ลู่สิงส่ายหน้าเบาๆ "โลกใบเล็ก ของพวกเราตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ลึกลับซับซ้อนและหายากยิ่ง หากไม่มีพิกัดที่แม่นยำ หรือเป็ยอดฝีมือระดับมหากาฬที่ใช้อิทธิฤทธิ์ตรวจสอบ ย่อมไม่มีทางหาเจอ อีกอย่าง การจะเจาะทะลุเข้ามาจากภายนอกนั้นยากกว่าการออกไปจากข้างในหลายเท่าตัวนัก แถมยังมีเหล่า 'บรรพชน' คอยร่ายเวทอำพรางไว้อีกชั้น ยิ่งยากเข้าไปใหญ่"
ซูหยุนยังคงแคลงใจ ฟังจากน้ำเสียงของชายชุดแดง การทำลายโลกใบเล็กดูเหมือนเป็เื่ง่ายดายสำหรับเขา และดูเหมือนเขาจะเคยทำลายมาแล้วหลายโลกด้วย หรือว่า... มันจะไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด? เื่นี้ต้องมีเบื้องลึกเื้ัแน่ๆ
เห็นซูหยุนขมวดคิ้วไม่คลาย ลู่สิงก็หัวเราะ "เ้าไม่รู้อิทธิฤทธิ์ของบรรพชน จะกังวลก็ไม่แปลก"
ซูหยุนโพล่งถาม "บรรพชนเก่งขนาดไหนหรือขอรับ?"
ลู่สิงไม่ตอบตรงๆ แต่ย้อนถาม "เื่ที่ข้าเล่าให้เ้าฟังเมื่อครู่ เ้าคิดว่าข้ารู้มาจากไหน?"
"หรือว่า... บรรพชนบอกท่าน?"
ลู่สิงพยักหน้า "ถูกต้อง ท่านอาจารย์เป็คนบอกข้าเอง!"
ซูหยุนฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งตกตะลึง
ตามหลักแล้ว ลูกศิษย์ลูกหาของบรรพชนทั้ง 5 สำนักต่างก็ทะลวงมิติไปสู่มหาพิภพกันหมดแล้ว แสดงว่าตัวบรรพชนเองก็น่าจะมีพลังเหลือเฟือที่จะไปได้ตั้งนานแล้ว แต่ทำไมพวกท่านถึงยังปักหลักอยู่ที่นี่? แถมยังรู้เื่ราวของมหาพิภพละเอียดขนาดนั้น?
เขาจ้องหน้าลู่สิง ตาเบิกกว้าง "อย่าบอกนะว่า... บรรพชนทุกท่าน มาจากมหาพิภพ!?"
ลู่สิงเห็นซูหยุนช็อกตาตั้ง ก็เลิกอมพะนำ พยักหน้ายอมรับ "เ้าเดาถูกแล้ว บรรพชนของทั้ง 5 สำนักไม่ใช่คนของโลกนี้ แต่เดินทางข้ามมาจากมหาพิภพเมื่อหมื่นปีก่อน ตอนนั้นโลกนี้ยังไม่มีผู้ฝึกตน ไม่มีวิชาคาถาอาคม สำนักทั้ง 5 ที่เ้าเห็นอยู่ทุกวันนี้ คือสิ่งที่พวกท่านสร้างขึ้นมากับมือ..."
ซูหยุนกลืนน้ำลายเอือก "แล้วทำไมระดับบรรพชนถึงยอมลดตัวลงมาอยู่ที่โลกใบเล็กๆ แบบนี้ล่ะขอรับ? แค่เพื่อมาเผยแพร่วิชาหรือ? มันดูไม่สมเหตุสมผลเลยนะขอรับ"
ลู่สิงส่ายหน้า "รายละเอียดลึกๆ ข้าก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าพวกท่านอยู่ที่นี่เพราะ 'พันธสัญญา' บางอย่าง"
เขายิ้มให้ซูหยุน "ทีนี้สบายใจขึ้นหรือยัง? ตลอดหมื่นปีมานี้ โลกเราไม่เคยถูกรุกรานจากภายนอกเลย ก็เพราะบารมีของท่านบรรพชนนี่แหละ ดังนั้นเ้าไม่ต้องกลัวว่าชายชุดแดงคนนั้นจะตามมาล้างแค้นได้ง่ายๆ หรอก"
ซูหยุนพยักหน้าแกนๆ สมองกำลังประมวลผลข้อมูลมหาศาล
เดี๋ยวนะ...
เขาฉุกคิดถึงคำพูดของ เซี่ยซิน ขึ้นมา ถ้าโลกนี้ปลอดภัยขนาดนี้ แล้วทำไม เย่จง ถึงต้องไปทำภารกิจที่อันตรายถึงชีวิต? ภารกิจที่แม้แต่เ้าสำนักผู้เกรียงไกรยังไม่มีความมั่นใจว่าจะรอดกลับมา?
ศัตรูที่ทำให้เย่จงหวั่นเกรงได้ขนาดนั้น... ต้องเกี่ยวข้องกับพวกบรรพชนแน่ๆ!
หรือเขาจะไปบวกกับบรรพชนสำนักเสวี่ยซา? ก็ไม่น่าใช่ สองสำนักตีกันมาเป็ชาติก็จริง แต่ก็แค่ระดับลูกศิษย์ ยังไม่เคยถึงขั้นประกาศาล้างบาง อีกอย่างบรรพชนเสวี่ยซาก็มีบรรพชนฝั่งเราคานอำนาจอยู่ ไม่น่าถึงมือเย่จงต้องออกโรงเอง
ซูหยุนพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่าน ยิ้มขื่นในใจ ข้ามันก็แค่ศิษย์ตัวจ้อย ต่อให้มีแผนสมคบคิดระดับจักรวาล ข้าก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี... เอาเป็ว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับท่านเ้าสำนักจริงๆ ข้าสาบานว่าจะปกป้องเย่ซวนให้ดีที่สุด!
ลู่สิงเห็นซูหยุนเงียบไปนาน จึงเอ่ยเตือน "เื่วันนี้ ห้ามแพร่งพรายให้คนนอกรู้เด็ดขาด อีกไม่กี่วัน แดนลับหลิงเสวียน ก็จะเปิดแล้ว เ้ากลับไปเตรียมตัวเถอะ"
ซูหยุนรับคำ โค้งลาแล้วเดินจากไปอย่างใจลอย
ลู่สิงมองตามหลังลูกศิษย์คนโปรดด้วยความกังวล ไอ้หนูนี่ดูแปลกๆ ไปแฮะ หรือจะช็อกข้อมูลจนเอ๋อรับประทาน? รู้งี้ไม่น่ารีบบอกเลย...
......
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงระฆังดังกังวานปลุกซูหยุนจากภวังค์ แววตาที่เคยสับสนหายไป กลับมามุ่งมั่นอีกครั้ง เขาสำรวจความพร้อมของตัวเอง แล้วมุ่งหน้าสู่โถงประชุมยอดเขาหลัก
ภายในโถง ท่านเ้าสำนักเย่จงและเหล่าผู้าุโนั่งประจำที่ ส่วนด้านล่างมีศิษย์พี่ทั้ง 9 คนจากแดนลับยืนรออยู่แล้ว
เย่จงเห็นซูหยุนเดินทอดน่องเข้ามาสาย ก็หรี่ตามอง ส่งเสียง ฮึ! ในลำคออย่างหมั่นไส้
ซูหยุนสะดุ้งโหยง รีบแทรกตัวเข้าไปยืนในแถว โดยเว้นระยะห่างจากศิษย์พี่หญิงทั้งสามคนอย่างเนียนๆ ฟางเหวินที่ยืนข้างๆ แอบขยิบตาทำหน้าลามกใส่ ซูหยุนไม่ยอมแพ้ ถลึงตากลับไปทันที
ลู่สิงเห็นการหยอกล้อของเด็กๆ ก็โล่งใจ ค่อยยังชั่ว กลับมาเป็ปกติแล้ว
เขาลุกขึ้นยืน กล่าวเสียงขรึม "การเดินทางสู่แดนลับครั้งนี้ ข้าจะเป็ผู้นำพวกเ้าไปเอง เมื่อเข้าไปแล้ว จงสำรวมระวังตัว อย่าได้..."
เย่จงโบกมือตัดบท "ผู้าุโลู่! พอได้แล้ว! บทสวดมนต์น่าเบื่อพวกนี้ข้าฟังจนเอียนแล้ว ไม่ต้องพูด!"
เขาหันขวับมาจ้องซูหยุน เอ่ยเสียงเรียบแต่ทรงพลัง
"ไอ้หนู! ข้ามีคำสั่งเดียว... พวกมัน 9 คน เข้าไปยังไง ต้องกลับออกมาอย่างนั้น ห้ามขาดแม้แต่คนเดียว! ส่วน 'วารีหยกจือ' มีปัญญาแย่งมาได้เท่าไหร่ ก็กวาดมาให้หมด! และที่สำคัญ... ไอ้พวกศิษย์ สำนักเสวี่ยซา อย่าให้มันรอดกลับออกมาได้แม้แต่คนเดียว!"
ซูหยุนกลอกตาบน นี่เรียกคำสั่งเดียวเหรอ? หลายข้อชัดๆ!
แต่พอเจอสายตาพิฆาตของว่าที่พ่อตา เขาก็รีบตะเบ๊ะรับคำเสียงดัง "รับทราบขอรับ! กวาดให้เรียบ! ฆ่าให้เกลี้ยง! ไม่เลี้ยงไข้!"
ลู่สิงขมวดคิ้ว "ท่านเ้าสำนัก... กับสำนักเสวี่ยซาข้าไม่ขัดข้อง แต่ถ้าไปปล้นสำนักอื่นจนหมดตัว เกรงว่าจะ..."
เขารู้ดีว่าถ้าซูหยุนร่วมมือกับอีก 9 คนเมื่อไหร่ สำนักอื่นคงไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแน่ เผลอๆ จะกลับบ้านมือเปล่ากันหมด
ผู้าุโเฟิงแสยะยิ้มแทรกขึ้น "จะไปกลัวอะไร! ข้าว่าวิธีของท่านเ้าสำนักถูกใจข้าที่สุด! ถ้าพวกสำนักอื่นมันข้องใจ ก็แค่ตีกันสักยกสองยก! เื่พวกนี้ท่านเ้าสำนักถนัดอยู่แล้ว!"
พูดจบแกก็หันมาถลึงตาใส่ซูหยุน (โทษฐานที่ไถของรักไป) ซูหยุนรีบมุดไปหลบหลังกัวเลี่ยงทันที
เย่จงไม่สนใจคำเหน็บแนม พยักหน้าเห็นด้วย "ถูกต้อง! ใครมีปัญหาก็ให้มันมาคุยกับข้านี่!"
ลู่สิงอ้าปากค้าง สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจ ยอมแพ้ความบ้าเืของสองคนนี้
ผู้าุโหลินสะบัดแขนเสื้อ แจกจ่ายขวดยาให้ทุกคน "ถึงพวกเ้าจะเก่งแค่ไหน แต่กันไว้ดีกว่าแก้ เอายารักษาไปเผื่อด้วย"
เมื่อทุกอย่างพร้อม ลู่สิงก็สะบัดชายเสื้อ เตรียมพาเหาะ
จู่ๆ เย่จงก็พูดขึ้น "ไอ้หนู! จำสัญญาของเ้าไว้ให้ดี!"
ทุกคนงงเป็ไก่ตาแตก สัญญาอะไร? มีแค่ซูหยุนที่รู้ความหมาย เขาหันกลับมา โค้งคำนับเย่จงอย่างสุดซึ้ง
"ขอรับ!"
แววตาของเย่จงอ่อนลงเล็กน้อย "ไปซะ... ไสหัวไปได้แล้ว"
เหล่าศิษย์พี่มองหน้ากัน แล้วก็ถึงบางอ้อ อ๋อ... ที่แท้ก็สั่งลาลูกเขย... แหม หวานกันจริงจริ๊ง
......
ลู่สิงใช้พลังห่อหุ้มทุกคน แล้วพุ่งทะยานออกจากสำนักด้วยความเร็วสูง
หลังจากทะลวงด่านระดับการฝึกฝน ความเร็วในการเหาะของเขาเพิ่มขึ้นมหาศาล การแบกคนสิบคนไปด้วยไม่ได้ทำให้ช้าลงเลย เพียงครู่เดียวก็พ้นเขตสำนัก มุ่งหน้าสู่ทิศเหนืออันรกร้าง
บินต่อเนื่องมาเกือบครึ่งวัน ในที่สุดก็มาถึงสถานที่ที่เต็มไปด้วยโขดหินระเกะระกะและสภาพอากาศสุดขั้ว
ซูหยุนััได้ถึงความผิดปกติ เดี๋ยวร้อนตับแตก เดี๋ยวหนาวจนไข่สั่น เดี๋ยวพายุฝนกระหน่ำ เดี๋ยวแดดเปรี้ยง ปะปนกันมั่วซั่วไปหมด ที่นี่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อาศัยอยู่ได้เลย แม้แต่หญ้าสักต้นก็ยังไม่มี
ลู่สิงร่อนลงจอด "รออยู่ที่นี่แหละ"
ซูหยุนถาม "ผู้าุโลู่ ทางเข้าแดนลับอยู่ไหนหรือขอรับ?"
"อีกครึ่งวัน ทางเข้าจะเปิดเอง ถึงตอนนั้นพวกเ้าจะเห็นความมหัศจรรย์"
ซูหยุนบ่นอุบ "สภาพอากาศโหดร้ายชะมัด ถ้าไม่ใช่ผู้ฝึกตน คงตายั้แ่ก้าวแรกแล้ว"
ลู่สิงยิ้ม "ที่นี่คือ 'ขอบโลก' กฎเกณฑ์ธรรมชาติยังสร้างไม่เสร็จ มันก็เลยเละเทะแบบนี้แหละ"
ทุกคนตื่นตาตื่นใจ มองไปรอบๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น
แต่ซูหยุนตีความได้ลึกกว่านั้น โลกใบเล็กใบนี้... นอกจากตรงกลางที่พออยู่ได้ ที่เหลือคงเป็แดนทุรกันดารแบบนี้หมดสินะ... เฮ้อ อนาถแท้
ขณะที่กำลังสำรวจพื้นที่ จู่ๆ ก็มีเงาร่างงดงามร่อนลงมาจากฟากฟ้า ตามมาด้วยกลุ่มหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มอีกขบวนใหญ่
สำนักเพียวเหมี่ยว มาถึงแล้ว...
ผู้นำกลุ่มคือสตรีในชุดกระโปรงยาวสีเหลืองอ่อน ใบหน้างดงามหยดย้อย ทันทีที่นางเห็นลู่สิง แววตาที่เคยเรียบเฉยก็เปล่งประกายยินดี นางเยื้องย่างเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มหวาน
"เ้าขอนไม้... นึกไม่ถึงว่าครั้งนี้เ้าจะเป็คนนำทีมมาเอง"
เสียงหวานหยดบวกกับสรรพนามที่สนิทสนมเกินเบอร์ ทำเอาทุกคนหูผึ่ง หันขวับไปมองลู่สิงเป็ตาเดียว
ลู่สิงหน้าเจื่อน หลบสายตาเลิ่กลั่ก อึกอักตอบกลับ "เอ่อ... สหายเต๋าเสิ่น..."
เ้าขอนไม้?
ซูหยุนแทบหลุดขำก๊าก ฉายานี้... ช่างเหมาะสมกับผู้าุโลู่ยิ่งนัก!
เขาลูบคาง มองสลับไปมาระหว่างลู่สิงที่ทำตัวไม่ถูก กับผู้าุโหญิงคนสวยที่ยิ้มหวานหยด
เรียกกันซะขนาดนี้... ถ้าบอกว่าไม่มีซัมติงกัน ให้เอาหัวไอ้กัวเลี่ยงมาเป็ลูกบอลเตะเล่นได้เลย!