เสี้ยวอู่ิตื่นนอนตอนเช้า พบว่าตัวมันนั่งฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะกินข้าว
เหมยฮวายังนอนอยู่ในห้อง
เมื่อคืนมันกลับเมาสลบไสลไป
หรือเป็เพราะเหล้าข้าวที่กัดกร่อนหัวใจ
เมื่อขยับตัวลุกขึ้น ผ้าผืนหนึ่งหล่นไปที่พื้น
เป็ผ้าห่มเก่าๆ
มันยิ้ม หยิบขึ้นมาสะบัดฝุ่น พับไว้อย่างดี
จากนั้นรีบกุลีกุจอไปต้มข้าว
หลังอาหารเช้า เหมยฮวาถอดรองเท้าลายดอกไม้สีชมพู พับขากางเกงขึ้นมาครึ่งหนึ่ง แล้วนั่งลงที่ขอนไม้หน้ากระท่อม เหยียด่ขาเรียวงามพาดมายังพื้นดิน เอนตัวมาด้านข้างเล็กน้อยใช้มือซ้ายยันไว้ข้างกาย แสงแดดอ่อน ๆ ยามรุ่งอรุณจับต้องใบหน้าหวานละมุน สายลมแ่ๆ สะบัดปลายผม นางยกมือขวาขึ้นเหนือคิ้วเพื่อบังแสงไว้ แล้วเชยหน้ามองไปยังก้อนเมฆบนท้องฟ้า
เสี้ยวอู่ิที่เดินออกมาจากกระท่อมต้องหยุดลง
ขอเพียงได้เห็นภาพนี้ ไม่ว่าเกิดเื่ใดขึ้นกับมัน ถือว่าสมควรแล้ว
เหมยฮวาหันมามองหน้ามัน สายตากึ่งเศร้ากึ่งเวทนา
เสี้ยวอู่ิรู้สึกว่าเรี่ยวแรงพลันสูญหายไป
“มิอาจตอบแทนน้ำใจ”
สายตาของนางแทบจะะโใส่หัวใจของมัน
จำต้องคลี่กางพัดเดินออกจากกระท่อม
“ท่านจะไปที่ใด”
เสียงหวานสดใจดังขึ้น
“คิดว่าท่านน่าจะเบื่อข้าวต้มแล้ว ข้าพเ้าจะลองหาอาหารอื่นบ้าง”
จากนั้นก็เดินหันหลังให้กระท่อมน้อย มิยอมที่จะหันกลับไปมองภาพดังความฝันนั้น
เสี้ยวอู่ิเดินไปเรื่อย ๆ
มันยังคิดไม่ออกว่าจะหาสิ่งใดมาเป็อาหาร ที่ออกมาเป็เพราะไม่รู้ว่าจะทำฉันใดกับนาง
สำหรับสตรีที่เฝ้าใฝ่ฝัน มันกลับกลายเป็คนสมองทึบ
เดินไปเดินมาอยู่นานแม้มิหลงทางก็คล้ายคนหลงทาง จนพบธารน้ำใสเย็นสายหนึ่ง
หรือจะจับปลา
ปลาย่างก็น่าจะดีกว่าข้าวต้มเปล่า
มันยืนอยู่ริมน้ำ
ปล่อยใจล่องลอยไปกับสายชล ภาพที่พบนางครั้งแรกยังประทับในความทรงจำ
แต่เมื่ออยู่ในป่าเช่นนี้ มิควรขาดสติ
พริบตารู้สึกเย็นวาบที่ข้อเท้าซ้าย
มันสะบัดเท้าอย่างแรงด้วยสัญชาตญาณ วัตถุสีเงินสายหนึ่งลอยละลิ่วไปตกลงในลำน้ำ
กลับเป็งูตัวหนึ่ง
งูพิษ
ค่ำมืด
เหมยฮวานั่งอยู่ในกระท่อม
นางค้นหาเศษชุดไฟได้ นำมาจุดโคมอย่างขอไปที
แสงโคมยามอยู่ลำพัง ดูไม่ค่อยสว่างเท่าใด
เสี้ยวอู่ิไฉนยังไม่กลับมา
ช่างเหลวไหลนัก
นางมิได้ต้มข้าว
นางไม่ทำอาหารเองมานานแล้ว
แต่อย่างไรสตรีก็เป็คน
เมื่อเป็คนย่อมมีกระเพาะอาหาร
และกระเพาะอาหารเริ่มทำงาน
นางเริ่มโมโห
เสียงดังสวบสาบแว่วมา
นางลุกขึ้นไปหน้าบ้าน คงต้องต่อว่ากันเล็กน้อย
นี่คลับคล้ายภริยารอสามี
เสี้ยวอู่ิเดินยิ้มโบกพัดเข้ามา
“ขออภัย ผู้น้อยด้อยฝีมือมิอาจจับนกปลาได้แม้สักตัว” ในมือมันกลับถือกล้วยป่าหวีหนึ่ง
นางมองกล้วยนั้นอย่างมึนงง
หายไปครึ่งวันกลับแย่งอาหารวานรมา
เสี้ยวอู่ิวางกล้วยบนโต๊ะ แล้วลากเก้าอี้ไปนั่งพิงผนัง
เหมยฮวายกสองมือขึ้นกอดอก แก้มนวลกลมป่อง
“อย่างน้อยท่านควรต้มข้าวสักหม้อ”
เงียบ
“หรือท่านจะให้ข้าฯ รับประทานกล้วยจริงๆ”
ยังเงียบอยู่
กล้วยป่าย่อมไม่สวยงามเหมือนกล้วยในเมือง ซ้ำยังมีรสฝาดและเมล็ดมาก
แต่กระเพาะอาหารยังคงบีบคั้น
นางดึงกล้วยออกมาลูกหนึ่ง พยายามกัดเข้าไปเพียงน้อย แต่แล้วก็ปากล้วยที่เหลือใส่เสี้ยวอู่ิที่นั่งพิงผนัง
มันไม่เลี่ยงหลบ กล้วยกระทบถูกลำตัวแล้วร่วงไป
นางรู้สึกผิดปกติ รีบถลันเข้าไปจับตัวมัน
“ท่านเป็ใดไป”
เสี้ยวอู่ิแน่นิ่ง
เมื่อจับชีพจร พบว่าแตกซ่านสับสน เหงื่อไหลซึมทั่วร่าง
นางเขย่าตัวมันโดยแรง แต่ไม่มีอาการตอบสนอง
รีบลากร่างของมันไปนอนบนเตียง
เกิดอันใดขึ้น
นางพยายามมองหาสาเหตุ
ริมฝีปากของเสี้ยวอู่ิกลายเป็สีเขียว เปลือกตาก็เป็สีเขียว
เป็อาการถูกพิษ
ในป่าเขามีพิษใด
นางฉุกใจคิด มองค้นที่ส่วนล่างของมัน
พบว่าที่ขาซ้ายมีคราบโลหิต จึงรีบกระชากขากางเกงจนขาด
รอยเขี้ยวสองรอยปรากฎชัดเจน เืยังไหลซึมออกมา
โลหิตสีดำ
นี่เป็งูพิษร้ายแรง
หันไปมองหน้ามัน ใบหน้าเริ่มกลายเป็สีซีดเขียว มัจจุราชเริ่มคืบคลานเข้าหามันแล้ว
นางยิ้มอ่อนหวาน ไม่ลังเลที่จะก้มหน้างามลงไปหารอยเขี้ยวนั้น
หนึ่งคืนผ่านไป
เจียเจียยังสูญหาย
ประมุขหวงส่งสายข่าวออกไปทั่วสารทิศ เพื่อเสาะหาแม้แต่เบาะแสที่เล็กน้อยที่สุด
เช้านี้แทบไม่มีผู้ใดทานอาหาร
หวงฮูหยินนั่งซึม
ประมุขหวงลุกขึ้นมาจับไหล่ภริยารัก
เ้าวางใจ เราต้องได้ข่าวลูกแน่นอน
หวงฮูหยินยกมือขึ้นจับมือสามีเฒ่า
หากตระกูลหวงเรายังหาข่าวไม่ได้ ผู้ใดจะหาได้
เสี้ยวอู่ิรู้สึกร้อนราวถูกไฟลวก จากนั้นก็เย็นเหมือนแช่น้ำแข็งสลับกันไปมาทั้งคืน
เมื่อลืมตาตื่น พบว่าเหมยฮวาฟุบหลับอยู่ข้างเตียง หันใบหน้าด้านข้างมาหามัน
คนยามหลับใยงดงามได้ถึงเพียงนี้
มันยินยอมนอนมองนางอยู่อย่างนี้ตลอดไป
แต่ใครจะต้มข้าว
เมื่อขยับตัวจะลุกขึ้น เหมยฮวาก็รู้สึกตัว นางมองหน้าเสี้ยวอู่ิที่กลับเป็ปกติ
“ท่านช่างมีพลังฟื้นฟูเหนือคนทั่วไปนัก”
เสี้ยวอู่ิแย้มยิ้ม
“หรือข้าพเ้าจะเป็เทพเ้าแห่งการถูกทุบตีจริง”
มันลุกขึ้นจากเตียง ลองขยับขาซ้าย ทำท่าไม่รู้สึกเ็ป หันไปมองเหมยฮวา
“ท่านมีตัวยาใด พิษงูถึงหายเร็วเพียงนี้”
เหมยฮวาไม่ตอบคำ ลุกเข้าไปในครัว
เสียงหวานแว่วมา
ท่านพักเถิด ข้าฯจะต้มข้าว
ครู่หนึ่งข้าวต้มร้อนๆ ก็ตั้งอยู่บนโต๊ะ
เหมยฮวาลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ มัน นางมีรอยเขม่าแต้มอยู่ใบหน้า
เสี้ยวอู่ิเหม่อมอง อยากจะเอื้อมมือไปเช็ดให้นางแต่ก็มิกล้า
“รีบกิน เดี๋ยวจะเย็นเสียก่อน”
เสี้ยวอู่ิลนลานตักข้าวต้มใส่ปาก
นี่คงเป็ข้าวต้มเปล่าที่หอมหวานที่สุดในโลก
พรวด!
มันพลันพ่นข้าวต้มออกมาบนโต๊ะ
บางส่วนยังกระเด็นไปเปื้อนเหมยฮวา
นางใช้มือปัดข้าวที่เปื้อนเสื้อผ้า ไม่มีทีท่าโกรธเคือง
“ร้อนเกินไปหรือ”
เสี้ยวอู่ิรู้ว่าผิดไปแล้ว แต่จะให้ทำฉันใด
นี่มิใช่ข้าวต้มเกลือ
แต่มันเค็มแทบจะเป็เกลือต้มข้าว
“แหะๆ มิทราบท่านชิมก่อนหรือไม่”
“มิได้”
“ถ้าเช่นนั้นดีแล้ว ท่านฝืนกินกล้วยสักหน่อยเถิด”
“ข้าวต้มละ”
“ข้าพเ้าจะนำไปฝังไว้หลังบ้าน ป้องกันสุนัขมาขุดรับประทาน”
เหมยฮวาส่งสายตาค้อนมันวงใหญ่
นี่เป็ครั้งแรกที่ได้สายตาเช่นนี้จากนาง
อู่ิแย้มยิ้ม แต่ก็ยังแอบยกข้าวต้มออกจากกระท่อมไป
หลังจากฝืนแทะเล็มกล้วยไปได้เล็กน้อยสองหนุ่มสาวก็พากันเดินทางมุ่งหน้ากลับเมืองลั่วหยาง
มิได้กลัวงูพิษ เพราะหากมีสติสัมปชัญญะตามปกติ ไม่มีงูตัวใดเลื้อยเข้าใกล้ยอดฝีมือระดับมันได้
เสี้ยวอู่ิเกรงว่านางจะขาดสารอาหารมากกว่า
หนทางสู่ลั่วหยาง หากเป็คนทั่วไปต้องเดินเท้าถึงสี่ห้าวัน แต่สำหรับทั้งสอง หากไม่รีบร้อนใช้เวลาสองวันก็บรรลุถึง
ทั้งสองย่อมไม่รีบร้อน
คืนนี้จึงต้องพักแรมกลางป่า
เสี้ยวอู่ิรวบรวมเศษไม้มากองหนึ่ง ก่อไฟย่างหัวมันที่ขุดได้ พอประทังชีวิตไปอีกมื้อ
เหมยฮวานั่งมองแสงจากกองไฟ
นางมิค่อยพูดจากับมันเท่าใด
เสี้ยวอู่ินึกถึงป้านชาของต้าคลุ้มคลั่ง
แม้ชารสย่ำแย่ แต่คนกลับจริงใจ
ตอนที่มันสะบัดพัดตัดโซ่เหล็ก ต้าคลุ้มคลั่งขยับโซ่เล็กน้อย เพื่อป้องกันมิให้พัดโดนสตรีที่แขวนอยู่
นี่นับเป็ผู้มีน้ำใจคนหนึ่ง
พักหนึ่งเสี้ยวอู่ิก็ผล็อยหลับไป
แท้จริงงูที่กัดมันเป็งูน้ำที่มีพิษรุนแรงที่สุดชนิดหนึ่ง ปกติแม้แต่สัตว์ใหญ่เช่นกระทิงหรือช้าง หากโดนกัดเข้าก็อาจถึงตายได้ ที่มันดูเหมือนสบายดี ส่วนหนึ่งเป็เพียงละครหลอกเหมยฮวาเท่านั้น
แต่หากคืนก่อนไม่มีนาง คืนนี้ก็ไม่มีมัน
เสี้ยวอู่ิหลับสนิทไปจริงๆ
กองไฟหรี่มอดดับลง
เสียงฝีเท้าดังขึ้น เหมยฮวาที่เคลิ้ม ๆ อยู่พลันตื่นตัว
ผู้ใดมาเดินอยู่ในป่ายามราตรี
นางรีบโกยดินขึ้นมากลบกองไฟที่มอดมิให้มีแสงแม้แต่น้อย แล้วหมอบตัวลงกับพื้น
เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา
กลับเป็คนสองคน
คนเดินนำหน้าเป็ไป๋เซ่อเชิน
ที่เดินตามคือเจียเจีย
ทั้งสองเดินห่างไปหลายวา แต่แล้วไป๋เซ่อเชินก็หยุดเท้าลง เจียเจียต้องหยุดตาม
“ยังมิออกมาอีกหรือ” ไป๋เซ่อเชินพูดลอยๆ
เหมยฮวานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดใจลุกขึ้นเดินไปหานาง
ไป๋เซ่อเชินยิ้มเหยียดหยันตัดพ้อ
“ทางคับแคบยิ่งนัก”
เหมยฮวามองที่เจียเจีย นางไม่พูดไม่จา แต่ส่งสายตาขอความช่วยเหลือมา
เหมยฮวาครุ่นคิด ลำพังพวกนางสองคนจะสามารถต่อกรกับไป๋เซ่อเชินได้หรือไม่
“ท่านจะนำนางไปที่ใด”
“นี่มิเกี่ยวกับคนนอกสำนักอย่างเ้า”
เจียเจียทำสายตาวิงวอนถึงที่สุด
เหมยฮวาหันหลังกลับ ทำท่าจะเดินจากมา ฉับพลันก็หันกลับไปเตะเท้าใส่ไป๋เซ่อเชิน
“บังอาจนัก”
ไป๋เซ่อเชินเอนร่างหลบท่าเท้าได้อย่างง่ายดาย แต่เจียเจียที่อยู่ข้างหลังพลันต่อยหมัดใส่ใบหน้านาง
ไป๋เซ่อเชินส่งแววตาเย้ยหยันตัดพ้อพร้อมกับหมุนตัวลอยขึ้น สองมือผลักออก มือซ้ายยิงดัชนีใส่เจียเจีย มือขวาส่งฝ่ามือเข้าใสเหมยฮวา
ฝ่ามือสีแดงคล้ายโลหิตและเปลวไฟ
เหมยฮวารู้ความน่ากลัวของฝ่ามือนี้ดี รีบถอยร่างออกพร้อมกับต่อยสองหมัดยับยังฝ่ามือนั้นไว้
แต่เจียเจียซึ่งด้อยประสบการณ์โดนดัชนีเข้าบริเวณทรวงอก ล้มลงไป
เหมยฮวาเห็นดังนั้น จึงตัดใจเปลี่ยนจากถอยหนีเป็วาดเท้าไปทางด้านหลังแล้วหมุนตัวตีลังกาเตะฝ่าอากาศมาด้านหน้า เป้าหมายคือศีรษะของไป๋เซ่อเชิน
เพลงเท้าที่งดงาม
ไป๋เซ่อเชินเอนร่างหลบท่าเท้าได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนยื่นเท้าเขี่ยใส่เหมยฮวาที่ลอยอยู่กลางอากาศจนหมุนคว้าง แววตาของนางเปลี่ยนเป็หม่นหมองตัดพ้อ ก่อนที่จะผลักฝ่ามือเข้าใส่ร่างของเหมยฮวา
ฝ่ามือสีชาด
ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็แหวกอากาศมา
ไป๋เซ่อเชินรั้งฝ่ามือกลับ หมุนเข้าปะทะกับวัตถุนั้น
กลับเป็พัดเล่มหนึ่ง
พริบตาที่พัดปะทะกับฝ่ามือก็ะเิกระจายออก
ไป๋เซ่อเชินร่างโงนเงนเอนตัวยิงดัชนีออกไปทางที่พัดลอยมา
เสี้ยวอู่ิทะยานร่างสะบัดฝ่ามือกลางอากาศ
เสียงะเิดังขึ้นอีกครั้ง เหมยฮวาที่ลอยอยู่กระเด็นออกไป นางอาศัยแรงจากการะเิส่งตัวเองให้ห่างจากไป๋เซ่อเชิน
เสี้ยวอู่ิหยุดลง
ไป๋เซ่อเชินงอนิ้วมือไพล่หลังไขว้กันไว้
เหมยฮวาตั้งท่าต่อสู้
ไป๋เซ่อเชินมองทั้งสองสลับไปมาครู่หนึ่ง
จากนั้นส่งแววตาเย้ยหยันตัดพ้อใส่เสี้ยวอู่ิ
ถ้าสู้กันต่อต้องมีคนตกตาย
เสี้ยวอู่ิแย้มยิ้ม
เหมยฮวาขยับเท้า
ไป๋เซ่อเชินผลักสองมือออกอีกครั้ง เสี้ยวอู่ิต่อยหมัดเข้าปะทะ ส่วนเหมยฮวาเหยียดเท้าเตะตรงไปด้านหน้า
ทั้งสองพบว่าพลังที่ส่งจากฝ่ามือของไป๋เซ่อเชินคราวนี้เป็พลังหยุ่นเยียบ
ไป๋เซ่อเชินหัวเราะ อาศัยแรงส่งจากหมัดและเท้าลอยตัวไปด้านหลังแล้วเร่งท่าร่างหลบหนีไปทันที
เหมยฮวาถอนหายใจอย่างโล่งอก
เสี้ยวอู่ิหันไปมองนางแย้มยิ้มแล้วล้มลงไป
สำนักตระกูลหวง
หลังจากลูกธนูถูกยิงเข้ามา ประมุขหวงไม่จัดคนค้นหาเจียเจียอย่างเอิกเกริกอีก แต่เปลี่ยนเป็ใช้สายข่าวทางลับแทน
ด้วยรู้ดีแล้วว่ามีคนร้ายจับตัวนางไป
ผู้ที่กล้าก่อเื่กับตระกูลหวงย่อมไม่ธรรมดา
เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขันประมุขหวงตัดสินใจเคลื่อนไหวอย่างรัดกุมที่สุด
นี่แสดงถึงประสบการณ์อันโชกโชน
ทันใดนั้นก็มีเสียงโหวกเหวกดังมาจากด้านหน้าสำนัก ประมุขหวงซึ่งอยู่ในตึกใหญ่ผลุดลุกขึ้นยืน หวงฮูหยินซึ่งนอนพักอยู่รีบมาสมทบ
เงาร่างสายหนึ่งโลดแล่นมาจากประตูหน้าของสำนัก พุ่งตรงมาหาตึกใหญ่อย่างรวดเร็ว ศิษย์ตระกูลหวงนับร้อยถืออาวุธรายล้อม แต่ไม่มีผู้ใดกล้าลงมือ
เนื่องจากผู้ที่บุกรุกเข้ามาแบกผู้คนไว้บนบ่าข้างละคน เหมยฮวาทุ่มเทท่ารางออกจนสุดเรี่ยวแรง ไม่สนใจว่าตนจะถูกทำร้ายหรือไม่ รีบวิ่งเข้ามาในห้องโถง วางร่างของเจียเจียและเสี้ยวอู่ิลงกับพื้น
หวงฮูหยินไม่พูดจา เข้าไปนั่งคุกเข่าระหว่างร่างของบุตรสาวและชายหนุ่ม สองมือจับชีพจรของคนสองคนพร้อมกัน แสดงถึงการตัดสินใจที่เฉียบขาดและทักษะทางการแพทย์ที่ลึกล้ำ
ครู่เดียวนางก็ปล่อยมือเสี้ยวอู่ิ หันมาโอบอุ้มเจียเจียเข้าไปในห้องนอน เปิดเสื้อของนางออก
บริเวณ่บนหน้าอกปรากฎจุดสีแดงขนาดเท่าเหรียญอีแปะหนึ่งรอย
ประมุขหวงที่ตามมาหน้าเคร่งเครียด ถามภริยาเสียงระร่ำระรัก
“ดัชนีใด”
หวงฮูหยินไม่หันไปมองสามีเฒ่า นางถ่ายทอดกำลังภายในรักษาชีพจรให้บุตรสาว ครู่หนึ่งก็ปล่อยมือ
“อาการรุนแรงอยู่ แต่ผู้ลงมือมิได้หวังผลต่อชีวิต หาไม่ลูกเราคงประสบชะตากรรมแล้ว”
ประมุขหวงเป่าลมหายใจ สำหรับความสามารถทางการแพทย์ของภริยาคู่ทุกข์คู่ยากนี้ มันเชื่อมั่นจนสุดหัวใจ แม้กระนั้นด้วยความเป็บิดา ก็ยังอดที่จะเป็ห่วงบุตรีหัวแก้วหัวแหวนมิได้
“ให้ข้าฯ ช่วยอันใดได้หรือไม่”
หวงฮูหยินหันไปยิ้มกับสามี ท่านวางใจเถอะ รักษากำลังไว้ อย่าลืมว่าหากมีเภทภัยท่านเป็เสาหลักค้ำยันของตระกูลหวง
ประมุขหวงเอื้อมมือไปบีบไหล่ภริยา นางทั้งเป็ห่วงบุตรสาวและสามีในฐานะแม่และภริยา ทั้งเป็ห่วงสำนักในฐานะฮูหยินประมุข
นี่จึงเป็แบบฉบับของหญิงแกร่งอย่างแท้จริง
“แล้วเสี้ยวอู่ิเล่า”
“มันคล้ายถูกพิษ แต่ได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้ว ด้วยพลังฟื้นฟูของมัน แม้ปล่อยไว้ก็หายเองได้ แต่อย่างไรก็ควรกินยาช่วยสักเล็กน้อย”
ประมุขหวงเดินออกมาที่ห้องโถง ซึ่งศิษย์าุโทั้งสี่ยืนคุมตัวเหมยฮวาไว้ ส่วนศิษย์คนอื่นยืนล้อมตึกใหญ่ไว้อีกหลายร้อยคน
เสี้ยวอู่ิถูกนำตัวไปพักอีกห้องหนึ่ง
แต่เหมยฮวามิได้หลบหนีไปไหน นางยังนั่งพับเพียบอยู่กับพื้น ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งผาก เหงื่อไหลท่วมตัวราวกับสายน้ำ หายใจหอบเหนื่อยไม่หยุดยั้ง
นางแบกคนสองคนวิ่งมาหนึ่งวันแล้ว
นี่เป็หนทางที่เร็วที่สุด
ประมุขหวงยืนพินิจอยู่ครู่หนึ่ง ก็เอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล
“ทั้งสองปลอดภัยแล้ว ขอบคุณเ้ามาก”
เหมยฮวาฟุบลงสิ้นสติไป
ไป๋เซ่อเชินเร่งท่ารางจนพ้นแนวป่าก็พบกับเส้นทางสายหนึ่ง
นางเปลี่ยนเป็เดินทอดน่องไปตามถนน
มิเกรงว่าจะถูกติดตาม ด้วยรู้ดีว่าคนกลุ่มนั้นมิอยู่ในสภาวะที่จะตามนางได้ทัน และแม้จะตามมาก็มิแน่ว่าจะเอาชนะนางได้ง่ายนัก
เดินไปสักครู่ก็พบลานโล่งอยู่ข้างทาง ก่อไว้ด้วยกองไฟกองหนึ่ง ตั้งกิ่งไม้เป็เสาคล้ายกระโจม แขวนไว้ด้วยป้านชาเก่าคร่ำคร่า
ต้าคลุ้มคลั่งเพิ่งรินชาร้อนไว้สองจอก มันกรอกเข้าปากไปกรอกหนึ่ง ประคองอีกจอกบนแผ่นไม้ส่งให้นาง
สีหน้าปรากฎรอยยิ้มโง่งม
ไป๋เซ่อเชินโมโหขึ้นมา เตะฝุ่นใส่ทั้งคนทั้งจอกชานั่น
ไฉนไม่มาช่วยข้าฯ หากร่วมมือกันก็สามารถจับตัวพวกมันไว้ได้ทั้งหมด
ต้าคลุ้มคลั่งหน้าเศร้า รีบเทชาทิ้งแล้วใช้มือเปล่าหยิบป้านชามาเทใหม่ แล้วประคองส่งมาอีก
ไป๋เซ่อเชินถอนใจ ชาเยี่ยงนี้เ้าดื่มเองเถอะ
ว่าแล้วนางเดินผ่านเลยไป
ต้าคลุ้มคลั่งมองตามหลังชดช้อย รีบดับกองไฟ เก็บป้านชาใส่ในอกเสื้อ แล้ววิ่งปุเลงๆ ตามไป