หลี่จิ่งหนานกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งและเมื่อได้ยินมาว่าสาเหตุที่กองทัพสามารถพลิกสถานการณ์ได้ในการสู้รบครั้งนี้ เป็นเพราะจังหวะการสนับสนุนของพลแม่นธนูนั้นดีมากเขาจึงรีบวิ่งไปที่สนามฝึกเพื่อดูการฝึกพลธนู
หวาชิงเสวี่ยไม่ได้ไปด้วยนางอยู่คนเดียวในกระโจมเพื่อเปรียบเทียบผลการทดลองและคำนวณปริมาณสัดส่วนใหม่
ฟู่ถิงเย่เดินเข้ามาก็พบว่านางตั้งใจ จดจ่ออยู่กับการเขียนสัญลักษณ์ประหลาดจำนวนมากที่เขาอ่านไม่เข้าใจบนกระดาษ
“ฝ่าบาทเสด็จไปที่สนามฝึกแล้ว”เขาเดินมาด้านหลังนาง กล่าวด้วยเสียงเบา “ข้าบอกให้เจ้ารักษาระยะห่างจากพระองค์ แต่เจ้ากลับไม่เคยฟัง”
มือของหวาชิงเสวี่ยชะงักเล็กน้อยปลายพู่กันพลันเลอะเป็นปื้นหมึกขนาดใหญ่ นางรีบเก็บพู่กันแล้วพูดอย่างจนปัญญาว่า “พระองค์ยังทรงพระเยาว์ข้าอดใจไม่ได้นี่นา...”
พูดจบก็หันไปยิ้มให้ฟู่ถิงเย่“ท่านแม่ทัพเองก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ? ที่พูดกับฝ่าบาทไปตั้งมากมายก็เป็นเพราะกลัวว่าพระองค์จะทรงมีปมในพระทัยไม่ใช่หรือ?”
ฟู่ถิงเย่กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย“ข้าแค่ไม่อยากให้ฝ่าบาทเข้าใจฮ่องเต้พระองค์ก่อนผิด เหล่าเสนาบดีอาจจะวิจารณ์เรื่องราวในชีวิตของกษัตริย์ด้วยอารมณ์โมโหชั่ววูบได้ถ้าหากพระโอรสไม่เข้าใจพระองค์ไปด้วย เช่นนั้นก็คงน่าเศร้าเกินไป ตอนที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนขึ้นครองราชย์เกิดภัยแล้งและน้ำท่วมบ่อยครั้ง ฮ่องเต้พระองค์ก่อนทรงลดหย่อนภาษีซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงไม่มีทรัพย์สินเหลือเพียงพอต่อการพัฒนากองทัพเมื่อกองทัพเหลียวบุกเข้ามา ใช้ทหารที่กำลังอ่อนแอต่อต้านย่อมต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน”
หวาชิงเสวี่ยเข้าใจกระจ่างแจ้ง“...ดังนั้นฮ่องเต้พระองค์ก่อนจึงเลือกที่จะยอมเสียดินแดน พร้อมกับสนับสนุนทักษะและการทำกินพัฒนาเศรษฐกิจของประชาชนเพื่อที่จะสะสมกำลังไว้ก่อนเป็นแรงผลักดันในวันข้างหน้า?”
ฟู่ถิงเย่พยักหน้าเล็กน้อย“ฮ่องเต้พระองค์ก่อนทรงตรากตรำพระวรกายจนประชวรตั้งแต่เพิ่งครองราชย์ เมื่อพระชนม์ชีพใกล้จะสิ้นสุดลงพระองค์ก็หมกมุ่นอยู่กับศาสตร์ทำนายดวงและวิชาเล่นแร่แปรธาตุ ทรงมีพระราชโองการให้ตามหาพ่อมดหมอผีและนักพรตทั่วทั้งแผ่นดินจนทำให้ทั่วทั้งเมืองหลวงเต็มไปด้วยเรื่องราวไร้สาระ...นับตั้งแต่ตอนนั้นเองที่พวกบัณฑิตหนุ่มไม่รู้ความเป็นมาต่างก็โจมตีว่าฮ่องเต้พระองค์ก่อนที่ไม่ใส่ใจในกิจการบ้านเมืองเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องฝึกตนเป็นเซียน”
เมื่อได้ยินดังนั้นหวาชิงเสวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะถามเขา “ดูเหมือนท่านแม่ทัพจะคุ้นเคยกับฮ่องเต้พระองค์ก่อนเป็นอย่างดี?”
นางคิดว่าฟู่ถิงเย่ทำการรบอยู่ภายนอกตลอดปีคงไม่ใคร่สนใจว่าใครนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร
ฟู่ถิงเย่ชะงักไป “ข้าได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้พระองค์ก่อนโดยตรงพระองค์ครองราชย์มาสิบสี่ปี ข้าก็เป็นแม่ทัพมาสิบสี่ปีแล้วเช่นกัน”
“สิบ...สิบสี่ปี?”หวาชิงเสวี่ยเบิกตากว้างเล็กน้อย “ถ้าเช่นนั้น...ปีนี้ท่านแม่ทัพมีอายุ...”
“ยี่สิบแปด” ฟู่ถิงเย่มองนางด้วยความแปลกใจ“เจ้าคิดว่าข้าอายุเท่าใดกัน?”
หวาชิงเสวี่ยหน้าแดงนางคิดมาตลอดว่าฟู่ถิงเย่มีอายุสามสิบกว่าแล้ว
จะโทษนางก็คงไม่ได้เพราะฟู่ถิงเย่ให้ความรู้สึกที่สุขุมเกินไป ไม่เหมือนหนุ่มน้อยอายุยี่สิบต้นๆ เลย
ฟู่ถิงเย่ถาม “แล้วเจ้าล่ะ?”
เขาพิจารณานางตั้งแต่หัวจรดเท้าน้ำเสียงไม่มั่นใจเล็กน้อย “ถึงวัยปักปิ่นแล้วกระมัง?”
ใบหน้าของหวาชิงเสวี่ยแดงก่ำยิ่งกว่าเดิมเจ้าคนนี้ นี่เขาจงใจหยอกเย้านางใช่หรือไม่? เด็กสาวในยุคโบราณเมื่ออายุครบสิบห้าปีก็ปักปิ่นกันแล้ว!
“ข้าอายุยี่สิบแล้วเจ้าค่ะ...”
ฟู่ถิงเย่แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาเพราะเขาคิดว่าหวาชิงเสวี่ยอย่างมากก็อายุสิบเจ็ดสิบแปดปีเท่านั้น
เมื่อคิดอีกที อาจจะเป็นเพราะว่าเด็กสาวอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีทั่วไปเป็นแม่คนกันหมดแล้วหากต้องใช้ชีวิตยากลำบากก็จะดูแก่กว่าวัย แต่ถ้าหากเป็นลูกคุณหนูที่ได้รับการทะนุถนอมก็อาจจะดูอ่อนเยาว์กว่าวัย
ทั้งสองมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่งแล้วอดหัวเราะออกมาไม่ได้
พวกเขาอยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้กลับไม่เคยคิดที่จะถามอายุของอีกฝ่าย จนเกือบจะเกิดเรื่องขำขันขึ้นแล้ว
ฟู่ถิงเย่ขยับเข้ามาใกล้เล็กน้อยพูดเสียงเบาว่า “เจ้าเขียนวันเดือนปีเกิดให้ข้าหน่อย ข้าจะได้ให้คนเอาไปเทียบดวงแปดอักษร[1] ”
หวาชิงเสวี่ยพูดเบาๆด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์...”
“จัดการเรื่องหกพิธีการ[2] ในขั้นแรกให้เรียบร้อยไว้ก่อน เมื่อหมดช่วงไว้ทุกข์ในปีหน้า ก็รับตัวเจ้าสาวได้เลย”
หวาชิงเสวี่ยเงียบ ไม่ได้พูดอะไรในใจคิดว่า‘นี่ท่านรีบร้อนแค่ไหนกัน?’
นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งจากข้างๆออกมา เขียนชื่อและเวลาเกิดของตัวเองลงไป เนื่องจากเวลาของทั้งสองโลกไม่เหมือนกัน หวาชิงเสวี่ยจึงทำได้แค่เขียนไปแบบสุ่มๆ
นางยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้ฟู่ถิงเย่ด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย“ชื่อของข้าฝ่าบาทเป็นผู้ตั้งให้ เวลาเกิด...ก็จำไม่ได้แล้ว หากเทียบดวงชะตาแล้วออกมาไม่เป็นมงคลท่านอย่าได้โทษข้าแล้วกัน”
ฟู่ถิงเย่พับกระดาษเก็บใส่ในอกเสื้อ มองนางด้วยรอยยิ้ม “ตราบใดที่เป็นเจ้า ย่อมเป็นมงคลยิ่ง เหมาะสมที่จะแต่งเข้ามาเป็นภรรยาข้า”
หวาชิงเสวี่ย:“...”
...
หลังจากที่หลี่จิ่งหนานเสียเวลาอยู่ที่เมืองผานสุ่ยเป็นเวลาหลายวันในที่สุดก็จำต้องออกเดินทางกลับเมืองหลวง
ฮ่องเต้น้อยไม่พอพระทัยที่ไม่ได้เห็นหวาชิงเสวี่ยทำอาวุธจนเสร็จสิ้นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จดหมายด่วนจากเมืองเซิ่งจิงหลายฉบับส่งมาถึงไม่ขาดสาย ม้าที่ถูกใช้ส่งสารนั้นตายไปหลายตัวแล้วพระองค์จึงต้องรีบเสด็จกลับโดยเร็ว
ในช่วงวันสุดท้าย หวาชิงเสวี่ยได้ทำระเบิดอสนีบาตที่ได้รับการปรับปรุงแล้วชุดหนึ่งแม้ว่าจะยังไม่ถือว่าเป็นผลงานขั้นสุดท้าย แต่อานุภาพของมันก็ร้ายกาจมากแล้ว
หลี่จิ่งหนานกอดลูกเหล็กกลมๆเหล่านั้นอย่างรักใคร่ ยืนยันที่จะนำติดตัวกลับไปเมืองหลวงด้วย
หวาชิงเสวี่ยไม่สามารถขัดใจฮ่องเต้น้อยได้จึงให้ทหารองครักษ์นำระเบิดอสนีบาตเหล่านั้นไปห่อด้วยผ้ากันน้ำ ใส่ลงไปในกล่องไม้ที่ปูด้วยฟางข้าวจากนั้นหุ้มด้วยหนังเพื่อกันลมกันฝนจะได้รักษาสภาพไว้ให้ได้มากที่สุด พร้อมกันนั้นยังกำชับหลี่จิ่งหนานถึงข้อควรระวังต่างๆอีกมากมาย ก่อนที่จะอนุญาตให้นำระเบิดอสนีบาตขึ้นรถม้าไปได้
สบู่ทำมือที่บ้านก็จัดเตรียมให้หลี่จิ่งหนานอย่างละหลายสิบก้อนเดิมทีอยากจะทำขนมแป้งกรอบม้วน ให้เอาไว้กินระหว่างทางด้วย แต่เนยหมดเสียแล้ว หวาชิงเสวี่ยจึงเขียนวิธีการทำให้เขานำกลับไปที่เมืองเซิ่งจิงด้วย
ทั้งสองร่ำลากันอย่างอาลัยอาวรณ์ที่ทางแยกหลี่จิ่งหนานทำท่าทางหยิ่งผยองว่าไม่จำเป็นต้องมาส่ง แต่สายตากลับเหมือนตะขอเกี่ยวติดอยู่กับตัวของหวาชิงเสวี่ยไม่อยากจากไปไหน
หวาชิงเสวี่ยก็อาลัยอาวรณ์เขามากเช่นกันนางมองหลี่จิ่งหนาน จากนั้นก็มองไปยังเสี่ยวโต้วจื่อที่อยู่ข้างกายเขา ถอนหายใจแล้วพูดว่า“ครั้งหน้าอย่าหนีออกมาเที่ยวเล่นสุ่มสี่สุ่มห้าเช่นนี้อีก ถึงแม้จะปลอมตัวออกมา แต่ก็ควรจะมีทหารองครักษ์ตามมาด้วยหากระหว่างทางเกิดอะไรขึ้นจะได้รับมือได้”
การที่ออกมาโดยมีขันทีเพียงคนเดียวตามมาด้วยเช่นครั้งนี้หวาชิงเสวี่ยก็พูดได้เพียงว่าหลี่จิ่งหนานนั้นโชคดีมาก
“รู้แล้วน่า สตรีนี่ขี้บ่นจริงๆเลย” หลี่จิ่งหนานทำท่าทีเหมือนไม่พอใจ แต่รอยยิ้มที่มุมปากนั้นมิอาจปกปิดได้
“ใกล้จะเข้าสู่ช่วงสามวันที่ร้อนที่สุดแล้ว[3] เจ้ากับเสี่ยวโต้วจื่อเดินทางระวังอากาศร้อนด้วย จำไว้ว่าต้องดื่มน้ำเยอะๆ นะ”หวาชิงเสวี่ยกำชับต่อไป
“รู้แล้วๆ” หลี่จิ่งหนานพยักหน้าพลางกล่าวกับหวาชิงเสวี่ย“หากเจ้าจัดการธุระทางนี้เสร็จแล้ว มาเที่ยวเมืองเซิ่งจิงบ้างสิ! ครั้งที่แล้วเจ้าบอกว่าอยากได้บ้านหลังใหญ่ไม่ใช่หรือ?ข้าดูเอาไว้ให้หลายที่แล้ว...”
“ได้เวลาเดินทางแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ฟู่ถิงเย่พูดแทรกด้วยใบหน้าเย็นชา “หากออกเดินทางช้ากว่านี้ จะไม่ทันพักในเมืองถัดไปก่อนฟ้ามืด”
หลี่จิ่งหนานพึมพำอย่างไม่พอใจ“อย่างมากก็แค่เดินให้เร็วกว่าเดิมเท่านั้นเอง...”
แต่หวาชิงเสวี่ยกลับรู้สึกกังวลขึ้นมา“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าเสียเวลาเลย รีบไปเถอะ หากไปไม่ทันจะต้องค้างคืนนอกเมือง อันตรายเกินไป”
ใบหน้าของหลี่จิ่งหนานสลดลงแต่ก็รู้ดีว่าคำพูดของหวาชิงเสวี่ยนั้นถูกต้อง เมื่อมองไปยังกลุ่มคนที่มาส่งก็เห็นว่าเหล่าแม่ทัพนายกองต่างก็มองมาด้วยสีหน้าที่แตกต่างกันไปเขาจึงไม่กล้าที่จะยื้อหวาชิงเสวี่ยเอาไว้อีก รีบขึ้นรถม้าไปอย่างเสียไม่ได้
เหล่าทหารองครักษ์ปลอมตัวเป็นคนรับใช้และทหารคุ้มกันติดตามรถม้าไปทั้งสองด้านเพื่อปกป้องฮ่องเต้น้อย
หวาชิงเสวี่ยมองขบวนรถม้าที่ค่อยๆเคลื่อนที่ไกลออกไป ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา ในใจภาวนาให้หลี่จิ่งหนานเดินทางถึงเมืองเซิ่งจิงโดยสวัสดิภาพ
“ไปกันเถอะ” ฟู่ถิงเย่พูดกับนาง
“อืม”
ฟู่ถิงเย่ประคองนางขึ้นม้าจากนั้นตนเองก็กระโดดขึ้นหลังม้าตามมา
ช่วงหลังมานี้ เขาเริ่มไม่หลบเลี่ยงแล้วราวกับอยากจะตอกย้ำว่าหวาชิงเสวี่ยเป็นสตรีของเขาเสียทุกฝีก้าว
หวาชิงเสวี่ยไม่รู้ว่าทหารในค่ายชิงโจวเรียกนางว่าแม่นางหวาต่อหน้า แต่ลับหลังนั้นกลับเรียกนางว่า ฮูหยินท่านแม่ทัพ
หากนางได้ยินเข้า คงจะรู้สึกเขินอายจนแทบจะมุดดินหนีเลยทีเดียว
...
หวาชิงเสวี่ยนั่งอยู่บนหลังม้าของฟู่ถิงเย่แผ่นหลังแนบชิดกับแผงอกที่แข็งแกร่ง รู้สึกร้อนเล็กน้อย...
ความจริงแล้วนี่เพิ่งจะเข้าสู่ต้นฤดูร้อนแสงแดดในยามเช้ายังไม่แรงนัก เพียงแต่ว่าเสื้อผ้าของคนโบราณนั้นซ้อนทับกันหลายชั้นแถมยังมีชายหนุ่มที่เหมือนเตาไฟขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังอีกด้วย...
“ท่านแม่ทัพ ข้าอยากจะกลับเข้าเมืองเลยเจ้าค่ะ”นางพูดเสียงค่อย
ทหารในค่ายสามารถพับแขนเสื้อหรือพับขากางเกงขึ้นได้แต่ว่านางเป็นสตรี ต่อให้จะร้อนแค่ไหนก็ต้องใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด กลับบ้านไปยังสบายกว่าเสียอีก
“ก็ดี ช่วงนี้เจ้าเอาแต่ยุ่งกับการทดลองระเบิดอสนีบาตเจ้าคงจะเหนื่อยแล้ว กลับไปพักผ่อนสักสองสามวันเถอะ” ฟู่ถิงเย่กล่าว “ข้าจะไปส่งเจ้า”
เมื่อพูดถึงระเบิดอสนีบาตหวาชิงเสวี่ยก็ถอนหายใจแผ่วเบา “ในระยะเวลาอันสั้น พลังของระเบิดอสนีบาตก็คงทำได้เพียงเท่านี้หากต้องการทำให้วัตถุดิบมีความบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น ก็จะต้องมีเครื่องมือเสริมอื่นๆ อีกข้าคงต้องกลับไปคิดดูอีกที...ทางค่ายอาวุธไฟเองก็ต้องเร่งมือต่อไป หากปัญหาเรื่องความบริสุทธิ์ได้รับการแก้ไขแล้วขั้นต่อไปคือเราจะต้องหาช่างฝีมือ เพื่อเริ่มการผลิตจำนวนมากเจ้าค่ะ”
ฟู่ถิงเย่กล่าว “เรื่องพวกนั้นปล่อยให้เหลียงเหวินเฉิงจัดการเถิดช่างฝีมือในค่ายธนูหน้าไม้มีความชำนาญดีอยู่แล้วก็โยกพวกเขามาช่วยงานเสียเลย”
ทั้งสองขี่ม้าพลางพูดคุยกันไปอย่างช้าๆโดยไม่รู้ตัวว่าม้าของคนอื่นๆ รอบกายต่างก็ขี่ออกห่างไปแล้ว ราวกับจงใจสร้างโอกาสให้ทั้งสองได้อยู่กันตามลำพัง
การกระทำของฟู่ถิงเย่ก็ชักจะกล้าหาญขึ้นจากเดิมที่จับบังเหียนอยู่ด้วยมือทั้งสองข้าง ตอนนี้กลับปล่อยมือข้างหนึ่งไปโอบเอวของหวาชิงเสวี่ย
ฝ่ามือร้อนผ่าว ถึงแม้นางจะใส่เสื้อผ้าอยู่ก็สัมผัสได้
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองแต่ก็ไม่ได้ขยับตัว ความจริงแล้วนางอยู่บนหลังม้า จะขยับไปไหนได้กันเล่า...
“ช่วงนี้...เหตุใดไม่มีการเคลื่อนไหวของกองทัพเหลียวเลย?”นางรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรง จึงหาเรื่องคุย
ฟู่ถิงเย่หัวเราะเบาๆแต่ไม่ได้พูดอะไร
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกแปลกใจหันไปมองเขา “เหตุใดท่าน?”
ฟู่ถิงเย่โน้มตัวเข้ามาใกล้จุมพิตลงบนริมฝีปากของนาง
หวาชิงเสวี่ย:“!!!”
เหตุใดจู่ๆ ก็มาจูบกันแบบนี้?!
ฟู่ถิงเย่ยกยิ้มขึ้นที่มุมปากกล่าวว่า “ช่วงก่อนหน้านี้พวกเขาส่งสายลับมากลุ่มหนึ่ง ข้าจงใจปล่อยให้พวกเขาเข้ามาไม่ได้ฆ่าทิ้ง”
หวาชิงเสวี่ยยังคงอยู่ในอาการงุนงง“???”
“เจ้าทดลองดินปืนมาหลายต่อหลายครั้งคงไม่คิดว่าทุกครั้งล้วนเป็นความลับที่ไม่ถูกค้นพบใช่หรือไม่?”ฟู่ถิงเย่หัวเราะ “เสียงดังขนาดนั้น ชาวบ้านในหลายหมู่บ้านนอกเมืองก็ได้ยินเสียงระเบิดยังสงสัยกันว่าเหตุใดฟ้าถึงผ่าลงมาทั้งที่อากาศแจ่มใส”
หวาชิงเสวี่ยถึงได้เข้าใจ“ท่านหมายความว่า...หน่วยสอดแนมของกองทัพเหลียวได้ยินเสียงดัง จึงมาตรวจสอบ แล้วท่านก็...จงใจให้พวกเขาเห็นระเบิดอสนีบาต?”
“อืม” ฟู่ถิงเย่พยักหน้าเบาๆ“ของสิ่งนั้นมีพลังทำลายมากเกินไป พวกเขาทำได้แค่แอบมองอยู่ไกลๆ คงจะตกใจไม่น้อย ก่อนที่จะทำความเข้าใจได้กระจ่างว่าระเบิดอสนีบาตคืออะไรกองทัพเหลียวก็ไม่น่าจะกล้าบุ่มบ่ามลงมือ”
เขากล่าวพลางหัวเราะเบาๆอีกครั้ง “ฮ่องเต้แห่งต้าเหลียวพระองค์นั้น มีอาการหวาดระแวงเข้าขั้นรุนแรงน่ะ”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกเสียวสันหลังวาบจากการหัวเราะของเขารู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย
นางนึกถึงช่างตีเหล็กหลิวที่ถูกจับตัวไป...
ฟู่ถิงเย่โอบกอดนางจากด้านหลัง“ไม่ต้องกลัว ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าเป็นอะไรไป”
—————————————————————————————————
[1]เทียบดวงแปดอักษร(合八字)การเทียบดวงชะตาของหนุ่มสาวที่จะแต่งงานกันว่าดวงสมพงศ์กันหรือไม่
[2]หกพิธีการ(六礼)มาจากคำว่าสามหนังสือหกพิธีการ(三书六礼)พิธีแต่งงานในสมัยจีนโบราณสามหนังสือประกอบด้วย หนังสือหมั้นหมาย(聘书)หนังสือรายการสินสอด(礼书)หนังสือรับตัวเจ้าสาว(迎书)หกพิธีการประกอบด้วยสู่ขอ ถามชื่อเทียบดวงชะตา เสี่ยงทาย มอบสินสอด ขอฤกษ์ รับเจ้าสาว
[3]ช่วงสามวันที่ร้อนที่สุด(三伏天)คือช่วงเวลาที่อากาศร้อนที่สุดในฤดูร้อน เป็นช่วงที่ทำให้อารมณ์เสียและหงุดหงิดได้ง่ายการทำงานของระบบทางเดินอาหารจะช้า จึงเหมาะที่จะรับประทานอาหารสดและอาหารเบาๆ ที่ย่อยง่ายและเลี่ยงการรับประทานอาหารเย็น