“เ้าดูซูบลงไปเยอะนะ”
ตอนนี้ภายในห้องอันงามวิจิตรตระการตา คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นยาขมเข้มเจือจางอยู่ในห้องนอนฮูหยินเฉิงกั๋วกงนั่งหันข้างอยู่บนเตียงมองไปยังสตรีงดงามยิ้มอย่างลำบากขณะดื่มยาพิงอยู่ตรงหัวเตียง
คนป่วยซีดเซียวขึ้นหลายส่วนมือทั้งคู่ผอมและบอบบางจนมองเห็นถึงกระดูก ไม่ถึงหนึ่งคืนดีด้วยซ้ำฮูหยินจงจิ้งโหวหลี่ซื่อกลับต้องมาพบเจอความลำบากมากถึงเพียงนี้
ตอนนี้นางประคองถ้วยยาสีขาวราวหิมะ มองสีดำข้นคลักของน้ำยาขดตัวกันอยู่ข้างใน
“ยาดีย่อมขม เ้าดื่มเร็วหน่อยถึงจะดี” อย่าได้มองว่าฮูหยินเฉิงกั๋วกงเมื่ออยู่กับซ่งิหลานมักใช้แต่ความแข็งแกร่งกว่าเข้าข่มทว่าเมื่ออยู่กับฮูหยินจงจิ้งโหวกลับเงอะงะเซ่อซ่า อย่างไรก็ตามเมื่ออยู่ต่อหน้ากับหลี่ซื่อพลันอ่อนโยนขึ้นหลายส่วนดูเหมือนความสนิทสนมทั้งหมดนั้นล้วนมอบให้แก่หลี่ซื่อ มองเพียงผ่านๆคล้ายความลึกล้ำและสนิทสนมปรองดองของสะใภ้และอาหญิงนางยกมือขึ้นก็โมโหหนึ่งคำ กระแทกชามยา น้ำยาดำขลับก็กลิ้งเข้าไปในปากของหลี่ซื่อพูดอย่างหมดความอดทนว่า “อีกคำดื่มอีกคำขมอย่างนี้เ้าต้องดื่มไปถึงเมื่อไหร่? มิสู้เ้ากลั้นใจดื่มเถอะทนเอาครู่เดียวเท่านั้น!”
หลี่ซื่อถูกยาที่อยู่ในปากชามนั้นทำให้ตาคว่ำตาขาว
เสียงไออู้อี้ของนางดังลอดออกมารู้เพียงว่าหากไม่ได้ป่วยตาย ก็คงถูกยาชามนี้ของฮูหยินเฉิงกั๋วกงทำให้สำลักตาย
“ขมเกินไปแล้ว” หากเปลี่ยนเป็สาวใช้กล้าทำอย่างนี้หลี่คงได้ตบหน้าฉาดใหญ่เข้าให้แล้วทว่าเบื้องหน้าคือฮูหยินเฉิงกั๋วกงซึ่งเต็มไปด้วยความเป็ห่วงเป็ใยนางฝืนหัวเราะออกมาคำหนึ่ง
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงย่อมไม่ใช่สตรีธรรมดานางจะกล้าทำอะไรลงไปหรือ ไม่ต้องพูดถึงผู้อื่นเพียงแค่ฮูหยินผู้เฒ่าก็คงไม่ปล่อยนางไปแล้ว
ถึงแม้ไม่ชอบนิสัยเผด็จการของฮูหยินเฉิงกั๋วกงทว่าหลี่ซื่อเป็คนฉลาดเฉลียวผู้หนึ่ง ไม่แสดงสีหน้า เพียงยิ้มให้ฮูหยินเฉิงกั๋วกง
นางเงอะงะงุ่นง่านรีบนำจานผลไม้เชื่อมสีแดงสดดังดอกกุหลาบจากข้างๆวางไว้ในปากให้อมเล่น เพิ่งจะรู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตกลับคืนมาก็ตอนนี้
“ล้วนเป็เพราะคุณหนูสามนั่น!” เห็นทั่วทั้งร่างอันอิดโรยของหลี่ซื่อสั่นสะท้านอย่างนั้นฮูหยินเฉิงกั๋วกงย่อมคิดไม่ถึงว่าที่จริงเป็เพราะความชั่วร้ายที่นางก่อขึ้นยังคงพยายามให้ซ่งิหลานแบกหม้อดำสุดชีวิต พูดแฝงความเกลียดชังว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าถูกนางทำให้ลุ่มหลงกุมหัวใจไว้ได้แล้ว เปิดปากออกปิดปากเข้าล้วนแต่ปกป้องนางแม้นางอกตัญญูต่อผู้าุโกว่าก็ไม่สนใจ ข้ามองไม่ออกสักนิดว่านางมีดีอะไร”
นางเคยได้ดั่งใจจนเคยชินถึงแม้เฉิงกั๋วกงปฏิบัติต่อนางแย่กว่าเมื่อก่อน ทั้งยังมีสตรีอื่นรายล้อม แต่อาศัยว่าตัวเองมาจากจวนจงจิ้งโหวเฉิงกั๋วกงก็ยังคงให้ความสำคัญต่อนางอยู่บ้างเมื่ออยู่ต่อหน้า
ด้วยเหตุนี้นิสัยของฮูหยินเฉิงกั๋วกงจึงเปิดเผยตรงไปตรงมาแค่นหัวเราะเสียงเย็นหนึ่งครั้ง ผลักหลี่ซื่อพูดอย่างไม่ยินดีว่า “หากเ้าไม่รีบรักษาร่างกายให้ดีขึ้นในเร็ววัน กลับไปคราวนี้นางคงจะเหยียบหัวเ้าไปแล้ว”
หลี่ซื่อเกือบจะถูกผลักจนชนเสาเตียงทองคำด้านข้างแล้ว
ถึงแม้ตอนนี้นางเกลียดที่ไม่สามารถจับฮูหยินเฉิงกั๋วกงกดเข้าไปในเตียงได้ทว่าใบหน้ากลับปรากฏร่องรอยความอ่อนแอและรอยยิ้มที่ขลาดเขลา พูดเสียงอ่อนเบาว่า “คุณหนูสามเป็สายเืที่พี่สาวคนก่อนเหลือไว้ แม้ทำไม่ดีกับข้าอีกข้าก็ควรต้องยอมรับ ใครให้ตอนนั้นข้ากับนายท่านโหว...” กระบอกตานางแดงเรื่อแล้วจับปกเสื้อสีขาวราวหิมะของตัวเองซ่อนน้ำตาพูดกับฮูหยินเฉิงกั๋วกงว่า “ตอนนั้น ข้ากับนายท่านโหวบังคับใจตัวเองไม่ได้จริงๆไม่ได้มีเจตนาทำร้ายพี่สาวจริงๆนะ! แต่ว่า แต่ว่าเ้าก็รู้ เดิมทีข้าไม่เคยคิดจะอยู่กับนายท่านโหวตลอดไปแต่ว่าชะตาชีวิตของพี่สาวกลับไม่มีแล้ว นายท่านโหวจึง...”
นางน่าสงสารนักปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาจากใบหน้าที่เห็นเพียงด้านเพียงพูดเสียงต่ำเบาว่า “ก็เพราะเื่นี้ ไม่ว่าคุณหนูสามพูดอะไร พวกเราสองแม่ลูกล้วนไม่อาจคิดเล็กคิดน้อยกับนาง”
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงตื้นตันใจจนน้ำตาคลอ
“เ้าผิดอะไร? ยังต้องมาน้ำตาไหลพรากอย่างนี้เกลียดที่ไม่ได้พบกันก่อนแต่ง เ้ากับพี่ใหญ่จึงเป็ความรู้สึกรักมั่นต่อกันแท้จริงหากตอนนั้นพี่ใหญ่ยังไม่แต่งฮูหยิน ยังจะมีสตรีผู้นั้นอะไรนั่นอีกหรือ! ”
ที่จริงนางพอจะรู้เื่หลี่ซื่อและจงจิ้งโหวในตอนนั้นว่าเริ่มต้นด้วยความมิชอบทว่าเท่าที่นางดู นี่ล้วนไม่นับว่าหนักหนาอะไร
เทียบกับมารดาผู้อยู่ในกรอบประเพณีของซ่งิหลานฮูหยินเฉิงกั๋วกงชอบสตรีที่นอบน้อมผู้อยู่ตรงหน้านาง ตลอดมาล้วนแต่เชื่อฟังและคล้อยตามนางอย่างหลี่ซื่อมากกว่า
ด้วยเหตุนี้นางคิดแล้วก็เบ้ปากพูดออกไปว่า “ยายเด็กนี่สวดมนต์อ่านคัมภีร์อยู่ไม่กี่ปีล้วนสติวิปลาสไปแล้ว พวกเราไม่จำเป็ต้องไปคิดเล็กคิดน้อยกับนางเพียงแต่นางแม้ว่ากิริยายโสอวดดี ทว่าเกิดมารูปงามไม่น้อย”
ซ่งิหลานงดงามไร้ผู้เปรียบเปรยเช่นนั้นในสายตาของฮูหยินเฉิงกั๋วกงไม่ต่างอะไรกับนางจิ้งจอกนางแค่นหัวเราะออกมาหนึ่งคำก่อนจะรีบบ่นกับหลี่ซื่อว่า “คุณชายใหญ่คงถูกนางทำให้ลุ่มหลงแล้วเป็แน่ เห็นนางเดินออกไป ก็ยังพยายามจะเดินตามนางไปด้วย!ข้ายังได้ยินเขาเรียกนางคุณหนูสามด้วยล่ะ!”นางไม่ชอบซ่งิหลาน ตอนนี้จึงกระซิบว่า “หากไม่ใช่ว่าหลายปีมานี้ข้าบังคับเขาอยู่ในเมืองหลวงและพูดกับเขาว่าหากกล้าไปพบนังปีศาจนั่นข้าจะส่งนางไปยังหุบเขาที่แห้งแล้งขาดแคลนเขาคงจะตามไปอยู่กับนางไม่กลับมาแล้ว”
ซ่งิหลานเพิ่งจะถูกส่งออกไปฟางจิ้งซูในวัยเยาว์ก็อ้อนวอน้าไปคุกเข่าสวดมนต์ เพียงแต่ตอนนั้นฟางจิ้งซูยังเด็กนักฮูหยินเฉิงกั๋วกงจึงบังคับเขาได้โดยไม่ก่อเื่วุ่นวายใดๆ
อย่างไรก็ตามฟางจิ้งซูค่อยๆเติบโตขึ้นตอนที่โตขึ้นเป็ชายหนุ่มหล่อเหลาคมคายนั้น ก็รีบร้อน้าออกจากเมืองหลวงไปตามหาซ่งิหลาน
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงไหนเลยจะยอมรับเื่นี้ได้ตอนนั้นกล่าวคำขาด พูดเพียงว่าหากฟางจิ้งซูไปพบซ่งิหลานก็จะทำให้ที่อยู่ของซ่งิหลานในตอนนั้นไม่อาจอยู่ต่อไปได้อีกในทันที
บุตรชายถูกข่มขู่เอาไว้อยู่ในเมืองหลวงไม่ได้ออกไปไหน ทว่าทุกๆวันมักจะก่อเื่วุ่นวายเล็กๆน้อยๆทำให้ฮูหยินเฉิงกั๋วกงไม่พอใจอยู่เสมอ
ซ่งิหลานในใจนางไม่เพียงแต่เป็นางจิ้งจอกทว่ายังเป็นางจิ้งจอกพันปีที่มีเก้าหางด้วยซ้ำ!
“คุณชายใหญ่คงจะคิดถึงน้องสาว” หลี่ซื่อฟังคำบ่นของฮูหยินเฉิงกั๋วกงใบหน้าพลันชะงักงัน
นางกลบเกลื่อนสีหน้าผิดปกติฝืนใจยิ้มพูดไกล่เกลี่ยว่า “เพียงความหลงใหลในความงามเมื่อวัยเยาว์คุณหนูสามเกิดมาแน่นอนว่าหาผู้ประชันความงามด้วยได้ยากข้าเห็นแล้วยังใจสั่นหวั่นไหวไม่สามารถถอนตัวได้ ประสาอะไรกับคุณชายใหญ่ล่ะ?”
นางแอบซ่อนแผนการในใจเอาไว้ในคำพูด
ฟางจิ้งซูเป็บุตรชายเพียงคนเดียวของฮูหยินเฉิงกั๋วกงเป็ที่พึ่งและความหวังของนางในภายหน้า ฮูหยินเฉิงกั๋วกงย่อมต้องไม่ยินยอมให้บุตรชายของตัวเองหลงใหลหญิงสาวสักคนหนึ่งโดยไม่อาจถอนตัวได้อย่างเด็ดขาดไม่ใช่หรือ?
จริงดังที่คาดไว้ฟังคำพูดของนางแล้ว ใบหน้าของฮูหยินเฉิงกั๋วกงปรากฏความไม่พึงพอใจ “เพียงแต่ว่าหน้าตาพอดูได้เสียหน่อย เห็นนางกลั่นแกล้งผู้อื่นย่อมทำให้ผู้อื่นเอือมระอาเต็มทน ให้ข้าพูด ยังห่างไกลคุณหนูสี่มากนัก”
“เ้าเป็อาหญิงของคุณหนูสี่ ย่อมมองว่านางดีอยู่แล้วเพียงแต่นางไหนเลยจะดีอย่างที่เ้าพูดกันล่ะ?” หลี่ซื่อเห็นฮูหยินเฉิงกั๋วกงชื่นชมซ่งิเยว่บุตรสาวในห้องหอของตัวเองใบหน้าชื่นมื่น ดูเหมือนกระทั่งความเจ็บป่วยล้วนลืมสิ้นไปหมดแล้ว พูดอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวว่า“ให้นางได้ยินเข้า คงจะภูมิใจมิใช่น้อยข้าเห็นว่าบ่อยครั้งที่นางพบเ้าดูสนิทสนมมากกว่าพบข้าเสียอีกคล้ายกับพวกเ้าต่างหากที่เป็แม่ลูกกัน ทุกๆวันคำพูดติดปากมีแต่อาหญิงดีอย่างโน่นอาหญิงดีอย่างนี้พูดไม่ได้หยุดปากที่แท้ใจสื่อถึงกันนี่เอง เพียงแต่จะให้ข้าไปอยู่ที่ไหนเสียล่ะ?” นางแกล้งทำเป็อิจฉา ทำให้ฮูหยินเฉิงกั๋วกงผู้หยิ่งทะนงยกคิ้วขึ้นมอง
“สำหรับเ้าในใจของคุณหนูสี่ย่อมด้อยกว่าข้าอยู่บ้างข้ารักเอ็นดูคุณหนูสี่ปานนั้น ไม่มากกว่าเ้าหรอกหรือ?”
นางฐานะสูงส่งยังเป็ฮูหยินกั๋วกง ย่อมคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าหลี่ซื่ออยู่หน่อยด้วยเหตุนี้คำพูดและการกระทำแต่ละอย่างจึงดูสูงส่ง หยิ่งยโสไร้มารยาท
หลี่ซื่อแม้ว่ามีใจ้าให้ก้นบึ้งหัวใจนางรับรู้ว่าซ่งิเยว่สนิทสนมกับนางมากทว่าได้ยินอย่างนี้แล้ว ก็รู้สึกเ็ปในใจเต็มกลืน
นางเอาแต่ยิ้มสักพักไอออกมาสองครั้ง ยังดีที่ไม่ได้พ่นเืหัวใจออกมาด้วย
อยู่กับคนพูดจาซี้ซั้วคงได้อายุสั้นขึ้นไปอีกสิบปี
“เ้าพูดมาก็ถูก” นางโอนอ่อนผ่อนตามแอบกัดฟันพูดออกไป
ตอนนั้นผมยาวดำขลับย้อยลงมาเบื้องหน้านางสายตาของนางมองอย่างเศร้าโศกไปยังท่ามกลางผมดำขลับที่มีสีขาวแทรกแซมอยู่
ผมขาวเหล่านี้จะต้องเป็เพราะความกระทบกระเทือนจากคำพูดของฮูหยินเฉิงกั๋วกงแน่นอน!
“แต่ว่า ชีวิตภายหน้าของคุณหนูสี่ เ้าวางแผนเอาไว้หรือยัง?” ฮูหยินเฉิงกั๋วกงคิดไม่ถึงว่าตอนนี้หลี่ซื่อมีเื่กลัดกลุ้มใจยังคงผลักบ่าของนางแววตาทั้งคู่ส่องประกายถามว่า “คุณหนูสี่กำลังอยู่ในวัยแรกแย้มทั้งยังงดงามประทับใจผู้อื่น ฐานะบุตรสาวฮูหยินใหญ่เองก็สูงส่งพอควรเ้าไม่ได้คิดถึงอนาคตภายหน้าของนางไว้บ้างหรือ?” หลี่ซื่อเงยหน้าขึ้นอย่างแปลกใจนางก็ยิ้มและพูดว่า “กุ้ยเฟยมีองค์ชายห้าไม่ใช่ว่าจะมีสมรสพระราชทานแล้วหรือ?องค์ชายห้าท่วงท่าสง่างาม หล่อเหลาคมคายดั่งหยกเนื้อดี ลักษณะอย่างนี้หากว่าแต่งให้เขา จะไม่ได้โชคชิ้นใหญ่หรอกหรือ? ”
“องค์ชายห้า?”
องค์ชายห้าที่ออกจากปากฮูหยินเฉิงกั๋วกงก็คือกานหยวนตี้ฮ่องเต้รักลึกซึ้งหลี่กุ้ยเฟยจนมีองค์ชายห้าเซียวชิงหง
หลี่ซื่อและหลี่กุ้ยเฟยเป็พี่น้องกันเข้าวังไปคารวะหลี่กุ้ยเฟยประจำ ย่อมต้องคุ้นเคยกับองค์ชายห้าผู้นี้เป็ธรรมดา
องค์ชายห้าฐานะสูงส่งทั้งยังหล่อเหลาคมคายไร้ผู้เปรียบเปรย เป็บัณฑิตมากความสามารถย่อมดีมากเป็ธรรมดา
ทว่าสายตาของหลี่ซื่อกลับอยู่ที่ฮูหยินเฉิงกั๋วกงผู้เฝ้าคอยอย่างกระตือรือร้น
นางไม่เคยคิดจะให้ซ่งิเยว่บุตรสาวของตัวเองแต่งให้แก่องค์ชายห้า
ไม่ใช่ไม่เห็นองค์ชายห้าอยู่ในสายตาทว่าหลายปีที่นางนอนคิดพลิกตัวไปมา ก็รู้สึกว่า ซ่งิเยว่แม้ว่างดงามทว่ากลับไม่นำพาต่อความชอบขององค์ชายห้านัก มิสู้แต่งให้ฟางจิ้งซูเป็ฮูหยินกั๋วกง
ทว่าตำแหน่งพระชายาขององค์ชายห้าสามารถเหลือไว้ให้บุตรสาวอีกคนหนึ่งของนางซ่งิหวานแม้ซ่งิหวานอายุน้อยไปสักหน่อย ทว่ากลับทำให้ผู้อื่นมีชีวิตชีวากับองค์ชายห้าก็สนิทสนมมากกว่าหน่อย
คนหนึ่งเป็ฮูหยินกั๋วกงคนหนึ่งเป็พระชายา บางทีภายหน้าอาจจะไปไกลขึ้นอีกก้าว...หลี่ซื่อคิดแล้วก็รู้สึกว่า ฝันก็สามารถยิ้มได้*
นางวางแผนการในใจทว่าไม่สามารถพูดกับฮูหยินเฉิงกั๋วกงได้ตอนนี้เห็นฮูหยินเฉิงกั๋วกงมองมาที่ตัวเองด้วยสายตาจดจ่อ คิดดีแล้วก็ถอนหายใจส่ายหน้าพูดขึ้นว่า“คุณหนูสี่เด็กนั่น มีใจให้ผู้อื่น ในใจนาง... ”นางดูเหมือนหลบสายตาอย่างลำบากใจ พูดเสียงต่ำว่า “นางเคยพูดกับข้า ว่าไม่ยินยอมแต่งให้แก่องค์ชายห้าแม้ว่าตำแหน่งพระชายามีเกียรติยศสูงส่งก็ตาม นางเพียงแค่อยากแต่งให้กับคนที่ชอบเท่านั้นถึงแม้เป็เพียงอาหารง่ายๆมีคนที่ตัวเองชอบอยู่ข้างกายก็เพียงพอแล้ว ข้าผู้เป็แม่จะสามารถข่มใจให้นางเสียใจไม่สมปรารถนาได้อย่างไร?” นางฉลาดพอที่จะไม่พูดว่าองค์ชายห้ามองข้ามซ่งิเยว่กลับเป็ซ่งิเยว่ไม่ยินยอมแต่งให้แก่องค์ชายห้า
ดีที่องค์ชายห้าไม่ได้อยู่ด้วยพูดเอาตามใจตัวเองเถอะ
“ทำไมถึงได้โง่อย่างนี้ ในใจของนางมีใคร เด็กบ้านไหนช่างมีวาสนาเสียจริง!”
องค์ชายล้วนไม่ยินยอมแต่งให้จิตใจที่หลงใหลอย่างโง่งมของซ่งิหลานได้แต่ทำให้ฮูหยินเฉิงกั๋วกงประทับใจ
ไม่แน่องค์ชายห้าอาจไม่ได้เป็เพียงองค์ชาย
มารดาของเขาคือผู้ที่กานหยวนตี้ฮ่องเต้รักลึกซึ้งมากที่สุดมีหลี่กุ้ยเฟยเพียงผู้เดียวเป็หัวเต่าั์*จากบรรดาตำหนักทั้งหก
กานหยวนตี้ฮ่องเต้เอาแต่ครุ่นคิดว่าจะปลดฮองเฮาคนปัจจุบันแต่งตั้งหลี่กุ้ยเฟยขึ้นแทน
ให้ฮูหยินเฉิงกั๋วกงพูดองค์ชายห้าภายหน้าย่อมมีอนาคตที่สดใส หากกุ้ยเฟยเป็ฮองเฮา เกรงว่ากานหยวนตี้ฮ่องเต้คงจะพระราชทานตำแหน่งองค์รัชทายาทแก่องค์ชายห้าในทันทีให้เขาสืบทอดบัลลังก์ในภายหลัง
พระชายาขององค์ชายห้าย่อมต้องเป็ฮองเฮาในภายหลัง
*做梦也可以笑醒ฝันก็สามารถยิ้มได้หมายความว่า มีความสุขหรือเบิกบานใจเป็อย่างมากกับสิ่งที่ตัวเองวาดฝันไว้
*鳌头หัวเต่าั์หมายความว่า สอบได้ที่หนึ่ง
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/cbd7c044802f07a826abd2eff68d73da
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ยอดพธูแห่งยุคที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #ยอดพธูแห่งยุค #readAwrite ด้วยน้า