนึ่งนวดบั้นท้ายไปด้วย ทันทีที่เธอจากไป หานซั่วก็รีบเดินตามออกไปอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครทันสังเกต
เย็นวันนั้น หานซั่วค่อย ๆ ย่องมาที่ที่ทิ้งขยะกลางดึก ทีแรก เขาพยายามใช้พลังจิตสั่งให้เ้าโครงกระดูกน้อยปรากฏตัวออกมา แต่ก็ยังสื่อถึงมันไม่ได้ เขาอดทนกับกลิ่นขยะเหม็นเน่าอย่างไม่เต็มใจ และคุ้ยกองขยะทั้งกอง จนกระทั่งเจอโครงกระดูกอยู่ด้านล่างสุดของกองขยะนั่น
เ้าโครงกระดูกน้อยถูกกองขยะห่มทับราวกับว่ามันกำลังนอนหลับอย่างไร้ซึ่งสัญญาณชีวิต เศษกระดูกเล็กน้อยกะเทาะแตกออกมาจากซี่โครงเพราะได้รับาเ็หนัก
ด้วยความผูกพันที่เขามีต่อโครงกระดูก หานซั่วจะไม่มีวันทอดทิ้งมัน เขาทั้งสงสารและรู้สึกผิดเมื่อเห็นสภาพของโครงกระดูก ที่มันเป็แบบนี้ก็เพราะมันรับคำสั่งจากเขาที่ให้ไปแก้แค้นลิซ่า
“คล็อดเอ๋ย คล็อด รอก่อนเถอะ สักวันหนึ่งข้าจะแก้แค้นเ้าแน่!”
เขาอุ้มโครงกระดูกขึ้นมาโอบประคองไว้ และค่อย ๆ ย่องกลับไปที่โรงเก็บของอีกครั้งภายใต้ความมืดมิดของรัตติกาล กระดูกซี่โครงที่สั่นคลอนของมันกระทบกันไปมาขณะวิ่ง ซึ่งบีบหัวใจของเขาอีกครั้ง
หานซั่วค่อย ๆ ปิดประตูเมื่อพวกเขากลับมาถึงโรงเก็บของ หยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะวางเ้าโครงกระดูกน้อยลงในถังไม้ใบใหญ่อีกครั้ง รื้อกองขยะจนพบเศษกระดูกแตก 7 ชิ้น ก่อนจะใส่ทั้งหมดลงไปในถัง เขาโคจรแก่นมนตราลงไป และพยายามสร้าง ‘วังวนพินิจมนตราหยิน’ โดยตั้งใจจะแก้ไขร่างกายของโครงกระดูกด้วยวิธีซ่อมแซม 'ขุมพลังปีศาจ'
ต่างกับความอ่อนแอเมื่อครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง ครั้งนี้หานซั่วรู้สึกดีขึ้น แม้จะโคจรแก่นมนตราเข้าไปในถัง ดูเหมือนว่าแก่นมนตราจะเพิ่มขึ้นมากทีเดียวหลังจากกำจัดออร่าต่อสู้ของคล็อดไปได้ หานซั่วจึงเริ่มเข้าใจความเป็เหตุเป็ผลนี้มากขึ้นอีกข้อ
เมื่อคลายกังวลเื่โครงกระดูกแล้ว เขาก็หยิบ 'ตำราเวทมนตร์ขั้นพื้นฐาน' ออกมาจากใต้เตียง ่นี้เขาจะศึกษาตำรากลางดึกแบบนี้ทุกวันไม่ขาด แม้เสียงฟ้าผ่าหรือฟ้าร้องก็ไม่อาจทำให้เขาละสายตาจากตำราไปได้
แม้นี่จะเป็เพียงตำราพื้นฐาน และไม่มีคาถาเวทมนตร์ใด ๆ ของศาสตร์แห่งความตายอยู่เลย ตำราเล่มนี้ก็ซับซ้อนเกินไปสำหรับผู้ใช้เวทมือใหม่อย่างหานซั่วอยู่ดี
คืนนี้ เขาอ่าน 'ตำราเวทมนตร์ขั้นพื้นฐาน' คู่กับ 'พจนานุกรมคำศัพท์เวทมนตร์' ค่อย ๆ จมลงสู่เนื้อหาในตำราทีละน้อย ๆ อย่างไรก็ตาม แม้มี 'พจนานุกรมคำศัพท์เวทมนตร์' คอยช่วย แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจคำศัพท์เฉพาะทางในเล่มหลายคำ
เขาถอนหายใจยาว และถือหนังสือทั้งสองเล่มไว้ในมือ พลางคิดกับตัวเองว่า เขาเพิ่งเริ่มทำความเข้าใจเกี่ยวกับเวทมนตร์มาได้เพียงสิบกว่าวัน หากเขาสามารถเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างในตำราพวกนี้ได้ ก็ไม่มีความหมายอะไรที่จะอยู่ในวิทยาลัยเวทมนตร์และศาสตร์แห่งพลังบาบิโลนต่อไปอีก หลังคิดไปได้ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจว่าจะใช้ประโยชน์จากตำแหน่งของเขาในตอนนี้ แอบฟังห้องเรียนศาสตร์แห่งความตายตอนที่กำลังมีการเรียนการสอน
หานซั่วรวมพลังสมาธิฝึกฌานหลังจากสงบใจและปล่อยจิตให้ว่างแล้ว เขาอยากใช้ทุกขณะของเวลาว่างที่มีให้เกิดประโยชน์ที่สุด เพื่อฝึกฌานและเพิ่มพลังจิตให้มากขึ้น ก่อนที่เขาจะรู้ตัว เขาก็ฝึกฌานได้เป็อย่างดีจนหลับสนิทด้วยใจที่สงบ
หานซั่วััได้ถึงพลังชีวิตเต็มเปี่ยมหลังจากตื่นขึ้นในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ราวกับว่าร่างกายของเขามีพลังงานมากมายไร้ที่สิ้นสุด เ้าโครงกระดูกน้อยในถังไม้ใบใหญ่ข้างเตียงยังแน่นิ่งไร้สัญญาณชีวิตเหมือนเดิม แต่มีน้ำวนเล็ก ๆ เจ็ดวง หมุนวนอยู่ข้าง ๆ เศษกระดูกทั้งเจ็ดชิ้น เกิดเป็แสงสีดำจาง ๆ ไหลเวียนอยู่ในน้ำ
เมื่อเพ่งพิจารณาใกล้ ๆ ด้วยวิธีใดมิอาจทราบ กระดูกซี่โครงที่แตกออกได้ผสานตัวเองขึ้นใหม่ ในดวงตากลวงโบ๋ของมันเหมือนจะมีแสงสีดำส่องประกายอยู่ภายในดูน่าขนลุก
หานซั่วพยายามสื่อสารกับโครงกระดูกโดยใช้แก่นมนตรา และััได้ทันทีว่าโครงกระดูกดูจะดีอกดีใจที่ได้มีชีวิตใหม่ หานซั่วซึ่งรู้สึกเช่นเดียวกันก็ยิ้มเล็กน้อยและพูดกับตัวเอง
“เฮ่อ เ้าโครงกระดูกน้อย โชคดีจริงที่เ้ามาเจอข้า ข้าสามารถช่วยฟื้นฟูให้เ้าได้ตลอด ตราบใดที่ข้ามีแก่นมนตราเพียงพอ ผลก็คือเ้าจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ไม่นานนี้แหละ คล็อดจะได้รู้ว่าเขาต้องเจอกับอะไร”
ขณะที่ปล่อยให้โครงกระดูกค่อย ๆ ซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองอยู่ในถังไม้ต่อไป หานซั่วก็ลุกขึ้นและเอาขยะของเมื่อวานไปทิ้ง และเมื่อเขาล้างหน้าด้วยน้ำที่เย็นะเืเหมือนน้ำแข็งแล้ว เขาก็ไปทำความสะอาดรูปสลักทุกชิ้นอย่างกระฉับกระเฉง ก่อนจะรีบวิ่งอย่างร่าเริงไปยังห้องเรียนสาขาศาสตร์แห่งความตายพร้อมกับไม้กวาดในมือ
“...ในการที่จะปลดปล่อยเวทมนตร์ได้อย่างสมบูรณ์นั้น ทั้งการร่ายเวทและหัตถ์มนตราคือหัวใจสำคัญ ถ้าคาถาผิด หรือท่าทางการร่ายเวทผิด เ้าก็จะไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ เวทมนตร์คือพลังอำนาจที่ลึกลับ เป็ศาสตร์ของการหยิบยืมพลังของธาตุต่าง ๆ ที่มีอยู่บนโลกผ่านการใช้พลังจิต ร่วมกับเวทมนตร์คาถาที่สลับซับซ้อน จนกระทั่งพลังเวทมนตร์พบเป้าหมายผ่านทางหัตถ์มนตรา...”
นักเรียนศาสตร์แห่งความตายมีทั้งพวกที่ตั้งอกตั้งใจเรียนและพวกที่นั่งหมดอาลัยตายอยากขณะฟังอาจารย์จีนสอน หานซั่วพยายามเงี่ยหูฟังอย่างสุดความสามารถ ขณะกวาดไม้กวาดในมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ
จีน เป็นักเวทระดับสูงของศาสตร์แห่งความตายเหมือนแฟนนี่ และเป็อาจารย์สอนที่สาขานี้เช่นกัน แต่จีนจะสอนความรู้เบื้องต้นและพื้นฐานเวทมนตร์ ดูแลและคอยช่วยเหลือเวลานักเรียนเจอโจทย์ยาก ๆ ส่วนแฟนนี่จะสอนเสริมเกี่ยวกับการใช้เวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตายในการต่อสู้ และกำกับดูแลนักเรียนในการทำการทดลองเวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตาย
สำหรับการเรียนของสาขาอื่น ๆ ในวิทยาลัย ไม่เพียงแต่มีนักเวทระดับสูงเป็อาจารย์สอนหลายคน อีกทั้งยังมีองค์ความรู้มากมาย พลังเวทมนตร์ที่ทรงพลัง และจอมเวทที่เก่งกาจเป็จุดแข็ง เพราะนักเรียนของสาขาศาสตร์แห่งความตายมีจำนวนน้อย จีนและแฟนนี่จึงเป็อาจารย์เพียงสองคนของสาขานี้ เพราะเหตุผลแรกที่ว่าไม่ควรสิ้นเปลืองทรัพยากรมากมายในการสอนสาขาเล็ก ๆ อย่างศาสตร์แห่งความตาย และเหตุผลที่สอง เป็เพราะศาสตร์แห่งความตายไม่ใช่สาขาที่ได้รับความนิยมอีกแล้ว จึงเป็ผลให้ต้องลดจำนวนอาจารย์ลงด้วยเช่นกัน
ที่วิทยาลัยเวทมนตร์และศาสตร์แห่งพลังบาบิโลน นักเรียนสามารถจบการศึกษาได้ตราบใดที่ผ่านการทดสอบเวทมนตร์อันหนักหน่วง แน่นอนว่า หากนักเรียน้าเรียนที่วิทยาลัยไปเรื่อย ๆ พวกเขาก็สามารถอยู่และเรียนในรั้ววิทยาลัยต่อไปได้อย่างอิสระเช่นกัน สาขาเวทมนตร์อื่นจะแบ่งชั้นเรียนเป็สามระดับ ได้แก่ชั้นเรียนสำหรับนักเวทฝึกหัด นักเวทระดับต้น และนักเวทระดับกลาง แต่เพราะสาขาศาสตร์แห่งความตายมีนักเรียนน้อยมาก ชั้นเรียนจึงถูกยุบรวมเหลือเพียงห้องเรียนเดียว
ตอนนั้นเอง หานซั่วกำลังตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้าขณะศีรษะของเขาก้มต่ำ แม้เป็่เวลาไม่นาน แต่ในที่สุดหานซั่วก็สามารถเข้าใจทฤษฎีบางอย่างที่เคยทำให้เขาสับสนมาตลอดอย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะคำสอนของจีน น้ำเสียงราบเรียบและมืดมนของเขาเปรียบเสมือนบทเพลงขับกล่อมของเหล่านางฟ้าสำหรับหานซั่ว ทำให้เขาหลงงมงายอยู่ในนั้น
พลั่ก!
เสียงดังขึ้นเมื่อนักเรียนคนหนึ่งในชุดคลุมนักเวท อยู่ดี ๆ ก็ล้มลงตรงหน้าหานซั่ว บั้นท้ายของเขาสูงโด่ง ในขณะที่เอาหน้าทิ่มลงไปบนพื้นหินอ่อนสีขาวอย่างแรง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปขณะพยายามยันตัวเองขึ้น หันไปจ้องเขม็งใส่หานซั่วและพูดอย่างโกรธเคือง
“ไบรอัน เ้ากล้าดีอย่างไรเอาไม้กวาดมาขัดขาข้า!”
“เอ๋... ข้าแค่กวาดพื้นอยู่เฉย ๆ เองนะ”
หานซั่วตอบกลับด้วยความใ เสียงยิ่งแหลมสูงเมื่อเขาเห็นว่าคนคนนั้นคือฟิทช์
ฟิทช์เป็เด็กหนุ่มสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบหกเิเ และมีผมสีฟ้าอ่อน รูปร่างผอมแต่สวมเสื้อคลุมนักเวทตัวหลวมโคร่ง ทำให้เขาดูเหมือนแท่งไม้ที่ถูกห่อเป็มัด เขาเป็นักเวทระดับกลางของสาขาศาสตร์แห่งความตาย และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะผ่านการทดสอบและได้รับเลื่อนขั้นเป็นักเวทระดับสูง แต่โชคไม่ดี เพราะเขาสอบตกมาแล้วหลายครั้ง ลือกันว่าเขาเพิ่งไปรับการทดสอบเมื่อหลายวันก่อนและเพิ่งกลับมา
หานซั่วหลงใหลในเนื้อหาการสอนของจีนเื่พื้นฐานเวทมนตร์ จึงไม่ได้ใส่ใจไม้กวาดในมือ ฟิทช์จึงสะดุดล้มลงอย่างไม่ต้องสงสัย
“เอ๋? ฟิทช์กลับมาแล้ว หึหึหึ สอบตกอีกแล้วล่ะสิ? เ้าคงต้องพยายามให้หนักกว่านี้ถ้าอยากเป็นักเวทระดับสูง ขอต้อนรับการกลับมา เมื่อกี้ไบรอันคงไม่ได้ตั้งใจหรอก อย่าไปสนใจเขาเลย”
จีนหัวเราะเบา ๆ จากในห้องเรียน พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงกวนประสาท
ทว่าหานซั่วกลับไม่รู้สึกสำนึกในบุญคุณที่จีนช่วยออกหน้าแทน แต่กลับสาปแช่งที่มายุ่งไม่เข้าเื่
ฟิทช์ซึ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้รุนแรงอะไรนัก แม้จะสอบตกจากการเลื่อนขั้นนักเวทระดับสูงกลับมานับครั้งไม่ถ้วน เขาก็ยังคงทำการทดลองอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยด้วยใจรักในศาสตร์แห่งความตาย ฟิทช์เป็หัวหน้ากลุ่มของบาคและอีกไม่กี่คน แต่ไม่ได้ชอบหาเื่ไบรอันหรือเด็กรับใช้คนอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ทั้งฟิทช์และจีนต่างแอบชอบแฟนนี่เหมือนกันทั้งคู่ ฟิทช์ถึงได้พยายามอย่างหนักในการพยายามเลื่อนขั้นเป็นักเวทระดับสูงให้ได้ตามที่แฟนนี่เคยพูดกับเขาก่อนหน้านี้
“ข้าจะพิจารณาเ้าก็ต่อเมื่อเ้าเลื่อนขั้นเป็นักเวทระดับสูงได้เท่านั้น”
ด้วยเหตุผลนี้เอง ที่อาจารย์และนักเรียนคู่นี้ไม่เคยชอบขี้หน้ากันเลย แม้คำพูดของจีนจะทำให้หานซั่วรอดพ้นจากการแก้แค้นอีกครั้งหนึ่งมาได้ แต่เมื่อจีนพูดออกมา กลับก่อให้เกิดผลที่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
*************************